ไอคุ้ก

สำหรับผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ หากมีงบประมาณพอที่จะซื้อ แนะนำให้ซื้อค่ะ คุ้มจริงๆ

มีอีกวิธี ทำประจำค่ะ อยากจะแชร์ เผื่อมีใครอยากลองทำแบบนี้บ้าง

นำซี่โครงหมู พริกไทย กระเทียม รากผักชี ที่โขลกเตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่ลงในหม้อไอคุ้ก ที่เตรียมไว้ นำไปตั้งบนเตา

ใส่น้ำลงในหม้อ ใส่เห็ดหอม อบเชย ใส่เกลือเล็กน้อย ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย

ถ้าชอบน้ำซุปแบบใส เพราะมีเห็ดหอมใส่อยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ซีอิ๊วขาว

ถ้าชอบน้ำซุปสีออกเข้าหน่อย ก็ใส่ซีอิ๊วขาว

ปริมาณน้ำที่ใส่ แค่พอท่วม ของที่ใส่ไว้ ไม่ต้องใส่เยอะมาก

ถ้าชอบหวาน ก็ใส่น้ำตาล

ถ้าชอบน้ำซุปแบบธรรมชาติ ไม่ต้องใส่น้ำตาล ที่บ้าน ใช้หม้อไอคุ้ก เวลาทำอาหาร ไม่เคยใส่น้ำตาลและชูรส เพราะหม้อไอคุ้ก มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตน

ใช้ไฟปกติ จนกระทั่งเดือด จับฝาหม้อมุนดู หากหมุนได้(ระบบนิวทิล็อค) ให้หรี่ไฟต่ำ จับเวลา ๕ นาที ปิดไฟ ยกหม้อลง

เหตุที่ใส่น้ำพอประมาณ เพราะ หม้อไอคุ้ก มีความพิเศษ ในการรักษาคุณภาพของอาหารชนิดนั้นๆ ที่กำลังทำอยู่ และจะมีปริมาณน้ำจากเนื้อสัตว์ ออกมาเพิ่มอีกเล็กน้อย

บอกตามตรง ตั้งแต่ใช้หม้อไอคุ้ก ไม่เคยใช้ชูรส และสารเพิ่มรสชาติของอาหาร(เครื่องปรุงแบบซอง)

ชุดปรุงรสที่ใช้ประจำคือ เกลือ กับซีอิ๊วขาว (กับข้าวต่างๆ) และน้ำปลา(ทำลาบ)

หากยังไม่ตัดสินใจซื้อ เพราะไม่แน่ใจว่า จะคุ้มค่าเงินไหม

ขอแนะนำว่า ซื้อเถอะค่ะ คุ้มค่าจริงๆ มีการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ใช้จนชั่วลูกชัวหลาน คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

วันหยุดมาทำอาหารรับประทานกัน! ขอแนะนำเมนู“ซีโครงหมูตุ๋นเห็ดหอม” ทำง่ายด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องครัวทันสมัยไอคุ้ก
โฆษณา

ทุกข์สุดๆ

พอจะเข้าใจสภาวะมากขึ้น ทำไมต้องเรียนรู้สภาวะ ขณะกำลังใกล้ตาย ขณะที่กำลังจะหมดลมหายใจ ขณะที่กำลังจะขาดอากาศ กำลังจะขาดใจตาย

เหตุเพราะ ขณะที่กำลังจะตายนั้น เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จิตระลึกถึงสิ่งใดอยู่ จิตย่อมไปตามนิมิตที่ปรากฏ

หากมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ จิตย่อมมุ่งตรงสู่ทางเดียว ไม่มีการหักเหไปทิศทางอื่นๆ เพราะไม่มีนิมิตอื่นๆมาปรากฏ

ความทุกข์ของสังขาร(ร่างกาย)

ความทุกข์อื่นๆ จะกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆไปทันที เมื่อเจอการเจ็บป่วย ขณะป่วย เจอทุกขเวทนาอย่างหนัก การปฏิบัติภาวนา จึงสำคัญเพราะเหตุนี้

เหตุเนื่องจาก ขณะที่เกิดทุกขเวทนาอยู่ ชั่ว ขณะนั้นๆ สมาธิมีกำลังมาก จะช่วยกดข่มทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น คือ ใจรู้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดตาม อาการทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่า แยกรูป แยกนาม ตามความเป้นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

จะรู้แบบนี้ได้ ต้องอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง

สภาวะควบคู่(ดับภพชาติปัจจุบันและภพชาติในวัฏฏสงสาร)

การปฏิบัติ ที่ให้หรือส่งผลเร็วที่สุดคือ 

๑. การหยุดสร้างเหตุนอกตัว/ขณะที่ผัสสะเกิด แล้วสิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดจะสั้นหรือจะยาวก็ตาม แค่รู้ แต่ไม่สร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๒. ทำความเพียรต่อเนื่อง รูปแบบใด ก็ใช้ได้หมด เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาแตกต่างกันการ สภาวะการปฏิบัติของแต่ละคน จึงแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

การปฏิบัติทุกๆรูปแบบ ไม่มีแบบไหน ที่เรียกว่า ดีที่สุด และไม่มีแย่ที่สุด สูงสุด ต่ำสุด ไม่มีการเปรียบเทียบในการปฏิบัติ ที่ยังมีการเปรียบเทียบอยู่ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของแต่ละคน

สองสิ่งที่บอกไปนี้ เป็นการใช้ภาษาแบบชาวบ้าน แบบปริยัติก็มีอยู่ มีปรากฏอยู่ทั้งในพระไตรปิฎก และพุทธวจนะ

จำได้ว่า เคยเขียนไปแล้ว เพียงนำมาบอกซ้ำๆบ่อยๆ เผื่ออาจจะจดจำกันได้บ้าง สำหรับคนที่ยังขอคำแนะนำจากวลัยพรอยู่ จะได้ไม่ลืมกันว่า ควรทำอย่างไรบ้าง

การทำงาน

การทำงาน ย่อมพบปะกับคนหมูมาก สังคมก็มาก ยากที่จะทำใจได้ เพียงฝึก ฝึกที่จะพูดให้น้อยลง คือ อย่าเป็นขุนพลอยพยัก หรือ ร่วมวงในการเอ่ยถึงบุคคลอื่นๆ เพราะ เมื่ออยู่ลับหลังเรา เขาก็เอาเราไปนินทาเช่นกัน

เพียงตั้งใจทำงาน ที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ให้สำเร็จ ยังมีคุณประโยชน์กว่าการเข้ากลุ่ม ที่สุดท้าย ต้องมีการร่วมเอ่ยถึง บุคคลอื่น มีแต่เสีย มากกว่าได้

 

อย่าว่ากัน

การว่ากัน เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะ ตราบใดที่กิเลส มีอำนาจเหนือเรา ตราบนั้น เรากับเขา ล้วนไม่แตกต่างกันเลย เราว่าเขา เขาย่อมว่าเรา เรื่องราวต่างๆ จึงมีเกิดขึ้นมาใหม่ ไม่รู้จักจบสิ้น

ความได้เปรียบ

ตอนนี้ สภาวะของวลัยพร มีอาการปกติแบบทั่วๆไป เหมือนเมื่อตอนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ แบบจริงจัง

แต่ มีความแตกต่างตรงที่ว่า การปฏิบัติ ไม่ได้ยึดติดในรูปแบบ ไม่ยึดติดเรื่องเวลา การปฏิบัติ ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่ใช้ชีวิตประจำวัน

เช่น ขณะทำงานอยู่ หรืออยู่หน้าจอคอมฯ หรืออยู่ในอิริยาบทอื่นๆ หากจิตเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา ไม่รับหาที่นั่งเพื่อทำสมาธิแบบก่อนๆ คือ เกิดก็รู้ แค่รู้ว่าเกิด แต่ ไม่รีบทำเพราะความอยาก ปล่อยให้สมาธิที่กำลังเกิดขึ้น ให้เกิดเหมือนเรื่องปกติ

ไม่เที่ยง

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ หรือทำแบบนี้ เพราะว่า ผลของการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง ทุกๆสิ่งหรือสภาวะที่เกิดขึ้น มาสอนตลอดเวลา เรื่องความไม่เที่ยง คาดเดาหรือคาดหวังอะไรไม่ได้

เช่น ขณะทำอะไรอยู่ แล้วจิตเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา บางครั้ง เมื่อหาที่นั่ง จิตยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง

บางครั้ง หาที่นั่ง สมาธิที่กำลังเป็นอยู่ กลับดับหายไป นั่งยังไงก็ไม่เกิด

เหตุนี้ จึงไม่มุ่งเรื่องการทำสมาธิเป็นหลัก เพียงทำตามเหตุปัจจัย เดินมั่ง นั่งมั่ง เรื่องเวลา ไม่แน่นอน

เรื่องการปฏิบัติ ที่มุ่งเน้นเป็นหลักจริงๆ คือ พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว พยายามไม่สร้างเหตุออกไป ขณะที่มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น ยามที่ผัสสะมากระทบ แล้วทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา พยายามไม่สร้างเหตุกับบุคคลอื่น

วิธีนี้ เห็นผลเร็วมาก เห็นชัดทันตา คือ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับลงเอง ตามเหตุปัจจัย ถ้าเราไม่เอาความมีเรา(ตัวตน/กู/ของกู) เข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทางการกระทำ

เช่น ถ้ามีคนด่า(ว่า) เรา ต่อให้ยืนกระทำอยู่ตรงหน้า แค่ดูสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่ตอบโต้ออกไป

ระหว่างคนฟังกับคนด่า คนด่าย่อมเหนื่อย อาจจะเมื่อยปาก อาจคิดหาคำด่าไม่ทัน ถ้าเราไม่ตอบโต้ออกไปซะอย่าง สุดท้าย คนด่าย่อมถอยออกไป หรือหยุดไปเอง

เรื่องนี้ เจอมากับตัวเอง มีคนมายืนด่าหน้าบ้าน สองชม. เพราะเขาหึงสามีเขา แค่สามีเขากล่าวชมเรา ทั้งๆที่ เรากับสามีเขา ทักทายแบบเพื่อนบ้านธรรมดา ไม่เคยคลุกคลีอะไรด้วย ยังโดนด่าเลย

เมื่อเขาเป็นฝ่ายด่า ยืนด่าอยู่หน้าบ้านเรา เราอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงอยู่ ปล่อยให้ด่าไป ไม่โต้แย้งอะไรทั้งสิ้น สุดท้าย เขาคงเมื่อยมั๊ง คงทั้งปากและขา เลยเดินกลับบ้านเขาไป ต่อมาไม่นาน ครอบครัวของเขามีปัญหา สุดท้าย ย้ายออกไปหมด

อีกครั้ง คนข้างบ้าน บ้านติดกัน บ้านนี้กินเหล้า ส่งเสียงดังเกือบทุกวัน ทั้งเสียงคน เสียงเครื่องเสียง เราไม่เคยว่าอะไรเขา

ปกติ เวลาทำงานบ้านหรือซักผ้า จะชอบเปิดเพลงฟัง บ้านติดกัน ไม่เคยมีเรื่องกัน สงสัยวันนั้น เขาคงหงุดหงิดอะไร เขามายืนด่าหน้าบ้าน ว่าที่บ้านเปิดเพลงเสียงดัง ยืนด่ายาว เราก็เงียบ ไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น ต่อมาไม่นาน มีเหตุให้เขาเลิกกับสามีเขา และได้ย้ายออกไป

ที่คอนโดก็เคยโดนนะ ขนาดไม่เคยยุ่งกับใคร ยังโดนนินทาระยะเผาขน คือ พูดให้ได้ยิน หน้าห้องเราเอง เราก็เงียบ ไม่โต้แย้งอะไร สุดท้าย คนที่เคยพูดนินทาเผาขนเรา ต่อมาไม่นาน มีเหตุให้ย้ายออกไป

แม้กระทั่ง คนที่อยู่ชั้นล่าง ตรงกับห้องของเรา ที่เคยหาเรื่องร้องเรียนที่ห้อง ว่าตำน้ำพริกดึกๆดื่นๆ ทั้งๆที่ ไม่ใช่ที่ห้องเป็นคนทำ แต่เขาได้ยินเสียงว่า มาจากห้องเรา นี่ก็มีเหตุให้ออกจากงาน กลับบ้านไปแล้ว

การที่เงียบ ไม่ใช่กลัว แต่เงียบเพราะรู้ รู้ว่า ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ผลย่อมมี นี่แหละ คุณประโยชน์สูงสุดของวิชชา

คือ รู้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำยังไงให้ดับลงไปได้ แค่รู้ และยอมรับ แล้วทุกสรรพสิ่ง ย่อมดับลงตามเหตุปัจจัย

นายกรัฐมนตรี(๘ สค.๕๖)

เรื่องความฝัน ปกติ เป็นคนหลับแล้ว ไม่ค่อยฝัน บางครั้งมีฝัน ส่วนมาก จะจริง

เรื่องนายก คุณยิ่งลักษณ์ จะเป็นรัฐบาลจนครบ และสามารถเป็นนายกต่อไปอีก ๑ สมัย รวมเป็นสองสมัย

ส่วนเรื่อง คุณทักษิณ บอกได้เลยว่า อยู่ต่างประเทศตลอดไป ภาพที่มองเห็น เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้มีอคิติต่อคุณทักษิณ

เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลนะคะ

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: