มรรคกับอริยมรรค(ใหม่)

ความแตกต่างระหว่าง มรรคมีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ(วิธีการดับภพชาติปัจจุบัน/นิพพาน)

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ (วิธีการการดับภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร/นิพพาน)

จะรู้วิธีการ ต้องแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงก่อน

เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งในสภาวะ ปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง

เมื่อแจ้งใน สภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งใน สภาวะโยโนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติ เพื่อไปให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของ สภาวะโยนิโสมนสิการ จะรู้เหมือนๆกันว่า โยนิโสมนสิการ เป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด ทั้งทางโลก(ตัดภพชาติปัจจุบัน) และทางธรรม(ตัดภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร)

โยนิโสมนสิการ จึงเป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด เพราะเป็นเหตุของเกิด โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาก โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัย

การใช้หลักโยนิโสมนสิการ สภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปน้อมเอา หรือคิดเพื่อทำให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ถ้าต้องการเป็นโสดาบันบุคคล(โสดาปัตติมรรรค-โสดาปัตติผล) ในชาตินี้ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทั้งการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แน่นอน

โยนิโสมนสิการกับปัญญา เป็นคนละสภาวะกัน

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิดปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ

แม้พวกสัตว์มีแพะ แกะ โค กระบือ อูฐ เป็นต้น ไม่สามารถมีโยนิโสมนสิการได้ เพราะ สัตว์ ไม่สามารถแยกแยะสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตได้

สัตว์ จึงไม่สามารถ สร้างโยนิโสมนสิการ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เหตุเพราะ ไม่สามารถหยุดสร้างเหตุ ที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิด ของตนได้

ฉะนั้น สัตว์ จึงไม่สามารถปฏิบัติ ตามหลักวิธีการ โยนิโสมนสิการได้

ส่วนมนุษย์ สามารถใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติได้ เนื่องจาก สามารถปฏิบัติตามได้ ถึงแม้ไม่ได้รู้สภาวะโยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ด้วยตนเอง

ตัวอย่างของ สภาวะโยนิโสมนสิการ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … 14&A=10912

บัญญัติ-ปรมัตถ์

“ถ้ามีคนอยู่สองคน ระหว่างคนสองคนอะไรเป็นสมมุติ แล้วอะไรเป็นปรมัตถ์”

ตากระทบรูป รูป เป็นปรมัตถ์

บัญญัติบดบังสภาวะ

เหตุของอวิชชาหรือความไม่รู้ที่มีอยู่ เมื่อตากระทบรูป จึงมองเห็นสิ่งที่ปรากฏ ที่สมมุติเรียกว่า คน มากกว่า จะมองเห็นว่าเป็นรูป

ทุกข์โทษที่เกิดจากกาม

ภิกษุ ท. ! โทษของกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! กุลบุตรในโลกนี้ สำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพศิลปะใด ๆ
เช่นศิลปะแห่งการใช้สัญญาด้วยมือ, ศิลปะแห่งการคำนวณ, ศิลปะแห่งการพยากรณ์,
การทำกสิกรรม พาณิชยกรรม และโครักขกรรม, ศิลปะแห่งศัสตราวุธ, และการทำราชการ และศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ;

เพราะการประกอบอาชีพนั้น ๆ เขาต้องเผชิญหน้าต่อความหนาว ความร้อน เผชิญหน้าด้วย
เหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสด้วยสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ซูบผอมอยู่ หิวกระหายอยู่ เพราะการไม่ได้บริโภคตามเวลา.

ภิกษุ ท. ! นี้ เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นเครื่องก่อ มีกามเป็นเครื่องให้กระทำ เป็นเหตุเพราะกามนั่นเทียว.

ภิกษุ ท. ! เมื่อกุลบุตรนั้น พากเพียร ขวนขวาย พยายามอยู่อย่างนี้,
โภคทรัพย์ ก็ยังไม่สำเร็จแก่เขา, เขา ย่อมโศกเศร้า ระทมใจ คร่ำครวญ ตีอก ร่ำไห้ ถึงความมืดมัวอยู่ ว่า
“ความขยันของเรา เป็นหมันหนอ, ความพยายาม ของเราไร้ผลหนอ” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นเครื่องก่อ มีกามเป็นเครื่อง ให้กระทำ เป็นเหตุเพราะกามนั่นเทียว.

ภิกษุ ท. ! เมื่อกุลบุตรนั้น พากเพียร ขวนขวาย พยายาม อยู่อย่างนี้, โภคทรัพย์ ก็สำเร็จแก่เขาด้วย
เขาก็จะต้องเสวยทุกข์ โทมนัสเพราะการอารักขาโภคทรัพย์เหล่านั้นเป็นต้นเหตุ ด้วยหวังอยู่ ว่า
“พระราชาจะไม่ริบ ทรัพย์เหล่านั้นไป, โจร จะไม่ปล้นทรัพย์เหล่านั้นไป, ไฟ จะไม่ไหม้ทรัพย์เหล่านั้น,
น้ำ จะไม่ท่วมทำลายทรัพย์เหล่านั้น ; ทายาทที่ไม่พอใจ จะไม่ยื้อแย่งทรัพย์ เหล่านั้นไป” ดังนี้.

เมื่อกุลบุตรนั้น ทำการอารักขา คุ้มครองอยู่อย่างนี้ พระราชา ริบเอาทรัพย์เหล่านั้นไปเสียก็ตาม, โจร ปล้นเอาทรัพย์ เหล่านั้นไปเสียก็ตาม,
ไฟ ไหม้ทรัพย์เหล่านั้นเสียก็ตาม, น้ำ ท่วมทำลายทรัพย์ เหล่านั้นเสียก็ตาม, หรือทายาทที่ไม่พอใจ ยื้อแย่งเอาทรัพย์ เหล่านั้นไปได้ก็ตาม,
เขา ย่อมโศกเศร้า ระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ถึงความมืดมัว รำพันอยู่ ว่า
“ ทรัพย์ใดได้มีแล้วแก่เรา ทรัพย์นั้นไม่มีเสียแล้ว” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เอง มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นเครื่องก่อ มีกามเป็นเครื่องให้กระทำ เป็นเหตุเพราะกามนั่นเทียว.
ฯลฯ(สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด)

ภิกษุ ท. ! โทษอย่างอื่นยังมีอีก : เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นเครื่องก่อ
เพราะกามเป็นเครื่องให้กระทำ เป็นเหตุเพราะกามนั่นเทียว :

คนทั้งหลาย ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ.
ครั้นประพฤติ ทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจแล้ว,

เขาเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการแตกสลายแห่งกาย.

ภิกษุ ท. ! แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นได้เองมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นเครื่องก่อ
มีกามเป็นเครื่องให้กระทำ เป็นเหตุเพราะกามนั่นเทียว, ดังนี้แล.
– มู. ม. ๑๒/๑๖๙/๑๙๘.
ปกิณณกทุกข์ ที่มีกามตัณหาเป็นมูล

ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรม (เป็นฝักฝ่ายแห่งทุกข์) ที่มี (กาม) ตัณหา
เป็นมูล ๙ อย่าง. เก้าอย่าง อย่างไรเล่า ?

เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา (ปริเยสนา) ;
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้ (ลาโภ) ;
เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) ;
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค) ;
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) ;
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห) ;
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่ (มจฺฉริยํ) ;
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น (อารกฺโข) ;
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมีเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ;

กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย :

ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (เป็นฝักฝ่ายแห่งทุกข์) ที่มี (กาม) ตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
– นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗; (สอบทานด้วย – มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).

ความสุข

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)

เมื่อทำมากขึ้น เป็นเหตุให้ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขเกิดขึ้นเนืองๆ ถึงแม้จะทำอะไรอยู่ก็ตาม

เพียงรู้จักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ใช้เงินแบบเป็นนายเงิน ไม่ให้เงินเป็นนายตัวเอง ความขวนขวายนอกตัว จะลดน้อยลง ขวนขวายในตัวมากขึ้น ยิ่งขวนขวสยในตัวมากเท่าไหร่ สุขที่ประมาณมิได้ ยิ่งเกิดขึ้นเนืองๆ

สุขที่เกิดขึ้นภายใน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต มองโลกด้วยใจ มากกว่า มองโลกด้วยตา

เรื่องราวของชีวิต เกิดสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ได้แก่ อวิชชา

เพราะอวิชชาหรือความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เหตุนี้ ชีวิตจึง อยู่ร้อน นอนทุกข์ ต่อไป

๒๔-๒๖ สค.๕๖

๒๔ สค.๕๖

เวลานอน จะรู้สึกตัวเป็นระยะๆ ขณะที่รู้สึกตัวทุกครั้ง จะรู้สึกถึง จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แรงมาก

ช่วงเช้ามืด ก่อนตีห้า สมาธิที่เกิดขึ้นแรงมาก ไม่ถึงกับดิ่ง
ปรับเบาะที่นอนอยู่ เป็นท่านั่ง นั่งสมาธิต่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงเวลาตั้งไว้ ตีห้า ดังขึ้น

ลุกขึ้นปิดระบบเตือน ปรับแอร์ให้เป็นระบบ dry จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง ปรับแอร์เป็นระบบพัดลม นั่งต่อ
ปรับแอร์เป็นระบบcool นั่งต่อ จนถึงหกโมงครึ่ง แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลุกขึ้นเตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย
วันนี้เจ้านายหยุด เตรียมมื้อเช้ารองท้องกันก่อน เสร็จแล้ว ทำสมาธิ ๒ ชม. รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

ได้ยินเสียงเจ้านายเข้าห้องน้ำ ถามว่า หิวข้าวเปล่า

เขาบอกว่า หิวนิดๆ

เตรียมตัวแผ่เมตตา กรวดน้ำ ระหว่างกล่าวคำแผ่เมตตา สมาธิเกิดตลอด ไม่อยากลุกขึ้นเลย วูบลงไป รู้สึกตัวอีกทีตอนเขาเปิดเพลงดัง

 

๒๕ สค.ค๖(อยากไปวัด)

เมื่อคืน ขณะนอนอยู่ มีความรู้สึกตัวเกิดเป็นระยะๆ จิตเป็นสมาธิก็รู้ จนกระทั่งเช้ามืด สมาธิเกิดขึ้นแรง รู้สึกสงบ

ปรับโซฟา จากท่านอน เป็นท่านั่ง นั่งต่อ สักพัก ได้ยินเสียงเจ้านายลุกขึ้น รู้ว่า เจ้านายไปนั่งสมาธิที่พื้น

ยังคงนั่งต่อ จนกระทั่ง ได้ยินเสียงเวลาตั้งไว้ ตีห้า ดังขึ้น ลุกขึ้นไปปิดเสียง เจ้านายยังนั่งสมาธิต่อ

เราไปนั่งต่อ สมาธิเกิดต่อเนื่อง สักพักได้ยินเสียงเจ้านายเข้าห้องน้ำ เราจึงแผ่เมตตา กรวดน้ำ

พอเจ้านายออกมา ถามเขาว่า เขานั่งนานเท่าไหร่ นั่งตอนกี่โมง เขาบอกว่า ตี ๔ กว่าๆ ตอนนี้ ตี ๕ .๔๕

เราบอกว่า งั้นเรานั่งไปเกือบสองชม.

สภาวะขณะนอน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รู้ชัดขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ รู้ชัดได้มากกว่าเดิม สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าเดิม

รอบบ่าย นั่ง ๒ ชม.

 

 

๒๖ สค.๕๖

เช้า ทำสมาธิ ๑ ชม. ก่อนลุกเตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำมากขึ้น เป็นเหตุให้ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขเกิดขึ้นเนืองๆ ถึงแม้จะทำอะไรอยู่ก็ตาม

เดินสลับกับยืนทำงาน ๔ ชม. นั่ง ๑ ชม.

๒๒-๒๓ สค.๕๖

๒๒ สค.๕๖(ยังสุขอยู่)

รอบแรก

หลังจากเจ้านายไปทำงานแล้ว เช้าเข้าเนต ขณะที่เขียนโน่นี่อยู่ สมาธิเกิด สุขเกิด ตอนแรกยังไม่นั่ง คิดว่าแปบ คงหายไป

เวลาผ่านไป สมาธิคงเกิดอยู่ สุขเกิดอยู่ จึงนั่งสมาธิต่อ ตั้งแต่ ๐๘.๔๕ น.

ขณะนั่งอยู่ มีเมื่อยตามร่างกาย บิดขี้เกียจ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ สุขเกิดตลอด บางครั้งภายนอกดับ รู้ภายใน

บางครั้ง รู้ทั้งภายในและภายนอก มีนิมิต แต่จำเรื่องราวไม่ได้ นั่งไปสักพัก คิดว่าพอแล้ว แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ขณะแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ มีสุขเกิดตลอด จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ มองนาฬิกา ๑๑.๔๕ น.

นั่งทั้งหมด เป็นเวลา ๓ ชม. มิน่า ถึงเมื่อยตามตัวเป็นระยะๆ เหตุจาก คราวนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีความรู้สึกตัวมากกว่าดิ่ง
รอบสอง

ทำงาน ยืนเย็บผ้าสองชม. นั่ง ครึ่งชม.

รอบสาม ทำงาน ยืนเย็บผ้า ๔๕ นาที นั่ง ครึ่งชม.

สมาธิในรอบหลังๆ เป็นสมาธิ สำหรับการทำงาน มากกว่าจะนั่ง จึงนั่งไม่นาน
๒๓ สค.๕๖(เบื่อหน่าย-อยากตาย)

ตื่นตี ๕ เตรียมปิดแอร์ ปรับจากcool เป็น dry เป็น fan และเป็น cool อีกครั้ง ก่อนปิดแอร์

ที่ทำแบบนี้ ได้รับคำแนะนำจากคนขายแอร์ เขาบอกว่า จะทำให้แอร์ตันช้า ภายในเครื่อง จะแห้ง ไม่ชื้น

เมื่อลุกขึ้น หยิบรีโมต พื่อปรับระบบต่างๆ เสร็จแล้ว นั่งสมาธิต่อ จิตเป็นสมาธิดี รู้ทั้งภายนอกและภายใน จนถึง ๐๖.๑๕ ลุกเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านาย

เช้านี้ ซักผ้า มีจิตคิดพิจรณาตลอด ทบทวนสภาวะที่ผ่านมา ตั้งแต่เก่าๆ จนถึงเมื่อวันก่อน สภาวะเบื่อ มักจะมาควบคู่กับ การไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ถึงขั้น คิดฆ่าตัวตาย เคยมีคิด แต่ไม่ทำ

ที่คิด เพราะรู้ว่า ขณะที่กำลังจะตาย จิตจะไปไหน ที่ไม่ทำ เพราะนึกถึงประโยชน์ของการอยู่ต่อ การเขียนเรื่องราวของสภาวะ ที่เปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆ ที่มีเหตุปัจจัยและไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน
จิตรักษาจิต

การทำความเพียรต่อเนื่อง ยิ่งทำมากเท่าไหร่ สภาวะเบื่อหน่าย ยิ่งเกิดเด่นชัด เบื่อแม้กระทั่งการมีชีวิตอยู่

สภาวะเบื่อ เริ่มเปลี่ยนไปอีก เมื่อก่อน เบื่อบ้าน อยากไปอยู่วัด อยู่ตามป่า อยากตาย(นานๆครั้ง)

ตอนนี้ ไม่สนใจเรื่องจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ได้ ทุกสถานที่ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องของสัปปายะ

สภาวะเบื่อหน่ายเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ความอยากตาย/ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

พอมาถึงสภาวะนี้ ยากที่จะทนอยู่ได้ สุดจะทานทน จิตจะรักษาสภาวะที่กำลังเป็นอยู่เอง โดยการเกิดสภาวะดับ ดับขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ส่วนจะดับกี่ชม. ไม่แน่นอน บางครั้ง มากกว่า ๕ ชม. ก็มี

เมื่อจิตคลายสมาธิ ยังคงมีสมาธิคลอเคลียอยู่ ไม่หายไปหมดเลยทีเดียว อาการเบื่อถึงขั้นอยากตาย จะหายไปเอง คือ อยู่เป็นปกติกับปัจจุบัน

ทุกวันนี้ จะทำหรือไม่ทำ จิตก็เกิดสมาธิขึ้นเนืองๆเอง โดยไม่ต้องอยากทำ เกิดขึ้นเองแบบธรรมดา เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่เท่ากัน มากครั้งน้อย เหมาะแก่การทำงาน จะไม่นั่ง เลือกทำงานแทน

บางครั้ง เกิดแรงมาก มากจนต้องนั่ง เพราะทนอยู่ไม่ได้ จิตตั้งมั่นนานเท่าไหร่ รอบต่อไป จะลดน้อยลง ยิ่งถ้านานมากกก หลายชม. รอบต่อไป ต้องทำงานมากกว่าเดิม ถึงจะนั่งได้ เหมือนกินข้าว กินอิ่มแล้ว ไม่อยากกินต่อ จิตก็เช่นเดียวกัน

การทำความเพียรมากๆ จิตจะอิ่ม ความหิวจะไม่มี เกิดความเบื่อหน่ายในอาหาร แต่ต้องกิน เพระไม่อยากป่วย

เหตุนี้ ผู้ที่ทำความเพียรมาก มักจะผอม กินน้อย นอนน้อย ดื่มน้ำเป็นหลัก ไม่กินจุ๊บจิ๊บ นน.จึงขึ้นได้ยาก

ซักผ้าเสร็จ ๑๑ โมง นั่งใช้เครื่องนวดหลัง สมาธิเกิดดีมาก วึ๊ดๆๆตลอด นวดสิบนาที นั่งสมาธิต่อ นั่งไป ๑ ชม.

เดี๋ยวนี้ พยายามทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแบบ เช้าชาม เย็นชามแบบก่อนๆ กำลังอยู่ในช่วงของการปรับอินทรีย์

พร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่างๆไปด้วย สุดท้าย สภาวะเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ไม่มีอะไรมากหรอก

เป้าหมายชัดเจน ยังคงอยากไปวัด สักสามวัน เป็นการปรับอินทรีย์ ในการปฏิบัติร่วมและการอยู่กับคนอื่นๆ

การทำความเพียร

ยิ่งทำมากเท่าไหร่ บางครั้ง จะเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตแบบสุดๆ บางครั้ง จะเกิดสุขแบบสุดๆ ทั้งนี้ ล้วนเกิดจาก สมาธิเป็นเหตุปัจจัย มีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่

เมื่อเกิดสภาวะ จิตคิดพิจรณา จะมีแต่ความเบื่อหน่าย

บางครั้ง สุขที่เกิดจากสมาธิ มีมาก จะบดบังความเบื่อหน่ายลงไปชั่วคราว

สภาวะตอนนี้ มีแต่สุข กับ ความเบื่อหน่าย เกิดขึ้น สลับกันไปมา ในแต่ละครั้ง มากน้อย แตกต่างกันไป ไม่เที่ยง คาดเดาอะไรไม่ได้ แค่รู้ไปอย่างเดียว

สภาวะการนอนหลับ เปลี่ยนไปอีก ตอนนี้ เสียงของการเต้นของหัวใจ และตามจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย เบาลง รู้สึกตัวขณะที่นอนอยู่เป็นระยะๆ

สภาวะนี้ เป็นมาสองวันแล้ว จะรู้สึกถึง สมาธิที่กำลังเกิดขึ้น ชัดมากกว่าเมื่อก่อน ประมาณ ตี ๓-ตี ๔ จะปรับโซฟา จากท่านอน มาเป็นท่านั่ง

นั่งสมาธิต่อจนถึงเช้า เช้ามา จึงรู้สึกสดชื่น ความเบื่อหน่าย ลดน้อยลงไปชั่วคราว เหตุจาก สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า

สมาธิ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน ส่วนมาก เป็นสมาธิที่เหมาะแก่การทำงาน ทำให้ขยัน ไม่มีเหนื่อย ไม่มีเพลีย

เช่นตอนนี้ ขณะที่กำลังพิมพ์ตัวหนังสือ รู้สึกได้ชัดถึง จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ ยิ่งทำงาน สมาธิยิ่งเกิดเนืองๆ

แก้ให้ถูกจุด

ผู้คน ชอบกล่าวโทษนอกตัว แต่ไม่เคยย้อนกลับมาดูพฤติกรรม(การกระทำ) ของตัวเองกัน แก้ ต้องแก้ที่ตัวเอง

เรื่องนอกตัวอย่าไปคิดแก้ เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทุกสรรพสิ่ง ถ้าไม่เอาเราเข้าไปเกี่ยว ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยนั้นๆเอง

การเมือง

เวลาหาเสียง ต่างฝ่ายต่างประโคมข่าว สาดโคลนเข้าใส่กัน ก็แค่การหาเสียง เป็นมาแบบนี้ ทุกยุคทุกสมัย

ของแพงหรือไม่แพง ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปโทษว่า เพราะคนนั้น คนนี้ จึงทำให้เป็นแบบนี้

ความผิดพลาด

ทุกคน ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด เหตุของความไม่รู้ มีคนอีกมาก หลงสร้างเหตุ เอาความผิดพลาดของคนอื่นๆมาหากิน แม้กระทั่งนำมาวิพากย์วิจารณ์ นำมาซ้ำเติมกัน เหตุนี้แหละ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสารถึงยาวนาน

 

ถูกใจ-ไม่ถูกใจ

เมื่อไม่สามารถรู้แค่ในใจ ยังไม่ได้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางวจีกรรม กายกรรม

ถูกใจอีกฝ่าย จะมีแต่ถ้อยคำยกยอปอปั้น

ไม่ถูกใจอีกฝ่าย ถ้อยคำจะมีการกล่าวเบียดเบียน

เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ สร้างเหตุของการ ก่อภพก่อชาติใหม่ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่รู้จบ

สิ่งที่นำมาอธิบาย เชิงปริยัตินี่ ก็ลอกกันมาทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่คนที่ลอกมา จะลงมั๊ย ว่านำมาจากไหน เท่านั้นเอง

เหมือนเด็ก ไม่รู้จักโต

ภิกษุ ท. ! ทารกนั้น ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้ว มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว
เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรออยู่ :

ทางตาด้วยรูป, ทางหูด้วยเสียง, ทางจมูกด้วยกลิ่น, ทางลิ้นด้วยรส, และทางกายด้วยโผฏฐัพพะ,

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวนตา ยวนใจให้รัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ และเป็นที่ตั้งแห่งความรัก.

ทารกนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้นแล้ว
ย่อมกำหนัดยินดี ในรูป เป็นต้น ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก,
ย่อมขัดใจในรูป เป็นต้น อันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ;

ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติอันเป็นไปในกาย มีใจเป็นอกุศล
ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย.

กุมารน้อยนั้น เมื่อประกอบด้วย ความยินดีและความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว,
เสวยเฉพาะซึ่งเวทนาใด ๆ เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม,
เขาย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้น ๆ.

เมื่อเป็นอยู่เช่นนั้น, ความเพลิน(นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น.
ความเพลินใด ในเวทนาทั้งหลาย มีอยู่,

ความเพลินอันนั้น เป็นอุปาทาน.

เพราะอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ ;

เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ ;

เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม.

ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
– มู. ม. ๑๒/๔๘๗-๔๘๘/๔๕๒-๔๕๓

 

หมายเหตุ:

 

ทุกวันนี้ ก็ยังเล่นขี้(กิเลส) ไม่รู้จักโตจริงๆ
ฮ่าๆๆๆๆ

ทางที่เคยเดิน

บางครั้ง แวะชมข้างทางเพลิน จนลืมอยู่กับปัจจุบัน แค่รู้ว่า ล้วนเป็นเหตุปัจจัย(ข้ออ้าง) เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ก็กลับเข้าสู่เส้นทางเดิมเอง

เวลา ๓ ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก เหมือนแค่วินาที ที่ผ่านมา หหลายวันมานี่ รู้อยู่ภายในกายและจิต งดทัวร์ข้างนอก ทัวร์ภายในกายและจิตแทน

สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นคือ สภาวะเก่าๆ เดิมๆที่ผ่านมา ถูกทบทวนสภาวะ ไม่ต้องคิดแก้ไข แค่รู้ แค่ทำความเพียรไปเรื่อยๆ สภาวะเหมือนสมัยที่ สมาธิหายไปหมด เหมือนกันเปี๊ยบ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้อยู่กับสภาวะเหล่านั้น โดยใจปกติ ไม่มีชอบ ไม่มีชังกับสภาวะที่เกิดขึ้น แต่อย่างใด

ใจไม่มี แต่สภาวะปรากฏที่กายแทน แปลกดีนะ แทนที่่จะเกิดที่ใจก่อน คราวนี้ เกิดที่กาย แต่ใจรู้ เหมือนเวลานั่งสมาธิเลย เช่น ขณะนั่งอยู่ รู้ที่ใจว่า นั่ง ใจไม่มีคอารมณ์หรือความรู้สึกเกิดขึ้นร่วม แยกออกเป็นส่วนๆ ประมาณนั้น

 

สัมผัสได้

เดี๋ยวนี้ จิตเป็นสมาธิ เกิดถี่กว่าเมื่อก่อน ไม่มีดิ่ง มีแต่ความรู้สึกตัว เกิดขึ้นแทน

ขณะที่พิมพ์ตัวหนังสืออยู่นี่ สมาธิเกิดวึ๊ดๆๆ ตลอด สุขเกิดด้วย

Previous Older Entries

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: