๒๔-๒๖ สค.๕๖

๒๔ สค.๕๖

เวลานอน จะรู้สึกตัวเป็นระยะๆ ขณะที่รู้สึกตัวทุกครั้ง จะรู้สึกถึง จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่แรงมาก

ช่วงเช้ามืด ก่อนตีห้า สมาธิที่เกิดขึ้นแรงมาก ไม่ถึงกับดิ่ง
ปรับเบาะที่นอนอยู่ เป็นท่านั่ง นั่งสมาธิต่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงเวลาตั้งไว้ ตีห้า ดังขึ้น

ลุกขึ้นปิดระบบเตือน ปรับแอร์ให้เป็นระบบ dry จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง ปรับแอร์เป็นระบบพัดลม นั่งต่อ
ปรับแอร์เป็นระบบcool นั่งต่อ จนถึงหกโมงครึ่ง แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลุกขึ้นเตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย
วันนี้เจ้านายหยุด เตรียมมื้อเช้ารองท้องกันก่อน เสร็จแล้ว ทำสมาธิ ๒ ชม. รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

ได้ยินเสียงเจ้านายเข้าห้องน้ำ ถามว่า หิวข้าวเปล่า

เขาบอกว่า หิวนิดๆ

เตรียมตัวแผ่เมตตา กรวดน้ำ ระหว่างกล่าวคำแผ่เมตตา สมาธิเกิดตลอด ไม่อยากลุกขึ้นเลย วูบลงไป รู้สึกตัวอีกทีตอนเขาเปิดเพลงดัง

 

๒๕ สค.ค๖(อยากไปวัด)

เมื่อคืน ขณะนอนอยู่ มีความรู้สึกตัวเกิดเป็นระยะๆ จิตเป็นสมาธิก็รู้ จนกระทั่งเช้ามืด สมาธิเกิดขึ้นแรง รู้สึกสงบ

ปรับโซฟา จากท่านอน เป็นท่านั่ง นั่งต่อ สักพัก ได้ยินเสียงเจ้านายลุกขึ้น รู้ว่า เจ้านายไปนั่งสมาธิที่พื้น

ยังคงนั่งต่อ จนกระทั่ง ได้ยินเสียงเวลาตั้งไว้ ตีห้า ดังขึ้น ลุกขึ้นไปปิดเสียง เจ้านายยังนั่งสมาธิต่อ

เราไปนั่งต่อ สมาธิเกิดต่อเนื่อง สักพักได้ยินเสียงเจ้านายเข้าห้องน้ำ เราจึงแผ่เมตตา กรวดน้ำ

พอเจ้านายออกมา ถามเขาว่า เขานั่งนานเท่าไหร่ นั่งตอนกี่โมง เขาบอกว่า ตี ๔ กว่าๆ ตอนนี้ ตี ๕ .๔๕

เราบอกว่า งั้นเรานั่งไปเกือบสองชม.

สภาวะขณะนอน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รู้ชัดขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ รู้ชัดได้มากกว่าเดิม สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าเดิม

รอบบ่าย นั่ง ๒ ชม.

 

 

๒๖ สค.๕๖

เช้า ทำสมาธิ ๑ ชม. ก่อนลุกเตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำมากขึ้น เป็นเหตุให้ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขเกิดขึ้นเนืองๆ ถึงแม้จะทำอะไรอยู่ก็ตาม

เดินสลับกับยืนทำงาน ๔ ชม. นั่ง ๑ ชม.

โฆษณา

๒๒-๒๓ สค.๕๖

๒๒ สค.๕๖(ยังสุขอยู่)

รอบแรก

หลังจากเจ้านายไปทำงานแล้ว เช้าเข้าเนต ขณะที่เขียนโน่นี่อยู่ สมาธิเกิด สุขเกิด ตอนแรกยังไม่นั่ง คิดว่าแปบ คงหายไป

เวลาผ่านไป สมาธิคงเกิดอยู่ สุขเกิดอยู่ จึงนั่งสมาธิต่อ ตั้งแต่ ๐๘.๔๕ น.

ขณะนั่งอยู่ มีเมื่อยตามร่างกาย บิดขี้เกียจ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ สุขเกิดตลอด บางครั้งภายนอกดับ รู้ภายใน

บางครั้ง รู้ทั้งภายในและภายนอก มีนิมิต แต่จำเรื่องราวไม่ได้ นั่งไปสักพัก คิดว่าพอแล้ว แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ขณะแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ มีสุขเกิดตลอด จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ มองนาฬิกา ๑๑.๔๕ น.

นั่งทั้งหมด เป็นเวลา ๓ ชม. มิน่า ถึงเมื่อยตามตัวเป็นระยะๆ เหตุจาก คราวนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีความรู้สึกตัวมากกว่าดิ่ง
รอบสอง

ทำงาน ยืนเย็บผ้าสองชม. นั่ง ครึ่งชม.

รอบสาม ทำงาน ยืนเย็บผ้า ๔๕ นาที นั่ง ครึ่งชม.

สมาธิในรอบหลังๆ เป็นสมาธิ สำหรับการทำงาน มากกว่าจะนั่ง จึงนั่งไม่นาน
๒๓ สค.๕๖(เบื่อหน่าย-อยากตาย)

ตื่นตี ๕ เตรียมปิดแอร์ ปรับจากcool เป็น dry เป็น fan และเป็น cool อีกครั้ง ก่อนปิดแอร์

ที่ทำแบบนี้ ได้รับคำแนะนำจากคนขายแอร์ เขาบอกว่า จะทำให้แอร์ตันช้า ภายในเครื่อง จะแห้ง ไม่ชื้น

เมื่อลุกขึ้น หยิบรีโมต พื่อปรับระบบต่างๆ เสร็จแล้ว นั่งสมาธิต่อ จิตเป็นสมาธิดี รู้ทั้งภายนอกและภายใน จนถึง ๐๖.๑๕ ลุกเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านาย

เช้านี้ ซักผ้า มีจิตคิดพิจรณาตลอด ทบทวนสภาวะที่ผ่านมา ตั้งแต่เก่าๆ จนถึงเมื่อวันก่อน สภาวะเบื่อ มักจะมาควบคู่กับ การไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ถึงขั้น คิดฆ่าตัวตาย เคยมีคิด แต่ไม่ทำ

ที่คิด เพราะรู้ว่า ขณะที่กำลังจะตาย จิตจะไปไหน ที่ไม่ทำ เพราะนึกถึงประโยชน์ของการอยู่ต่อ การเขียนเรื่องราวของสภาวะ ที่เปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆ ที่มีเหตุปัจจัยและไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน
จิตรักษาจิต

การทำความเพียรต่อเนื่อง ยิ่งทำมากเท่าไหร่ สภาวะเบื่อหน่าย ยิ่งเกิดเด่นชัด เบื่อแม้กระทั่งการมีชีวิตอยู่

สภาวะเบื่อ เริ่มเปลี่ยนไปอีก เมื่อก่อน เบื่อบ้าน อยากไปอยู่วัด อยู่ตามป่า อยากตาย(นานๆครั้ง)

ตอนนี้ ไม่สนใจเรื่องจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ได้ ทุกสถานที่ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องของสัปปายะ

สภาวะเบื่อหน่ายเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ความอยากตาย/ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

พอมาถึงสภาวะนี้ ยากที่จะทนอยู่ได้ สุดจะทานทน จิตจะรักษาสภาวะที่กำลังเป็นอยู่เอง โดยการเกิดสภาวะดับ ดับขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ส่วนจะดับกี่ชม. ไม่แน่นอน บางครั้ง มากกว่า ๕ ชม. ก็มี

เมื่อจิตคลายสมาธิ ยังคงมีสมาธิคลอเคลียอยู่ ไม่หายไปหมดเลยทีเดียว อาการเบื่อถึงขั้นอยากตาย จะหายไปเอง คือ อยู่เป็นปกติกับปัจจุบัน

ทุกวันนี้ จะทำหรือไม่ทำ จิตก็เกิดสมาธิขึ้นเนืองๆเอง โดยไม่ต้องอยากทำ เกิดขึ้นเองแบบธรรมดา เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่เท่ากัน มากครั้งน้อย เหมาะแก่การทำงาน จะไม่นั่ง เลือกทำงานแทน

บางครั้ง เกิดแรงมาก มากจนต้องนั่ง เพราะทนอยู่ไม่ได้ จิตตั้งมั่นนานเท่าไหร่ รอบต่อไป จะลดน้อยลง ยิ่งถ้านานมากกก หลายชม. รอบต่อไป ต้องทำงานมากกว่าเดิม ถึงจะนั่งได้ เหมือนกินข้าว กินอิ่มแล้ว ไม่อยากกินต่อ จิตก็เช่นเดียวกัน

การทำความเพียรมากๆ จิตจะอิ่ม ความหิวจะไม่มี เกิดความเบื่อหน่ายในอาหาร แต่ต้องกิน เพระไม่อยากป่วย

เหตุนี้ ผู้ที่ทำความเพียรมาก มักจะผอม กินน้อย นอนน้อย ดื่มน้ำเป็นหลัก ไม่กินจุ๊บจิ๊บ นน.จึงขึ้นได้ยาก

ซักผ้าเสร็จ ๑๑ โมง นั่งใช้เครื่องนวดหลัง สมาธิเกิดดีมาก วึ๊ดๆๆตลอด นวดสิบนาที นั่งสมาธิต่อ นั่งไป ๑ ชม.

เดี๋ยวนี้ พยายามทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแบบ เช้าชาม เย็นชามแบบก่อนๆ กำลังอยู่ในช่วงของการปรับอินทรีย์

พร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่างๆไปด้วย สุดท้าย สภาวะเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ไม่มีอะไรมากหรอก

เป้าหมายชัดเจน ยังคงอยากไปวัด สักสามวัน เป็นการปรับอินทรีย์ ในการปฏิบัติร่วมและการอยู่กับคนอื่นๆ

การทำความเพียร

ยิ่งทำมากเท่าไหร่ บางครั้ง จะเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตแบบสุดๆ บางครั้ง จะเกิดสุขแบบสุดๆ ทั้งนี้ ล้วนเกิดจาก สมาธิเป็นเหตุปัจจัย มีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่

เมื่อเกิดสภาวะ จิตคิดพิจรณา จะมีแต่ความเบื่อหน่าย

บางครั้ง สุขที่เกิดจากสมาธิ มีมาก จะบดบังความเบื่อหน่ายลงไปชั่วคราว

สภาวะตอนนี้ มีแต่สุข กับ ความเบื่อหน่าย เกิดขึ้น สลับกันไปมา ในแต่ละครั้ง มากน้อย แตกต่างกันไป ไม่เที่ยง คาดเดาอะไรไม่ได้ แค่รู้ไปอย่างเดียว

สภาวะการนอนหลับ เปลี่ยนไปอีก ตอนนี้ เสียงของการเต้นของหัวใจ และตามจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย เบาลง รู้สึกตัวขณะที่นอนอยู่เป็นระยะๆ

สภาวะนี้ เป็นมาสองวันแล้ว จะรู้สึกถึง สมาธิที่กำลังเกิดขึ้น ชัดมากกว่าเมื่อก่อน ประมาณ ตี ๓-ตี ๔ จะปรับโซฟา จากท่านอน มาเป็นท่านั่ง

นั่งสมาธิต่อจนถึงเช้า เช้ามา จึงรู้สึกสดชื่น ความเบื่อหน่าย ลดน้อยลงไปชั่วคราว เหตุจาก สมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า

สมาธิ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน ส่วนมาก เป็นสมาธิที่เหมาะแก่การทำงาน ทำให้ขยัน ไม่มีเหนื่อย ไม่มีเพลีย

เช่นตอนนี้ ขณะที่กำลังพิมพ์ตัวหนังสือ รู้สึกได้ชัดถึง จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ ยิ่งทำงาน สมาธิยิ่งเกิดเนืองๆ

แก้ให้ถูกจุด

ผู้คน ชอบกล่าวโทษนอกตัว แต่ไม่เคยย้อนกลับมาดูพฤติกรรม(การกระทำ) ของตัวเองกัน แก้ ต้องแก้ที่ตัวเอง

เรื่องนอกตัวอย่าไปคิดแก้ เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทุกสรรพสิ่ง ถ้าไม่เอาเราเข้าไปเกี่ยว ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยนั้นๆเอง

การเมือง

เวลาหาเสียง ต่างฝ่ายต่างประโคมข่าว สาดโคลนเข้าใส่กัน ก็แค่การหาเสียง เป็นมาแบบนี้ ทุกยุคทุกสมัย

ของแพงหรือไม่แพง ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปโทษว่า เพราะคนนั้น คนนี้ จึงทำให้เป็นแบบนี้

ความผิดพลาด

ทุกคน ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด เหตุของความไม่รู้ มีคนอีกมาก หลงสร้างเหตุ เอาความผิดพลาดของคนอื่นๆมาหากิน แม้กระทั่งนำมาวิพากย์วิจารณ์ นำมาซ้ำเติมกัน เหตุนี้แหละ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสารถึงยาวนาน

 

ถูกใจ-ไม่ถูกใจ

เมื่อไม่สามารถรู้แค่ในใจ ยังไม่ได้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางวจีกรรม กายกรรม

ถูกใจอีกฝ่าย จะมีแต่ถ้อยคำยกยอปอปั้น

ไม่ถูกใจอีกฝ่าย ถ้อยคำจะมีการกล่าวเบียดเบียน

เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ สร้างเหตุของการ ก่อภพก่อชาติใหม่ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่รู้จบ

สิ่งที่นำมาอธิบาย เชิงปริยัตินี่ ก็ลอกกันมาทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่คนที่ลอกมา จะลงมั๊ย ว่านำมาจากไหน เท่านั้นเอง

สิงหาคม 2013
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: