ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้

เมื่อยังอยู่กับโลก จากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่(กิเลส) เป็นเหตุให้ ฝึกตาบอด หูหนวกมากขึ้น เริ่มดับทันมากขึ้น

แต่ฝึกเป็นใบ้ แบะๆๆๆๆ กำลังเหมือนเด็ก ที่กำลังเดินเตาะแตะ

เชื่อว่า ฝึกบ่อยๆ อีกหน่อยจะกลายเป็นความเคยชินที่จะ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ โดยสภาวะที่เกิดขึ้นเอง ตามความเป็นจริง

สมาธิเกิดเนืองๆ

สภาวะของจิตเป็นสมาธิ เปลี่ยนไปอีก จิตมักเป็นสมาธิได้มากขึ้น ในทุกๆอิริยาบท ไม่จำเป็นต้องทำตามรูปแบบ เหมือนเมื่อก่อน

แต่ทว่า เพราะรู้ชัดในเส้นทางนี้ดี การเดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ ยังคงทำอยู่ เพราะสภาวะกำจัดกิเลส ล้วนเกิดจากสมาธิที่มีกำลังมาก และมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่

เวลาจิตเป็นสมาธิ ขณะที่อยู่ในอิริยาบทอื่นๆ จะรู้ชัดที่โพรงจมูกมากที่สุด บางครั้ง ทำให้รู้สึกเย็นทั้งตัว บางครั้ง ทำให้รู้สึกอิ่มทั้งวัน

อย่างเช่นวันนี้ ยังไม่ได้กินข้าวเลย เมื่อเช้า กาแฟแก้วเดียว นอกนั้น ดื่มแต่น้ำ เพราะไม่รู้สึกหิวแต่อย่างใด รู้สึกอิ่มอยู่ข้างใน

โฆษณา

แล้วแต่เหตุปัจจัย

มีหลายครั้ง ที่อยากเขียนบางเรื่อง แต่มีเหตุให้ ไม่ได้เขียน เช่นเรื่อง พระพุทธเจ้าสอบอารมณ์พระอานนท์ คือ ทรงตรัสถามว่า พระอานนท์ ระลึกถึงความตาย วันละกี่ครั้ง

ในเรื่องที่พระอานนท์ ยังไม่เห็นแจ้งพระนิพพาน จึงทรงตรัสว่า พระอานนท์ยังประมาทอยู่

เพราะผู้ที่รู้แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง ย่อมระลึกถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก คือ เป็นไปตามสภาวะเอง ไม่ใช่พยายาม ทำให้เกิดขึ้น

และอีกเรื่อง ทำไม พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระรูปอื่น เวลาจะนิพพาน จะต้องลากับพระองค์ และต้องพระองค์ อนุญาติ อันนี้ก็มีเหตุนะ

เหตุจาก หาข้อความ ตามสภาวะทั้งหมดนั้น ในพระไตรปิฎกยังไม่เจอ เพียงแต่ เคยอ่านผ่านตา แต่จำไม่ได้ว่า อยู่ในหมวดไหน หน้าไหน ก็เลยปล่อยไปก่อน

ปรับสภาวะ การหลับ

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขณะที่กำลังนอน หรือหลับแล้ว มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน

เมื่อคืน กว่าจะได้หลับลงจริงๆ ใช้เวลาหลายชม. เหตุจาก ขณะล้มตัวลงนอน ชีพจรตามจุดต่างๆของร่างกาย เต้นแรงมาก จะนอนหงาย ตะแคงตัว รู้สึกถึงชีพจร ที่กำลังเต้นอยู่

ในห้อง มีที่ปรับเปลี่ยนให้มีสัปปายะ ในแต่ละสภาวะ ครั้งนี้ เมื่อเห็นว่า ไม่สามารถทำให้ดิ่งได้(หลับ) ลุกจากที่นอน ไปที่โซฟาอีกตัว(ขาหัก) ที่วางอยู่อีกด้าน

ตอนแรกนั่งก่อน ยิ่งนั่ง ยิ่งสัมผัสเสียงของชีพจรได้ชัดมาก รู้แบบนั้น ไปสักระยะ เอาขาเหยียดออกไปสุด นั่งอยู่ท่านั้น หลายชม. จนกระทั่งใกล้รุ่ง ถึงอยู่ในอิริยาบทนอนได้ แต่ก็รู้สึกตัวตลอด เสียงเต้นของชีพจรหายไป จนกระทั่งเสียงนาฬิกาตั้งเวลาไว้ ดังขึ้น

รู้สึกตัวตอนเช้า ไม่มีง่วง หรือเพลีย

สภาวะนี้ เริ่มเกิดบ่อยมากขึ้น

หมายเหตุ:

บางคนอาจจะถามว่า ไม่ใช่เพราะกลางวัน ทำสมาธิมากเหรอ เห็นว่า หลายชม. กลางคืนเลยทำให้ นอนไม่หลับ

ตอบ การนอนไม่หลับ กับเหตุจาก ชีพจรเต้นรู้สึกทั้งตัว คนละสภาวะ คนละอาการกัน

คนนอนไม่หลับ จะหงุดหงิด อันนี้เคยเป็น จึงรู้

ส่วนเรื่องชีพจรเต้น ไม่ได้ทำให้หงุดหงิด แต่ความเคยชินในการนอนหลับ ยังมีอยู่ จึงต้องปรับสภาวะ โดยหาสัปปายะที่เหมาะกับสภาวะที่เกิดขึ้น(ชีพจรเต้นทั้งตัว)

ฝัน (๓ สค.๕๖)

เมื่อคืนฝันว่า ไปสถานที่แห่งหนึ่ง เจอยักษ์อีกละ แต่คราวนี้ไม่มากแบบก่อนๆ ยักษ์แต่ละตัว เหมือนคน แต่ตัวสูงใหญ่กว่า ยักษ์ตัวอื่นๆ แอบอยู่ตามซอก

ยักษ์ตัวใหญ่ เดินกร่างออกมา เราสู้กับยักษ์ ยักษ์แพ้ มนุษย์ยักษ์ตัวอื่นๆ หายไปหมด เห็นแบงค์ปลิวว่อนในอากาศ

ภาพต่อมา เห็นไปอีกที่หนึ่ง เป็นวัด ว่าไปปฏิบัติที่นั่น พระท่านบอกว่า ให้เตรียมเบาะสำหรับผู้ปฏิบัติในตอนเช้าด้วย

 

ความฝัน

ตอนที่ฝัน เห็นยักษ์ แค่ยักษ์ ในร่างของมนุษย์ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าใคร

ที่แท้ก็ หัวหน้าคณะลิเก เล่นจำอวด อวดตนตลอด

ฝันครั้งแรก ยักษ์ตัวเขียว ครั้งนี้รุนแรง เห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ครั้งนี้ อำนาจของการแผ่เมตตา ทำให้ ยักษ์ตัวเขียว ยอมสิโรราบ

ฝันครั้งที่สอง นกยูงกับอีกา รอบคอ สีเหลือง ครั้งนี้ เห็นสัตว์วิ่งแตกตื่น มีตายบ้าง โดนอีกาจิกตาย ครั้งนนี้ เอาไม้แขวนคอ จับนกยูงได้ทัน

ฝันครั้งนี้ มนุษย์ในร่างยักษ์(สูงใหญ่) ครั้งนี้ อำนาจของการแผ่เมตตา ทำให้ มนุษย์ในร่างยักษ์ สิโรราบ

บอกได้เลยว่า จบลงแบบ พอใจ คือ ไม่มีการสูญเสียอะไรมากมาย

สำหรับคนไกล คงต้องอยู่นอกบ้าน ตามเหตุปัจจัย

อำนาจของการแผ่เมตตา เป็นนิจ ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ จิตแผ่เมตตาโดยอัตโนมัติ

 

 

ปัญหา

ถามตัวเอง

บางครั้ง ก็ถามตัวเองนะว่า เบื่อบ้างไหม กับการไปมองนอกตัว

คำตอบคือ เบื่อเหมือนกันนะ เพราะมันเข้าไปปรุงแต่ง ปรุงไปแล้ว ย้อนกลับเข้ามาหาตัวเอง ทำให้รู้สึกเซ็งเป็ด คิดว่า ไปยุ่งด้วยทำไม เพราะมันแล้วแต่เหตุปัจจัย

แต่ยังเบื่อไม่จริง เพราะยังมีการและเล็มอยู่ (สันดานยังมีอยู่) ได้แค่รู้ และยอมรับ ทำความเพียรไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่า นี่แหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

ปัญหา

บางสิ่ง ที่มองว่า เป็นปัญหา ก่อให้เกิดความรู้สึก หงุดหงิด รำคาญใจ จนบางครั้ง ต้องระเบิดออกมา อาจะดูเหมือนหยาบคาย ซึ่งแท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกฝังไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความหยาบคายนี่แหละ
ทำไมถึงปลดปล่อยความหยาบคายออกมาไม่ได้ เพราะสภาพสังคมที่อยู่ เพราะทำให้ดูไม่ดี เพราะ…. สารพัดเพราะ ที่ทำให้ตัวเองยอมรับ ในสิ่งที่มีอยู่ และเป็นอยู่

หลายวันมานี่ ถึงแม้จะป่วยอยู่ กายป่วย แต่จิตไม่ป่วย จิตคิดพิจรณาตลอด บางครั้งมีฝัน ฝันไปในสถานที่ ที่ไม่เคยคิดจะเหยียบย่างเข้าไปอีก เช่น สถานเริงรมย์ต่างๆ

การสอบอารมณ์ ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนสอบเราหรอก จิตใต้สำนึกนี่แหละ ที่เป็นตัวสอบอารมณ์ ตามความเป็นจริง บังคับให้เป็นไปตามใจนึกไม่ได้ จิตอีกตัว เป็นเพียงผู้เฝ้าดู ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปแทรกแซง

ความฝันก็เช่นกัน หากมีสติ รู้อยู่ สามารถกำหนดรู้ กลับมารู้ที่ปัจจุบันหรือที่กายได้ทันที หากขาดสติ หรือสมาธิมีกำลังมากกว่า จะไหลไปตามเรื่องราวที่กำลังฝันอยู่

สิ่งที่มองว่าเป็นปัญหาก็เช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ถึงแม้จะรู้ แต่บางครั้ง ยากที่จะหักห้ามใจได้ทัน สร้างเหตุออกไปแล้ว พอมีสติ กลับทำให้รู้สึกเสียใจ ทั้งๆที่รู้ ยังทำ แล้วคนที่ไม่รู้ล่ะ วิบากกรรมซ้ำซ้อน

หลายวันมานี่ รู้อยู่กับตัวเอง มากกว่า จะไปวุ่นวายภายนอก เมื่อหยุดการกระทำได้ จิตย่อมสงบ สมาธิย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ

เป็นเหตุให้ รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ปัญหา เกิดขึ้นเพราะ การเอาความมีเรา เข้าไปยุ่งกับมันเอง เมื่อถอยออกมา ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน สิ่งที่เรียกว่า ปัญหา จะเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้นปกติ เหมือน ฝนตก แดดออก ลมพัด เหมือนเรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นทั่วๆไป

เพียง เราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน(สิ่งที่เกิดขึ้น)

เพียง ทำความเพียรต่อเนื่อง ตัดความวุ่นวายภายนอก ทำให้ รู้ชัดภายในมากกว่า ไปรู้ภายนอก

 

ตอบโจทย์ตลอด

เวลาคิดอะไรขึ้นมา จะมีคำตอบกลับมาทุกครั้ง เวลาจะซื้ออะไร จะมีคำตอบกลับมาทุกครั้ง เดี่ยวนี้ ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ได้ทันมากขึ้น

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: