ทำอย่างไร ให้หยุดคิด

ถาม. ฟุ้งมาก ทำยังไง?

ตอบ. ถ้าไม่เคยฟุ้ง จะรู้ไหมว่า ลักษณะความฟุ้งเป็นยังไง

 จริงๆแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า สภาวะ  คือ สภาวะมาสอนให้รู้คำเรียกต่างๆ
 เมื่อความคิดเกิด เราไม่อยากให้เกิด ต้องถามตัวเองว่า ทำไมถึงไม่อยากให้เกิด
ถาม. เพราะหนูมีความอยากคะ
ตอบ.  เมื่อเราอยากให้หาย มันจึงไม่หาย

 หรือ เมื่อมีความอยากได้สิ่งใด ก็คิดอยู่อย่างนั้น

พี่เคยเจอมาแล้ว  คิดๆๆๆๆ จนรู้สึกปวดหัวไปหมด

ยิ่งกำหนด คิดหนอๆๆๆๆ ตอนกำหนดหายไป พอเลิกกำหนดก็คิดอีก
ถาม. จริงคะ
ตอบ. 

สุดท้ายรู้ว่า ความคิดเกิดดับของมันเอง ไม่ต้องไปกำหนด  แค่รู้ว่าคิด

 หาที่สบายตา สบายใจ  สถานที่ถูกใจ ความคิดก็หายไปเอง

ที่พี่เคยเขียนไว้ในบล็อก  ตอบโต้ทางความคิดกับพระอาจารย์ ท่านรู้หนอ

 รู้ว่าพี่คิดๆๆๆ
 ท่านบอกว่าให้กำหนด

พี่รู้ว่า กำหนดแล้วเป็นยังไง เพราะลองทำแล้ว

 ก็เลยพูดในใจกับท่านว่า ท่านไม่ต้องมาสนใจความคิดพี่ เดี่ยวก็หายไปเอง
 สุดท้าย ความคิดนั้นก็หายไปเอง โดยไม่ต้องกำหนดอะไร

จากเหตุนี้ ทำให้รู้ว่า อาการของความคิดแบบนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน เพราะทำให้รำคาญ อยากให้หาย

ส่วนความคิดที่เกิดขึ้น ขณะจิตคิดพิจรณา (จิตเป็นสมาธิ) จะไม่รำคาญ

โฆษณา

สภาวะสัญญา

ขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่กายหยาบหายไป ปรากฏแต่ความว่าง หรือ รู้ที่กายเป็นขณะ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่มีคำเรียกใดๆเกิดขึ้น จะมีแค่รู้อย่างเดียว

สมาธิคลายก็รู้ เกิดก็รู้ ดับสนิทก็รู้ คือ รู้ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ส่วนคำเรียกต่างๆนั้น นำมาใส่เอง หลังจากผ่านสภาวะนั้นๆมา แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตำราต่างๆ ที่มีเขียนไว้

ตัวอย่าง พระอานนท์ สนทนากับพระสารีบุตร

” อา. ดูกรท่านสารีบุตร ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุ
เป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอันธวัน ใกล้พระนคร
สาวัตถีนี้แหละ ณ ที่นั้น ผมเข้าสมาธิ โดยประการที่ผมมิได้มีความสำคัญใน
ปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์เลย มิได้มีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็น
อาโปธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
มิได้มีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญใน
อากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้มี
ความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ มิได้
มีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
เป็นอารมณ์ มิได้มีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ มิได้มีความ
สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าผมเป็นผู้มีสัญญา ฯ”

หมายเหตุ:

สิ่งที่พระสารีบุตร กล่าวว่า เป็นผู้มีสัญญา หมายถึง สิ่งทีเกิดขึ้น ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ ซึ่งมีผู้นิยมเรียกว่า ปัญญา

และสมาธิที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะนั้นๆ แค่รู้ว่ามีรายละเอียดต่างๆของสภาวะเกิดขึ้น ไม่มีคำเรียกปรากฏ

” อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ
สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า การดับภพ
เป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป
ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลว
อย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น
แก่ผมว่า การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ สัญญาอย่างหนึ่ง
ย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น ผมได้มี
สัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ”

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=186&Z=277

สันตติขาดหรือฆนะแตก

ช่วงนี้ เจ้านายมีสภาวะหนึ่งเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นอาการ หัวสะบัดไปข้างหลัง

เขาเปิดฟังเรื่อง เทศน์ลำดับญาณ ได้ยินเรื่องสภาวะหัวสะบัดไปข้างหลัง เรียกว่า สันตติตขาด เขาถามว่า ใช่ตามนั้นไมห?

ตอบว่า ก็แค่สภาวะที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติของสมาธิ ขณะนั้นๆ ส่วนใครจะเรียกว่า อะไร นั่นขึ้นอยู่กับอุบายคำสอน แค่รู้ไป อย่าไปยึดติดกับคำเรียกนั้นๆ

เจ้านายบอกว่า ไม่ยึดหรอก อยากรู้ว่า ใช่หรือเปล่าเท่านั้นเอง

เมื่อก่อน สภาวะนี้เคยเกิดขึ้นกับวลัยพร เกิดขึ้น ขณะกำลังเดินจงกรม เห็นแต่ละก้าวย่าง ขาดออกจากกัน เป็นท่อนๆๆๆๆๆๆ คือ รู้ชัดในอาการเกิด ทุกขณะ ของการเคลื่อนเท้า เห็นการเคลื่อนเท้า ในแต่ละขณะ ขาดออกจากกัน

คือ เห็นที่ตา(ตากระทบรูป/เท้า) เพราะเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ ขณะกำลังเดิน

รู้ที่ใจ คือ รู้การขาดออกจากกันทุกย่างก้าว รู้ขึ้นมาที่ใจ

ถามกับผู้รู้ปริยัติ เขาบอกว่า เจอสภาวะสันตติขาด ให้ไปอ่านในหนังสือสอบอารมณ์ ที่เขาให้มา

พอไปอ่าน ก็เจอสภาวะในตำราเขียนไว้ ยังไม่ปักใจเชื่อ หาในเนต เจอบล็อกของพระรูปหนึ่ง ท่านเจอสภาวะเดียวกับเรา แล้วท่านเขียนไว้ เป็นทำนองว่า คือ สภาวะของโสดาบัน

เหตุจาก ขาดพี่เลี้ยง ที่รู้ชัดในสภาวะต่างๆนำทาง และจากเหตุปัจจัยที่มีต่อผู้เขียนตำราเล่มนั้น จึงหลงคิดว่า ได้อะไร เป็นอะไร แถมยังนำไปสร้างเหตุนอกตัว ทำให้ผู้ที่มีเหตุร่วมกัน ทำให้มาเชื่อกัน หลงตามกันอีก

สรุปแล้ว ไม่ใช่โสดงโสดาอะไรหรอก แค่สติ สมาธิ ณ ขณะนั้นๆ เกิดความสมดุลย์ สภาวะสัมปชัญญะจึงเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จึงทำให้รู้ชัดสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น ณ แต่ละขณะๆๆๆๆ

แล้วก็ ไม่ใช่สภาวะ วิปัสสนา อะไรหรอก เป็นเพียงสภาวะสัมมาสมาธิ ที่เกิดขึ้น ชั่วขณะ เท่านั้นเอง

วิปัสสนา มีเพียงหนึ่งเดียว คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ยึดแล้วหลง

ไปอ่านเจอเรื่องเล่า

“เมื่อใจเรามีความสงบมากเท่าไร ความแน่นหนามั่นคงของใจก็ยิ่งเพิ่มกำลังขึ้น การรวมสงบจิตก็อยู่ได้นาน ความสงบของจิตไม่มีเพียงชั้นเดียว ยังมีหลายชั้น คือจิตรวมลงไปชั้นหนึ่ง ไม่สู้จะละเอียดเท่าไร ถึงชั้นที่สองละเอียดลงไปมาก ถึงชั้นที่สามกายก็ไม่เหลืออยู่ในความรู้สึกนั้น ไม่ปรากฏอันใดทั้งสิ้น เหลือแต่ธรรมชาติความสุขและมีสติกับความรู้เท่านั้น ขณะจิตได้รวมลงเช่นนั้น จะว่าเรารักษาจิตด้วยสติก็ไม่ถนัด สติกับความรู้เลยกลายเป็นอันเดียวกัน ไม่ทราบว่าใครจะพยายามรักษาใคร รู้อยู่เท่านั้น แม้อวัยวะจะมีอยู่ก็ไม่ปรากฏ

เวลาจิตถอนออกมาแล้ว ถ้าจิตควรแก่การพิจารณาด้วยปัญญา ก็ต้องค้นคว้าในความเป็นอยู่ของกาย จนกระทั่งว่ากายของเราทุกส่วนได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยปัญญาจนเพียงพอ ไม่มีส่วนใดๆ จะยังเหลืออยู่ให้เป็นตัวอุปาทาน คือความยึดมั่นในส่วนกาย

เมื่อปัญญาได้พิจารณาส่วนร่างกายจนเพียงพอถึงกับได้ถอนอุปาทาน คือถือมั่นในกายจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว ต่อจากนั้นจะเป็นสภาพที่ว่างเปล่า แม้จะปรุงขึ้นมาก็สักแต่ว่าปรากฏชั่วขณะเดียว เหมือนอย่างฟ้าแลบก็ดับไป เป็นความว่างประจำจิต คำว่า ความว่างประจำจิตนี้เป็นความว่างจากร่างกายอันนี้ และจะเหลือภาพอันหนึ่งขึ้นที่จิต แต่อาศัยภาพของกายอันหยาบนี้ไปปรากฏอยู่ภายใน ก็พิจารณาภาพนั้นให้เป็นไปลักษณะเช่นเดียวกับส่วนแห่งกายทั้งหลาย เมื่อปัญญาพอแล้ว ภาพภายในนี้ก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือ จะเหลือแต่ความว่างกับจิต”

มีมากมาย ที่ได้พบเจอมากับผู้ที่พบเจอสภาวะนี้ แล้วเกิดการยึดติด คิดว่า เป็นวิมุตติหรือนิพพาน แล้วคิดว่า เป็นสภาวะการเห็นแจ้งตามความเป็นจริง

สภาวะนี้ เป็นเป็น สภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสมาธิ ที่มีความรู้สึก ณ ขณะนั้นๆ ที่กายหายไป หรือกายไม่ปรากฏ เกิดขึ้นด้วยอำนาจหรือกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

และถ้ากำลังของสมาธิมีมากขึ้นไปอีก กายและจิต จะดับหายไปหมด ณ ขณะนั้นๆ

มีคนรุ่นหลัง เมื่อไปอ่านเจอเข้า ประจวบเหมาะที่ได้พบเจอกับสภาวะนั้นๆ ด้วยเหตุปัจจัยที่สร้างมากับผู้เขียนข้อความนั้น จึงทำให้เกิดความเชื่อถือกัน

ด้วยอำนาจของโมหะครอบงำ อวิชชาไม่ปรากฏ แล้วหลงยึดว่า อวิชชาปรากฏ เป็นเหตุให้ ติดสภาวะอุปกิเลส

เท่านั้นยังไม่พอ นำสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้ คิดว่าใช่ คิดว่าหยั่งลงในธรรมนั้นๆ(ตามที่คิดเอาเอง) จึงนำไปสร้างเหตุนอกตัว เหตุนี้ ภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้น ไม่จบไม่สิ้น

เหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง เกิดจาก ความศัรทธาเป็นเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้ วันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมหลุดออกจากสภาวะอุปกิเลสที่เกิดขึ้น

ที่นำมาบอกเล่าสู่กันฟังนี้ เหตุผลมีเพียง จะบอกว่า ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เมื่อมีสภาวะใดเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่ว่าจะวิจิตรพิศดารขนาดไหน แค่รู้ไป เพราะความวิจิตรพิศดารของจิต ขณะเป็นสมาธิอยู่นั้น มีมากมายยิ่งนัก

จะเสียเวลาตรงที่ยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วนำไปสร้างเหตุนอกตัว แทนที่จะตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง แล้วหยุดการคิดปรุงแต่งกับสภาวะที่เกิดขึ้นเสีย

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: