อย่าคิดแทน

บอกแล้วไง อย่าคิดแทน คนที่ทุกข์น่ะ คือ คนที่คิดแทน เพราะย่อมเจอบททดสอบของการคิดแทนคนอื่น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ชัดในเรื่องนี้ 

เหตุนี้ จึงทำให้ไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น(ผล) ล้วนเกิดจากเกิด การชอบคิดแทนคนอื่นๆ ในสิ่งที่ตนพบเจอ ขณะผัสสะเกิด

ส่วนวลัยพรไม่ทุกข์หรอก อย่างมากแค่จิตกระเพื่อม แล้วหายไปเอง ถ้ามีปริ๊ด ก็ยอมรับ ทุกข์ถ้ามี จึงเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน ทุกข์ทางโลกน่ะ จิ๊บๆนะ 

ทุกข์ที่เกิดจากสภาวะภายในนี่สิ สุดๆ ถ้าไม่รู้ชัด ก็หลงหลอกตัวเองต่อไป กว่าจะรู้ กว่าจะหลุด ต้องทำความเพียรแบบเอาเป็นเอาตาย ตายเป็นตาย ขนาดนั้นเลยแหละ 

จึงมีคำกล่าวว่า รู้แล้วสบาย หมายถึง รู้ถึงวิธีการกระทำ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ที่จะเกิดขึ้นใหม่ และ การดับภพชาติของ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร 

รู้แบบนี้นะ รู้แล้ว สบาย เพราะรู้จุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน

 

 

เจ้านายพูดว่า บล็อกของวลัยพร เดี่ยวนี้ไม่อยากอ่าน นับวันจะเหมือนพระไตรปิฎกเข้าไปทุกที อ่านแล้ว ยังไม่เข้าใจ สู้เรื่องราวเก่าๆไม่ได้ อ่านสนุก ได้ความรู้เรื่องสภาวะ

เราบอกว่า แล้วแต่สภาวะนะ เมื่อก่อนสมาธิมีเยอะมาก สภาวะเลยค่อนข้างอะเมซิ่ง อีกหน่อย สมาธิเยอะๆ คงมีอะไรที่อะเมซิ่ง ให้อ่านเองแหละ

ถึงบอกไง เรื่องราวที่เขียนไว้ ถ้าไม่คิดอะไรมาก คิดเสียว่า เป็นหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ยังมีอีกมาก ที่ไม่เขียนลงไป และไม่คิดจะเขียนในตอนนี้ หากมีเหตุให้เขียน ก็จะเขียน

อดีตต้นร้าย ปลายดี

 

 

โฆษณา

เวทนา

มีอีกมากมาย ที่เข้าใจว่า เวทนา มีเพียง เวทนา ๕

ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง ของเวทนา มีมากมาย ตามสภาวะของเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ในแต่ละขณะๆๆๆ

ภพ-ชาติ

เหตุจาก ความเข้าใจในเวทนา ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นๆ เมื่อมาศึกษาเรื่องภพ-ชาติ ย่อมไม่เข้าใจในสภาวะภพ-ชาติ จึงมีคำกล่าวทำนองนี้ว่า

“ไม่ต้องเลย ไปถึงชาติ ก็ทุกข์ ได้อยู่แล้ว …………………………………. ทำไม จะต้องเลยไปถึงชาติ แล้วค่อยทุกข์ (มันซ้ำซ้อน ซึ่งไม่ถูกไม่ควร)”

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงทำให้คิดว่า เวทนามีแค่นั้น ดูสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ภิกษุ ท. ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเวทนาหกเหล่านี้คือ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางตา, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางหู, เวทนา
อันเกิดแต่สัมผัสทางจมูก, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, เวทนา อันเกิดแต่สัมผัส ทางกาย, และ เวทนา อันเกิดแต่สัมผัสทางใจ.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๓/๑๑๔.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึกได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น

ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก ได้มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

หมายเหตุ:

กิริยาที่รู้สึก หมายถึง ผลของเหตุ(อดีต) ที่ส่งมาให้รับผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ โดยอาศัย ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

หากมีเหตุปัจจัย ต่อสิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง,

หากไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน สิ่งๆนั้น ย่อมทำให้เกิด ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง.

เพราะไม่ชัดตรงนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนา ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัย ขณะที่ผัสสะเกิด จึงทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด และทั้งไม่คิด(เฉยๆ)

เมื่อไม่รู้เช่นนี้ เวทนาอื่นๆ จึงไม่รู้

การจะรู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เกิดการน้อมเอา คิดเอาเอง แต่เกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง อยู่สูญญตาเนืองๆ แล้วสภาวะสัญญา(ความรู้ต่างๆ) จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

ภพ-ชาติ

ในปฏิจจสมุปบาท ภพ(มโน)เป็นเหตุปัจจัย เพราะความไม่รู้ชัดในผัสสะ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้น(วจีกรรม กายกรรม)

ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส จึงมีเกิดขึ้น

 

ความสวยงาม

สิ่งหนึ่ง ที่วลัยพรมองเห็นในเรื่อง การสนทนาเกี่ยวกับธรรมะ ว่างดงามนั้น เพราะ ต่างฝ่ายต่างก็นำสิ่งที่ตนเองเข้าใจตามนั้น นำมาแสดง บ้างก็แสดงตามทิฏฐิของตน ไม่มีสิ่งใดนำมาแสดง

แต่ถ้านำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกัน มีปริ๊ดเหมือนกันนะ ช่วงหลังๆ จึงเลือกที่จะสนทนา อะไรที่เห็นเป็นเหตุ จะหยุด ไม่สานต่อ

สิ่งที่มองเห็นคือ อย่างน้อย บุคคลเหล่านี้ มีใจใฝ่ธรรม สนใจศึกษา เป็นเหตุให้ เชื่อว่า สัญญาเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เขาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไปถึงที่สุแห่งทุกข์อย่างแน่นอน

หลายวันมานี่ สภาวะเบื่อหน่ายที่เป็นอยู่ เบาบางลง เหตุจาก ช่วงนี้ จิตจดจ่อรู้กับสภาวะ ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกมากกว่า ถึงแม้ไม่อยากอ่าน ก็มีเหตุปัจจัยให้อ่านเอง

ขึ้นชื่อว่า การเกิดมาเป็นคนหรือมนุษย์ นั่นแหละคือ โอกาส ของการทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มาวางตั้งอยู่ตรงหน้า

เพียงแต่จะมองเห็นภาพนั้นชัดไหม หรือ เป็นแค่เงาลางๆ หรือ มองไม่เห็น ไม่รู้อะไรเลย นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน เป็นเหตุให้ เห็นโอกาสที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ แตกต่างกันไป

รู้แจ้งสภาวะสัญญาและนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งสภาวะสัญญา

ภิกษุนั้น ย่อม รู้ชัดว่า “สัญญาคตะว่าอย่างนี้ ๆ ก็มีอยู่, สัญญาคตะว่าเลว ก็มีอยู่,
สัญญาคตะว่าประณีต ก็มีอยู่, และอุบายอันยิ่งเป็นเครื่องออกจากสัญญาคตะนี้ ก็มีอยู่” ดังนี้.

เมื่อเธอนั้นรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ
แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว”.
เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน, ดังนี้แล.
– มู. ม. ๑๒/๖๙/๙๗.

เมื่อรู้แจ้งสภาวะนิพพาน

ในกาลไหน ๆ ท่านเหล่าใด เห็นภัยในความยึดถือ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดและให้ตายแล้ว

เลิกยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นไปได้ เพราะอาศัยนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไป แห่งความเกิดความตาย ;

เหล่าท่านผู้เช่นนั้น ย่อมประสพความสุข ลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเกษม
เป็นผู้ดับเย็นได้ ในปัจจุบันนี้เอง ล่วงเวรล่วงภัยทุกอย่างเสียได้
และก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งความเป็นทุกข์ทั้งปวง.
– อุปริ. ม. ๑๔/๓๔๖/๕๒๕.

เหตุแห่งการเกิดในครรภ์

 [๔๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ความเกิดแห่งทารกก็มี 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่ทารกที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย
เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงมี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือน หรือสิบเดือน
มารดาก็คลอดทารกผู้เป็นภาระหนักนั้น ด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู้เป็นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล้ว ด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก.
            

 [๔๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานับเป็นโลหิตในอริยวินัย 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมเล่นด้วยเครื่องเล่น สำหรับกุมาร
 คือ ไถเล็ก ตีไม้หึ่ง หกขะเมน จังหัน ตวงทราย รถเล็ก ธนูเล็ก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั่นนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย พรั่งพร้อมบำเรอ อยู่ด้วยกามคุณ ๕ 

คือ รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารักประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 
เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่รู้แจ้งด้วย  ฆานะ ... รสที่รู้แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยกาย 
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก 

กุมารนั้น เห็นรูป ด้วยจักษุแล้ว ย่อมกำหนัดในรูปที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่นและมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 
ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง

 เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่

 เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 
  
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้ 

กุมารนั้น ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วย
ใจแล้ว ย่อมกำหนัดในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตเป็นอกุศลอยู่ 

ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมด แห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง 
เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดีมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
 
ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู่ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ 
ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน 

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ อย่าง

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=8359&Z=8393

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: