กู สระอู คือ กู(ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน/อัตตา)

กู คือ กู ที่มีกู น้อยลง

กู คือ คนที่อยู่ในแผ่นดินนี้

กู ไม่แบ่งสี ไม่แบ่งภาค ไม่แบ่งถิ่น ไม่เบ่งขี้(กิเลส) ใส่ใครๆ

กู ไม่ต่อต้าน ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน

ใครจะยุติบาบาท

ใคร จะอาฆาตใคร ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่
ชาติ ชรา มรณะ โสะ ปริเทวะ จึงเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

ใคร จะปล่อยให้ชาติไทย ล่มจม
ไม่ว่าจะประเทศไหน ล้วนมีสภาพเหมือนกันหมด

ไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา

เป็นทุกข์ เหตุจากอุปทานที่มีอยู่ ความยึดมั่นถือมั่น

เป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้

เพราะ ทุกสรรสิ่งล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย

ใคร จะอะไรๆ ก็ยังสนอยู่นะ แต่ไม่เอามาเป็นทุกข์

ชาติ เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ จะชิบหาย หรือไม่ชิบหาย หรือ เจริญขึ้น
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ของคนยุคนั้น สมัยนั้น

ชาติ ต้องการบุคคลากร ที่มีประโยชน์ ได้แก่ พวกสัมมาทิฏฐิ

ชาติ จะผ่านพ้นปลอดภัย

ถ้าทุกคน ร่วมแรงร่วมใจกัน แผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้เหล่าสรรพสัตว์

(เป็นเหตุให้เกิด การให้อภัยและมีเมตตา ต่อผู้อื่น)

เพราะ ทุกรูป ทุกนาม ล้วนเป็นเพื่อนในสังสารวัฏ
ล้วนเคยเกิดเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง โคตรเง่าสักหลาดกันมา

ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ล้วนเกิดจากความถูกใจ -ไม่ถูกใจ
เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=16&A=4939&Z=5111

อุบลวัณณาเถรีคาถา

เราทั้งสองคือ มารดาและธิดา เป็นหญิงร่วมสามีกัน ความสลดใจ
ขนพองสยองเกล้าอันไม่เคยมี ได้บังเกิดแก่เรา น่าติเตียนนัก

กามทั้งหลายเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มีหนามเป็นอันมาก
เพราะเป็นที่ทำให้เราทั้งสองคือ มารดาและธิดาร่วมสามีเดียวกันได้

เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นการออกจากกามโดยความปลอดโปร่ง
เราจึงออกบวชในธรรมวินัยในกรุงราชคฤห์ เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ……

หมายเหตุ:

ลอกเขามาอีกที ของเก่า มีแต่กล่าวโทษนอกตัว
เปลี่ยนเนื้อหาใหม่หมด(บทความเดิม)
ใส่ข้อคิดเห็นของตนเองลงไปแทน

โฆษณา

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

มีความรู้สึกอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกนี้ เมื่อก่อน เกิดขึ้นบ่อยมาก บางครั้ง ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย กับการที่จะมีชีวิตอยู่

เพราะอะไร ถึงมีความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้น เหตุจากรู้ว่า ชีวิตหลังหมดลมหายใจนั้น มีสภาวะใดเกิดขึ้น จึงทำให้รู้สึก อยากตายทุกเวลา

ตอนนี้สภาวะเปลี่ยนไป ไม่มีความรู้สึกอยากตาย แต่ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แค่มีชีวิตไปวันๆ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่(อายุขัย)

งานที่ทำทุกวันนี้(งานบ้าน) ล้วนเป็นการทำความเพียร ทั้งมีรูปแบบ ไม่มีรูปแบบ ที่ตายตัวอย่างแน่นอน ทำตามเหตุปัจจัยของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

มีความสุข

ชีวิต จึงมีความสุขมากขึ้น สุขที่เกิดจากสมาธิ เหตุจาก การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ จากการทำงานบ้านนี่แหละ บางครั้งก็จากการปฏิบัติตามรูปแบบ

การทำงานบ้าน ทำโน่นทำนี่ มีความสุขมากขึ้น มีงานให้ทำตลอด บางครั้งเบื่อ หันไปอ่านพระไตรปิฎกบ้าง หาความรู้ในกูเกิ้ลบ้าง ดูหนังบ้าง ฟังเพลงบ้าง ฟังเสียงอ่านพระไตรปิฎกบ้าง สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่แน่นอน

มีความสุขกับการทำอาหาร หลากหลายชนิดไม่ซ้ำแบบให้เจ้านายกิน เห็นเขากินอิ่ม นอนหลับ ก็มีความสุข อย่างน้อยๆได้ช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้านให้กับเขา

เตรียมเสื้อผ้า ชุดทำงาน รองเท้า ถุงเท้า เตรียมไว้ให้พร้อม หยิบใช้ได้สะดวก ผ้าขนหนู ของใช้ส่วนตัว มีพร้อมทุกอย่าง

เจ้านายมีหน้าที่ ตั้งใจทำงานอย่างเดียว เรื่องอื่นๆ วลัยพร เตรียมไว้ให้พร้อมหมด

ข้าศึก-อามิสบุชา

” ภิกษุศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ที่นั่งย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก

ภิกษุรู้โทษในลาภสักการะว่าเป็นภัยอย่างนี้แล้วควรเป็นผู้มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติ งดเว้นความยินดีในลาภ”

– พระติสสะ –

 

โลกธรรม ๘

คนพาลไม่ พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ
มีใจฟูขึ้นเพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลงเพราะเหตุแห่งทุกข์ ๑ …

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=26&A=7242&Z=7277

 

เหตุมี ผลย่อมมี

การนินทา ว่าร้ายกัน

เมื่อยังมี การนินทา ว่าร้ายผู้อื่น

ผลกลับมา ผู้อื่น ย่อมนินทาว่าร้ายกลับมา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เช่นกัน

ปากคนอื่น ไม่สามารถทำให้เราดี-ชั่วได้

การกระทำของตนเอง เป็นเหตุของการเกิด สิ่งที่เรียกว่า ดี-ชั่ว

หยุดสร้างเหตุนอกตัว(การดับภพชาติปัจจุบัน

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 265

เป็นผู้ประกอบด้วยอริยกันตศีลทั้งหลาย ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน ดำเนินไปเพื่อได้สมาธิ

ดูก่อนอานนท์ ธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมนี้แล ซึ่งพระอริยาสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมบรรยายชื่อว่าแว่นธรรมแล้ว

เมื่อปรารถนาพึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า ฉันมีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีวิสัยแห่งเปรตสิ้นแล้ว เป็นผู้มีอบาย ทุคคติและวินิบาต สิ้นแล้ว

ฉันเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่นอนแล้ว จะตรัสรู้ในภายหน้า ดังนี้.

หมายเหตุ: 

แนวทางการปฏิบัติ การดับภพชาติปัจจุบัน โดยการ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เกิดจาก ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

ขณะที่หยุดสร้างเหตุนอกตัว ชั่วขณะนั้น สภาวะโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เกิดขึ้นเอง ตามความเป็นจริง ของเหตุปัจจัย ที่ได้กระทำลงไป ได้แก่ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

บทว่า อริยกนฺตานิ สีลานิ ได้แก่ สีลสัมปยุตด้วยมรรคและผล.

เมื่อหยุดสร้างเหตุเนืองๆ สภาวะเหล่านี้ จึงเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 3

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไร เป็นอานิสงส์.

พ. ดูก่อนอานนท์ นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสาร(ความไม่ร้อนใจ)เป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์(ความบันเทิงใจ)เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

ปราโมทย์มีปีติ(ความอิ่มใจ)เป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิ(ความสงบกายสงบใจ)เป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะ(ความรู้ ความเห็น ตามความเป็นจริง)เป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะ(ความเบื่อหน่าย)เป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

นิพพิทาวิราคะ(ความคลายกำหนัด) มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)  มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ
ด้วยประการดังนี้แล.

วิธีนี้ เป็นการสร้างเหตุของการดับเหตุ ของการเกิดภพชาติปัจจุบัน เป็นวิธีลัดสั้นสุด เห็นผลเร็วสุด

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบันขณะ เหตุจาก ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

หากไม่สานต่อ สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงเอง ตามเหตุปัจจัย
ผลที่ได้รับ ความสงบสุข ที่เกิดขึ้นในชีวิต และทุกข์น้อยลง

หากสานต่อ(สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)
ผลที่ได้รับ ความวุ่นวายในชีวิต จึงเกิดขึ้นเนืองๆ
ตามเหตุปัจจัยที่กระทำลงไป เหตุจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

เจ้าศากยะพระนามว่าสรณา(โสดาบัน ที่ยังดื่มเหล้า)

ก่อนจะนำไปสนทนาเกี่ยวกับโสดาบัน ยังดื่มเหลาจริงหรือ?

อ่านตรงนี้ก่อนนะ เพราะโสดาบันมีหลายประเภท

เหตุที่เจ้าสรณานิ ดื่มสุรา เนื่องจากท้อแท้ในสิกขา

ใจความที่สำคัญที่สุด

“เจ้าสรณานิศากยะ ถึงความท้อแท้ในสิกขา เสวยน้ำจัณฑ์” ไม่ได้ดื่มเพื่อความบันเทิงหรือ คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

แต่ดื่มเพราะท้อแท้ในสิกขา

เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ อวิชชา ไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดด้วยตนเอง แต่ปฏิบัติตามความศรัทธา ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโสดาบันประเภท สัทธานุสารี มีความไม่ตกต่ำ ตามเหตุปัจจัย

“เจ้าสรณานิศากยะได้สมาทานสิกขาบทในเวลาจะสวรรคต” คือ เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในพระรัตนตรัย เตรียมตัวพร้อมก่อนที่จะตาย

ที่มาของเรื่อง โสดาบัน ดื่มเหล้า ในสมัยพุทธกาล

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]
๓. สรณานิวรรค ๔. ปฐมสรณานิสักกสูตร

๔. ปฐมสรณานิสักกสูตร
ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่าสรณานิ๑ สูตรที่ ๑

[๑๐๒๐] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงกบิลพัสดุ์
สมัยนั้น เจ้าศากยะพระนามว่าสรณานิสวรรคตแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรง
พยากรณ์ท้าวเธอว่า “เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จ
สัมโพธิในวันข้างหน้า” ได้ยินว่า ณ ที่นั้น เจ้าศากยะหลายพระองค์มาประชุมพร้อม
กันต่างตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ท่านทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย
ปรากฏ บัดนี้ใครเล่า ณ ที่นี้จักไม่เป็นพระโสดาบัน เพราะเจ้าสรณานิศากยะ
สวรรคตแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ท้าวเธอว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทาง
ตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ แต่เจ้าสรณานิศากยะถึง
ความท้อแท้ในสิกขา เสวยน้ำจัณฑ์”

ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดัง
นี้ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เจ้าสรณานิศากยะสวรรคตแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ท้าวเธอว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความ
แน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ ได้ยินว่า ณ ที่นั้น

เจ้าศากยะหลายพระองค์ มาประชุมพร้อมกันต่างตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า

‘ท่านทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ บัดนี้ใครเล่า ณ ที่นี้จักไม่เป็นพระโสดาบัน เพราะเจ้าสรณานิศากยะสวรรคตแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ท้าวเธอว่า

‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’
แต่เจ้าสรณานิศากยะ ถึงความท้อแท้ในสิกขา เสวยน้ำจัณฑ์”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาบพิตร อุบาสกผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม และ
พระสงฆ์เป็นสรณะตลอดกาลนาน จะถึงความตกต่ำได้อย่างไร

บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวถึงอุบาสกนั้นใดว่า ‘เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะตลอดกาลนาน’

บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง ก็พึงกล่าวถึงเจ้าศากยะ พระนามว่าสรณานิว่า ‘เป็นอุบาสก ผู้ทรงถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะตลอดกาลนาน’
พระองค์จะถึงความตกต่ำได้อย่างไร

มหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้
๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ฯลฯ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ
มีหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) มีชวนปัญญา (ปัญญาแล่นไป)
และถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เขาทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่
ในปัจจุบัน แม้บุคคลนี้ก็พ้นจากนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิ
แห่งเปรต อบาย ทุคติ และวินิบาต

๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ มีหาสปัญญา มีชวนปัญญา แต่ไม่
ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ เขาจึงเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิย-
สังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวน
กลับมาจากโลกนั้นอีก แม้บุคคลนี้ก็พ้นจากนรก กำเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต อบาย ทุคติ และวินิบาต

๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ฯลฯ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ
ไม่มีหาสปัญญา ไม่มีชวนปัญญา ทั้งไม่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ
เขาจึงเป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ก็จะทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เพราะ
บรรเทาราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางได้ แม้บุคคลนี้ก็พ้นจากนรก
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต อบาย ทุคติ และวินิบาต

๔. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ฯลฯ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นในพระสงฆ์ ฯลฯ
ไม่มีหาสปัญญา ไม่มีชวนปัญญา ทั้งไม่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ
เขาจึงเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะ
สำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป
แม้บุคคลนี้ก็พ้นจากนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต
อบาย ทุคติ และวินิบาต

๕. ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ ไม่มี
หาสปัญญา ไม่มีชวนปัญญา ทั้งไม่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ แต่เขา
มีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์
ปัญญินทรีย์ และธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อม
ควรแก่การพิจารณาด้วยปัญญาโดยประมาณ แม้บุคคลนี้ก็ไม่ไป
สู่นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต อบาย ทุคติ และ
วินิบาต

๖. ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ ไม่มี
หาสปัญญา ไม่มีชวนปัญญา ทั้งไม่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ แต่เขา
มีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ และเขามี
ศรัทธาพอประมาณ ความรักพอประมาณในพระตถาคต แม้
บุคคลเหล่านี้ก็ไม่ไปสู่นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต
อบาย ทุคติ และวินิบาต

มหาบพิตร แม้หากต้นสาละใหญ่เหล่านี้พึงรู้จักคำสุภาษิต คำทุพภาษิต
อาตมภาพก็จะพยากรณ์ต้นสาละใหญ่เหล่านี้ว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มี
ความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเจ้าสรณานิศากยะเลย

เพราะเจ้าสรณานิศากยะได้สมาทานสิกขาบทในเวลาจะสวรรคต”

หมายเหตุ:

ใจความที่สำคัญที่สุด

“เจ้าสรณานิศากยะ ถึงความท้อแท้ในสิกขา เสวยน้ำจัณฑ์” ไม่ได้ดื่มเพื่อความบันเทิงหรือ คลุกคลีด้วยหมู่คณะ แต่ดื่มเพราะท้อแท้ในสิกขา

เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ อวิชชา ไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดด้วยตนเอง แต่ปฏิบัติตามความศรัทธา ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโสดาบันประเภท สัทธานุสารี มีความไม่ตกต่ำ ตามเหตุปัจจัย

“เจ้าสรณานิศากยะได้สมาทานสิกขาบทในเวลาจะสวรรคต” คือ เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในพระรัตนตรัย เตรียมตัวพร้อมก่อนที่จะตาย

ที่มาของเรื่อง โสดาบัน ดื่มเหล้า ในสมัยพุทธกาล

มีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก “สรณานิสักกสูตร”

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd19-4.htm

เหยียบสองฝั่ง

เมื่อคืน เจ้านายถามว่า ที่วลัยพรเคยพูดไว้ เรื่อง เหยียบสองฝั่งนั้น เป็นยังไง เล่าให้ฟังอีกที

เราบอกว่า ทั้งทางโลก(งาน) ก็ก้าวหน้า

ทางธรรม(การปฏิบัติ-สภาวะ) ก็ก้าวหน้า

ช่วงนั้น ใจละล้าละลัง เหมือนคนเหยียบสองฝั่ง ทางนั้นก็จะเอา(โลก-ก้าวหน้า) ทางนี้ก็จะเอา(ธรรม-การปฏิบัติ ก้าวหน้า) 

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่น่ะแหละ เมื่อก่อน ยังไม่รู้ชัดสภาวะ การปรับสภาวะให้เข้ากับสถานะการณ์ ที่เป็นอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กิเลสบดบังสภาวะหมด มองไม่เห็น เห็นแต่สิ่งที่คิดอยู่ เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

เรื่องงานของเจ้านาย เคยบอกไว้ล่วงหน้าแล้ว การเปลี่ยนแปลงของงานที่จะเกิดขึ้น(บางอย่าง รู้ล่วงหน้า จะบอกกับเจ้านายไว้ก่อน)

งานก้าวหน้ามากเท่าไหร่ เวลาของการปฏิบัติเต็มรูปแบบ(ยึดติดรูปแบบ) จะลดน้อยลง เพราะงานที่รับผิดชอบ จะเพิ่มมากขึ้น

เจ้านายแค่ปรับสภาวะการปฏิบัติ ให้เข้ากับสถานะการณ์ ของงานที่เป็นอยู่

เวลานอน เมื่อรู้สึกตัวตื่นตอนเช้า (การกำหนดเวลาจะนอน เจ้านายยังไม่ชิน-ไม่ทำ) ให้ปรับโซฟาที่นอนอยู่ ให้เป็นท่านั่ง ไม่ต้องลงไปนั่งที่พื้น แบบที่เคยทำ

เมื่อปรับเป็นท่านั่งเสร็จ ถ้ารู้ชัดว่า จิตเป็นสมาธิอยู่ นั่งสักพักก่อน แล้วค่อยตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำ

ถ้าไม่รู้อะไรเลย เหมือนตื่นปกติ ให้ตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำได้เลย 

ทำแบบนี้ต่อเนื่อง ทำทุกวัน เดี๋ยวกำลังของ สติ สัมปชัญญะ และสมาธิ จะมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆเอง 

เมื่อถึงเลา เหตุปัจจัยพร้อม สภาวะการรู้แจ้ง แทงตลอด จะเกิดขึ้นเอง แค่ทำให้ต่เนื่องเท่านั้นแหละ 

ถ้ายังไม่ถึงเวลา ทำให้ตายก็ไม่เกิด เหตุเพราะ ทำเพราะความอยากให้เกิด จึงไม่เกิด

เตรียมตัวก่อนตาย

อาจด้วยอาชีพที่เคยทำมา เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จนเเกิดความเคยชิน
มองเป็นเรื่องปกติ เกิดมาแล้ว ต้องตาย เป็นธรรมดา

แบบที่จะเห็นคนป่วยหนัก หรือเสียชีวิตแล้ว ไม่ว่าจะรู้จัก ไม่รู้จัก
หรือแม้กระทั่งเป็นพ่อ แม่ ญาติ พี่น้องก็ตาม

จะให้นำมาปลงอะไรแบบนั้น น้ำไม่มีความคิดแบบนั้นเกิดหรอกค่ะ รู้สึกเฉยๆมากกว่า

การเตรียมตัว ไม่ให้คนอยู่ข้างหลังต้องวุ่นวาย
ทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการจัดการงานศพ
เตรียมไว้พร้อมหมด ไม่ต้องมี และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

บอกกับแม่ พี่น้อง และ เจ้านาย(คู่ครอง)ว่า
ถ้าเจ็บป่วยหนัก อย่าใส่เครื่องช่วยหายใจ ให้ปล่อยไว้ปกติ

ถ้าตาย สิ่งแรกที่ต้องทำ 

ให้โทรฯติดต่อรพ. ที่บริจาคร่างกายไว้แล้ว ให้เขามารับ
ไม่ต้องสวด ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ให้ทางรพ.จัดการเอง
หากมีการเผา กระดูกอะไรต่างๆ ไม่ต้องสนใจ ยกให้ทางรพ.จัดการเอง

สิ่งที่สอง แจ้งทางญาติพี่น้อง ของวลัยพรด้วย ให้รับรู้ว่า ตายไปแล้ว
เพื่อญาติพี่น้อง ได้รับรู้ เนื่องจาก ได้บอกญาติพี่น้องไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

หากเจอวลัยพรหลับไม่ตื่น 

ถ้าเรียกแล้ว ปลุกแล้ว ยังไม่รู้สึกตัว
ไม่ว่าจะกี่วัน กี่คืนก็ตาม อยู่ในอิริยาบทไหน ปล่อยไว้แบบนั้น
ปล่อยไว้แบบนั้น คิดเสียว่า วลัยพรกำลังทำสมาธิอยู่

ถ้าขึ้นอืด ค่อยแจ้งรพ.ที่บริจาคร่างกายไว้ ให้มารับร่างไปได้

หยุดสร้างเหตุนอกตัว

ขณะที่ผัสสะเกิด สิ่งนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา แค่รู้ ไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป

หากมีสติ สัมปชัญญะดี สมาธิย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายใน กาย ลักษณะอาการต่างๆที่เกิดขึ้น ภายในกาย

รู้ชัดในเวทนา ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น

รู้ชัดในจิต รู้ชัดในควาามคิดที่เกิดขึ้น(มโน)

รู้ชัดในธรรม พูดแบบบ้านๆนะ รู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น ที่กำลังเกิดอยู่ตรงหน้า เมื่อไม่ไปข้องเกี่ยวด้วย ไม่สร้างเหตุอกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ย่อมดับหรือจบลงไปเอง หากเราไม่ไปสานต่อ

การไม่สร้างเหตุออกไป สภาวะที่รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้นนี้ เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔

[๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้
อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ ปี
ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี … ๕ ปี … ๔ ปี … ๓ ปี …
๒ ปี … ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลใน
ปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้
หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่
เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้
ตลอด ๖ เดือน … ๕ เดือน … ๔ เดือน … ๓ เดือน … ๒ เดือน … ๑ เดือน … กึ่ง
เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน
๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง
พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น
พระอนาคามี ๑ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ฉะนี้แล
คำที่เรากล่าว ดังพรรณนามาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรคกล่าวแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ยินดี ชื่นชมภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนี้แล ฯ

เหตุของการเกิดโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

สภาวะ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ตามความเป็นจริง ของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น สภาวะนี้เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

ผลของการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ ขณะนั้น รู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม สภาวะนี้เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิดสภาวะ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ สภาวะสติปัฏฐาน ๔ ที่เกิดขึ้น เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ถึงแม้จะเกิดโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เกิดขึ้น ชั่วขณะนั้น จะเป็นการดับเหตุของการเกิด(นิพพาน) ในระยะสั้นๆก็ตาม

ผลของเหตุปัจจัย ที่เกิดขึ้นตามมา คือ ภพชาติใหม่ที่จะเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ ในแต่ละขณะนั้น เกิดสั้นลง หรือที่เรียกว่า การเกิดของภพชาติใหม่ สั้นลง ณ ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอจนกว่าจะตาย ถึงจะรับผล

หมายเหตุ:

บางเรื่อง อาจจะเขียนรวบรัดไปหน่อย จึงมาขยายความหมายของสภาวะนั้นอีกครั้ง ต้องขออภัยสำหรับหลายๆคน ที่ติดตามอ่านอยู่

ชรา – มรณะ

ถ้าเขียนแยก

ชรา หมายถึง ศัพท์ว่า ชรา เป็นศัพท์แสดงถึงสภาพความเป็นเอง. 
ศัพท์ว่า ชีรณตา แสดงถึงภาวะ คืออาการ. ศัพท์ว่า ขณฺฑิจฺจํ เป็นต้น คือแสดงถึงภาวะเปลี่ยนแปลง. 

จริงอยู่ เวลาเป็นหนุ่มสาว ฟันก็เรียบขาว. 
ครั้นหง่อมเข้า ฟันเหล่านั้นก็เปลี่ยนสีไปโดยลำดับ หลุดตกไปในที่นั้นๆ. 

อนึ่ง ฟันหัก หมายถึงฟันที่หลุดร่วง และที่ยังอยู่ ชื่อว่า ขณฺฑิตา. 
ภาวะแห่งฟันที่หักเรียกว่า ขณฺฑิจฺจํ ความที่ฟันหัก. 

ผมและขนคร่ำคร่าไปโดยลำดับ ชื่อว่าผมหงอก. 
ผมหงอกเกิดพร้อมแล้วแก่บุคคลนั้น เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามีผมหงอก. 
ภาวะแห่งบุคคลผู้มีผมหงอก ชื่อว่า ปาลิจฺจํ ความที่ผมหงอก. 

เกลียวที่หนังของบุคคลนั้น มีอยู่ เพราะมีเนื้อและเลือดแห้งไปด้วยถูกลม คือชราประหาร เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามีหนังเป็นเกลียว (เหี่ยว). 
ภาวะแห่งบุคคลผู้มีหนังเป็นเกลียวนั้น ชื่อว่า วลิตฺตจตา ความที่หนังเหี่ยว. 

ด้วยถ้อยคำมีประมาณเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราที่เปิดเผย อันปรากฏชัด โดยแสดงความเปลี่ยนแปลงในฟัน ผม ขน หนัง. 

ทางไปของลมหรือไฟ จะปรากฏได้ ก็เพราะลมพัดถูกหญ้า หรือต้นไม้เป็นต้นหักระเนระนาดหรือไฟไหม้ แต่ทางไปของลมและไฟนั้นก็หาปรากฏไม่ฉันใด 

ทางไปแห่งชราก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะปรากฏได้ก็โดยภาวะมีฟันหักเป็นต้นแห่งอาการ ๓๒ มีฟันเป็นต้น 

แม้บุคคลลืมตาดู ก็จับไม่ได้ ความคร่ำคร่าแห่งอาการมีฟันหักเป็นต้น หาใช่ตัวชราไม่ เพราะชราจะพึงรู้ทางจักษุมิได้. 

แต่เพราะเมื่อถึงชรา อายุเสื่อมไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่า ความเสื่อมไปแห่งอายุ เรียกว่า ชรา. 

อนึ่ง เพราะเวลาเป็นหนุ่มสาว อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นแจ่มใสดี สามารถรับอารมณ์ของคน แม้ที่ละเอียดได้ให้สะดวกทีเดียว 

เมื่อถึงชรา ก็แก่งอม ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ไม่สามารถรับอารมณ์ของตน แม้ที่หยาบได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่า ความแก่งอมแห่งอินทรีย์ทั้งหลายเรียกว่า ชรา ดังนี้บ้าง.

มรณะ 

ในมรณนิทเทส มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- 

ศัพท์ว่า ยํ หมายถึง มรณะ เป็นศัพท์แสดง นุปํสกลิงค์ (ไม่ใช่เพศชาย เพศหญิง ทางไวยากรณ์). 

ในคำว่า ยํ นั้น พึงประกอบความดังนี้ว่า มรณะ ท่านเรียกว่า จุติ เรียกว่า จวนตา. 
ในศัพท์เหล่านั้น ศัพท์ว่า จุติ แสดงถึงสภาพที่เป็นเอง. 
ศัพท์ว่า จวนตา แสดงถึงภาวะ คืออาการ. 

เมื่อบุคคลถึงมรณะแล้ว ขันธ์ทั้งหลายย่อมแตก และหายไป แลไม่เห็น เพราะฉะนั้น มรณะนั้นจึงเรียกว่า ความแตก ความหายไป ความมอดม้วย. 

บทว่า มัจจุมรณะ คือ มัจจุมรณะ มิใช่ ขณิกมรณะ (ตายชั่วขณะ). การทำกาละ คือ ตาย ชื่อว่า กาลกิริยา. แม้ทั้งหมดนี้กล่าวโดยสมมติทั้งนั้น. 

ส่วนบาลีว่า ขนฺธานํ เภโท นี้ เป็นการกล่าวโดยปรมัตถ์. 
ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายที่แยกเป็นขันธ์หนึ่ง ขันธ์สี่และขันธ์ห้า ในบรรดาหมู่สัตว์ที่มีขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเอง มิใช่ความแตกแห่งบุคคล. 

แต่เมื่อความประชุมพร้อมแห่งขันธ์มีอยู่ ก็สมมติเรียกว่า บุคคลตาย. การทอดทิ้งอัตตภาพ ชื่อว่าการทอดทิ้งซากศพ. 

จริงอยู่ เมื่อบุคคลถึงความตาย อัตตภาพก็ตกเป็นเหมือนท่อนไม้ ไร้ประโยชน์ฉะนั้น เพราะฉะนั้น มรณะนั้น ท่านจึงเรียกว่า การทอดทิ้งซากศพ. 

ส่วนความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ โดยอาการทั้งปวง ก็คือมรณะ. 
มรณะนั้นนั่นแหละ เรียกว่าสมมติมรณะ. 

ชาวโลกถือเอาความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เท่านั้น จึงพูดว่า ติสสะตาย ผุสสะตาย ดังนี้.

ชรา-มรณะ เขียนติดกัน ชรามรณะ หมายถึง ความเสื่อม ได้แก่ โลกธรรม ๘ ประการ

นำมาจากกูเกิ้ล นำมาผสมผสาน กับสัญญาที่เกิดขึ้น

รู้ไว้ก็ดีนะ ปริยัติ แต่สิ่งที่วลัยพรเขียนมานี้ ไม่เที่ยงหรอก เพราะยังไม่ถึงขั้น จำเพาะเจาะจง สภาวะได้ชัดเจน และต้องมีคำสอนของพระพุทธเจ้ากำกับ

กันยายน 2013
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: