มิลินทปัญหา

http://www.dhammathai.org/milin/milin01.php

อภิญญา

การมีอภิญญา ถ้ามีแต่รู้นอกตัว ไม่สามารถรู้ชัดอยู่ในภายในกายและจิต

ภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ย่อมมีอยู่

ใจที่มีความสุข

คือ หยุดภายนอก รู้ชัดภายใน

เหตุจาก ความเป็นผู้มีศิล ศิลที่เป็นไทจากกิเลส หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ
ที่เกิดจาก ผัสสะ (สิ่งที่เกิดขึ้น) เป็นเหตุปัจจัย

ศีล

ภิกษุ ท.! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย
ศีลทั้งหลายอันเป็นศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ,

คือ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท
ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกลูบคลำด้วยตัณหาทิฏฐิ และเป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ.

หมายเหตุ:

คำว่า เป็นไท หมายถึง จากกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นเครื่องร้อยรัด

เป็นสภาวะศิลที่สะอาด ปราศจากอามิสบูชา

การสมาทานศีล เป็นอามิสบูชา เหตุจาก ตัณหา เป็นเหตุปัจจัย
ได้ทำ ดีกว่า ไม่ได้ทำ เพราะ ทุกสรรพสิ่ง ที่เกิดขึ้น แตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ ณ ปัจจุบันขณะ ทุกลมหายใจเข้าออก ของแต่ละคน

สภาวะสุข จึงเกิดขึ้นเนืองๆ เหตุจาก สมาธิ เป็นเหตุปัจจัย

เหตุจาก อวิชชาและอนุสัยกิเลส(สังโยชน์ ๑๐) ถูกทำให้เบาบางลง ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ นิวรณ์ต่างๆ ย่อมระงับลง ไปตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ จิตตั้งมั่นเนืองๆ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ พร้อมทั้ง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุให้ สภาวะสัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ(จิตคิดพิจรณา ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

เป็นเหตุให้ เห็นตามความเป็นจริง ไตรลักษณ์ ทุกสรรพสิ่ง ไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา เป็นทุกข์ เพราะอุปทานที่มีอยู่(ความยึดมั่น ถือมั่น) อนัตตา บังคับให้เป็นตามใจตนไม่ได้

เป็นเหตุให้ เกิดนิพพิทาวิราคะ(ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด)

ศีล

๑.เป็นผู้มีศิล เป็นศิลที่ ดำเนินไปเพื่อได้สมาธิ ได้แก่ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

๒.ทำความเพียรต่อเนื่อง

ทั้งสองสิ่งนี้ ควรทำควบคู่กันไป

เมื่อทำความเพียรต่อเนื่อง ทั้งสองอย่างดังนี้ สภาวะเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไร เป็นอานิสงส์.

พ. ดูก่อนอานนท์ นิพพิทาวิราคะ
มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล

มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์

อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ด้วย ประการดังนี้

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ

ด้วยประการดังนี้แล.

หมายเหตุ:

ยังเรียบเรียงสภาวะไม่เรียงจากเหตุของการเกิด ในแต่ละสภาวะ เหตุจาก ต้องหาคำแปลออกมาให้ตรงกับคำเรียกต่างๆก่อน

จริงๆแล้ว พอมาอ่าน สิ่งที่ได้เขียนๆไว้ พร้อมทั้งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีในพระไตรปิฎก มาใส่ให้ตรงกับสภาวะหรือคำเรียกนั้นๆ

เป็นเหตุให้รู้ชัดในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้ชัดมากขึ้น ทั้งการเกิด และการดับ โดยสภาวะ ตลอดจน เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด และดับ

แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้า ทรงมุ่งสอน การดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน โดยการเป็นผู้มีศีล เป็นพื้นฐาน

ทรงมุ่งสอน การดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร โดยสอนเรื่อง สุญญตา เป็นพื้นฐาน

สุญญตา ในที่นี้ หมายถึง สัมมาสมาธิ ได้แก่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

กว่าจะรู้ เหมือนการถอดสัมมาการ ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งนอก (ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น) ทั้งใน(ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

สบาย สบาย สบาย

ผ่อนคลาย ร่างกาย ให้สบาย จิตย่อมเบาลง ตามเหตุปัจจัย

กายผ่อนคลาย จิตเบา สบายยยย

การผ่อนคลายร่างกาย ให้สบาย โดยการรู้ชัดกับงานที่ทำอยู่ ไม่มีแว่บไปอดีต ไหลไปอนาคต สมาธิจึงเกิดขึ้น อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพยายาม ทำให้เกิด

แผ่เมตตา กรวดน้ำ ทุกๆอิริยาบท เมื่อสัมผัส สุขที่เกิดจาก สมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

ขอให้ทุกรูป ทุกนาม จงมีความสุข

ภัทเทกรัตตสูตร

ว่าด้วยผู้มีราตรีเดียวเจริญ

[๕๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ
แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังงอุเทศและวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าวต่อไป.

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.

[๕๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอันยังไม่ถึง

ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้น ๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนือง ๆ ให้ปรุโปร่งเถิด

พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง
เพราะว่าความผัดเพี้ยน กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

พระมุนีผู้สงบย่อมเรียก บุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียรไม่เกียจคร้าน
ทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ.

[๕๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว อย่างไร

คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า เราได้มีรูปอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว.

[๕๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร
คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า

เราได้มีรูปอย่างนี้ ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว .

[๕๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร
คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง.

[๕๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง อย่างไร
คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้น ๆ ว่า

ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า ไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง.

[๕๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร
คือ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้
เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมเล็งเห็นรูป โดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง

ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง

ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง

ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่า ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน.

[๕๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร
คือ อริยสาวกผู้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ
ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง

ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง

ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง ย่อมไม่เล็งเห็น

สัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง ไม่เล็งเห็น

สัญญาในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง ย่อมไม่เล็งเห็นสังขาร

โดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง ไม่เล็งเห็นสังขาร

ในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดย

ความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่เล็งเห็นวิญญาณใน

อัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่า ไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน….

โยนิโสมนสิการ

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้

แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา
วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น,
นี้ฉันใด;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ

รู้แต่เพียงว่า สิ้นไป ในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น,
ฉันใดก็ฉันนั้น.

สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

 

หมายเหตุ:

ที่พระองค์ ทรงตรัสสอนแบบนี้ เพราะเหตุว่า ตราบใด ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ อวิชชา ยังไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้น เหตุของการเกิด ย่อมยังมีอยู่

จึงสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น โดยใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ได้แก่

ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าใส่อะไรๆ ลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะ เมื่อใส่อะไรๆลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเหตุให้ สิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เมื่อไม่ใส่อะไรๆ ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สิ่งที่เกิดขึ้น ดับลงเอง ตามเหตุปัจจัย คือ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับลงไป เป็นธรรมดา

วิธีฝึก การละสักกายทิฏฐิ(ทิฏฐิสังโยชน์)

พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร?

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป
เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ
เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้นบ้างหรือ?
ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

 

หมายเหตุ:

คำสอนนี้ เป็นสภาวะ โยนิโสมนสิการ อาศัย การคิดพิจรณาเป็นตัวช่วย ในการกดข่มใจ ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

กิเลสสังโยชน์ต่างๆ ถูกทำให้เบาบางลง ตามเหตุปัจจัย จนกระทั่ง ดับหายไปหมดสิ้น(เชื้อ) ตามเหตุปัจจัย

การทวนญาณ

สภาวะจะทวนด้วยตัวของสภาวะเอง ไม่ต้องไปตั้งจิตอธิษฐานแต่อย่างใด

แต่ตามตำราที่เขียนไว้ ให้ฝึกทวนญาณ เหตุของการฝึกเพื่อให้เกิดความแม่นยำในสภาวะ

ถ้าผู้ฝึกไม่รู้ความจริงตรงนี้ ถ้าฝึกด้วยความอยาก ย่อมติดอยู่ในอุปกิเลส

เพราะสภาวะแต่ละสภาวะ กว่าจะรู้จะเข้าใจ ต้องวางความอยาก จนเกิดจากการปล่อยวาง โดยตัวจิตเอง ถึงจะรู้ชัดตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆได้

ผู้ที่มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิต เป็นสมาธิอยู่(โลกุตระ)

สภาวะสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีวันเสื่อม
(เพียงแต่ จะสามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย)

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ เป็นเหตุให้สภาวะนิพพิทาวิราคะ เกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไร เป็นอานิสงส์.

พ. ดูก่อนอานนท์ นิพพิทาวิราคะ
มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล

มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์

อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์

ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์

นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ด้วย ประการดังนี้

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ

ด้วยประการดังนี้แล.

 

มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิต เป็นสมาธิอยู่(โลกียะะ) เกิดขึ้นแล้ว มีวันเสื่อมได้

ภายนอก-ภายใน

สิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี

เรื่องราวทางโลก เรียนเท่าไหร่ ยิ่งเรียน ยิ่งออกจากฝั่งไปไกล(มีแต่เหตุของการเกิด) เรียนไม่จบสักที ตัวนี้ไป ตัวนั้นมา เวียนวนอยู่อย่างนี้(ผัสสะ)

สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นย่อมไม่มี

เรื่องราวภายในกายและจิต ยิ่งเรียน ยิ่งจบ(ดับเหตุของการเกิด-ดับผัสสะ)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่เรียนหรือจะรู้ ถึงจะมามีชีวิต เช่นวันนี้ได้
ต้องผิดพลาดมาก่อน ที่จะรู้

รู้แล้ว การทำผิดพลาดย่อมลดน้อยลงไป
ภพชาติย่อมสั้นลง ตามเหตุปัจจัย

 

หยุดสร้างเหตุนอกตัว

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! สิ่งใด ไม่ใช่ของเธอ, สิ่งนั้น จงละมันเสีย;
สิ่งนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อะไรเล่า ที่ไม่ใช่ของเธอ ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! จักษุ ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย;
จักษุนั้น อันเธอละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่เธอ
(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มโน ก็ได้ตรัสต่อไป ด้วยข้อความอย่างเดียวกัน).

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือน อะไร ๆ ในแคว้นนี้
ที่เป็นหญ้า เป็นไม้ เป็นกิ่งไม้ เป็นใบไม้
ที่คนเขาขนไปทิ้ง หรือ เผาเสีย หรือทำตามปัจจัย;

พวกเธอรู้สึก อย่างนี้บ้างหรือไม่ว่า คนเขาขนเราไป
หรือเผาเรา หรือ ทำแก่เราตามปัจจัยของเขา ?

“ไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า !”

เพราะเหตุไรเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า
ตัวตน (อตฺตา)
ของตน (อตฺตนิยา)
ของข้าพระองค์ ไม่มีในสิ่งเหล่านั้น พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
จักษุ…โสตะ…ฆานะ…ชิวหา…กายะ…มโน
ไม่ใช่ของเธอ เธอจงละมันเสีย

สิ่งเหล่านั้น อันเธอละเสียแล้ว
จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เธอ แล.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๙.

หมายเหตุ:

ตัวตน (อตฺตา) หมายถึง ความมีตัวตน ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในความมีตัวตน ที่มีอยู่(ตัวกู)

เช่น เมื่อผัสสะเกิด เสียงด่ากระทบหู อุปทาน/ความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู เกิดขึ้นทันที

มันด่ากู กูต้องด่าตอบกลับมัน เพราะ กูไม่ผิด เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่

ของตน (อตฺตนิยา) หมายถึง ความมี ความเป็น ได้แก่ มานะ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ตนคิดว่ามี คิดว่าเป็นเป็น(ของตน/ของกู)

มานะ เป็นกิเลสในใจตน, กิเลสอย่างละเอียด. กิเลสในชั้นนี้ ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น

ถ้ามีตัวเรา มีตัวเขา, สิ่งนั้นไม่ใช่มานะ แต่มันคือ สักกายทิฎฐิ

ทันทีที่เรารู้สึกว่า เราเก่งกว่าเขา, เรามีฌาณวิเศษกว่าเขา หรืออะไรๆ ที่ มากกว่าเขา น้อยกว่าเขา, สิ่งนั้นไม่ใช่มานะ แต่เป็น สักกายทิฎฐิ

มานะ คือการเห็นว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่, เราเป็นพระ, เราเป็นอุบาสก อุบาสิกา, เราเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ฯลฯ

สังโยชน์เบื้องสูง 5 ประการ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
ทั้ง 5 ประการ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตน, ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น

ทุกบุคคลตัวตน เขา, เรา ที่มองเห็น ล้วนเป็นเพียงเปลือกที่เกิดจากเหตุที่ทำไว้ เป็นเปลือกที่ใช้อาศัยชั่วคราว ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เปลือกจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดสร้างเหตุของการเกิด

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เมื่อยังมีการสร้างภพชาติอยู่ เปลือกหรือร่างที่ใช้อาศัยชั่วคราว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงของเรื่องเหตุการกระทำและผลที่ได้รับ เป็นเหตุให้เกิดการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สิ่งนั้นเลวบ้าง สิ่งนั้นดีบ้าง สิ่งนั้นเสมอตนบ้างฯลฯ

ทุกรูปทุกนามล้วนไม่มีความแตกต่างกัน ล้วนเป็นเพียงรูปนามที่เสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย

ได้แก่ การยึดติดกับสิ่งที่คิดว่าตนมีและตนเป็น แล้วนำสภาวะที่ตนเองมีและเป็นอยู่ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น แล้วคิดเอาเองว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกับเขาบ้าง

เหตุเนื่องจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ

เป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นให้ค่า ตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ กับสิ่งที่เกิดขึ้น (ต่อเปลือกหรือสิ่งที่มองเห็น)

ตลอดจนการใช้ชีวิต และสภาวะแวดล้อมแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่และที่กระทำให้เกิดขึ้นใหม่ ณ ปัจจุบัน

เพราะไม่รู้ขัดตรงนี้ จึงยึดติดกับสิ่งที่ตนมีและที่คิดว่าตนเป็น เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุของการเกิด ภพชาติใหม่ให้ เกิดขึ้นเนืองๆ

มีสองด้าน

ทุกๆรูปนาม มีส่วนเหมือนกันหมด คือ มีสองด้าน ทั้งดีและไม่ดี

ดี เพราะ ถูกใจ

ไม่ดี เพราะ ไม่ถูกใจ

ที่เป็นเช่นนี้ เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ที่เกินจากนั้น ล้วนเกิดจากการปรุงแต่ง ที่เกิดจาก อุปทาน

เหตุปัจจัยจาก อวิชชา ที่มีอยู่

เมื่ออวิชชามีอยู่ เป็นเหตุให้ โมหะครอบงำ หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) เป็นเหตุปัจจัย

เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุของการเกิดภพชาติใหม่ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ ภพชาติการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร จึงยาวนานเพราะเหตุนี้

 

ก็ดีนะ

กำลังสมาธิแบบนี้ ก็ดีนะ นิมิตแบบอลังการบานเว่อ ไม่ค่อยเกิด

เมื่อก่อนนี้ นิมิตเกิดที สุดแสนอลังการ ทั้งหลับตา และไม่ต้องหลับตา ยิ่งการไปรู้จิต รู้ใจ รู้เรื่องราวของคนอื่นๆอีก รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้สารพัดรู้

ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า นั่นแหละ มีแต่เหตุของ การสร้างเหตุ ของการเกิดทั้งนั้น

พอรู้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร คิดแล้ว น่ากลัวจริงๆ ดีนะที่ผ่านสภาวะเหล่านั้นมาได้ ไม่ยึดติดหลง ติดกับนิมิตอยู่แค่นั้น

สมาธิแบบนี้ สภาวะสัญญาเกิดขึ้นเยอะมาก เกิดเป็นช่วงๆ แล้วแต่จะเกิด ไม่ได้อยากรู้หรืออยากเห็นอะไร บทจะเกิด ก็เกิดขึ้นเอง

สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน มีแต่การเรียนรู้ สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ รู้ชัดภายใน รับมือเหตุปัจจัยภายนอก ได้ทันมากขึ้น วางได้ไวมากขึ้น โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อจะปล่อยวางอย่างใด

วางลงได้ จิตเบาสบาย

หยุดเหตุภายนอกได้ทัน ชีวิตยิ่งสบาย เพราะไม่มีอะไรที่ให้เก็บมาครุ่นคิด สมาธิจึงเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ เพราะเหตุนี้ นิวรณ์ต่างๆระงับดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

 

ฝัน

บางครั้ง จำเรื่องราวได้ทั้งหมด

บางครั้ง จำไม่ได้ทั้งหมด

บางครั้ง จำไม่ได้เลย

เมื่อคืนฝันว่า มีดวงตาที่สามเกิดขึ้น และมองเห็นดวงตามากมาย โผล่มาทีละดวง แล้วก็หายไป

มองเห็นศรีษะของตัวเอง มีแสงสว่าง แบบสายฟ้า เวลาฟ้าผ่า เกิดเป็นรัศมี รอบศรีษะ

เช้ามา เล่าให้เจ้านายฟัง เจ้านายบอกว่า เหมือนที่เขาเคยฝัน แต่เป็นดวงตามากมาย แล้วเขาตะโกนออกไปว่า ท่าน(พญามัจจุราช) หาผมไม่เจอหรอก แล้วเห็นตัวเองเหาะ ดวงตาที่เห็นอยู่ หายไปหมด

เราบอกว่า ฝันครั้งนี้ เกี่ยวกับสภาวะของตัวเอง จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่รู้ว่า จะเป็นแบบไหน แค่รู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวรู้เอง เหมือนทุกๆครั้ง

สภาวะเปลี่ยนไป

๒๓ กย.๕๖

สภาวะที่เกิดขึ้น แตกต่างกันมาก ยุ่ง-ไม่ยุ่งในรู้นอก กับรู้ในอย่างเดียว
เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้น เวลามีเรื่องภายนอก ที่เราเข้าไปข้องเกี่ยว รู้สึกเหนื่อยๆ รู้สึกเพลียหัวใจยังไงก็ไม่รู้ เหมือนสูญเสียพลัง แบบบอกไม่ถูก

การอยู่อย่างเงียบๆ ทำงานไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตประจำวัน แบบปกติ ไม่ส่งจิตออกนอก รู้อยู่กับงานที่ทำ จะมีพลังงานเกิดขึ้นเนืองๆ บางครั้งเกิดเยอะมาก ทำให้รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจตลอด

การไปข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก เช่น ข่าวสารต่างๆ ถ้าแค่อ่าน ไม่ลงไปแสดงข้อคิดเห็น หรือไม่ไปหาข้อมูล อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะปกติ

การขีดเขียนออกมา ทำให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ชัดเจนมาก

เห็นสภาวะเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ชัดมาก
จาก ความเบื่อหน่าย กลับกลายเป็น รู้แล้ววาง มากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุจาก สภาวะความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัย

รู้สึกว่า การพัฒนาทางจิต สติ สัมปชัญญะ และสมาธิ มีความก้าวหน้ามากขึ้น

 

 

๒๔ กย.๕๖

หกโมงเช้า เตรียมอาหารเช้าให้เจ้านาย ทำงานบ้าน ยืนเย็บกางเกงยีนส์

นั่ง ๐๘.๒๐ น.-๐๙.๓๐ น.

ระหว่างนั่ง มีความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีสุขเกิด มีภาพ ผู้หญิงแก่ คนจีน นอนอยู่บนรถเข็น มีเสียงบอกว่า ตายแล้ว

เราเดินเข้าไปดู บอกว่า ยังไม่ตาย ภาพเกิดแค่แปบบเดียว ก็หายไป กลับมารู้ที่กยต่อ รู้สึกถึง ความหนักหน่วงของสมาธิ

เปลี่ยนจากนั่งเก้าอี้ พราะรู้สึกว่า สมาธิแบบนี้ นั่งแบบนี้ สัปปายะไม่ให้ ไปนั่งโซฟาต่อ สมาธิเกิดต่อเนื่อง มีสุขเกิดสักพัก ก็หายไป

รู้สึกตัวเนืองๆ ไม่ดิ่ง จนกระทั่งคิดว่าพอแล้ว กำหนดจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ แบบขยับกล้ามเนื้อปาก

ถ้าไม่ขยับปาก บางครั้ง จิตจะวูบลงไปต่อ วูบไปสักพัก พอกลับมารู้กาย คิดละ แผ่เมตตา กรวดน้ำ ถึงตอนไหน

เลยใช้วิธีไม่ให้วูบ โดยการ ทำท่าขยับปากไปมา พร้อมกับแผ่เมตตา กรวดน้ำ(พึมพัม)

Previous Older Entries

กันยายน 2013
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: