ค่าแรงขึ้น-ของแพง

ความสมดุลย์

ทุกครั้ง ที่มีการเรียกร้อง ขอค่าแรงเพิ่ม ขออภัย ทั้งสินค้า อาหารการกิน เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ขึ้นราคาล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

พอได้ค่าแรงขึ้น ต้องบอกว่า ขออภัยอีกครั้ง ค่าแรงที่ขึ้นมา กับค่าข้าวของ อาหารต่างๆ สรุปแล้ว พอๆกับตอนที่ยัง ไม่ขึ้นค่าแรง

ทีนี้ จะโทษใครดีล่ะ ขออภัย โทษมรึงสิ(นอกตัว) แทนที่จะโทษกรู(ตัวเอง) สร้างเหตุขึ้นมาเองแท้ๆ เวลาผลเกิด กลับไม่ยอมรับ

ถ้ารู้จักกิน รู้จักใช้จ่าย รู้จักซื้อ รู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้เงินของตัวเอง คงไม่มีคำว่า “ของแพง” อีกต่อไป

ประเทศชาติ

บ้านของแต่ละคน แตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย

บ้านของฉัน เริ่มแรก เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หลังเล็กๆ มีหลายชีวิต อยู่รวมกัน ชีวิตที่อยู่กับบ้านหลังเล็กๆ ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย

บ้านหลังใหญ่ เวลาที่มองเห็นบ้านหลังใหญ่ หรือที่เรียกว่า บ้านคนรวย เคยถามตัวเองว่า อยากมีบ้านแบบนั้นไหม

คำตอบเกิดทันที ไม่ต้องคิดนาน ไม่อยากมี เห้นแล้วเหนื่อยใจ ในการดูแล และทำความสะอาด

พอมาอยู่คอนโด เป็นเพียงห้อง เนื้อที่รวม ไม่กี่ตรม. ไม่มีห้องแยก เป็นห้องรวม จัดแบ่งพื้นที่เอง

ความรู้สึกที่อยู่คอนโด อยู่ชั้น ๑๕ ความรู้สึกคือ ชอบมาก ประหยัดไฟ อากาศชั้น ๑๕ ดีมากๆ ลมพัดแรงกระหน่ำ ห้องขนาดพอดี ทำความสะอาดง่าย จัดได้บ่อยตามต้องการ

บ้านยายเจ้านายที่แพร่ หลังใหญ่เกินไป ใหญ่มาก เวลาทำความสะอาด เหนื่อยมากๆๆ เหมาะสำหรับ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมมากกว่า

บ้านของฉัน นับวันใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยที่เคยทำไว้ และเหตุปัจจัย ที่กำลังทำอยู่ ในแต่ละ ขณะๆๆๆ ทุกวินาที

บ้านหลังแรก อยู่แค่ครอบครัว บ้านหลังที่สอง ก็อยู่แค่ครอบครัว บ้านหลังที่สาม หลังที่สี่ ก้มีความจำกัด อยู่แค่ครอบครัว

หลังทำความเพียรทุกครั้ง ขาดไม่ได้เลย ต้องแผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้เจ้าที่ เจ้าทาง ตลอดทั้งดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น

ตอนนี้ บ้านที่มีอยู่หลังใหญ่มาก ไม่ใช่จำกัดแค่ครอบครัว แต่หลากหลายครอบครัว หลายเชื้อชาติ ศาสนา

บ้านของฉันในตอนนี้ คือ ประเทศไทย ประเทศที่อาศัยอยูปัจจุบัน หลังทำความเพียรทุกครั้ง นอกจากแผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้พระสยามเทวาธิราช และอื่นๆอีกมากมาย

ที่ขาดไม่ได้ คือ ญาติพี่น้อง ทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก ที่อาศัยอยู่ ในบ้านหลังเดียวกัน คือ ประเทศไทย แผ่ให้หมด ทุกรูป ทุกนาม ขอให้พวกเขาเหล่านั้น จงมีความสุข ส่วนจะสุขมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ที่เขาทำกันขึ้นมาเอง

รู้

ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย ของสิ่งๆนั้นเอง ไม่ว่าจะมีเรา หรือ ไม่มีเรา เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ก็ตาม

 

ขึ้นชื่อว่า รู้ หรือคิดว่า รู้

ไม่ว่าจะรู้แบบไหน ล้วนเป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิดขึ้นใหม่

สิ่งที่คิดว่า รู้ ไม่ว่าจะรู้จากเหตุใดก็ตาม

หากรู้นั้นๆ สามารถดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด) ได้

รู้นั้นๆ ใช้ได้หมด

สติคน-สติสัตว์

ทั้งคนและสัตว์ ต่างก็มีสติ หากไม่มีสติ สัตว์คงอดตาย เพราะไม่มีปัญญาจับสัตว์อื่น เพื่อยังชีพตนเอง

การที่จิตจดจ่อ อยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ณ ขณะนั้นๆ ทั้งสติ สัมปชัญญะ และสมาธิ ประชุมลงที่เดียวกัน

ทั้งคนและสัตว์ ไม่แตกต่างกัน ในเรื่อง สติ การทำมาหากิน เพื่อเลี้ยงชีพตนเอง

 

ความแตกต่าง 

คนสามารถฝึกสติ ให้เจริญมากขึ้นได้ เรียกว่า มหาสติ (สัมมาสติ) คือ มีสัมปชัญญะเกิดขึ้นร่วมด้วย เนืองๆ เป็นเหตุให้ สมาธิเกิดขึ้นร่วมด้วย เนืองๆ

สัตว์ไม่สามารถฝึกสติ ให้เป็นมหาสติได้(สัมมาสมติ) เหตุเพราะ สัตว์ ไม่สามารถแยกกาย(รูป) และใจ(นาม) ให้ออกจากกันได้

สติ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกุศลและอกุศล ขณะที่สร้างเหตุ เป็นสติทางโลก

สติ ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ เพราะเป็นเหตุของ การดับเหตุของการเกิด จึงเป็นกุศลฝ่ายเดียว

ปัญญาไตรลักษณ์ – ปัญญาวิมุตติ

ปัญญาไตรลักษณ์

เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นสภาวะไตรลักษณ์ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้รู้ ตามความเป็นจริงว่า ทุกสรรพสิ่งล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุและปัจจัยของสิ่งที่เกิดขึ้น

เกิด-ดับๆๆๆๆๆ อยู่อย่างนั้น เป็นปกติ ถึงแม้จะมีเรา หรือไม่มีเรา เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม

เมื่อตาเห็นรูป … ตากระทบรูป ..เมื่อเกิดผัสสะ หรือการกระทบ การทำงานของอายตนะภายนอกกับภายในจะทำงานร่วมกัน

เช่น เมื่อตามองเห็นสิ่งต่างๆ ย่อมมองเห็นเพียงสภาวะภายนอกที่เกิดขึ้น

แต่สภาวะภายในที่ซ้อนอยู่ย่อมมองไม่เห็น บัญญัติซ้อนปรมัตถ์

เมื่อมีเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ เห็นสภาวะไตรลักษณ์ แบบหยาบๆว่า

ความทนอยู่ไม่ได้ ความบีบคั้น เรียกว่า ทุกข์

ความแปรปรวน ไม่แน่นอน เรียกว่า อนิจจัง

ไม่สามารถบังคับให้เป็นตามที่ต้องการได้ เรียกว่า อนัตตา

เมื่อยังมีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ละเอียดมากขึ้นอีก

โดยการไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ประกอบด้วยการทำความเพียรต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม สภาวะไตรลักษ์ จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะไม่มีคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เป็นสภาวะไตรลักษณ์ สักแต่ว่า ไตรลักษณ์ เมื่อนั้น จิตจะเกิดการปล่อยวาง โดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง

ปัญญาวิมุตติ

เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง แล้วมีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นภายในกายและจิต ใช้หลักโยนิโสมนสิการ

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะเกิดสภาวะสุมจเฉทประหาน(เจโมวิมุตติ) ที่เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้แจ้ง สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้ง สภาวะปฏิจจสมุปปบบาท ตามความเป็นจริง 

เป็นการดับเหตุของการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร จึงมีชื่อเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์]
๑. อานิสังสวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค

เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ๑

มีศีล ๑

เป็นพหูสูต ๑

เป็นธรรมกถึก ๑

เข้าไปสู่บริษัท ๑

แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ๑

ทรงวินัย ๑

ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไป

และชีวประวัติอย่างนี้ ๑

เห็นหมู่สัตว์ ฯลฯ ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์
รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ๑

ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ
เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ๑

เมื่อนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล
จึงชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง

วิชชาสูตรที่ ๑๐ จบ
อานิสังสวรรคที่ ๑ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กิมัตถิยสูตร ๒. เจตนากรณียสูตร
๓. ปฐมอุปนิสสูตร ๔. ทุติยอุปนิสสูตร
๕. ตติยอุปนิสสูตร ๖. สมาธิสูตร
๗. สารีปุตตสูตร ๘. ฌานสูตร
๙. สันตวิโมกขสูตร ๑๐. วิชชาสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า :๑๖ }

ความคิด สั้นลง(๓๑ สค.๕๖)

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การกระทำ แม้กระทั่ง ความคิด ก็เปลี่ยนไป

เมื่อก่อน ยังมีความคิด ไปอนาคตบ้าง(ยังไม่เกิด) ไปในอดีตบ้าง(ผ่านมาแล้ว)

เดี๋ยวนี้ ความคิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน จิตมีแต่ความเบื่อหน่าย มีแต่คิดพิจรณา ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด

เห็นภายนอก เห็นความไม่รู้ของผู้อื่น ที่ยังหลงสร้างเหตุตามโลภะ โทสะ โมหะ เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่

รู้กลับเข้ามาข้างใน รู้สึกสลดใจกับปีติเกิด สลับกัน ที่รู้สึกสลดใจ เพราะ ผ่านมาหมดแล้ว ความไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุมากมาย

ดีใจ เพราะ ไม่มีวันที่จะหวนกลับไปเป็นแบบนั้นอีกแล้ว ถึงจะมีบ้าง ในบางครั้ง แต่ทำให้เกิดความ สำรวม สังวร ระวัง มากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อไม่มีเรื่องทั้งภายนอก(สิ่งที่กระทำ/หยุดสร้างเหตุนอกตัว)และภายใน(ผลที่ได้รับ/ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น/ฟุ้งซ่าน) ให้ขบคิด และการทำความเพียรต่อเนื่อง ความคิดจึงสั้นลงเพราะเหตุนี้

สติของปุถุชน-สติของอริยชน

สติของปุถุชน แตกต่างจากสติของ อริยชนอย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ที่สภาวะสัมปชัญญะ 

สติของปถุชน ยังไม่มีสัมปชัญญะ เกิดขึ้นร่วมเนืองๆ

สติของอริยชน มักจะมีสัมปชัญญะเกิดขึ้นร่วมด้วยเนืองๆ
เหตุนี้ จิตจึงตั้งมั่นเนืองๆ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ปถุชน จึงไม่รู้คุณประโยชน์ของสัมปชัญญะ และไม่รู้วิธีการสร้าง สภาวะสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น

สติในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากสติปัฏฐานอย่างไร?

สติในชีวิตประจำวัน 

เป็นสติที่ มีสัมปชัญญะ เกิดร่วมบ้าง ไม่เกิดร่วมบ้าง คือ เกิด-ดับ เพราะเหตุนี้ แม้จะทำงานหรือไม่ทำงานอยู่ก็ตาม มักจะไประลึกถึงราวในอดีตบ้าง ในอนาคต ที่ยังไม่เกิดขึ้นบ้าง มักจะไม่ค่อยรู้อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ ได้ตลอด

สติในสติปัฏฐาน

เป็นสติ ที่มีสัมปชัญญะเเกิดร่วม เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบัน ได้แก่ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ไประลึกถึงอดีตและอนาคต

 

สติทางโลก-สติปัฏฐาน ๔

 

สติ ความรู้ตัว กับสิ่งที่กำลังจะกระทำ(มีความรู้ตัว ก่อนทำ)

สัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว ขณะที่ กำลังทำสิ่งๆนั้นอยู่(มีความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำ)

สติ+สัมปชัญญะ = สมาธิ

ขณะที่ จิตจดจ่อ(สติ) รู้อยู่(สัมปชัญญะ) กับสิ่งที่กำลังทำอยู่
เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่(สมาธิ)

สติทางโลก

ถึงแม้จะมีสติรู้อยู่ ขณะที่สร้างเหตุ สามารถสร้างเหตุที่เกิดขึ้น เป็นได้ทั้งได้ทั้งกุศลและอกุศล
ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ) และที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ขณะ

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ ขณะผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความถูกใจ-ไม่ถูกใจ จึงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น กุศล

ไม่ถูกใจ ก็คิดเอาเองว่า เป็น อกุศล

สติปัฏฐาน ๔

สติ ที่เกิดขึ้นใน สติปัฏฐาน ๔ เพราะเป็นเหตุของการดับเหตุของการเกิด จึงเป็นสภาวะกุศล ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)

ไม่ว่าจะเป็นสติทางโลก หรือ สติที่มุ่งดับเหตุของการเกิด(สติปัฏฐาน ๔) ล้วนเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ของสิ่งๆนั้น

สติในมนุษย์ สามารถพัฒนา จากสติ ให้เป็น มหาสติได้

สติในสัตว์ ไม่สามารถพัฒนา ให้เป็นมหาสติได้

สัตว์แยกแยะ กุศล อกุศล ออกหรือไม่ อย่างไร

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=5

เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และเหตุปัจจัยที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่

สมาธิทั้งวัน(๓๐ สค.๕๖)

สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน จิตเป็นสมาธิทั้งวัน มีความรู้สึก อยากนั่งแต่สมาธิ อยากทำความเพียรตลอด เดี่ยววึ๊ด เดี๋ยววึ๊ด ขึ้นมาแล้ว สุขเกิดขึ้นมาแล้ว บางครั้ง สงบ รู้ชัดภายในกาย

ดึงดัน

จิตที่รู้ กิเลสยังมี สองสิ่งต่างดึงกัน ความมีกิเลส อยากดูซีรีย์ อยากเล่นเกม สองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน อยู่ที่ว่า กำลังของสภาวะไหน จะแรงกว่ากัน

บางครั้ง กำลังของสมาธิแรงกว่า สุขเกิดขึ้นเยอะมาก เยอะจน ไม่อยากทำอย่างอื่น (ดูหนัง เล่นเกมส์) ต้องเลิกสิ่งเหล่านั้น กลับมาทำสมาธิแทน บางครั้งไม่กี่ชม. บางครั้ง หลายชม. ไม่แน่นอน

ช่วงกลางคืน สภาวะไม่แตกต่างกับช่วงกลางวัน มีหลายครั้ง ที่ต้องเปลี่ยนจากนอน มานั่งแทน สมาธิที่เกิดขึ้น เยอะมาก แต่ไม่ถึงกลับดิ่ง นั่งแล้ว สบายทั้งภายนอกและภายใน เดี๋ยวนี้ นั่งมากกว่านอนมากขึ้น

ยิ่งหยุด ยิ่งสงบ

ไม่วุ่นวายนอกตัว มากเท่าไหร่ สมาธิมักเกิดขึ้นเนืองๆ เหตุจาก นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย ไม่มีเรื่องที่ต้องให้มาครุ่นคิดหรือกังวล อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

หากมี ส่วนมาก เป็นเรื่องที่เคยทำผิดพลาดไว้ในอดีต เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ พอรู้เห็นแบบนี้แล้ว เกิดอาการ ขนลุก ขนชัน ในความน่ากลัวของการเวียนว่ายตายเกิด

ตอนนี้ก็เป็นนะ สุขเกิดตลอด

 

หัวใจเต้น 

จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป เมื่อก่อนความดัน ค่อนข้างต่ำ ๑๐๐/๘๐ ชีพจร ๗๒-๗๖ ไม่เคยเต้นแรง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากขึ้น เต้นแรง รู้สึกได้ชัด บางครั้ง เสียงหัวใจเต้นดัง เหมือนหัวใจ ที่กำลังเต้น แนบอยู่ข้างหู เสียงดังมาก ขนาดนั่งอยู่

ตอนนี้ จังหวะการเต้นของหัวใจ เต้นเหมือนเด็กแรกเกิด ใช้นิ้มจิ้มที่หัวใจ จับเวลาการเต้น บางครั้ง จำนวนการเต้น เหมือนเด็กแรกเกิด เต้นครั้งละ ๑๐ กว่าครั้ง ต่อ ๕ นาที

เต้นอยู่อย่างนั้นสักพัก แล้วค่อยลดลงเรื่อยๆ แต่ยังเต้นแรงเหมือนเดิม ลดแค่จังหวะการเต้น

ยิ่งทำความเพียร การทำงานของหัวใจ แข็งแรงมาก คือ เหมือนเด็ก ทั้งๆที่ ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำงานบ้านก็เป็น หรืออยู่ในอิริยาบทอื่นๆ ก็เป็น

การนอนหลับคืออะไร

คำถาม

การนอนหลับคืออะไร ? …รูป เวทนา สังขาร มันหายไปไหน? …
การนอนหลับ

ขณะที่หลับ จิตเป็นสมาธิ แต่ขาดความรู้สึกตัว(มิจฉาสมาธิ) เพราะเหตุนี้ ขณะที่กำลังหลับอยู่ รูป เวทนา สังขาร จึงหายไปชั่วคราว เกิดจากกำลังของสมาธิ กดข่มไว้ชั่วคราว

สำหรับผู้ที่ทำความเพียรต่อเนื่อง มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่กำลังหลับ ย่อมมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นร่วมด้วย จิตเป็นสมาธิก็รู้

เหตุนี้ จึงรู้ชัด รูป เวทนา สัญญา สังขาร ที่เกิดขึ้น ถึงไม่ต่อเนื่อง ก็รู้ เช้ามา ไม่มีอาการง่วงหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด

ชีวิต-ความตาย(๒๘ สค.ค๖)

สงบจากภายนอก ส่งผลภายใน ให้เกิดความสงบมากขึ้น(สมาธิ) รู้เขา รู้เรา

สวงบจากภายใน ส่งผลให้ มองโลก ด้วยใจที่เป็นปกติมากขึ้น รู้เรา รู้เขา

เกิดความสงบทั้งภายนอกและภายใน จะเกิดความ เบาสบาย ทำอะไรก็มีสติ มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

สะสมพลังงานเหล่านี้ไปเรื่อยๆ มีคุณประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต และมีคุณประโยชน์สูงสุด เวลาจะขาดใจตาย

เวลาใกล้ตาย ช่วงที่กำลังจะหมดลมหายใจ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า กำลังจะขาดใจตาย สติ สัมปชัญญะ สมาธิ สำคัญมากๆเลยนะ

ส่วนชีวิตประจำวัน เลือกได้นะ หยุดได้นะ

ส่วนขณะที่กำลังจะขาดใจตาย เลือกไม่ได้นะ หยุดไม่ได้นะ เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก บังคับบัญชา ให้เป็นไปตามความต้องการไม่ได้ จิตจดจำสิ่งใดอยู่ จะไปตามนั้น

แต่หากมีสติ สัปชัญญะ สมาธิ รู้อยู่ คนละเรื่องเลยนะ สภาวะจิตใต้สำนึก ไม่อาจทำอะไรได้ เหตุนี้แหละ พญามัจจุราช จึงหาวิญญาณนั้นๆ ไม่เจอ

ถ้าอยากรู้ชัดในสภาวะ ตายก่อนตาย ฝึกที่จะลองตายก่อนที่จะตายจริงๆ อยากจะรู้ว่า อาการขาดอากาศหายใจ เป็นอย่างไร

ให้ดำลงไปในน้ำ ไม่ก็เอาหัวจุ่มลงในตุ่มน้ำ ปิดกลั้นลมหายใจไว้ จนกว่าจะทนไม่ไหว ต้องการอากาศหายใจ ร่างกายจะดิ้นรน พยายามไขว่คว้าหาอากาศ เพื่อช่วยในการหายใจ นั่นแหละคือ สภาวะใกล้ความตาย มากที่สุด

Previous Older Entries

กันยายน 2013
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: