การดับเวทนา(ผัสสะ)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต]
๑. ปฐมวรรค ๓. ปฐมเวทนาสูตร

๓. ปฐมเวทนาสูตร๑
ว่าด้วยเวทนา สูตรที่ ๑

[๕๒] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์
กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

“ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้ เวทนา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ จะทุกข์ก็ไม่ใช่)
ภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้แล”

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

สาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีจิตตั้งมั่น
มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ
ย่อมรู้ชัดเวทนา เหตุเกิดเวทนา นิพพานอันเป็นที่ดับเวทนา
และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับเวทนา

เพราะสิ้นเวทนาทั้งหลาย ภิกษุจึงเป็นผู้หมดความหิว ปรินิพพานแล้ว
แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล
ปฐมเวทนาสูตรที่ ๓ จบ

เชิงอรรถ :
๑ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า :๔๐๕ }

หมายเหตุ

ว่าด้วยเวทนา

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)
๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ จะทุกข์ก็ไม่ใช่)

ย่อมรู้ชัดเวทนา
หมายถึง ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น

เหตุเกิดเวทนา
ได้แก่ ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

นิพพานอันเป็นที่ดับเวทนา
หมายถึง การดับผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ได้แก่ มีสติรู้อยู่ กับสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เราไม่สามารถดับเหตุ(สิ่งที่เกิดขึ้น) นอกตัวได้ แต่เราสามารถดับเหตุ ที่ตัวเองได้

และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับเวทนา
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

หมายถึง ดูตามความเป็นจริง  รู้ตามความเป็นจริง(สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต)

ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ(ปัจจุบัน ขณะ) ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ภาษาชาวบ้าน คือ แค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น  ภายในกายและจิต

ยอมรับไปตามความเป็นจริง ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ปากคนอื่น ไม่สามารถทำให้เราดี-ชั่วได้

การกระทำของตนเอง เป็นเหตุของการเกิด สิ่งที่เรียกว่า ดี-ชั่ว

โฆษณา

ดี-ชั่ว

“ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมได้”

เวลาเห็นคนทำความชั่ว(ตามความรู้สึกของเรา ทำแบบนี้ ชั่วนะ) แล้ว ร่ำรวย ได้ดิบได้ดี มากมายไม่เห็นได้รับผลกรรมตามสนองเลย

เวลาเห็นคนทำความดี(ตามความรู้สึกของเรา ทำแบบนี้ ดีนะ) แล้ว ไม่ร่ำรวย ไม่เห็นจะได้ดิบได้ดีอะไร มากมาย ไม่เห็นได้รับผลกรรมตามสนองเลย

หรือแม้กระทั่ง เกิดขึ้นกับตัวเอง บางคนอาจท้อ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา คิดเปรียบเทียบกับคนอื่น ที่ตนมองและคิดเอาเองว่า ทีคนทำชั่ว ทำไมรวยเอาๆ ทีตัวเองตั้งใจทำความดี ทำไมไม่พอกิน

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่มีอยู่(เคยทำไว้) และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ อย่านำไปเปรียบเทียบกันเลย มีแต่เหตุไม่รู้จบ

ขอให้ตั้งใจทำความเพียร ตามเหตุปัจจัยของตน และพยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ เหตุจาก ผัสสะ(สิ่งที่มากระทบ) ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัย

วลัยพร ผ่านสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาหมดแล้ว สิ่งที่ได้กระทำไว้ในอดีต เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เคยคิด เหมือนที่หลายๆคนคิด คนทำชั่ว กลับได้ดี คนทำดี ชีวิต ล่มจม นั่นแหละเหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ทำให้คิดแบบนั้น

เดี่ยวนี้ ไม่มีความคิดแบบนั้นแล้ว นิดเดียวก็ไม่มี เพราะรู้ดีว่า ทุกสรรพสิ่ง ที่มีชีวิตเป็นแบบนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยของแต่ละคน

เพียงจะบอกว่า ขอให้ทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น อย่าไปเก็บมาเป็นทุกข์ว่า ทำน้อย ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้รู้เองว่า ที่เป็นแบบนั้น ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ใจที่ทุกข์ จะทุกข์น้อยลง

และ ขณะที่ผัสสะเกิด ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนาน นั่นเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน พยายามหยุดตัวเอง ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น อดทน อดกลั้น เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม

 

อย่าแคร์

อย่าแคร์ กับกิเลสที่มีอยู่(ความหยาบคายหรือสิ่งที่คิดว่าไม่ดี)

จงแคร์ เหตุที่กำลังจะสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ เพราะมีแต่เรื่องราว ไม่รู้จักจบสิ้น
ชีวิตจะอยู่ร้อนนอนทุกข์ เพราะสิ่งที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่

สภาวะเปลี่ยนไป

ความรู้ชัดในสภาวะ รู้ชัดรายละเอียด สภาวะต่างๆมากขึ้น

เหตุจาก การพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว และการทำความเพียรต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายใน กายและจิตเนืองๆ

สภาวะการนอนหลับ เปลี่ยนเป็น มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เวลานอนหลับ จะรู้สึกตัวเนืองๆ ขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ จึงอยู่ในอิริยาบทนั่ง มากกว่านอน

ปรับสภาพจิต

มีบ้าง บางครั้ง อยากนอนหลับ แบบที่เคยหลับ(หลับสนิท) นอนแบบที่เคยนอน ไม่ต้องมารู้สึกตัวอะไร เหตุที่ยังมีกิเลส จิตย่อมโหยหาการนอนหลับแบบนี้อยู่ในบางครั้ง เป็นเรื่องธรรมดา

มาวันนี้ สภาวะเปลี่ยนไปอีก อาจเนื่องจาก การทำสมาธิช่วงกลางคืน(เวลานอน) ทั้งตอนกลางวัน ที่ทำอยู่เนืองๆ ทุกวัน

เช้านี้ รู้ชัดถึง จิตที่กำลังเป็นสมาธิ รู้ชัดถึง อารมณ์เบื่อ รู้ชัดถึง ความนึกคิดต่างๆ(จิตคิดพิจรณา) ทั้งสามสภาวะนี้ แยกออกจากกัน เป็นส่วนๆ เหมือนนั่งดูหนังสามจอ พร้อมกัน แต่ดูรู้ได้ทั้งหมด ไม่ปะปนกัน แยกออกได้เป็นเรื่องๆ เรื่องไหน ก็เรื่องนั้น แต่รู้พร้อมทั้งสามเรื่อง

กันยายน 2013
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: