รู้มาก รู้น้อย

ไม่ว่าจะรู้แบบไหนก็ตาม รู้แล้ว รู้นั้นๆ ขณะที่ผัสสะเกิด ยังไม่สามารถช่วยให้ หยุดสร้างเหตุนอกตัวได้

รู้แบบนี้ มีแต่เหตุของการเกิด เรียกว่า รู้นอกตัว มากกว่า รู้ในตัว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอีกน่ะแหละ

โฆษณา

สภาวะการนอนเปลี่ยนไปอีก

ตอนนี้ สภาวะการนอนหลับเปลี่ยนไป จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ พร้อมทั้งสมาธิด้วย เป็นทั้งวัน

เหตุนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า หลับ ค่อยๆหายไปเรื่อยๆ กลายเป็น รู้สึกตัวเนืองๆ มากกว่า หลับ ในเวลากลางคืน ยิ่งกลางวัน ไม่ต้องพูดถึง

ถึงแม้จะรู้สึกตัวเนืองๆ ในกลางคืน เช้ามา ไม่มีอาการง่วง หรือทำให้รู้สึกอ่อนเพลียแต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึกว่า มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ชัดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เวลาจิตกำลังจะเป็นสมาธินี่ รู้ชัดแจ๋ว จับรายละเอียดได้หมด

ไม่ตะกละ

เมื่อก่อน ที่ยังไม่รู้ชัดในรายละเอียดต่างๆ ของสภาวะ จิตเป็นสมาธิ มีความตะกละ คือ พอรู้ว่า จิตเป็นสมาธิ รีบหาที่นั่งทันที ทำสมาธิต่อทัน

เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น จิตจะเป็นสมาธิ แค่รู้ว่าเป็น ไม่ใส่ใจ ไม่หาที่นั่ง ทำงานอะไรอยู่ ก็ทำต่อ สมาธิจะเกิดขึ้น แค่รู้อย่างเดียว

เพราะว่า สภาวะจิตเป็นสมาธิ ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เกิดขึ้น เหมือนเรื่องปกติ ขณะหายใจเข้า หายใจออก

แม้กระทั่งเวลาเดิน เดินทั่วๆไป หรือเวลาไปตลาด ขณะที่เดินอยู่ จะรู้สึกที่เท้าชัดมาก ความคิดไม่ค่ยเกิดขึ้น ขณะที่เดินอยู่

นี่ขนาดนั่งอยู่หน้าจอ หัวใจเต้นตุ้บตั้บ แรงมาก จังหวะการเต้น เหมือนคนออกกำลังกาย

ชาติ

สภาวะของ ชาติในปฏิจจสมุปบาท นานแล้วนะ ที่เขียนค้างไว้ เขียนไม่จบสักที เพราะยังไม่เคลียร์ คือ รู้ แต่ยังอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมไม่ได้

วันนี้ จิตยังคงเป็นสมาธิเนืองๆ ทั้งวัน นั่งสมาธินานก็ไม่ไหว ชีพจรเต้นทั้งตัว แผ่นหลังตุ้บๆตลอด เปลี่ยนจากนั่ง มาเป็นเดิน แล้วยืนรีดผ้าต่อ

รีดผ้าเสร็จ นั่งสมาธิต่อ ตอนนี้นั่งได้ เพราะการเต้นของชีพจรตามจุดต่างๆ ยังคงมี แต่เบาลง

ขณะนั่งอยู่ สติขุดแคะงัดแงะสัญญาขึ้นมา เรื่อง ชาติ พอรู้รายละเอียดของสภาวะ เหมือนเส้นผมบังภูเขา คิดเท่าไหร่ไม่รู้ ปล่อยให้สภาวะดำเนินตามเหตุปัจจัยเอง ถึงเวลาจะให้รู้ สติจะขุดแคะ งัดแงะขึ้นมาเอง

ภพ หมายถึง มโนกรรม 

ชาติ หมายถึง การเกิด กำเนิด ก้าวล่วง

ถ้าไม่รู้ชัดในสภาวะ ย่อมตีความว่า ชาตินี้ หมายถึง การเกิดหรือการคลอดออกมาจากท้องแม่

เหมือนโยนิโสมนสิการ ถ้าไม่รู้ชัดโดยสภาวะ ย่อมตีความไปตามทิฏฐิที่มีอยู่

ชาติ หมายถึง ก้าวล่วง คือ ก้าวล่วงออกมาจาก มโนกรรม ได้แก่ วจีกรรม กายกรรม เหตุจาก ภพ ซึ่งเกิดจาก มโนกรรม(ภพ) เป็นเหตุปัจจัย

เหตุของอวชชาที่มีอยู่ เมื่อผัสสะเกิด แล้วสิ่งนั้นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ได้แก่ วจีกรรม กายกรรม

สิ้นสงสัย

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาทนี้
เป็นปฏิจจสมุปปันธรรม(สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท) เหล่านี้ชัดเจนตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว

เมื่อนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่อริยสาวกนั้น จะแล่นเข้าหาที่สุดข้างต้น(ปุพพันตะ) คือสงสัยในชาติก่อน ว่า

“ในอดีตเราเคยมีหรือไม่หนอ ?
ในอดีตเราได้เคยเป็นอะไรหนอ ?
ในอดีตเราเคยเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอดีตเราได้เป็นอะไรแล้วจึงได้มาเป็นอะไรหนอ ?”

หรือจะแล่นไปหาที่สุดข้างปลาย (อปรันตะ) คือสงสัยในชาติหน้าว่า

“ในอนาคตเราจักมีหรือไม่หนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอะไรหนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอนาคตเราเป็นอย่างไรแล้ว จักได้เป็นอะไรอีกหนอ ?”

หรือจะสงสัยในปัจจุบันว่า

เรามีอยู่หรือไม่หนอ ?
เราคืออะไรหนอ ?
เราเป็นอย่างไรหนอ ?
สัตว์นี้มาจากไหนแล้ว
จักไปไหนอีกหนอ ? ดังนี้

ที่อริยสาวกไม่แล่นไปเช่นนี้ ก็เพราะได้เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่านี้ชัดเจนตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ”
(สํ. นิ. ๑๖/๓๑-๓๒ ข้อ ๖๓)

 

หมายเหตุ:

เมื่อแจ้งสภาวะนิพพาน ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ย่อมสิ้นสงสัยในสิ่งเหล่านี้

เหตุจาก บุคคลที่แจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง ต้องผ่านประสพการณ์ ในแต่ละขณะ ที่กำลังจะตาย ขณะที่ จิตเป็นสมาธิอยู่ คือ ต้องเคยตาย ก่อนที่จะถึงเวลาที่จะตายจริง

เมื่อแจ้งในสภาวะขณะที่กำลังจะตาย ในแต่ละขณะ เมื่อผ่านไปได้ ย่อมสิ้นสงสัย ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด

ความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ(๑๐ สค.๕๖)

ธรรมชาติ ที่เป็นความธรรมดา ของทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนตกอยู่ภายใต้ของกฏไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

ที่ตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

หากหมดเหตุปัจจัยต่อกันแล้ว ความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

คือ ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยนั้นๆเอง แม้ไม่มีเราอยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม

 

แค่รู้

สภาวะขณะปฏิบัติ หรือ ขณะที่ใช้ชีวิต ปัจจุบัน สิ่งใดเกิดขึ้น (ภายในกายและจิต) จงรู้ไว้เถิดว่า เป็นเพียงสภาวะ

หน้าที่แท้จริง คือ ทำความเพียรต่อเนื่องไป อย่าไปว่อกแว่กกับสภาวะที่เกิดขึ้น ยิ่งให้ค่ามากเท่าไหร่ ยิ่งหลงทางนะ

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: