ความสุข

ความสุขระยะเผาขน 

คือ ความสงบ ที่เกิดขึ้น ขณะที่จิต เป็นสมาธิชั่วคราว ในแต่ละขณะๆๆๆ ส่วนจะตั้งมั่นหรือสงบได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ (ยังมีการเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร)

 

ความสุขระยะยาว

คือ ความสุขที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ มรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลง ไม่เกิน ๗ ชาติ)

 

ความสุขถาวร

คือ ความสงบ ที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ อริยมรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัวและทำความเพียรต่อเนื่อง)ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลงไปอีก น้อยกว่า ๗ ชาติ อาจจะเหลือเพียง ๑ ชาติ)

 

ความสุข ที่เป็นอมตะ

คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป (นิพพาน)

โฆษณา

ปลีกวิเวก

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ปลีกวิเวก

แต่เวลาที่คิดจะทำด้วยความอยาก คิดเท่าไหร่ๆ คิดไปเถอะ ช่างหาโอกาสยากเสียจริง

เมื่อหยุดคิด ที่เกิดจากการปล่อยวาง โดยสภาวะจิตเอง ไม่ได้พยามที่จะหยุดคิด เป็นเรื่องแปลก แต่จริง จะมีโอกาสปลีกวิเวกได้เนืองๆ

การเปลี่ยนถ่ายเลือดเสียที่มีอยู่ในตัวอีกครั้ง อีกครั้ง ตลอดจนหลายๆครั้ง ภายในจิต ถูกชะล้าง ขัดเกลา ถากถางกิเลส ด้วยจิตภาวนามาอย่างต่อเนื่อง

อะไรที่เคยตั้งใจไว้ว่า คิดจะทำ เริ่มมองเห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น เหตุจาก จิตเกิดการปล่อยวาง โดยจิตเอง

หลายครั้ง ที่เกิดสภาวะ จิตปล่อยวางเอง โดยที่ไม่ต้องคิดพิจรณาให้เกิดการปล่อยวาง จะเกิดความเบา สบาย มีความสุขเกิดขึ้นภายในเนืองๆ มองผู้คนด้วยจิตที่แจ่มใสมากขึ้น

อาการปริ๊ดๆๆๆ เวลาไม่ชอบใจ ยังมีอยู่บ้าง แต่เกิดสั้นลง สติสำคัญจริงๆ ยามที่สมาธิ ไม่มีกำลังมาก จะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต ได้อย่างชัดเจน

เดี๋ยวนี้ ดูตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ทั้งนอกและใน ดูและรู้ทันมากขึ้น ไม่ได้ดูเพราะ ความอยากได้อะไร เป็นอะไรแบบก่อนๆ

ดูทันเพราะ รู้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะดับ ต้นเหตุของการเกิดได้ คือ ขณะที่ผัสสะเกิด แล้วผัสสะนั้นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา แค่ดู แค่รู้ ยอมรับมากขึ้น

พยายามยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป(สร้างเหตุนอกตัว) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ผลคือ สภาวะศิล เป็นศิลที่สะอาดมากขึ้น ทำให้นิวรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ยาก

ที่สำคัญ การทำความเพียรต่อเนื่อง เหตุจากการพยามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุ มีศิลเป็นปทัฏฐาน ในการปฏิบัติ นิวรร์ต่างๆ จึงไม่ค่อยมี

เป็นเหตุให้ จิตเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย(สมาธิ) เหตุนี้ จึงทำให้ ปัจจุบันนี้ จิตเกิดเป็นสมาธิได้เนืองๆ ทุกๆอิริยาบท ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

ศิล ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้เนืองๆ

สมาธิ ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(สัมมาสมาธิ) เป็นเหตุให้ สามารถแยกแยะสภาวะ วิญญาณ สัญญา ปัญญา ออกจากกัน เป็นเหตุให้ สภาวะอุปกิเลส ไม่สามารถกำเริบ หรือเกิดขึ้นได้ อีกต่อไป

ปัญญา ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(นิพพาน-ปฏิจจสมุปบาท) เป็นเหตุให้ รู้วิธีการสร้างเหตุ ของการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ ภพชาติของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ที่เป็นรูปธรรม ได้อย่างชัดเจน

ศิล สมาธิ ปัญญา ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้ สภาวะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ไม่มีติดขัด เหตุจาก อุปกิเลส(อยากได้อะไร เป็นอะไร -วิจิกิจฉา) เป็นเหตุปัจจัย

โทสะ

สัตว์ทั้งหลาย ย่อมประทุษร้าย ด้วยเจตสิกธรรมนั้น เหตุนั้น ะรรมนั้น จึงชื่อว่า โทสะ

แปลว่า ธรรมเป็นเหตุ ประทุษร้าย แห่งสัตว์ทั้งหลาย
นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้น สักว่า เป็นประทุษร้ายเท่านั้น จึงชื่อว่า โทสะ แปลว่า ความประทุษร้าย

ลักษณะอาการของ โทสะ

โทสะนั้น มีความดุ เป็นลักษณะ ดังอสรพิษ ที่ถูกตี

มีความพลุ่งพล่านไป ดังถูกพิษแทรก เป็นกิจ
นัยหนึ่ง มีอันเผาที่อาศัย ของตนเสีย เป็นกิจ ดังไฟป่า

มีความประทุษร้าย ดังข้าศึกได้โอกาส เป็นปัจจุปัฏฐาน

มีอาฆาตวัตถุ(เรื่องที่ทำให้เกิดอาฆาต/พยาบาท) เป็นปทัฏฐาน

กรกฎาคม 2013
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: