อานิสงส์ ๘ ประการของการเห็นปฏิจจสมุปบาท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ถูกแล้ว! เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า พวกเธอ
ทั้งหลายก็กล่าวอย่างนั้น, แม้เราตถาคต ก็กล่าวอย่างนั้น, ว่า "เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อม
ไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้ย่อมดับ๒ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความ
ดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความ
ดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมี
ความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมี
ความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับ
แห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับ
แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย
จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้".

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จึงพึงแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า
"ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ; เราได้
เป็นอะไรแล้วหนอ; เราได้เป็นอย่าไรแล้วหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีก
แล้วหนอ" ; ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า"

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่
อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงแล่นไปสู่ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ)
ว่า "ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือหนอ; เราจักไม่มีหรือหนอ; เราจัก
เป็นอะไรหนอ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ";ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
จะพึงเป็นผู้มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอันเป็นปัจจุบัน ในกาลนี้ว่า "เรามีอยู่หรือหนอ;
เราไม่มีอยู่หรือหนอ ; เราเป็นอะไรหนอ;เราเป็นอย่างไรหนอ; สัตว์นี้มาจากที่ไหน แล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ"; ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า 
"พระศาสดาเป็นครูของพวกเรา ดังนั้น พวกเราต้องกล่าวอย่างที่ท่านกล่าว เพราะความเคารพในพระศาสดานั่นเทียว" ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า 
"พระสมณะ(พระพุทธองค์) กล่าวแล้วอย่างนี้;แต่สมณะทั้งหลายและพวกเรา จะกล่าวอย่างอื่น" ดังนี้?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงประกาศการนับถือศาสดาอื่น?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงเวียนกลับไปสู่การประพฤติซึ่งวัตตโกตูหลมงคลทั้งหลาย ตาม
แบบของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นเป็นอันมาก โดยความเป็นสาระ?
"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!"
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจะกล่าวแต่สิ่งที่พวกเธอรู้เอง เห็นเอง
รู้สึกเองแล้ว เท่านั้น มิใช่หรือ?

"อย่างนั้น พระเจ้าข้า!"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอทั้งหลาย
เป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
(สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู
(เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน
(ปจฺจตฺตํ เวทตพฺโพ วิญฺญูหิ).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คำนี้เรากล่าวแล้ว หมายถึงคำที่เราได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ธรรมนี้ 
เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเองเป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตน
อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน" ดังนี้.
โฆษณา

ปฏิจจสมุปบาท

เรื่องสภาวะปฏิจจสมุปบาท มีการถามกันว่า ตกลง เป็นการคร่อม ๓ ชาติ จริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ใช่แค่ ๓ ชาติ แต่ทุกๆขณะที่ผัสสะเกิด แล้วสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นน่ะแหละ นับไม่หวาดไม่ไหว จนกว่าจะตาย กี่ชาติล่ะ ลองนับดูสิ ทุกๆครั้งที่สร้างเหตุออกไปน่ะ

การที่รู้เรื่องสภาวะปฏิจจสมุปบาท ต้องแจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง ต้องรู้ว่า นิพพานแท้จริง คืออะไร นั่นแหละ จึงจะรู้สภาวะปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติ เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ การไม่เกิดอีกต่อไป ล้วนแจ้งในสภาวะนิพพาน และสภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นจริง

ถ้ายังไม่แจ้ง ยังต้องเกิดอีกต่อไป แต่อาจจะสั้นลง หรือ ยาวขึ้น ก็ตตามเหตุปัจจัยอีกน่ะแหละ

ที่สำคัญ ต่อให้คนนั้นๆรู้ ต่อให้คิดจะบอกใครก็ตาม ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ถ้าสร้างเหตุมาให้เชื่อกัน ย่อมเชื่อกัน

เหมือนดาบสองคน ถ้าตัวเองยังไม่แจ้ง แล้วเจอสภาวะใดสภาวะหนึ่ง แล้วน้อมเอา คิดเอาเอง คิดว่าแจ้ง แล้วนำไปบอกคนอื่น ที่มีเหตุปัจจัยมาร่วมกัน ให้มาเชื่อกัน

ตัวคนบอกเขาก็หลง แต่ไม่รู้ว่าหลง นำไปบอกคนอื่นต่อ คนที่่สร้างเหตุมาเชื่อกัน ก็เชื่อกันอีก เลยกอดคอกันหลงไปทั้งคนบอกและคนที่เชื่อในคำบอก

ถ้าสร้างเหตุมา ไม่ให้มาเชื่อกัน ย่อมไม่เชื่อกัน

ถ้าเป็นกรณีนี้ เหตุจากผู้ไปบอกก็ยังไม่แจ้ง แต่คิดเอาน้อมเอาเองว่าแจ้ง ไปบอกกับอีกคน ที่สร้างเหตุมา ไม่ให้เชื่อกัน

ผลคือ เขาไม่เชื่อตัวเอง เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ เขาไม่เชื่อ ยังไม่หยุด มีความพยายามที่จะพูดโน้มน้าว หาข้อมูลสารพัด มาบอก เพื่อให้เขาเชื่อ ผลคือ ภพชาติเนิ่นนานออกไปอีก ดีไม่ดี หากผิดใจกัน ถึงขั้นพยาบาทต่อกัน ทีนี้เรื่องใหญ่

ในการที่คิดว่าแจ้ง แต่ไม่สามารถอธิบายสภาวะตามความเป็นจริง อ้างว่า อธิบายยาก อันนี้เข้าใจ

แต่พอให้อธิบายเรื่อง การปฏิบัติ ที่ตรงกับปฏิจจสมุปบาท กลับอธิบายไม่ได้ มีแต่บอกว่า นี่คือ วิปัสสนา นั่นคือ วิปัสสนา ทำแบบนี้แล้ว จึงจะเห็นตามความเป็นจริง

ชาวบ้าน ตาสี ตาสา อ่านหนังสือไม่ออก ฟังแล้วงง ทำตามแบบงูๆปลาๆ แต่หาข้อสรุปไม่ได้ ทำยังไง ได้ผลเห็นทันตา ตอบไม่ได้ เพราะผู้พูดก้ยังไม่รู้

ลองดูสิ แค่ไม่สร้างเหตุออกไป ยามที่เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา ณ ขณะนั้นๆ ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม แค่รู้

ถ้าอยากรู้ผล ว่าทำแบบนี้แล้ว ได้ผลจริงไหม ติดตามต่อไป สิ่งที่เขาทำกับเรา จะมีเหตุให้คนนั้น เจอการกระทำแบบเดียวที่เขาทำกับเรา แต่เขาไม่หยุด เขากลับตอบโต้ออก

ลองหวนกลับมาคิดถึงตัวเอง คิดว่า ณ ตอนนั้น ถ้าเราไม่ยอมเขา แล้วตอบโต้อกไป คงไม่แตกต่างจากสิ่งที่เขาเจอ ณ ตอนนี้ เห็นไหม เห็นแบบจะๆคาตา

 

ถึงเวลา รู้เอง

ไม่ได้เรียนคำเรียกต่างๆมาโดยตรง นับว่ายังมีเหตุให้รู้ ปัจจุบันนี้ กูรู เป็นแหล่งข้อมูลเยอะมาก มีผู้นำมาเผยแผ่ เป็นธรรมทาน
เมื่อถึงเวลา มีเหตุปัจจัยให้รู้ วลัยพร ก็อาศัย สิ่งที่นำมาโพสกันไว้ นำมาเป็นบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด นำมามากน้อย ในแต่ละครั้ง แล้วแต่เนื้อหาของบทความนั้นๆ

นำมาเฉพาะที่คิดว่า ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น คือ แค่เขียนลงไป ยังไม่มีบทสรุป หรือนำพุทธวจนะ มาเป็นหลัก ในการใช้คำอธิบาย สภาวะที่เกิดขึ้น

อย่าเจตนาหา

เคยไหม เมื่อสงสัยสิ่งใด เที่ยวค้นหาสิ่งๆนั้น ที่อยากรู้ แทบเป็นแทบตาย หาเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอ บทจะเจอก็เจอ สุดท้ายไม่พ้น นำสิ่งที่หาพบ มาเปรียบเทียบกับสภาวะของตนเอง นี่แหละ เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ คือ อวิชชา จึงถูกโมหะ ครอบงำ ถูกความทะยานอยาก ถูกอุปทาน สร้างภาพลวงตาขึ้นมา บดบังสภาวะ ไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

ตอบว่า เมื่อก่อนเคยนะ เล่นเอาหลงสภาวะไปพักใหญ่

ปัจจุบันนี้ไม่ เพราะรู้ดีว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้คำเรียกต่างๆนั้นเอง เพียงตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง และพยามหยุดตัวเองให้ทัน ก่อนที่จะสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

สมาธิดี

เมื่อคืน ขณะที่นอนอยู่ เดี๋ยววึ๊ด เดี๋ยววึ๊ด เกือบทั้งคืน แทบจะไม่ได้หลับแบบปกติ

แม้อาการศจะเย็นแค่ไหน เจ้านายนอนห่มผ้าทั้งตัว ผ้าจรดคาง ส่วนเรา ผ้าปิดแค่เท้านิดๆ ไม่ได้ห่ม เพราะ อากาศกำลังสบาย ไม่รู้สึกหนาว

ตอนที่ล้มตัวนอนใหม่ๆ ยังบอกเจ้านายว่า วันนี้สมาธิดีจริงๆ หัวใจเหมือนมาเต้นอยู่ข้างนอก

เจ้านายถามว่า เหมือนเวลาออกกำลังกายใช่ไหม

เราบอกว่า ใช่ เต้นแรงแบบนั้นเลย แต่จังหวะการเต้นของหัวใจ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
เมื่อก่อนจะดัง ตุบ ตุบ เป็นจังหวะ แบบนั้น

เมื่อคืน เต้นแปลกๆ จับจังหวะไม่ได้ เหมือนเต้นกระจัดกระจาย เต้นไปทั่วอก จับเฉพาะจุดไม่ได้ แถบสะโพก แถบหลัง ตามแขนขา ชีพจรเต้นกระจายไปทั่ว

แค่รู้ไปตามเสียงเต้นของชีพจรและหัวใจ สักพัก วูบลงไป มารู้สึกตัวตอน รู้สึกวึ๊ดขึ้นมา จิตเป็นสมาธิ มีสุขเกิด

นอนรู้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสมาธิคลายตัว แปบเดียว วึ๊ดขึ้นมาอีกละ เป็นแบบนี้ทั้งคืน สุข สงบมาก จนไม่อยากลุกจากที่นอน

เหตุนะ

เป็นคนชอบสร้างเหตุ ของการปฏิบัติ และทำทาน

เหตุที่ไม่ค่อยสนับสนุนคำสอน หรืองานเขียน ของใคร ไม่ว่าจะเป็นพระ หรือฆราวาสก็ตาม

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะ ตราบใดที่ยังมีกิเลส มักเอาความถูกใจตนเป็นหลัก แม้กระทั่ง สิ่งที่นำมาโพสนั้นๆ จะมีตำหนิ หรือเปรียบเทียบกับการปฏิบัติอื่นๆ

แม้กระทั่ง มีคำพูด มีคำว่า ดี-ชั่ว ถูก-ผิด บาป-บุญ คุณ-โทษ คือ สิ่งที่ล้วนตกอยู่ภายใต้ โลกธรรม ๘

ที่แทบจะไม่โพสเลยเพราะเหตุนี้แหละ เพราะเป็นการสนับสนุนงานเขียน หรือ คำสอนนั้นๆ เป็นเหตุให้ ผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน เกิดความเชื่อในสิ่งๆนั้น ไปด้วย

มักจะชอบโพส คำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่า เพราะ แน่นอนที่สุด ในการใช้ ในการสร้างเหตุของ การดับทุกข์ หรือ ดับเหตุของการเกิด ที่เห็นเป็นรูปธรรม ทำตามได้ชัด มากที่สุด

ที่สำคัญ พระพุทธเจ้า ทรงหมดกิเลสแล้ว คำสอนจึงแตกต่างจากผู้ที่ยังมีกิเลส ผู้ที่ยังมีกิเลส มักยึดติดรูปแบบ แล้วชอบกล่าวคำเบียดเบียนผู้อื่นเนืองๆ

แรกเจอ

สภาวะนี้ เท่าที่อ่านเจอมา แรกเจอ เหมือนกันหมด คิดว่า “ใช่” เป็นเหตุให้ เกิดการสอนผู้อื่น

แต่อย่างน้อย คนเหล่านี้ อย่างน้อยๆ เมื่อสิ้นชีวิตลง ไม่ไปอบายอย่างแน่นอน เหตุจาก ความศรัทธา เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดการทำความเพียร และรักษาศิล

“ขณะเดินจงกรม พิจรณาดูความคิดอยู่ ก็บังเกิด แสงส่วางแห่งปัญญา
ยิ่งพิจรณาลึกเข้าไป สัจธรรมทั้งหลาย ก็บังเกิดขึ้น เป็นลำดับ

การเข้าถึงธรรม ในครั้งนั้น เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และนับแต่นั้น เป็นต้นมาก็มีอุตสาหะ ในการแนะนำสั่งสอนคนอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ให้ได้รู้เห็น และเข้าใจในสิ่งที่ตนพบเห็น

ใช้เวลาเผยแผ่ธรมมะ ขณะที่ยังเป็นฆราวาสอยู่ เป็นเวลาสองปีกว่าๆ หลังจากนั้น ต่อมา ไม่ได้บอกว่า นานแค่ไหน จึงได้บวช”

หมายเหตุ:

ที่นำมาบอกนี้ เพียงเห็นว่า เป็นการสร้างเหตุให้เนิ่นนานออกไป ทั้งนี้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย

เพราะเหตุนี้ คำสอนของพระพุทธองค์ จึงไม่สิ้น เหตุเพราะ คนเหล่านี้ ถึงเกิดน้อยลง แต่ยังต้องเกิดอีก

เพราะเหตุนี้ เมื่อเกิดชาติใหม่ เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้ได้ ปฏิบัติ และทำให้ จิตเกิดสภาวะสัญญเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะสมไว้ในจิต เพียงเมื่อถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม จะทำให้รู้เอง

มีน้องคนหนึ่ง ที่เคยรู้จัก เพิ่งอายุ ๒๐ ปี แฝงตัวอยู่ในเนต เชื่อไหม ไม่เคยปฏิบัติรูปไหนเลย เพราะพอนั่งสมาธิ จะมีอาการประหลาดเกิดขึ้นกับเขา เขาจึงไม่ยอมนั่งสมาธิอีกเลย อันนี้ เขาเล่าให้ฟังเอง

วันหนึ่ง ได้ไปปฏิบัติร่วมกัน สิ่งที่มองเห็นเวลาเขานั่ง นั่งหลับตลอด นั่นคือ สมาธิมากกว่าสติ แนะนำให้เดินจงกรม เขาไม่ชอบเดิน

เขาเล่าให้ฟังว่า เขาชอบเล่นเกมส์ มาวันหนึ่ง ไปเจอเวปธรรมะ เมื่อเข้าไปอ่านแล้ว เขาบอกว่า แปลกมาก เขาเข้าใจสิ่งเหล่านั้นหมด ทั้งๆที่ ไม่เคยสนใจเรื่องปฏิบัติ

ทุกวันนี้ เขาแอบแฝงตัวตามเวปต่างๆ ตั้งตนเป็นอาจารย์สอน รูปแบบปฏิบัติแนวหนึ่ง ทั้งๆที่ ไม่เคยเห็นรูปนาม เพราะไม่สนใจปฏิบัติ

แต่กลับ อธิบายเรื่อง แยกรูป แยกนาม อย่างกับตาเห็น ตรงกับสภาวะด้วยนะ คือ พื้นฐานของรูปนาม

แปลกแต่จริง เป็นเรื่องของ น้องผู้หญิง อายุ ๒๐ ปี

ใช้สมาธิหากิน(วัยเด็ก)

ที่เคยเล่าประจำ วลัยพรทำเตโช เจอสภาวะ สิ่งที่เรียกว่า ฌาน หรือ สภาวะปฐมฌานมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้น เรียนอยู่ชั้นประถม ในชีวิต จะพบเรื่องแปลกประหลาดประจำ แต่ตอนั้น ก็ไม่รู้อีกว่า เกิดจากจิตเป็นสมาธิ

อยู่ชั้นประถม เรียนเก่งมาก ที่ ๑ ที่ ๒ บางครั้งเรียนตกต่ำ แต่ไม่เคยได้เลขสองตัว การเรียนอยู่ที่ ๗๘% ไม่เคยอ่านหนังสือส บล่วงหน้า แต่เป็นคนความจำดีระยะสั้น จะอ่านเฉพาะก่อนเข้าห้องสอบ จะจำได้ดี

ตอนที่พ่อแม่กำลังจะเลิกกัน ก็ฝันล่วงหน้า ฝันว่า ระบิดลงบ้าน ทุกคนกระจัดกระจาย ไปคนละทาง แต่ไม่มีใครตาย ตอนนั้น ยังไม่รู้สิ่งที่เรียกว่า นิมิต รู้แค่ว่า หลับแล้วฝันไป ต่อมา พ่อแม่เลิกกัน

ตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ได้ใช้สมาธิหากิน แต่ตอนนั้น ยังไม่รู้หรอกว่า ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ เกิดเพราะ กำลังของสมาธิ

ช่วงนั้น มีงานที่โรงเรียน แต่ละคน จะมีกิจกรรมกลุ่ม วลัยพรเข้ากลุ่มคณิต ตอนนั้น กำลังเรียนเรื่อง ความน่าจะเป็น (Probability) อจ. เห็นความสามารถพิเศษ เลยจัดกิจกรรมหมอดูในซุ้มของวิชาคณิตศาสตร์ ในแง่ของเรื่อง ความน่าจะเป็น (Probability)

ก่อนที่อาจารย์จะตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา อจ.ทดสอบก่อน เราใช้วิธี ตัดกระดาษตามยาว ๓ ชิ้น จับพับครึ่ง แล้วให้คนที่มาดู ถือไว้ พร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐาน เสร็จแล้ว ให้แม๊กกระดาษ เป็นคู่ โดยเย็บทั้งหมด

เมื่อแกะออกมา กระดาษบางครั้ง เป็นวงกลมก็มี เป็นสามวงกลมเดี่ยวๆก็มี เป็นวงกลมเดี่ยว แล้วมีวงกลม อีกสองวงกลมเกาะร่วมกันก็มี

การทำนาย เป็นเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คนที่แม๊กกระดาษ ลักษณะกระดาษ ที่เป็นวงกลมแต่ละแบบนั้น จะตรงกับเรื่องราวที่เขาประสพอยู่

วิธีการทำนาย จริงๆแล้ว บางคนเดินมา ยังไม่ทันพูดอะไร จะมีภาพผุดขึ้นมา เป็นเรื่องๆ แล้วใช้กระดาษแม๊กนั้น ใช้ประกอบคำทำนาย เหมือนหลอกเขานะ บอกไปตรงๆ ใครจะเชื่อว่า เรามองเห็นในสิ่งที่เขามองไม่เห็นกัน

บางคนเดินมาหา ยังมองไม่เห็นอะไร จะขอจับมือเขา ภาพจะผุดๆๆๆขึ้นมาทันที บางคนมาหาเป็นคู่ วลัยพร เกือบโดนตื้บก็มี เพราะดันไปพูดความจริง

เหตุจาก ฝ่ายชาย มีเมียอยู่แล้ว แต่คบผู้หญิงอีกคน พาคนนี้มาเดินเที่ยวงาน แล้วเข้ามาดูวงกลมที่เรา ตอนนั้น เราไม่รู้หรอกว่า เขามาด้วยกัน ฝ่ายหญิงเดินเข้ามาคนเดียวก่อน คนนี้เราแตะที่มือเขา ภาพมันก็ผุดๆขึ้นมา

เขาถามว่า คนที่เขาคบอยู่ ใช่เนื้อคู่ไหม

เราก็พูดไปตามตรงว่า คนนี้ มีเมียแล้ว พี่เป็นเมียน้อยเขา ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ มีผู้ชายเดินเข้ามาหาเรา พร้อมกับพูดว่า โกหก เขายังไม่มีเมีย ดีนะ ที่ผู้หญิงยึดตัวเขาไว้ ไม่งั้นสงสัยโดนแน่เรา

วันต่อมา ฝ่ายหญิงมาหาเราอีก พร้อมกับถามว่า น้องรู้ได้ยังไงว่า แฟนพี่มีเมียแล้ว

เราบอกว่า เราสามารถมองเห็น ในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เรามองเห็นภาพผู้ชาย มีครอบครัวแล้ว คือ อยู่กับลูกเมียเขา

ฝ่ายชาย มาหาอีกวัน มาถามว่า ทำไมมาพูดให้เขากับแฟนผิดใจกัน(คนที่คบใหม่)

เราบอกว่า เรามีความสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เมื่อจับมือฝ่ายหญิง ภาพขึ้นมาแบบนั้น

เขายังไม่ยอมไป ยังถามโน่นถามนี่ จำไม่ได้นะ นานแล้ว จำได้แค่บางเรื่อง

พอหมดงานโรงเรียน ข่าวเราดูแม่น ดังมากกก มีทั้งอาจารย์ ทั้งเพื่อนรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน ช่วงพักเที่ยง กินข้าวเสร็จ นั่งริมสนามหญ้า เปิดกิจกรรมดูดวง จำได้แม่น เฉพาะวันนั้น ได้สองร้อยบาท คือ คิดค่าดู แต่จำไม่ได้ว่ากี่บาท

ปรากฏว่า เรื่องเข้าหูอจ.คณิตศาสตร์ อจ.ยึดเงินทั้งหมดที่ได้มา อจ.บอกว่า เงินต้องเข้ากองกลาง เราโกรธมาก เงินของเราหามาเองแท้ๆ อจ.กลับมายึดหน้าตาเฉย

ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยดูอะไรให้ใครอีก เพราะว่า เรื่องอะไรจะมาดูฟรี

อจ.ขา ถ้านร.มีความสามารถพิเศษ เขาหาเงินเอง อจ.ไม่ควรยึดของเขานะคะ หนูน่ะจน พ่อรับราชการก็จริง แต่ลูก ๕ คนค่ะ ทุกวัน หนูได้เงินแค่ค่ารถไปกลับ กับค่าข้าว ขนมหวานอาศัยเพื่อนกิน ตอนเช้า เดินไปโรงเรียน ห่างจากบ้านเป็นกิโล เพราะอยากมีตังค์ ไว้เช่าหนังสือ ชอบอ่านหนังสือมากก

ตอนเรียนชั้นประถม ได้ภารโรงอุปถัมป์ เพราะสนิทกับลูกสาวเขา เลยมีข้าวกินทุกวัน กินกับเพื่อนและครอบครัวเขา จนกระทั่งเรียนจบ ป.๗

ส่วนเสื้อผ้า หนังสือ รับของฟรีตลอด เพราะ เรียนเก่ง

ตอนมัธยมต้น ได้เพื่อนอีกคนอุปถัมป์ คนนี้มีตังค์ แม่ขายของที่ตลาด หลังเลิกเรียน เพื่อนพาไปตลาด ช่วยแม่ขายของ ให้แม่พัก แปบเดียว เพื่อนขี่ช้างแดง(ขโมย)

ตอนค่ำ ไปกินบ้านเขาเกือบทุกวัน แม่เขาทำกับข้าวอร่อย แม่เพื่อนไม่ชอบ แต่เพื่อนชอบเรา แม่เลยขัดไม่ได้ โตมาได้ เพราะครอบครัวเพื่อนคนนี้แหละ

พอเรียนจบม.ปลาย มีป้าใจดี จะส่งไปเรียนนอก เป็นเพื่อนลูกสาวเขา ลูกเขาเรียนไม่เก่ง แต่เราไม่เอา เพราะไม่อยากไปเมืองนอก

ตอนเรียนมศ.๔ สอบผช.พยาบาล ตามใจพ่อ สอบติดเพราะภาษาอังกฤษ เป็นอันดับหนึ่ง แต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ เพราะไปนั่งร้องไห้

เขาถามว่า ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ

เราตอบว่า เปล่าค่ะ หนูกลัวได้ หนูไม่อยากได้ อยากเรียนให้จบ มศ.๕ อีกปีเดียวเท่านั้นเอง แต่มาสอบเพราะพ่อขอให้มาสอบ

พอพ่อรู้ข่าว พ่อโกรธมาก พ่อบอกว่า รู้ไหมว่าสอบเข้าได้ยาก เราร้องไห้ พ่อใจอ่อน เลยให้เรียนต่อ

เหตุที่พ่อไม่อยากให้เรียนต่อ เพราะน้องๆอีกสี่คนก็กำลังเรียน พ่อหาเงินอยู่คนเดียว ตอนนั้น เราไม่รับรู้อะไร จะเรียนต่ออย่างเดียว นึกทีไร สงสารพ่อจัง ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ

เมื่อเรียนจบ สอบอีกครั้ง สอบได้อีก และได้เรียนต่อเนื่อง ๒ ปี มีเหตุ หน.พยาบาลไม่ชอบ ตอนนั้น เราคิดสั้นมาก จะออกอย่างเดียว เกลียดหน.

จนไปสอบเข้าทำงานรับราชการอีกที่ หน.กองเรียกไปคุย บอกว่า ให้ใจเย็น ค่อยไปเรียนต่อในรอบต่อไป

ช่วงนั้น เจอปัญหาเยอะมาก ตัดสินใจลาออก เหตุจาก ช่วงที่จะขอย้าย ยังไม่สามารถโยกย้ายได้ สุดท้าย เข้าทำงานเอกชนแทน

เรื่องสมาธิ เมื่อก่อนไม่รู้จริงๆ ที่บ้านอยู่สมัยก่อน เรื่องการปฏิบัติ ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่รู้จักกัน วัดมีแค่ไว้ทำบุญ ฟังกฏแห่งกรรม

ชีวิตของวลัยพร สุดยอดของความลำเค็ญ แต่ก็ผ่านมาได้ จนมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตต่างกันลิบลับ เหมือนหน้ามือกับหลังมือ ต่างสุดๆ

ชีวิตเปลี่ยนได้ เพราะ การทำกรรมฐาน และยิ่งเปลี่ยนไปมากขึ้น เมื่อพยายามอดทน ไม่สร้างเหตุนอกตัว ยามที่เกิดความรู้สึกและความคิดต่างๆนานา กับคนอื่นๆ

คนเลว

ชีวิตของวลัยพร ในสมัยก่อน มีบางคนกล่าวลับหลังว่า เป็นคนเลว แต่มีเพื่อนร่วมงาน ที่สนิทกัน เขาออกรับแทนทุกครั้ง เขาบอกว่า อย่ามองคนแค่ภายนอก เขาสนิทกับเขา เขารู้ดี ถึงจะเที่ยวจะกินยังไง ไม่เคยผิดลูก ผิดเมีย ผิดผัวใคร คือ ไม่ผิดศิลข้อนี้

เมื่อก่อน มีเพื่อนเยอะ ชอบเที่ยวกลางคืนกัน ทั้งดื่ม ไม่สว่างไม่กลับบ้านกัน บุหรี่เคยลองสูบ สำลัก เลยลิก

กัญชา เคยลอง เพราะเพื่อนที่คบอยู่ ชอบสูบกัญชากัน เขาให้ลอง ก็ลอง ลองแล้ว นั่งหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง ตามด้วยดื่มกันต่อ เมาไปสามวันสามคืน ไม่ต้องออกไปไหน หมดสภาพ คางพาดขอบประตูห้องน้ำ อ้วกแตกอ้วกแตน

เมื่อก่อน ก็การคบเพื่อนนี่แหละ ขนาดไปทอดกระฐิน ผ้าป่ากัน ยังดื่มกินในวัดกันเลย นึกทีไร เลวจริงๆ ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไรควร หรือไม่ควร นี่แหละเหตุ เหตุของความไม่รู้ที่มีอยุ่

เรื่องราวไม่ดี ในสายตาของคนอื่น มีเยอะ อันนี้ นำมาเล่าเป็นบางส่วน เพื่อยกเป็นตัวอย่างให้เห็น เมื่อเวลาพบเจอคนเที่ยว กินดื่ม ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน หรือแม้กระทั่ง นั่งกินในวัด อย่าไปว่าเขา ปล่อยให้คนอื่น ที่มีเหตุต่อกัน ว่ากันเอง

อย่าไปว่าเขา เพราะ สร้างเหตุมาไม่เหมือนกัน บางคน ต้นราย ปลายดีก็มี หรือ ต้นดี ปลายร้ายก็มี ฉะนั้น อย่าไปว่ากัน นั่นเหตุของเขา

ประวัติของวลัยพรในอดีต ก่อนที่จะมาปฏิบัตินี่ แสบมากนะ กับเพื่อนร่วมงาน ก็มาทำกับเราก่อนนี่ ใครจะไปยอม แกทำฉัน ฉันทำแก จึงเกิดเหตุไม่รู้จบ

เดี๋ยวนี้ ให้หวนกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีก ไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง ไม่มีการหวนกลับไปอย่างเด็ดขาด

เหตุที่วลัยพร รู้ชัดในสภาวะต่างๆได้ ตั้งแต่ยังไม่รู้คำเรียก ก็เพราะ ผ่านเรื่องราวต่างๆในชีวิตมานี่แหละ ถ้าไม่เคยทำผิด(หลง)มาก่อน จะรู้ไหมว่า อะไรคือ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดในชีวิต และใช้ชีวิตอย่างไร ถึงจะคุ้มค่า

ไม่กลัว

เดี๋ยวนี้ไม่กลัวเรื่อง การพูดล่วงหน้าแบบก่อนๆ

เมื่อก่อนกลัวนะ เพราะ หวังมาก จึงกลัว

เวลาตั้งใจไว้ว่า จะไปปฏิบัติเป็นอาทิตย์ ถ้าพูดล่วงหน้า จะมีเหตุปัจจัย ไม่ให้ได้ไปทุกๆครั้ง

เหตุนี้ จึงไม่พยามพูดล่วงหน้า เพราะ กลัวไม่ได้ไป แต่ยังมีหลุดออกไปบ้าง สุดท้าย ไม่ได้ไป

ส่วนเรื่อง การนัดหมายกับน้องๆล่วงหน้า อันนี้ไม่กลัว เพราะไม่เคยรับปากล่วงหน้า เหตุจาก รู้ดีว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง น้องๆ จึงไม่ค่อยคาดหวังจากการนัดหมาย กับวลัยพร มากมายเท่าไหร่นัก

เป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่อง การปฏิบัติ มากกว่า เรื่องทางโลก เหตุนี้ จึงมีการคาดหวังมาก เวลาตั้งใจไปปฏิบัติ ๗ วัน

มาวันนี้ ไม่กลัว เหตุจาก เวลาที่มีเหตุปัจจัยให้ ไม่ได้ไปตามหวัง จึงทำที่ห้องแทน เพียงแต่ ทำไม่ได้มากเท่าที่เวลาอยู่วัด แต่ก็ทำ

ยังคงตั้งใจเหมือนเดิม ต้นเดือนนี้ จะเข้ากรรมฐาน ๗ วัน ที่วัด ทำแบบนี้ไปจนกว่า สภาวะจะเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ จนกระทั่ง ทำที่ห้องได้เอง โดยไม่ต้องไปที่อื่น เหมือนเมื่อก่อน

ตอนนี้ ยังมีตามใจกิเลส กับความชอบที่ตนเองมีอยู่ จึงจำเป็นต้องอาศัยวัดไปก่อน

รู้แล้ว ดีแบบนี้นะ ทำให้รู้วิธีการ จัดการกับตัวเอง กับสภาวะที่เป็นอยู่

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน

ช่วงนี้ความสุข ที่เกิดจากสภาวะภายใน ที่เคยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยของตนเอง ที่เคยหลงสร้าง ให้เกิดขึ้นใหม่

เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัย ที่พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว และจากการใช้ชีวิตสันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย

ไม่ใช่พยายามทำ แต่เพราะ เหตุจาก สมาธิที่มีอยู่ ยังคงมีอาการเดิม คือ สามารถไหล ถ่ายเทไปหาผู้อื่นได้

เหตุจาก การรักตัวเอง ไม่อยากเหนื่อย หรือ รู้สึกเพลีย เวลาที่สูญเสียสมาธิ จึงไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ เพราะเหตุนี้

จิตที่ไม่มีความฟุ้งซ่านเกิด หรือ มีความฟุ้งซ่านน้อย จะเกิดการตั้งมั่นได้ง่าย เป็นสมาธิได้เนืองๆ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น มีความแนบแน่นดี สมาธิที่เกิดขึ้น จึงทำให้ เกิดความตั้งมั่นอยู่ได้นาน เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ได้นาน

ผิดกับจิตที่มีความฟุ้งซ่าน จะตั้งมั่นได้ยาก สมาธิที่เกิกดขึ้น จึงเกิดๆดับๆ แค่ระยะสั้นๆ

การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ย่อมมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย และชอบเก็บสิ่งเหล่านั้นมาคิด คิดมากเข้า กลายเป็นความฟุ้งซ่าน เมื่อมีปฏิบัติ จึงมีผลต่อสภาวะ

อันนี้เกิดจากตัวเอง ส่วนคนอื่นๆ จะเป็นเหมือนกัน หรือมีอะไรแตกต่างออกไป แล้วแต่เหตุปัจจัย

สวัสดี ยามเช้า ยามสาย จิตยังคงสดชื่นอยู่ จากสภาวะภายใน หาใช่จากเหตุปัจจัยภายนอก ทำให้เกิดขึ้นมาไม่

ทุกสิ่งๆที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน รู้ชัดมากกก และซึมซับมาตลอด โดยไม่ต้องคิดพิจรณาใดๆ รู้ดีว่า แค่สภาวะที่เกิดขึ้น จะนานหรือช้า ก็ต้องดับหายไปแน่นอน จึงมิได้ยึดติดมากมาย กับสภาวะที่เกิดขึ้น

ใจค่อยๆเบาบางจากอุปทานที่ยังมีอยู่ เหตุจาก ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง จิตถูกขัดเกลา ทำความสะอาดตลอดเวลา

 

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: