มหาปรินิพพานสูตร (๑๖)

 [๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับบนภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนคร
ราชคฤห์ ก็สมัยนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร
ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอรับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวก
เจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก อย่างนี้ๆ จักให้แคว้นวัชชีพินาศถึงความ
วอดวาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ
มาตรัสสั่งว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
จงถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าตามคำของเรา ทูล
ถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง การประทับ
อยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู
เวเทหีบุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ทูล
ถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่าพระกำลัง การประทับ
อยู่สำราญ และจงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ
พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอ
รับสั่งอย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จัก
ให้แคว้นวัชชีพินาศถึงความวอดวาย ดังนี้ และพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่
ท่านอย่างไร ท่านพึงจำข้อนั้นมาบอกเรา พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ตรัสคำที่ไม่
จริงเลย ฯ
             วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ รับพระราชดำรัสของ
พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร แล้วเทียมยานที่ดีๆ ขึ้น
ยานออกจากพระนครราชคฤห์ตรงไปยังภูเขาคิชฌกูฏ จนสุดภูมิประเทศเท่าที่ยาน
จะไปได้ จึงลงจากยานเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้า
แล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐนั่ง
เรียบร้อยแล้วทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของท่านพระโคดมด้วยเศียร
เกล้า ทูลถามถึงอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ความกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง
การประทับอยู่สำราญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงปรารถนาจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี ท้าวเธอรับสั่ง
อย่างนี้ว่า ก็เราจักตัดพวกเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ๆ จักให้
แคว้นวัชชีพินาศถึงความวอดวาย ฯ
             [๖๘] ก็สมัยนั้น ท่านพระอานนท์ ยืนถวายอยู่งานพัดพระผู้มีพระภาค
อยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองๆ หรือ ฯ
             ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด พึง
หวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม
พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่เจ้าวัชชีพึงกระทำหรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกัน
เลิกประชุม และจักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่เจ้าวัชชีพึงกระทำอยู่เพียงใด พึงหวัง
ได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีไม่ได้บัญญัติสิ่งที่มิได้
บัญญัติไว้ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมของ
เก่าตามที่บัญญัติไว้แล้วหรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ จักไม่ถอน
สิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมของเก่าตามที่บัญญัติไว้
แล้วอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีสักการเคารพนับถือบูชา
ท่านที่เป็นผู้ใหญ่ของพวกเจ้าวัชชี และเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้นหรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักสักการะเคารพนับถือบูชาท่านที่เป็นผู้ใหญ่
ของพวกเจ้าวัชชี และจักเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้นอยู่เพียงใด พึงหวังได้
ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจสตรีหรือ
กุมารีในสกุลให้อยู่ร่วมด้วยหรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักไม่ฉุดคร่าขืนใจสตรีหรือกุมารีในสกุล ให้
อยู่ร่วมด้วยอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีสักการะเคารพ นับถือ
บูชาเจดีย์ของพวกเจ้าวัชชีทั้งภายในภายนอก และไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลี ที่เคยให้
ที่เคยกระทำ แก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไปหรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ของ
พวกเจ้าวัชชีทั้งภายในภายนอก และจักไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลี ที่เคยให้ ที่เคย
กระทำ แก่เจดีย์เหล่านั้น เสื่อมทรามไปอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรอานนท์ เธอได้ยินมาอย่างไร พวกเจ้าวัชชีจัดแจงไว้ดีแล้ว ซึ่ง
ความอารักขาป้องกันคุ้มครองอันเป็นธรรมในพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยตั้งใจว่า
ไฉนหนอ พระอรหันต์ที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็น
ผาสุกในแว่นแคว้น ดังนี้หรือ ฯ
             ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
             ดูกรอานนท์ พวกเจ้าวัชชีจักจัดแจงไว้ดีแล้ว ซึ่งความอารักขา ป้องกัน
คุ้มครองอันเป็นธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยตั้งใจว่า ไฉนหนอ พระอรหันต์
ที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุกในแว่นแคว้น
ดังนี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๖๙] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะวัสสการพราหมณ์ อำมาตย์
ผู้ใหญ่ในมคธรัฐว่า ดูกรพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่สารันททเจดีย์เขตเมือง
เวสาลีนี้ ณ ที่นั้นเราได้แสดงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ แก่พวกเจ้าวัชชี ก็อปริหา-
*นิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชี และพวกเจ้าวัชชีจักสนใจในอปริหา-
*นิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
เพียงนั้น ฯ
             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่
ในมคธรัฐได้ทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกเจ้าวัชชีมาประกอบด้วยอปริหา-
*นิยธรรม แม้ข้อหนึ่งๆ ก็ยังหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม จะป่วย
กล่าวไปไยถึงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ข้อเล่า พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู
เวเทหีบุตร ไม่ควรกระทำการรบกับเจ้าวัชชี นอกจากจะปรองดอง นอกจากจะยุ
ให้แตกกันเป็นพวก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีกรณียะมาก
จะขอลาไปในบัดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านย่อมทราบกาลอัน
ควรในบัดนี้เถิด ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์ อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐ ชื่นชม
ยินดีพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว ฯ
             [๗๐] ครั้งนั้น เมื่อวัสสการพราหมณ์อำมาตย์ผู้ใหญ่ในมคธรัฐหลีกไป
ไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เธอจงไป
จงสั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัยพระนครราชคฤห์ ให้มาประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา
ท่านพระอานนท์รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว สั่งให้ภิกษุทุกรูปซึ่งอยู่อาศัย
พระนครราชคฤห์ให้ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ
             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐาน-
*ศาลา แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว รับสั่งกะภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ แก่พวกเธอ
พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มี
พระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
             ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด
พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น ฯ
             ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อม
เพรียงกันเลิกประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์พึงกระทำ อยู่เพียงใด
พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว
จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
เพียงนั้น ฯ
             ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุ
ผู้เป็นเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักเชื่อฟัง
ถ้อยคำของท่านเหล่านั้นอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
เพียงนั้น ฯ
             ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิด
ภพใหม่ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
เพียงนั้น ฯ
             ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า อยู่เพียงใด
พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอ
เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังมิได้มา พึงมาเถิดและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุก
ดังนี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด หมู่ภิกษุพึงหวังได้ซึ่ง
ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง
แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับ-
*พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
             ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้ว
ในการงาน ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการงาน อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง
ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้ว
ในการคุย ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการคุย อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง
ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดี
แล้วในการนอนหลับ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ อยู่เพียงใด
พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ยินดี
แล้วในความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบความคลุกคลีด้วย
หมู่ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่
ลุอำนาจแก่ความปรารถนาอันลามก อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว
ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว ไม่มีสหายชั่ว
ไม่คบคนชั่ว อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม
เพียงนั้น ฯ
             ๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะ
การบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว
ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง
แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
๑. พวกภิกษุจักเป็นผู้มีศรัทธา... ๒. ...มีใจประกอบด้วยหิริ... ๓. ...มีโอต-
*ตัปปะ... ๔. ...เป็นพหูสูตร... ๕. ...ปรารภความเพียร... ๖. ...มีสติตั้งมั่น...
๗. พวกภิกษุจักเป็นผู้มีปัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว
ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง
แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
๑. พวกภิกษุจักเจริญสติสัมโพชฌงค์...., ๒. ...ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์....
๓. ...วิริยสัมโพชฌงค์... ๔. ...ปีติสัมโพชฌงค์... ๕. ...ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์...
๖. ...สมาธิสัมโพชฌงค์... ๗. พวกภิกษุจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อยู่
เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรม ทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความ
เจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่ง
แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
๑. พวกภิกษุจักเจริญอนิจจสัญญา... ๒. ...อนัตตสัญญา... ๓. ...อสุภสัญญา...
๔. ...อาทีนวสัญญา... ๕. ...ปหานสัญญา ๖. ...วิราคสัญญา... ๗. พวก
ภิกษุจักเจริญนิโรธสัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว
ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             [๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ อีกหมวดหนึ่ง
แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ
พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
             ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วย
เมตตา ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้
ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่ง
ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วย
เมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้
ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้แบ่งปันลาภอันเป็นธรรม ที่ได้
มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้มาตรว่าอาหารอันนับเนื่องในบาตร คือเฉลี่ยกันบริโภค
กับเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลทั้งหลาย อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว
ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์
ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในศีลอันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ
อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหม-
*จรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในทิฐิอันประเสริฐนำออกไปจากทุกข์ นำผู้
ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ จักตั้งอยู่ในหมู่ภิกษุ และ
หมู่ภิกษุจักสนใจในอปริหานิยธรรมทั้ง ๖ นี้ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญ
อย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=10&A=1888
โฆษณา

พระอนุรุทธาจารย์

อภิธัมมัตถสังคหะ

พระอนุรุทธาจารย์ เขียนไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค  เขียนตามความรู้ที่ท่านมีอยู่

http://www.thepathofpurity.com/%E0%B8%9 … %E0%B8%B0/

ปริเฉทที่ ๑

http://www.thepathofpurity.com/%E0%B8%9 … %E0%B9%91/

“นิพพาน มีลักขณาทิจตุกะ หรือวิเสสลักษณะเพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ ไม่มี ปทัฏฐาน เหตุใกล้ให้เกิด
เพราะนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากเหตุจากปัจจัยทั้งปวง”

งั้น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ก็เป็นหมัน

นิพพาน

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแสดงอดีตชาติของพระกุณฑธานะ จบลงแล้ว จึงตรัสกับพระกุณฑธานะนั้นว่า

“ภิกษุ เธออาศัยกรรมลามกนี้ จึงมีเรื่องอันแปลกเช่นนี้แล้ว

บัดนี้ การที่เธอถือทิฏฐิอันลามกเช่นนั้นอีก ไม่สมควร
เธออย่ากล่าวอะไรๆ กับภิกษุทั้งหลายอีก

จงเป็นผู้ไม่มีเสียง เช่นกังสดาลอันเขาตัดขอบปากแล้ว
เมื่อทำอย่างนั้น จักเป็นผู้ชื่อว่าบรรลุพระนิพพาน” ดังนี้แล

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า…

“เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ ชนเหล่าอื่นถูกเธอว่าแล้ว จะพึงตอบเธอ
เพราะการกล่าวแข่งขันกันย่อมทำให้เกิดทุกข์ อาชญาตอบ พึงถูกต้องเธอ

ผิเธออาจยังตนไม่ให้หวั่นไหวได้ ดังกังสดาลที่ถูกจำกัดแล้วไซร้
เธอนั่นย่อมบรรลุพระนิพพาน การกล่าวแข่งขันโต้ตอบกัน ย่อมไม่มีแก่เธอ.”

ไอน์สไตน์ ไม่ได้ถาม วลัยพร อยากตอบ

ไอน์สไตน์ ไม่ได้ถาม วลัยพร อยากเขียน

สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1)

ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2)

บางชาติเกิดเป็นเทพ(เทวดา+พรหม)

บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน

บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก

ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

หมายเหตุ:

ไม่ใช่แค่เพราะ การสืบเนื่องมาจากการกระทำในอดีต เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุของอวิชชาที่มีอยู่(ไม่รู้แจ้งในสภาวะปฏิจจสมุปบาท) จึงไม่รู้ว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) ในแต่ละขณะนั้น มีเหตุมาจากไหน

แล้วทำไม บางสิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึกชอบ

บางสิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบ

บางสิ่ง กลับเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเลย

เมื่อไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ของการเกิด ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุ ณ ปัจจุบัน ขณะ ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่มีความรู้สึกนึกคิด เกิดขึ้น

เมื่อมีคนถามไอน์สไตน์ว่า

เมื่อมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุการณ์ในอดีตจะเกิดขึ้นอีกครั้งได้ไหม

เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ ทำให้ไอน์สไตล์ ตอบแบบนี้ (สัญญาที่มีอยู่)

ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่าน่าจะเป็นได้ ถ้าเกิดเราลองหาเชือกมาผูกปลายด้วยก้อนหินแล้วเหวี่ยงมันเป็นวงกลม เมื่อเราเหวี่ยงออกไปมันจะวิ่งไปเป็นวงกลมแล้วย้อนกลับมาจุดเดิมทุกครั้ง

หมายเหตุ:

ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปจจัยของสิ่งๆนั้น(สิ่งที่เกิดขึ้น) ไม่ว่า จะมีเรา หรือไม่มีเรา เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม

การยกตัวอย่างเรื่อง แรงเหวี่ยง เป็นเรื่องของวัตถุ ไม่ใช่มนุษย์ การปฏิบัติ เพื่อดับเหตุของการเกิด มุ่งหมายถึง มนุษย์ ไม่ใช่วัตถุ

การเหวี่ยงเชือกที่ผูกปลายด้วยก้อนหิน อาจจะวิ่งเป็นวงกลม แล้วย้อนกลับมาจุดเดิมได้

ส่วนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในอดีต ที่เคยกระทำไว้ และเหตุปัจจัยที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน ในแต่ละขณะๆๆๆ

ถ้ารู้แจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง จะไม่ทำ และรู้วิธีการ ที่จะดับเหตุของการเกิดทั้งหมด

ฉะนั้น วงกลม(ปฏิจจสมุปบาท/วัฏฏสงสาร) จึงไม่เป็นวงกลม จะขาดสะบั้นลงทันที

เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้
จึงเป็นเหตุให้ ขณะผัสสะเกิด(สิ่งที่เกิดขึ้น) เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

จึงหลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุใหม่ ภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่

พึงระวัง

สิ่งที่กระทำลงไป หรือ เพียงแค่คิด แต่ยังไม่ลงมือกระทำ

การกระทำ หรือ สิ่งๆนั้น จะให้ชื่อ ให้ฉายาว่าอย่างไรก็ตาม

ผลที่ส่งกลับมา ย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของการกระทำนั้นๆ
ไม่ใช่เกิดขึ้น ตามคำเรียก ที่เกิดจากความถูกใจ ไม่ถูกใจ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย จึงหลงสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ

ไม่ว่าจะรู้แบบไหน ทำแบบไหน

หากรู้นั้นๆ การกระทำนั้นๆ เป็นการดับเหตุของการเกิด รู้นั้นๆ การกระทำนั้นๆ ใช้ได้หมด

เรื่อง นิพพาน พระพุทธเจ้า ทรงนำมาสอน ตามเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น
นำมาบางส่วนของเรื่องพระกุณฑธานเถระเจ้า

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแสดงอดีตชาติของพระกุณฑธานะ จบลงแล้ว
จึงตรัสกับพระกุณฑธานะนั้นว่า

“ภิกษุ เธออาศัยกรรมลามกนี้ จึงมีเรื่องอันแปลกเช่นนี้แล้ว
บัดนี้ การที่เธอถือทิฏฐิอันลามกเช่นนั้นอีก ไม่สมควร เธออย่ากล่าวอะไรๆ กับภิกษุทั้งหลายอีก

จงเป็นผู้ไม่มีเสียง เช่นกังสดาลอันเขาตัดขอบปากแล้ว
เมื่อทำอย่างนั้น จักเป็นผู้ชื่อว่าบรรลุพระนิพพาน” ดังนี้แล

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า…
“เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ ชนเหล่าอื่นถูกเธอว่าแล้ว จะพึงตอบเธอ
เพราะการกล่าวแข่งขันกันย่อมทำให้เกิดทุกข์ อาชญาตอบพึงถูกต้องเธอ

ผิเธออาจยังตนไม่ให้หวั่นไหวได้ ดังกังสดาลที่ถูกจำกัดแล้วไซร้
เธอนั่นย่อมบรรลุพระนิพพาน การกล่าวแข่งขันโต้ตอบกัน ย่อมไม่มีแก่เธอ

อุปายาส

เจ้านายถามว่า อุปายาส มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร?

เราบอกว่า อุปายาส หมายถึง ความคับแค้นใจ เหตุจาก โทสะ(ความโกรธ) เป็นเหตุปัจจัย มีพยาบาท เป็นผล เหตุจาก ความไม่รู้ ที่มีอยู่ และ เกิดจากความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น

กับ อุปายาส ที่เกิดจาก ปฏิฆะ(ความขุ่นเคืองใจ) ไม่มีความพยาบาทเป็นผล เหตุจาก การเห็นตามความเป็นจริง เกิดจากความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น

ต้องเจอกับตัวเองนะ ถึงจะรู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า อุปายาส(ความคับแค้นใจ)

เจ้านายถามว่า ใช่ที่วลัยพรเคยเล่าให้ฟังใช่ไหม ตอนที่ไปเจอเหตุการณ์นี้ ช่วงไปอยู่แพร่

เราตอบว่า ใช่ คือ รู้สึกคับแค้นใจ ในการกระทพและคำพูดของอีกฝ่าย ทั้งๆที่ สามารถตอบโต้ได้ แต่ไม่ทำ เพราะรู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี ภายนอกดูเหมือนเงียบ

แต่ภายใน รู้สึกคับแค้นใจต่อการกระทำของอีกฝ่าย แต่ไม่มีจิตคิดร้าย หรืออาฆาตพยาบาท เกิดการจองเวรจองกรรมกับอีกฝ่าย ใจแบบนั้นไม่มี

หากมี คงมีคิดบ้าง ทำนองว่า ขออีกฝ่ายเจอแบบที่ตัวเองเจอ หรือ กล่าวคำสาปแช่งชักหักกระดูกอีกฝ่าย เรียกว่า กรูไม่ยอม ภายนอกยอม ภายใน ได้แช่งบ้างก็ยังดี นี่คือ ลักษณะความพยาบาท คือ จองเวรอีกฝ่าย เหตุจาก การผูกใจเจ็บ ที่เกิดจาก ความคับแค้นใจ

ผ่านไปไม่กี่วัน เจ้านายบอกว่า รู้แล้ว ความรู้สึกคับแค้นใจเป็นยังไง เจอกับตัวเอง ถึงจะรู้ เหมือนที่วลัยพรบอก  เหตุการณ์นี้ เกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายไว้

เรายกตัวอย่างให้ฟัง เรื่องที่เราเคยโดนคนว่า(ด่า) ทั้งนินทาแบบเผาขน(ต่อหน้า) เราเงียบตลอด ไม่โต้แย้งอะไรด้วย สุดท้าย คนเหล่านั้น แพ้ภัยตัวเอง ออกไปจากชีวิตเราเอง

 

วิธีลดโลภะของตัวเอง

วลัยพรเจอมาหมดแล้ว ฉะนั้น เมื่อรู้จักตัวเอง ย่อมแก้ที่ตัวเอง จะบอกกับน้องๆที่มาพบปะกันว่า อย่าให้ของวลัยพร อย่าเลี้ยงข้าววลัยพร อย่าให้อะไรๆกับวลัยพร

ถ้าร่วมทำบุญมา จะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ได้ อยู่ที่ตัวเขา ทางที่ดี อย่าแจ้งดีกว่า เพราะอะไรน่ะเหรอ

เพราะพอเห็นเงินโอนเข้ามา ถึงจะสำหรับทำบุญก็ตาม ความโลภก็เกิดได้ อยากให้คนร่วมทำบุญมาเยอะๆ จะได้มีเงินเยอะๆในการทำบุญ

ที่ทำแบบนี้เพราะอะไร เพราะโลภะที่มีอยู่ไง ถ้าไม่มีใครให้ ความอยากได้ของคนอื่น ก็ลดน้อยลงไปเอง

อุปายาส

อุปายาส หมายถึง ความคับแค้นใจ เหตุจาก โทสะ(ความโกรธ) เป็นเหตุปัจจัย มีพยาบาท เป็นผล เหตุจาก ความไม่รู้ ที่มีอยู่ และ เกิดจากความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น

อุปายาส หมายถึง ความคับแค้นใจ เหตุจาก โทสะ(ความโกรธ) เป็นเหตุปัจจัย มีพยาบาท เป็นผล เหตุจาก ความไม่รู้ ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้ สร้างเหตุออกไป ทั้งทางมโนกรรม วจีกรรม ภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ

และ เกิดจากความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น

อุปายาส หมายถึง ความคับแค้นใจ เหตุจาก โทสะ(ความโกรธ) เป็นเหตุปัจจัย มีพยาบาท เป็นผล เหตุจาก ความไม่รู้ ที่มีอยู่

เหตุจาก ความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น ในเรื่อง การสร้างเหตุของการทำให้ภพชาติสั้นลง โดยวิธีการดับเหตุของการเกิด

มโนกรรมยังมีอยู่(ความพยาบาท) แต่พยายามหยุดตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไปทาง วจีกรรม กายกรรม ผลนั้นย่อมมีอยู่

เมื่อพยามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ สภาวะการเห็นตามความเป็นจริง เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ การเกิดภพชาติใหม่ สั้นลง ตามเหตุปัจจัย หากไม่ไปสานต่อ

อุปายาส ที่เกิดจาก โทสะ(ความโกรธ) ไม่มีความพยาบาทเป็นผล เหตุจาก การเห็นตามความเป็นจริง และเกิดจากความศรัทธา จากคำบอกเล่าของผู้อื่น

ความคับแค้นใจ ไม่ถึงขั้นพยาบาท ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(มโนกรรม) ย่อมมีผลอยู่

เหตุจาก การหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ การเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป็นเหตุให้ ความพยาบาทลดน้อยลงไปตามเหตุปัจจัย

ถึงแม้ไม่ได้รู้แทงแทงตลอดด้วยตนเอง แต่ทำตามผู้อื่น เกิดจากความศรัทธา ที่เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน ให้มาเชื่อกัน

อุปายาส ที่เกิดจาก ปฏิฆะ(ความขุ่นเคืองใจ) ไม่มีความพยาบาทเป็นผล เหตุจาก การเห็นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง กิเลสเบาบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้ ไม่มีความพยาบาทต่อผู้อื่น

กันยายน 2013
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: