แม่ฉันนน

เรา : แม่ เดินทางยังไง

แม่ ไปรถเมล์แดง

เรา ไปรถทัวร์เถอะ หนูจ่ายตังค์เอง

แม่ ไม่เอา มันแพง

เรา ถ้าปวดท้อง จะเข้าห้องน้ำทำยังไง

แม่ รถจอดที่สระบุรี

เรา แม่ไปรถทัวร์เถอะ มีห้องน้ำพร้อม

แม่ ไม่เอา แม่ไม่เคยเข้าห้องน้ำ นั่งยาวไปถึงกลางดงเลย

เรา รถเมล์แดงของแม่นี่ ใช่แบบพัดลมป่ะ

แม่ ไม่ใช่ รถแอร์ ป.๒

เรา ขากลับล่ะแม่

แม่ กลับรถทัวร์ ป. ๑

เรา ทำไมไม่กลับรถเมล์แดงของแม่ล่ะ

แม่ ไม่เอา รถทัวร์ ไม่แวะจอดรายทาง วิ่งตรงอย่างเดียว

เรา อ้าว ขาไป ไม่ยอมนั่ง ขากลับ นั่ง

แม่ ก็รถทัวร์ ขึ้นที่กลางดง เลือกที่นั่งได้ ที่กรุงเทพ ต้องนั่งตามเลขที่

สรุป ที่แม่บอกว่าแพง แท้จริงแล้วคือ เลือกที่นั่งไม่ได้ นี่แหละ แม่ฉัน

เรา เจอกันตรงไหนน่ะแม่

แม่ ตรงบันได ช่อง ๔ รถขาออกน่ะ แถวนั้น รถเมล์แดง กับรถเมล์เขียว จอดเต็มไปหมด

เรา แม่น่ะ ป.๑ เรียกรถเมล์เขียว ป. ๒ เรียกรถเมลฺแดง เรียกรถเขาเสียหายหมด

ความรู้สึกตัว

สภาวะเปลี่ยนไป ในเรื่อง สภาวะความรู้สึกตัว

การที่มีความรู้สึกตัว เกิดขึ้นเองเนืองๆ ในคราวนี้ เป็นความรู้สึกตัว ที่เกิดขึ้นเอง จากการเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย

จากการเต้นปกติ กลับกลายเป็น แรงสั่นสะเทือน เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ส่งผลให้ ไม่ว่าจะอยู่อริยาบทไหน หรือ ทำอะไรอยู่ก็ตาม จะเกิดความรู้สึกตัว เกิดขึ้นร่วมเป็นระยะๆ

ผลของสภาวะความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ต้องหยุดชะงัก เพราะแรงสั่นสะเทือนของร่างกาย

การเต้นของหัวใจ แรง เร็วบ้าง ช้าบ้าง รู้สึกถึงความหนักหน่วง ตามจังหวะของหัวใจ ขณะที่กำลังเต้นอยู่ รู้ชัดจังหวะของการเต้น โดยไม่ต้องใช้มือจับดู

ขณะที่หยุด รู้อยู่กับความรู้สึกตัวที่เกิดขึ้น เป็นระยะๆ มีผลในการดำเนินชีวิต

เช่น เวลาจะเลือกซื้อของ ทำให้เกิดการพิจรณาตลอดถึง ความจำเป็น รีบใช้ไหม รอได้ไหม จำเป็นมากไหม

เรียกว่า มีตัวหยุด ในการซื้อ

นี่คือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น เกิดจากการทำกรรมฐาน ผสมผสานกับ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

พยายามไม่คล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้น ขณะผัสสะเกิด

แค่รู้ว่ามี หยุดการสร้างเหตุนอกตัว ระงับได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

การดำเนินชีวิต จึงสงบจากเหตุภายนอก เพราะไม่สานต่อ

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดอยู่ ภายในกายและจิตมากขึ้น

การทำกรรมฐาน จิตที่เป็นสมาธิ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ยังไม่มากพอ

แค่งุงิ เกิดๆดับๆ ไม่แนบแน่นเหมือนเมื่อก่อน แค่รู้ แค่ทำต่อเนื่อง

เมื่อไม่ให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น(คำเรียกต่างๆ)

ทำให้ไม่ตกหลุมพรางกิเลส(อุปกิเลส) สภาวะจึงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ไม่ติดไม่ขัด

มีแต่เรียนรู้

เรื่องราวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในการทำงาน การดำเนินชีวิต แม้กระทั้ง ทำงานบ้าน การปฏิบัติ  สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่มีแต่การเรียนรู้

ยิ่งเรียนรู้ การจับจ่ายใช้สอย ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบอยู่บ้าน หรือยู่คอนโด ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย

ยิ่งเรียนรู้ ใจยิ่งสงบ สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ

เพียงงดการส่งจิตออกนอก(ยุ่งเรื่องนอกตัว) ใจยิ่งสงบ เพราะนิวรณ์ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย การดำเนินชีวิต เข้าสู่เส้นทางธรรมมากขึ้น ธรรมที่ไปสู่ความสงบ ความระงับ

ใจขุ่น ต้องงด

สิ่งใด ที่กระทบแล้ว ทำให้ใจขุ่น จะใช้วิธีแบบง่ายๆ คือ การดับเหตุตรงนั้น โดยการไม่เข้าไปข้องเกี่ยว ปล่อยให้ทุกอย่าง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

ใจใส

ใจจะใสสะอาดได้ ต้องอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง เอาใจใส่ต่อสภาวะ ที่เกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ แล้วกลับมาแก้ไขตัวเอง

ใจใส คือ จิตที่นิวรณ์ครอบงำได้ยาก สภาวะสัญญา ที่นำไปสู่สภาวะปัญญา ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

ใจขุ่น คือ จิตที่ถูกนิวรร์ครอบงำ

หมู่หรือจ่า

อีกไม่กี่วัน จะไปวัดกับแม่ ฟังแม่เล่าสภาพวัดแล้ว ไม่รู้ว่าหมู่หรือจ่า(สภาพตัวเอง)

วัดที่แม่พักอยู่นี้ อยู่แถวกลางดง สถานที่ตั้ง อยู่บนเขา ระยะทางถ้าเดิน ประมาณ ๔ กิโลถึง ถ้ามีคนใจบุญ ขับรถไปส่ง ก็โชคดีไป ถ้าไม่มี ก็ต้องเดินเข้าไปเอง

ที่วัดนั้น กินมังสวิรัติ ไฟฟ้า นำปะปา ยังเข้าไม่ถึง

ไฟฟ้าใช้แผงโซล่าเซลล์ น้ำอาบ น้ำใช้ เป็นน้ำโคลน น่าจะเรียกว่า น้ำโคลนนะ แม่บอกว่า สีเหมือนโคลน เวลาจะใช้ ก็เอาสารส้มแกว่ง จนน้ำใส ค่อยเอาไปใช้

ถามเรื่องซักผ้า แม่บอกว่า ใช้วิธีซักแบบ แค่ไม่ให้มีกลิ่นตัวติด พูดง่ายๆคือ ใส่ผงซักฟอกจิิ๊ดเดียว แบบไม่ให้มีฟอง จะได้ไม่เปลืองน้ำ

ห้องน้ำมี ตักน้ำเข้าไปเอง อาบน้ำ ใช้น้ำ ๕ ขัน

น้ำกิน ยังไม่ได้ถามแม่ น่าจะเป็นน้ำขวด ที่ชาวบ้านใส่บาตรตอนเช้า พระจะลงจากเขา ไปบิณฑบาตรที่หมู่บ้าน ข้างล่าง

แม่เคยมีเตาแก๊ส น้องนำไปทำบุญครั้งก่อน ต่อมา ถังแก๊ส ถูกนำไปใช้ที่อื่น แล้วไม่เอากลับมาคืนแม่ แม่บอกว่า เดี่ยวซื้อเตาถ่านใช้

ที่พัก แม่จ้างช่างมาทำให้ ยังไม่เคยเห็น แค่ฟังจากแม่เล่า ทำนองว่า ไม่มีข้างฝา ใช้ผ้าใบทำหลังคา ไม่ใช่จาก เพราะกลัวไฟไหม้ เวลานอน นอนมุ้งกลด

ชุดปฏิบัติที่นี่ เป็นสีน้ำตาล แบบตามวัดพระป่าใช้

แม่บอกว่า ผ้าถุงแม่มี ไม่ต้องซื้อ แต่เราไปซื้อมาแล้ว เป็นกางเกงขาก๊วย สีน้ำตาลเข้ม เขามีตัดสำเร็จรูป ไว้ขายผู้ปฏิบัติ ที่วัดพระป่า

เป็นคนไม่ชอบนุ่งผ้าถุง จึงซื้อกางเกงเพราะเหตุนี้ จะลุก จะนั่ง ก็สะดวก

แค่ฟังแม่เล่า สภาพของวัดแล้ว ใจก็คิด เราก็รึ เป็นภูมิแพ้อยู่ แพ้ฝุ่นละออง แล้วไหนน้ำโคลน ที่แม่เล่าให้ฟังอีก

ไม่ลอง ก็ไม่รู้ เดินทางวันที่ ๓๐ ไม่ก็ ๓๑ ตค. เช้ามืด เป็นวันไหน แม่จะโทรมาบอกอีกที

แม่บอกว่า ถ้าอยู่ไม่ไหว จะกลับก่อนก็ได้ คือ วันที่ ๓ พย. ทอดกฐินเสร็จแล้ว ตอนเช้าค่อยกลับ โดยเดินลงจากเขาพร้อมกับพระที่ออกบิณฑบาตร

อนุโมทนาบุญกับผู้ที่ ได้โอนเงินเข้าบัญชี มาร่วมทำบุญ เงินนี้ จะนำไปช่วยแม่เรื่องค่าที่พัก ที่เพิ่งทำเสร็จ ร่วมทำบุญกับแม่ที่ทำทาน เลี้ยงอาหารผู้ที่มาร่วมทำบุญ ในวันทอดกฐิน

ส่วนอาหาร มีอะไรมั่ง ยังไม่รู้ แต่วลัยพร ซื้อฝอยทองสด ของเพชรบุรี ไปร่วมด้วย นำหม้อสแตนเลสม้าลาย ๒ ใบ และกระทะ ๑ ใบ ไปทำบุญกับแม่ด้วย

 

รถเข็น

เรา แม่ หนูซื้อรถเข็นให้ด้วยแหละ

แม่ ไม่เอา ทางขึ้นเขา มีแต่หินก้อนโตๆ

เรา ไม่ใช่รถเข็นแบบนั้น เป็นรถลากได้ พับเก็บได้ นน.เบา รับนน.ได้ ๒๐ กิโล

แม่ ก็นึกว่า รถเข็นของแบบนั้น

เรา ลองใช้ดูก่อนนะแม่ ถ้าใช้ไม่ได้ เดี๋ยวหนูเอากลับเอง

กินเพื่ออยู่

สภาวะเบื่อ ที่ได้เขียนๆไว้ มีทั้งเบื่ออาหาร มีทั้งเบื่อการมีชีวิตอยู่

ทั้งหมดนี้ เป็นความปกติของสภาวะ ที่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ไม่ใช่ความพิศดารอะไร

 

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อก่อนนี้ เคยคิดแก้ไขสภาวะ

เบื่ออาหารน่ะหรือ ไม่ยากเลย ออกไปกินนอกบ้านสิ

ซื้อโน่นซื้อนี่มาทำสิ สุดท้าย ถึงจุดอิ่มตัวของความอยาก ก็ทำให้เบื่ออยู่ดี

ของแถมกลับมา คือ ความสิ้นเปลือง โดยใช่เหตุ ที่ควรทำ

เบื่อการมีชีวิตอยู่น่ะหรือ ไม่ยากเลย ออกไปนอกบ้านสิ

เดินช็อป เดินดูโน่นดูนี่ เพลิดเพลินกับการส่งจิตออกนอก สุดท้าย ก็ทำให้เบื่ออยู่ดี

ของแถมกลับมา คือ ความสิ้นเปลือง โดยใช่เหตุที่ควรทำ

ต้องผิดพลาด โดยการพยายามแก้ไขสภาวะ เดิมๆซ้ำๆ โง่กับกิเลสไปตั้งนาน

มีแต่การเรียนรู้ ยอมรับ จิตย่อมสงบลง

ไม่ต้องไปพยามแก้ไขอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว

รูป

รูป ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์

หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน

 

[๔๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๔๖๕] พ. เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้

รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ
สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้

วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ
(อีก ๒๔ สูตรเหมือนในวรรคที่ ๒)

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 557&Z=5632

ธรรมา-ธรรมเมา

สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน ล้วนเป็นสภาวะธรรมทั้งสิ้น

ธรรมใดๆ ที่ กระทำแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อ ความระงับ(ศิล)

ไม่เป็นเหตุให้เกิด ความสงบ(สมาธิ)

ไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญญา(ไตรลักษณ์)

ไม่เป็นเหตุให้เกิด ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด

ไม่เป็นไป เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

ธรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ ล้วนเป็น ธรรมเมา คือ ยังมัวเมาในกิเลส
กระทำเพื่อดับเหตุ การสร้างเหตุของการเกิด ยังไม่ได้

 มีนิพพาน เป็นอารมณ์

ธรรมใดๆ ที่เป็นไปเพื่อ ความระงับ(กาย วาจา ใจ/ศิล)

เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ความสงบ(สมาธิ)

เป็นเหตุให้เกิดปัญญา(ไตรลักษณ์)

เป็นเหตุให้เกิด ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด

เป็นเหตุของการกระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด)

มรณานุสติ ได้แก่ การระลึกถึง ความตายเนืองๆ
หมายถึง การมีนิพพาน เป็นอารมณ์

เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก และจิตเหนือสำนึก

 

จิตใต้สำนึก คือ เหตุจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้ ภพชาติของการเกิดทั้งปัจจุบันชาติ
และการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ยาวนาน

จิตใต้สำนึก เป็นเรื่อง การขาดสติ ไม่มีสติระลึกรู้ อยู่กับปัจจุบัน
เป็นเหตุให้ หลงไหลไปในอดีตบ้าง(เรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว)
เป็นเหตุให้ หลงไหล ไปในอนาคตบ้าง(จินตนาการกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น)

เป็นเหตุให้ ขณะจิตจุติ ขณะกำลังจะขาดใจตาย
ชั่วขณะนั้น นึกถึงอะไรอยู่ จิตย่อมปฏิสนธิ(เกิด) ในภพภูมินั้น

 

จิตเหนือสำนึก เป็นจิตที่ถูกฝึกมาในระดับหนึ่ง

เป็นเหตุให้ ภพชาติของการเกิดทั้งปัจจุบันชาติ
และการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

จิตเหนือสำนึก เป็นเรื่องของ ผลของการฝึกจิต มีสติ ระลึกรู้ อยู่กับปัจจุบัน
เป็นเหตุให้ ขณะจิตจุติ ขณะกำลังจะขาดใจตาย
ชั่วขณะนั้น มีสติรู้อยู่ ไม่มีความสะดุ้ง หวาดกลัวต่อความตาย
เป็นผู้ไม่มีความอาลัยในอัตตภาพร่างกายนี้ ย่อมชื่อว่า มีนิพพาน เป็นอารมณ์

จูฬสาโรปมสูตร
อุปมานักบวชกับผู้แสวงหาแก่นไม้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อปิงคลโกจฉะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่ท่านพระโคดม สมณพราหมณ์พวกนี้ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิชนเป็นอันมาก
สมมติว่าเป็นคนดี คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะสัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร
พวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนๆ หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่ง.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลย พราหมณ์ ข้อที่ว่าพวกนั้นทั้งหมดรู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนๆ
หรือทุกคนไม่รู้ยิ่งเลย หรือว่าบางพวกรู้ยิ่ง บางพวกไม่รู้ยิ่งนั้น จงงดไว้เถิด

เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น จงกระทำไว้ในใจให้ดี
เราจักกล่าว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.

[๓๕๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น
บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่

เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย
ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา

หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น
บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่

เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย
ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา.

หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น

บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น
และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา.

หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่น ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น

บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น
และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา.

หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั้นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น.

บุรุษผู้มีจักษุ เห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
บุรุษผู้เจริญนี้ รู้จักแก่น รู้จักกระพี้ รู้จักเปลือก รู้จักสะเก็ด รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น

บุรุษผู้เจริญนี้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั่นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น
และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขาจักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด.

[๓๕๕] ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า
เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว
ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.
เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น.

เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม
ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.

เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า
เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่ปรากฏ [หรือมีคนรู้จักน้อย] มีศักดาน้อย.

อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย

เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย
ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น

และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด.
ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น

[๓๕๖] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า
เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสท่วมทับแล้ว
ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.
เขาบวชอย่างนี้แล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น.

เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม
ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.

เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น
เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น.

เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.

เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ.
เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม แล้วด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น.

เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า
เรามีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม.

อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่าความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย.

เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก
ไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น

และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด.
ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๗] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า
เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสท่วมทับแล้ว
ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุด แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.

เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น.
เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น.

อนึ่งเขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.

เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ.
เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม.
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.
เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.

เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น
เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า

เรามีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิดแล้ว.

เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่าความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น
ทั้งเป็นผู้ประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย.

เปรียบเหมือนบุรุษนั้นที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ไปเสีย
ถากเอาเปลือกถือไป สำคัญว่าแก่น

และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาฉันใด.
ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๘] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า
เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสท่วมทับแล้ว
ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.

เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น
เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.
เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น
แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม.

เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น
เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย

เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.
เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม.
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.
เขาย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ.

เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม
ด้วยญาณทัสสนะอันนั้น.

เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า
เรารู้ เราเห็น ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่รู้ไม่เห็นอยู่.

อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่าญาณทัสสนะนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย.

เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นไปเสีย ถากเอากระพี้ถือไป สำคัญว่าแก่น

และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด.
ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น.

[๓๕๙] ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยคิดว่า
เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว
ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า
ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.
เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้เกิดขึ้น.

เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.
เขาย่อมยังความถึงพร้อม แห่งศีลให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.
เขาย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิดพยายาม เพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น
ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย
เขาย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยญาณทัสสนะนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม.
เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะญาณทัสสนะอันนั้น.

อนึ่ง เขายังฉันทะให้เกิด พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นยิ่งกว่า
และประณีตกว่า ญาณทัสสนะนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อถอย.

ดูกรพราหมณ์ ก็ธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า ญาณทัสสนะเป็นไฉน?

ภิกษุในพระศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่.
แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่. แม้ธรรมข้อนี้ ก็
ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข.
แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับ
โสมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
ญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป
เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา ภิกษุย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า
อากาศหาที่สุดมิได้. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุ
วิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและ
ประณีตกว่าญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อมบรรลุ
อากิญจัญญายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า น้อยหนึ่งไม่มี. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
ญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อม
บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน. แม้ธรรมข้อนี้ ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ.
อีกข้อหนึ่ง เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุย่อม
บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ. เพราะเห็นด้วยปัญญาของเธอ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. แม้ธรรมข้อนี้
ก็ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ. ดูกรพราหมณ์ ธรรมเหล่านี้แล ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
ญาณทัสสนะ.
เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้นที่มีความต้องการแก่น แสวงหาแก่น เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ตัดเอาแก่นนั้นแหละถือไป รู้อยู่ว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้
แก่นของเขา จักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด. ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมา
ฉันนั้น

[๓๖๐] ดูกรพราหมณ์ ดังพรรณนามาฉะนี้ พรหมจรรย์จึง
มิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์
มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์
มิใช่มีความถึงพร้อมสมาธิเป็นอานิสงส์
มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบ
เป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด.

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ปิงคลโกจฉพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉันใด
ธรรมที่พระองค์ทรงประกาศแล้วโดยอเนกปริยาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระองค์กับพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ

ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า
เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=6505&Z=6695

จิตใต้สำนึก-จิตเหนือสำนึก

จิตใต้สำนึก คือ เหตุจาก มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้ ภพชาติของการเกิดทั้งปัจจุบันชาติ
และการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ยาวนาน

 

จิตเหนือสำนึก เป็นจิตที่ถูกฝึกมาในระดับหนึ่ง

เป็นเหตุให้ ภพชาติของการเกิดทั้งปัจจุบันชาติ
และการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร สั้นลง

ปรุงแต่ง

สิ่งใดเกิดขึ้น แล้วเกินจาก รู้

คือ รู้ว่า มีสิ่งเกิดขึ้น

เกินจากรู้ คือ เกินจาก รู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น

 

ลักษณะเกินจากรู้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ต้องเป็นอย่างงั้น อย่างงี้

ล้วนเกินจากรู้ คือ การปรุงแต่ง ที่เกิดขึ้นจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่

 

รู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น เมื่อเกินจากรู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น

จะเกิด หรือ จะดับเหตุของการเกิด ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เกินจากรู้

ฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกที่จะหยุดแค่รู้ ฝึกเพื่อที่จะละ ละสิ่งปรุงแต่งที่มีอยู่

 

ถ้าคิดว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น คือ บททดสอบ

เมื่อคิดแบบนั้น พยายามที่จะดู พยายามที่จะรู้ พยายามที่จะหยุด

ยังดีกว่า คิดว่า รู้ แต่ไม่ยอมหยุด

 

ถ้าคิดว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อคิดแบบนั้น ย่อมพยายามที่จะหยุด มากกว่า ไม่ยอมหยุด

รีไซเคิล

เสื้อผ้าเก่าๆ ถุงเท้าเก่าๆ กางเกงเก่าๆ นำมาใช้งานต่อได้อีก

กางเกงทำงานของเจ้านาย บางตัว ขาลอย เลาะขาออกมาเย็บใหม่ บางครั้งมีรอยเลาะปรากฏชัด ก็นำมาตัดเป็นขาสั้น เอาไว้ใส่ที่บ้านยาย

 

 

บางตัว ตรงก้น ผ้าฉีกขาด  ตัดเป็นขาสั้น นำส่วนขามาปะที่ก้นด้านใน เป็นกางเกงใส่อยู่บ้านได้

 

บางตัว เอวเล็ก ตัดเป็นขาสั้น ขยายเอวด้านข้างออก ทำเป็นกางเกงใส่อยู่บ้านได้

 

เสื้อยืด ที่ไม่ใช้แล้ว ตัดแขนออก ตัวเสื้อนำมาตัดแบ่ง แยกออกเป็นสองชิ้น ทำเป็นผ้าเช็ดมือ ผ้าขี้ริ้ว ผ้าเช็ดเท้า

ส่วนแขนที่ตัดออก ตัดรอยเย็บด้านข้างออก ทำเป็นผ้าชิ้นเดียว เอาไว้เช็ดหัวเตา เช็ดโต๊ะได้

ถุงเท้ายืดๆ เก่าจนใช้งานไม่ได้แล้ว นำมาตัดแผ่ออก เป็นชิ้นใหญ่ แล้วนำไปเย็บติดกับถุงเท้าข้างอื่น

ทำเป็นผ้าถูพื้น เช็ดเก็บฝุ่นได้ดีมากๆ

Previous Older Entries

ตุลาคม 2013
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: