ขำๆ

อ่านเจอเรื่องนี้มา “ถ้าคนใดภาวนาแล้วเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนปลายจะได้โสดาฯ ท่อนปลายก็คือ เพราะมีอายตนะจึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีชาติ เพราะมีชาติจึงมีทุกข์ ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้ จะได้พระโสดาฯ

แล้วก็ผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทท่อนแรก ท่อนต้นน่ะจะเป็นพระอรหันต์ รู้ว่าเพราะอวิชามีอยู่สังขารจึงมีอยู่ เพราะสังขารมีอยู่วิญญาณจึงมีอยู่ วิญญาณมีอยู่นามรูปจึงมีอยู่

ถ้าเห็นท่อนต้นนะ แล้วก็แจ่มแจ้งแล้วก็จะได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าเห็นท่อนปลายแจ่มแจ้งก็จะได้โสดาฯ”

อ่านแล้ว ใจก็คิด ดีนะ ที่หลุดจากอุปกิเลสมาได้ ไม่งั้นเจอคำบอกเล่านี้ หลงตายห่า ตรูนี่นะ อรหันต์ กลัวจะเป็นอรเหซะมากกว่า เหไปตามกิเลส ตัณหาอุปทานที่มีอยู่

ถามตัวเอง

บางครั้ง ก็ถามตัวเองนะว่า เบื่อบ้างไหม กับการไปมองนอกตัว

คำตอบคือ เบื่อเหมือนกันนะ เพราะมันเข้าไปปรุงแต่ง ปรุงไปแล้ว ย้อนกลับเข้ามาหาตัวเอง ทำให้รู้สึกเซ็งเป็ด คิดว่า ไปยุ่งด้วยทำไม เพราะมันแล้วแต่เหตุปัจจัย

แต่ยังเบื่อไม่จริง เพราะยังมีการและเล็มอยู่ (สันดานยังมีอยู่) ได้แค่รู้ และยอมรับ ทำความเพียรไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่า นี่แหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

โฆษณา

๓๐ กค.๕๖

งอมแงมมม

วันกลับจากวัด ฝนลงปรอยๆ ตลอดทาง พอถึงห้อง ไม่ได้สระผม เพราะคิดว่า ไม่เป็นไร รุ่งคืนอีกวัน รู้สึกมึนๆหัว ก็คิดว่า ไม่เป็นไร

เมื่อคืน น้ำมูกกระจาย ไหลตลอด ยกเว้นเวลาหลับ ไม่ไหล พอรู้สึกตัว ไหลตลอด กินยาเรียบร้อย วันนี้ ยังคงมีน้ำมูกทั้งวัน

 

ไม่เที่ยงหนอ

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน(ความรู้สึกนึกคิด) มาสอนแต่ความไม่เที่ยงตลอดเวลา ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เลย

เมื่อคืน ขณะที่กำลังนอนอยู่ สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่ได้ดั่งใจ(ฮ่าๆๆๆๆ) มันไม่ดิ่ง ได้แต่รู้สึกตัวขณะที่นอนอยู่ รู้สึกชัดตามชีพจรในแต่ละจุด ไม่เต้นแรงมาก เต้นแบบเบาๆ ไม่ทำให้รำคาญ สุดท้าย เปลี่ยนจากนอนพื้น ไปนอนที่นั่งโซฟาแบบปรับเอนตัวแทน

สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง เกิดแบบเอื่อยๆ ที่รู้ว่าเกิดไม่มาก เพราะไม่ดับ นอนรู้ไปแบบนั้น รู้กายบ้าง รู้ชีพจรบ้าง สุดแต่ว่า จิตจะรู้ชัดตรงไหนเอง สักพัก ดับไปแป๊บนึง

เปลี่ยนจากท่านอน มาเป็นท่านั่ง นั่งแบบนั้น จนถึงเช้า แผ่เมตตา กรวดน้ำ เสร็จแล้ว ลุกขึ้นเตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย เตรียมตัวซักผ้าต่อ

เจ้านายถามว่า วันนี้ซักผ้าเหรอ

เราบอกว่า ซักนะ เพราะไม่อยากซักผ้าทีละเยอะๆ เดี๋ยวต้องรีดผ้าอีก ทะยอยทำ จะได้ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่อยากเบื่อ เบื่อแล้วทำให้ทุกข์

การเตรียมพร้อมไว้แบบนี้ วันไหน เกิดอยากจะไปวัดหลายๆวัน จะได้ไปได้ทันที ไม่ต้องรีบเคลียร์งานบ้าน

 

อายุยืน

เคยพูดไว้ว่า อยากอายุยืน จะได้เขียนสภาวะไปเรื่อยๆ รายละเอียดยังมีอีกเยอะมาก การป่วยครั้งนี้(ไข้หวัด) ทำให้ไม่อยากอายุยืน เหตุเพราะ เห็นความทุกข์ที่เกิดจากธาตุขันธ์ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย อโรคา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ

 

งอมแงม ๒ กค.๕๖

ขนาดกินยาต่อเนื่อง พักเต็มที่ ไข้หวัดยังงอมแงมอยู่เลย

สังขารนี่ ทุกข์จริงหนอ

 

ไวยิ่งกว่าแสง

กิเลสนี่ ไวจริงๆ หลุดออกไปแล้ว ถึงจะรู้ทัน ใครจะทำอะไรอย่างไร นั่นก็เรื่องของเขา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยต่อกัน

ชอบเข้าไปยุ่งซะจริงๆ

เหตุของการพยากรณ์

[๑๙๘] ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ตถาคตเห็นอำนาจ
ประโยชน์อะไรอยู่ จึงพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วในภพที่เกิดทั้งหลายว่า สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น ดังนี้.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล
มีพระผู้มีพระภาคเป็นแบบแผน มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งพาอาศัย ดีละ พระเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาค แล้วจักทรงไว้.

ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย ตถาคตจะพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้ว ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น ดังนี้

เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้
เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หามิได้
เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้
ด้วยความประสงค์ว่า คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้.

ดูกรอนุรุทธะทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก มีอยู่ กุลบุตรเหล่านั้น ได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว จะน้อมจิตเข้าไป เพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง ข้อนั้นจะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน.

หมายเหตุ:

การที่พระพุทธเจ้า ทรงมีเหตุของการพยากรณ์เพราะเหตุนี้ ไม่ใช่แบบที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่เป็นเหตุของความหลง ความมัวเมาในอามิสบูชา คือ

เพื่อให้คนพิศวง
เพื่อเกลี้ยกล่อมคน
เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญ

ขอบคุณและอนุโมทนา

ทุกๆครั้ง เวลาเงินเดือนออก เจ้านายจะทำตามที่แนะนำไว้ คือ จบเงินก่อนที่จะให้วลัยพร

เวลารับเงิน วลัยพรจะยกมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวคำว่า อนุโมทนา สาธุๆๆๆๆๆ ขอบคุณ ที่มาเลี้ยงดูกัน

เจ้านายก็จะยกมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวคำว่า สาธุๆๆๆๆ แล้วยกมือขึ้นท่วมหัว

แม้กระทั่งเวลาโอนเงินให้ยาย เจ้านายจะจบเงินนั้นก่อนทุกครั้ง ที่จะนำเข้าบัญชีให้ยาย

 

เหตุที่ชอบปลีกวิเวก(ไปวัด)

เพราะ อยู่บ้านแล้วเปลือง ฮ่าๆๆๆๆ
ไปวัด แต่ละครั้ง ได้ทำบุญแบบเต็มๆ ทั้งการปฏิบัติ ทั้งเลี้ยงอาหารผู้ปฏิบัติ ทั้งช่วย ค่าน้ำค่าไฟ ชำระหนี้สงฆ์ ได้ทำบุญกับพระสงฆ์ที่อาพาธ ได้ช่วยในเรื่องการศึกษาของพระและเณร

วิธีทำ หยอดเงินตามตู้ที่ตั้งไว้ ปัจจัยที่ใส่ ไม่มีจำกัด ส่วนมาก หยอดตู้ละ ยี่สิบบาท ส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารทั้งพระและผู้ปฏิบัติ แล้วแต่เจ้านาย วลัยพรร่วมอนุโมทนา เป็นคนทำบุญไม่มาก อาศัยการปฏิบัติบูชาแทนคุณของพระพุทธเจ้า ตลอดจนผู้มีพระคุณ และผู้ที่อุปถัมภ์ค้ำจุนมาตลอด

เวลาที่มีใครโอนเงินเข้ามาร่วมทำบุญ เวลาไปปฏิบัติทุกครั้ง จะนำเงินตรงนั้น ไปทำบุญ ไม่เคยนำมาใช้ส่วนตัว เข้ากองกลางของการทำบุญ

เมื่อเขาโอนเงินเข้ามาแล้ว มักจะบอกกับทุกคนว่า บุญนั้น สำเร็จตั้งแต่เขาตั้งใจ จบอธิษฐานจิต กับเงินของเขา ส่วนวลัยพรจะนำไปทำบุญอะไรบ้าง เท่ากับเขาก็มีส่วนสำเร็จในบุญนั้นด้วย จึงไม่เคยโทรกลับไปบอกว่า ทำบุญอะไรไปบ้าง

เดี่ยวนี้ ไม่เคยเอาปัจจัยใส่ซองถวายพระ เป็นการส่วนตัว เห็นตัวอย่างของพระสมัยปัจจุบันนี้แล้ว ไม่ไหวจริงๆ มีแต่หากินด้วยการอวดอ้างสรรคุณของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ พระพวกนี้ ไม่เคยได้แอ้มเงินของวลัยพรหรอก เห็นโยมๆทั้งหลาย เอาเงินใส่บาตร ใจก็คิด กรรมทั้งของพระและโยม

พระปฏิบัติจริงๆ ท่านไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาเลยจริงๆ กุฏิงี้ว่างเปล่า อาจจะมีสังฆทานวางอยู่บ้างไม่กี่ชุด

ตอนนี้ คิดถึงพระอาจารย์ปรีชาจริงๆ (วัดนาค บางปะหัน) เพราะสามารถพูดคุยกับท่าน ตามสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้ หากแม้น มีข้อคิดเห็นไม่ตรงกัน ท่านก็เมตตา ให้อธิบายได้ตามสะดวก ตามที่เข้าใจ

บอกกับเจ้านายว่า ที่อยากไปวัดนาค รู้จิตตัวเองทันนะ ไม่มีอะไรมากหรอก เรื่องปฏิบัติเรื่องรอง เรื่องใหญ่คือ อยากไปโม้มากกว่า ฮ่าๆๆๆๆ

เพราะว่า อาจจะได้รายละเอียดต่างๆเรื่องสภาวะจากพระอาจารย์มากขึ้นก็ได้ หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

 

ดีใจ

ตอนนี้ รู้สึกดีใจจริงๆ สภาวะเริ่มกลับมาเหมือนที่เคยเป็นแบบก่อนๆ จิตตั้งมั่นนานมากขึ้น แนบแน่นมากขึ้น ทำให้รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตนานมากขึ้น

เพราะเหตุนี้ ทำให้รู้สึกว่า เวลาสั้นเหลือเกิน แป๊บๆๆ เย็นแล้ว แป๊บๆๆ สว่างแล้ว

ซกมก

ถ้าใครรู้ความจริง เรื่อง การทำความสะอาดกาย(อาบน้ำ) คงคิดว่า ซกมก ตอนนี้สภาวะเปลี่ยนไปมากขึ้น จากเป็นคนที่อาบน้ำต้องใช้สบู่ หลังสระผม ต้องใช้ครีมนวด เส้นผมมีหงอก ต้องโกรก

เดี๋ยวนี้ ชอบอาบน้ำเปล่า อาบไม่กี่ขัน ผมต้องมันจริงๆ จึงจะสระ เป็นเฉพาะเวลาอยู่ที่ห้อง ส่วนเวลาไปวัด ยังใช้สบู่ ยกเว้นบางช่วง รู้สึกร้อนจริงๆ จะอาบน้ำเปล่า

โกรกผม

ถามเจ้านายว่า ถ้าไม่โกรกผม ไม่อยากโกรก เดินด้วยกัน อายไหม แต่ถ้าไปบ้านยาย สงสารยาย ยายยังยอมรับไม่ค่อยได้ ต้องโกรก

เจ้านายบอกว่า ไม่อาย ไม่เห็นเป็นไรนี่

เราบอกว่า เดี่ยวนี้ จิตมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การสะสมทางโลกลดน้อยลง ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด เห็นจิตชัดมากๆ ความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ก็ชัดมากเช่นกัน

เดี๋ยวนี้ จิตตั้งมั่นนานมากขึ้น ยังคงนั่งเก้าอี้ นั่งที่พื้นยังไม่ได้ กล้ามเนื้อบริเวณเข่าอักเสบ ยืนนาน ก็ปวด เดินนานก็ปวด ยิ่งนั่งพื้น นั่งแล้วปวด เวลาพับขา อาศัยใช้ตัวซัพพอตเข่าช่วยในเวลาต้องเดินนาน เช่นไปตลาด หรือเวลายืนรีดผ้าที่ใช้เวลานานๆ

เวลาจิตเป็นสมาธิ ก็รู้ ส่วนมากจะอยู่ประมาณ ๓ ชม. อย่างต่ำ เวลาเลิกปฏิบัติ จะแผ่เมตตา กรวดน้ำทุกครั้ง เกิดสุขบ้าง สงบบ้าง ขณะแผ่เมตตา

จะว่าไปแล้ว รู้สึกว่า สัปปายะของตัวเองในตอนนี้ ทำอยู่ที่บ้าน จะเหมาะกว่าไปวัด เพราะเวลาไปวัด ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ แนบแน่นดี ต้องออกจากสมาธิทุกครั้ง เพราะที่นั่น มีคนมาก จึงไม่นั่งนาน

ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ หากสมาธิมีกำลังมาก เวทนามีเกิด แต่ไม่ทำให้รำคาญ นั่งได้นานยิ่งดี มีความรู้สึกตัวเนืองๆ บางครั้ง วันไหนอากาศดี นั่งถึง ๕ ชม.อย่างต่ำ

วันก่อน เจอสภาวะใกล้ตายอีกครั้ง ก็บอกกับตัวเองว่า ตายไปเลยๆๆๆๆๆ จิตวูบกลับมารู้ที่กายทันที เรื่องสภาวะใกล้ตาย เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก จึงไม่สามารถบังคับบัญชาได้

เจ้านายก็เจอสภาวะนี้หลายครั้ง แต่ความที่ว่า รู้สภาวะแล้ว จึงผ่านได้ยากมากขึ้น เพราะกำลังสมาธิ น้อยกว่าสติ กิเลสจึงเกิดแทรกได้ง่าย(ความยินดี)

เราบอกว่า เรื่องจิตใต้สำนึก เราไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ วันใด ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ก็ผ่านไปได้เองแหละ แค่ทำต่อเนื่องไปเท่านั้นเอง

เจ้านายเล่าให้ฟังว่า มีหลายครั้ง ขณะที่จิตเริ่มเป็นสมาธิ มักมีอาการหัวสะบัดไปข้างหลัง รู้สึกตัวตลอดนะ สะบัดไปสักพัก ก็สงบลงไปเอง

เราบอกว่า เหมือนเราในตอนนี้แหละ หัวชอบสัปหงก บางครั้งเป็นสิบ คนไม่รู้ อาจคิดว่า หลับ จริงๆแล้ว ไม่ได้หลับ

เหมือนการสตาร์ทรถ บิดเครื่องเร่ง จนเครื่องเต็มรอบ อาการหัวสัปหงกนี้ก็คล้ายๆกัน มันจะงึกๆๆๆๆๆ ลงไป กายตั้งขึ้น งึกๆๆๆๆลงไป กายตั้งขึ้น คือ รู้สึกตัวตลอด บางครั้งเกิดถี่ บางครั้งเกิดน้อย หลังจากนั้น มีสุขเกิดบ้าง บางครั้งสงบอย่างเดียว

ตอนที่เข้าคอส พระอาจารย์ที่สอบอารมณ์ ท่านบอกว่า เป็นอาการของปีติอย่างหนึ่ง เราฟังแล้วก็คิด ดีนะ ที่รู้ชัดสภาวะหมดแล้ว ไม่งั้น ติดอุปกิเลสอย่างแน่นอน (คำเรียกต่างๆ)

ตกม้าตาย

ผู้ที่สอนผู้อื่น ส่วนมาก คำสอนนั้นๆ ตกม้าตายตอนที่พูดเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท สำนวนการพูด วกวนไปมา ว่าคนอื่นไว้มาก พอถึงเวลาที่ต้องอธิบายเอง กลับไปไม่ถูก พยายามจับโน่น จับนี่ โยงกันไปมา

เป็นเรื่องปกติอีกเรื่อง ที่ได้ยินประจำ เวลามาพูดกัน มักจะชอบกล่าวเบียดเบียนแนวทางการปฏิบัติของผู้อื่น แล้วยกผู้ที่ตนเคารพหรือเชื่อ นำมาเอ่ยอ้าง

นี่แหละ เหตุของอวิชชา ที่ยังมีอยู่ ของผู้ที่ยังไม่แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

 

ฝึก

เคยไหม ฝึกการอ่าน อ่านด้วยใจ รู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้ไปตามนั้น

ไม่ว่าจะเป็นข้อความของคนที่รู้จัก เคยพบตัวตน รู้จัก แต่ไม่เคยพบตัวตน หรือไม่รู้จักกันเลย ข้อความเหล่านั้น สามารถส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ให้เกิดขึ้นมาได้

เมื่อก่อน เคยนะ เข้าไปข้องเกี่ยว เห็นผลที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้เริ่มที่จะก้าวล่วงออกไป ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เรื่องนี้ เคยบอกไว้แล้ว แต่คาดเดาว่า คนอ่าน อาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เคยเขียนไว้ว่า สิ่งที่วลัยพรเขียนลงไปนั้น เป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริงอยู่ ภายในใจ

เป็นคนไม่ชอบเก็บอะไรไว้ในใจ จึงมักเขียนระบายออกมาเนืองๆ วันไหนมีเยอะ ก็เขียนเยอะ วันไหนมีน้อย ก็เขียนน้อย บางวัน เหมือนสายลมพัดผ่านไป ก็ไม่มีเขียนลงมา

เข้าใจในความหวังดี เพียงจะบอกให้ชัดๆอีกว่า อย่ามาพยายามสอน เพราะคนสอน เท่าที่เห็น ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย

อำนาจของสมาธิ

เมื่อก่อน มีพระรูปหนึ่ง มาขอคำแนะนำ สภาวะของท่าน รู้เห็นทุกอย่าง ภาษาชาวบ้านเรียก เห็นหนอ ไม่ว่าถามอะไร รู้หมด

ท่านเล่าให้ฟังว่า ที่รู้แบบนี้ ท่านเป็นคนชอบท่องมนต์ ท่องตลอดเวลา จึงทำให้รู้ทุกๆอย่าง ไม่ว่าคนนั้นอยู่ไกลหรือใกล้แค่ไหน เห็นหน้าหรือไม่เห็นหน้าก็ตาม

เหตุที่ท่านมาขอคำแนะนำกับเรานั้น เหตุจาก ท่านไปดูด้วยวิธีอะไรของท่านก็ไม่รู้ ท่านบอกว่า วลัยพรนั้นดีจริงๆ (มีของดี) เลยมาถามเรื่องการปฏิบัติ

เราบอกว่า ที่ท่านทำอยู่นั้น ไม่ใช่การดับทุกข์ มีแต่การสร้างเหตุไม่รู้จบ เหตุที่รู้แบบนั้น ล้วนเกิดจากอำนาจของสมาธิ ที่มีอยู่ ต้องปรับอินทรีย์ ให้เดิน ก่อนนั่ง

ท่านบอกว่า ไม่ชอบเดิน ชอบนั่ง และไม่ชอบปฏิบัติ

เราบอกว่า เราแค่บอกให้ฟัง ส่วนท่านจะทำหรือไม่ทำ ก็แล้วแต่ท่าน

ท่านถามว่า จะไม่ชักชวนเลยเรอะ

เราบอกว่า ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมาระหว่างเราสองคน ถ้าไม่ได้สร้างมาให้เชื่อกัน พูดให้ตายก็ไม่เชื่อหรอก ถึงบอกไง แล้วแต่เหตุของท่าน

แรกๆ ท่านโทรมาเล่าเรื่องสภาวะเป็นระยะๆ มีอยู่ช่วงหนึ่ง มีเหตุให้ต้องย้ายวัด ไปอยู่อีกวัดหนึ่ง เหตุจริงๆ

เมื่อท่านไปอยู่ที่ใหม่ การปฏิบัติย่อหย่อน หันกลับมา ใช้สิ่งที่มีอยู่หากิน(สมาธิ) เงินก็ไหลมา มีแต่เรื่องการสร้างวัด มีแต่เรื่องเงิน

เราบอกว่า เราช่วยอะไรไม่ได้ ท่านทำตัวของท่านเอง อยู่ที่ว่า ท่านต้องการแบบไหน หลังจากนั้น ขาดการติดต่อกันไป

วันสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่านแวะมาหาที่บ้านยาย ท่านรู้ล่วงหน้า จากจิตของท่านเอง ท่านมาสนทนาด้วย มีหนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม ส่งให้เราอ่าน

เราเปิดอ่านบางหน้า พร้อมบอกกับท่านว่า คนเขียน รู้แค่ไหน ก็เขียนแค่นั้น เหมือนท่าน รู้แค่ไหน เวลาอ่านก็รู้แค่นั้น เกินจากนั้น ย่อมไม่รู้หรอก

ท่านบอกว่า เดี่ยวนี้ ท่านรู้เห็นอะไรต่างๆยิ่งกว่าเดิม

เราบอกว่า ท่านติดอุปกิเลสนะ แล้วแต่ท่านเลือกทางเองก็แล้วกัน สิ่งที่ควรพูด ก็พูดให้ฟังแล้ว

ตั้งแต่นั้นมา ขาดการติดต่อกันไป

พระก็ยังมีกิเลส เมื่อญาติโยมถวายเงินกัน เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีกิเลส ย่อมหลงไหลอามิสบูชา

ถ้าถามว่า แล้วใครผิด

ตอบได้เลยว่า ไม่มีใครผิด แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

วลัยพร รู้จักพระเยอะมากเหมือนกันนะ บางท่านเป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติ  แต่ยังหลงอามิสบูชาก็มีอยู่ นี่แหละ วิบากกรรมของพระ และเหตุของผู้ที่มีวิบากร่วมกับพระ

ชอบถวายเงินพระกันดีนัก ทำให้พระเกิดกิเลส แล้วตัวผู้ให้ จะไปเหลืออะไรล่ะ ยิ่งให้ ยิ่งอยาก ยิ่งอยาก ยิ่งหลง

หนึ่งคำทำนาย

ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี 3
ความหมาย คือ 1. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน 2.น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.เถาวัลย์

เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า 2 ความหมายแรก) –

ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะ ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง

เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วย ให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)

 

หมายเหตุ:

อ่านเจอบทความนี้ ทำให้นึกถึง วิธีการหากินของพระ(ขออภัยหากทำให้ไม่ถูกใจ) ซึ่งมีมาเนิ่นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น ในปัจจุบันนี้

ตอนนี้เห็นการโฆษณา สิ่งที่เรียกว่า พระอริยะทั้งหลายๆๆๆๆ โดยเฉพาะ เรื่อง การเข้านิโรธ ที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งภาพ เสียง ตลอดจนป่าวประกาศในเนต

พอเห็นสภาพของพระเหล่านี้แล้ว ทำให้นึกถึงคำทำนายของพระพุทธเจ้า อ่านแล้ว ใช่เลย

เพราะคนเหล่านี้ อวดอ้างการเข้านิโรธ อาศัยความศรัทธาแต่ขาดปัญญาของบุคคลที่มีเหตุร่วมกัน ทำให้หลงเชื่อกัน อวดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้น ล้วนเกิดจากอำนาจของสมาธิ ไม่ได้มีความวิเศษวิโสอันใดเลย

ผลของการอวดอ้าง การประโคข่าว ที่เกิดขึ้นตามมาคือ อามิสบูชาหลั่งไหลมามากมาย จากบุคคลที่มีเหตุร่วมกัน ให้มาเชื่อกัน

สิ่งที่มองเห็นในปัจจุบัน ตอนนี้เห็นแต่พระหากิน มากกว่า สอนให้ดับเหตุแห่งทุกข์ 

เรื่องนิพพาน ปฏิจจสมุปบาท จึงเหมือนขนมหวาน สีสวย ยั่วให้หยิบกิน นำมาวางขาย เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด แทนที่จะเป็นการรักษาสุขภาพ แต่กลับเป็นเบาหวานแทน

เฉกเช่นเดียวกับเรื่อง นิพพาน ปฏิจจสมุปบาท แทนที่จะมีคุณประโยชน์ ในการดับเหตุแห่งทุกข์ กลับกลายเป็น อาหารที่เป็นพิษ แก่ผู้บริโภค คือ หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

เมื่อเห็นเช่นนี้ ข่าวเรื่อง พระเณรคำ จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาดอะไรเลย มีอยู่ทั่ว เพียงแต่ ใครจะถูกนำมาแฉก่อนกัน ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งนั้น

วันก่อนดูข่าว พระด่าพระ ทั้งด่าคนที่สนับสนุนพระ เพราะไม่รู้ชัดในเหตุปัจจัย จึงว่าคนอื่นเช่นนั้น

มาอีกวัน พระอีกรูป มากล่าวสนับสนุน พระที่ด่าพระ เห็นแล้ว โอ้ละหนอ กงกรรมกงเกวียน จะมองเห็นกันบ้างไหมหนอ ไอ้พวกอยากดัง

กูดีหมด ทีกูไม่ดี มองไม่เห็นกัน นี่แหละหนา กิเลสตัวร้าย เผลอเมื่อไหร่ มันแว้งกัดทันที แต่คนถูกกัดจะรู้ตัวหรือไม่ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยอีกน่ะแหละ

ธรรมชาติของคน

รู้ชัดภายใน(ภายในตัวเอง) มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้จักธรรมชาติ(ภายนอก/คนอื่นๆ) มากขึ้นเท่านั้น

อคติที่มีอยู่ ค่อยๆลดดีกรีลงไปเรื่อยๆ เวลาเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจหรือชอบใจ มักจะไม่อยู่กับสภาวนั้นๆ เพราะรู้ดีว่า เหตุอยู่ตรงไหน ต้องดับที่ตรงนั้น

เป็นเหตุให้ นับวัน ใจเบาสบายมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เหตุมี ผลย่อมมี

วลัยพร ไม่ชอบแสดงอาการออกถึงความชื่นชมใคร โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ ที่รับคำแนะนำจากวลัยพรอยู่ อย่าได้คาดหวังว่า จะได้รับคำชมจากวลัยพร ไม่ว่า สภาวะที่นำมาเล่าให้ฟังนั้น จะดีในความรู้สึกของอีกฝ่ายก็ตาม

เพราะอะไรถึงไม่ชม เหตุเพราะ คำชม ล้วนก่อให้เกิดกิเลส กับผู้ฟัง ทำให้เกิดความหยิ่งผยอง มะมังการ คือ เจอมาเยอะ บางคน เลิกคบกันไปก็มี เพราะเขาคิดว่า เขารู้แล้ว เหตุจาก คำชมของเรานี่แหละ

ฉะนั้น จึงไม่ค่อยจะชมใคร น้อยมากๆ ไม่ค่อยให้หลุดออกมา

คำพูดที่ให้กับผู้ปฏิบัติจริงๆ ส่วนมากชี้ในสิ่งที่เขาควรทำ หากเขาทำตาม ไม่เคยชม แม้เขาไม่ทำตาม เวลาเขามาปรึกษา มักจะบอกว่า ก็บอกไปแล้วนี่

คือ พูดตามเหตุปัจจัย ไม่เอาตัวเองลงไปเกี่ยวข้อง จึงไม่มีการคาดหวังว่า อีกฝ่ายจะทำตามหรือไม่

แม้กระทั่งการปฏิบัติของอีกฝ่าย ก็ไม่เคยติดตาม นานๆที ถึงจะถามว่า ทำบ้างไหม ถ้าตอบมากระอ้อมกระแอ้ม จะไม่ถาม

ถ้าตอบมาว่า ทำ ก็จะบอกว่า ทำต่อเนื่องไป พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว อย่าตามใจตัวเอง แล้วชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ

ถ้าเขาบอกว่า ไม่ทำ ก็คุยเรื่องอื่นเป็นมารยาท เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจต่อกัน แล้วเลิกถามไถ่ เพราะสิ่งนั้น เกิดจากเลือกกันเอง ไม่ใช่หน้าที่เรา จะไปจ้ำจี้จำไชกับใคร

ใครจะว่าเห็นแก่ตัวก็ช่าง เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า ภพชาติน้่กลัวมากกว่า อามิสบูชาต่างๆที่จะได้มา จากเหตุปัจจัยตรงนั้น

 

แพ็คกระเป่า 

เจ้านายบอกไว้แต่เช้า วลัยพร เตรียมเสื้อผ้าไปวัด ไว้ได้เลย เสาร์-อาทิตย์นี้ หยุด ๒๖ กค.๕๖

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: