ฝัน

ฝันครั้งที่แล้ว รอบๆตัว มีแต่น้ำ ยกเว้นตรงที่ตัวเองยืน ไม่มีน้ำ
จึงบอกไปว่า แฮปปี้แลนด์ น้ำไม่ท่วม

ฝันครั้งนี้ ในฝัน วลัยพรเดินทางออกไปช่วยชาวบ้าน

ฝันแบบนี้ กรุงเทพฯ น้ำไม่ท่วม

ต่างจังหวัด ค่อนข้างหนัก แต่ไม่หนักแบบปีที่แล้ว

 

 

ฝันเรื่องเดิมๆ แต่เปลี่ยนสถานที่

ช่วงนี้ฝันเรื่องเดิมๆ ไปกับคนไม่รู้จัก แต่ในสถานะนั้น เป็นเพื่อนกัน ไปกันเป็นกลุ่ม ภาพที่ปรากฏ เป็นภาพขาวดำ

เป็นการเดินทางค่อนข้างลำบาก ล่องแก่ง เดินทางทางเรือ เจอความลำบากมากมาย หลายๆคน หายไปหมด เหลือเดินทางอยู่คนเดียว

บางครั้ง ไปในสถานที่ ที่ไม่รู้จัก ส่วนมาก ไปช่วยเขา ทั้งๆที่ ไม่รู้จักกัน

ห้องน้ำในฝัน ค่อนข้างกันดารมาก สกปรก ร้าง เหมือนถูกทิ้ง ขาดการดูแล

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะรีบไปทำบุญห้องน้ำ และไปทำความสะอาดห้องน้ำตามวัดทันที

ตอนนี้ไม่นะ ไม่ทำแบบนั้น แค่รู้ว่า ฝัน การตีความหมาย จะตีความว่า ต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย

ห้องน้ำสกปรก หมายถึงใจ ที่ยังต้องขัดล้าง

โฆษณา

นิพพาน

๖ ตค.ค๖

 
เมื่อคืน ฝันว่าไปสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ๆ ไม่มีตัวตนปรากฏ มีแต่ความว่างเปล่า สื่อสารกันทางจิต

ในฝัน กำลังพูดให้ใครฟังก็ไม่รู้ เป็นการถามตอบเรื่อง นิพพาน
ภาษาที่สื่อสาร เป็นภาษาบาลี

ประมาณว่า ทางอนิจจา เรียกว่าอะไร มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน

ทางทุกขัง ทางอนัตตา ก็เช่นเดียวกัน

ในฝัน วลัยพรพูดบาลีได้คล่องแคล่ว

ทั้งที่ในชีวิตตามความเป็นจริง ภาษาบาลี ไม่กระดิกหู ถ้าไม่มีคำแปลไว้ ก็ไม่รู้เรื่อง

 

เคยนำพุทธวจนะ ลงไว้แล้ว เอาไว้จะนำมาแนบอีกที

น่ากลัวมาก

ที่บ้านน้อง ต่างจังหวัด ทั้งสองที่ น่ากลัวมาก
โดยเฉพาะ บ้านที่อยู่ใกล้หนองตะเคียน

เวลาไปค้างบ้านนี้ ขนหัวลุกทุกครั้ง
เพราะ เวลานอน มาละ เสียงหมาหอนตรึม

แป๊บเดียว เห็นหน้าหลายหน้า ไม่มีตัว มีแต่หัว
เอาหน้ามาจ่อที่มุ้ง

ส่วนบ้านน้องสาวอีกหลัง
บ้านหลังนี้ ไม่น่ากลัวเท่าบ้านหลังแรก

แต่รำคาญเวลานอน
เพราะมีกุมารทองหวงบ้าน ชอบออกมากร่างกับวลัยพร

แถมมีน้องหมาจอมแสบ นังเป๊กกี้ จอมหวงบ้าน
มานั่งเฝ้าตรงที่วลัยพรนอน

จะเข้าห้องน้ำ จอมแสบจะคอยฮื่แฮ่ใส่
ประมาณว่า แกลงมา ฉันกัดแน่

ถึงไม่ชอบกลับบ้านที่สัตหีบ
ที่สำคัญ อาการภูมิแพ้ขนสัตว์(ขนหมา) จะกำเริบทุกครั้ง

เพราะเหตุนี้แหละ ไปแล้ว ไม่เคยได้นอนสบาย
แถมกลับมาแล้ว ป่วยอีกต่างหาก

 

 

คนเห็นผี

บางคนถามว่า เวลาวลัยพรพบเจอ หรือเห็นวิญญาณ(ผี)
มีลักษณะเหมือนในหนังไหม?

วิญญาณ(ผี) ที่วลัยพรพบเจอนั้น มีรูปร่างหน้าตา เหมือนคนปกติ
ยกเว้นเปรต จะมีลักษณะพิเศษแยกออกไป

ถ้าเป็นวิญญาณทั่วไป เช่น นางไม้ เทวดา หรือวิญญาณอื่นๆ
จะแตกต่างกันตรง เครื่องแต่งกาย แต่หน้าตาปกติเหมือนคน

ผิดกับบางคน จะเจอรูปวิญญาณที่แตกต่างออกไป

ไม่ชอบไปค้างที่อื่น

ปกติแล้ว ไม่ชอบไปค้างที่อื่น เพราะไม่ว่าจะไปค้างที่ไหน
จะเจอวิญญาณในสถานที่นั้นๆ ทำให้ไม่ชอบไปค้างที่อื่น
เพราะเหตุนี้ คือ ไม่อยากรับรู้อะไร

กระแส

วิญญาณสามารถส่งกระแสจิต ให้อีกฝ่ายรับรู้ได้
หากอีกฝ่าย จิตมีลักษณะเปิด คือ สามารถจูนเข้าหากันได้

ฉะนั้น เรื่อวิญญาณหรือผี ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
คนนี่แหละ น่ากลัวกว่าเยอะ

ภูมิแพ้ ลำบากนะ

เป็นคนแพ้ฝุ่น หากที่นอนมีฝุ่น จะนอนไม่ค่อยได้ คันคะเย่อทั้งตัว
ต้องลุกอาบน้ำกลางดึก นอนได้สักพัก คันตามตัวอีกแล้ว
บางครั้ง ต้องเปลี่ยนผ้าปูใหม่หมด ถึงจะนอนได้

ที่นอน ต้องสะอาด และเกลี้ยงจริงๆ
หากมีทรายสักเม็ด เวลานอนจะรู้เลย

ฉะนั้น จึงไม่ชอบค้างที่อื่น เพราะนอนลำบาก

หัวใจเต้นแรง

ร็อคแอนด์โรล

ที แรงขนาดแท้ แทบจะกระเด็นกระดอน ออกมานอกอก

เวลานอน

การเต้นแรงๆ ของชีพจรตามจุดต่างๆของร่างกาย ทั้งการเต้นของหัวใจ เริ่มเบาลง(เสียงกับการสั่นสะเทือน)

อาการที่เคยเกิดเวลากลางคืน ตอนนี้ มาเกิดเวลากลางวันแทน

ก็ดีนะ

มีบ้าง ที่ยังไปข้องเกี่ยวในบางเรื่อง(นอกตัว)

เมื่อเห็นผลสะท้อนกลับมา ทำให้เกิดการปล่ยวางได้มากขึ้น

การข้องเกี่ยวเรื่องนอกตัว ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด

ทุกสรรพสิ่ง ย่อมมีความเป็นไป ตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น
จิตที่ยังถูกอวิชชาห่อหุ้มอยู่ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

ตราบนั้น เหตุของการสร้างเหตุของเกิด ย่อมมีอยู่
วลัยพร ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ รู้ทัน หยุดได้ทันมากขึ้น

คือ หยุดได้ทัน เหตุสั้นลง แทนที่จะยืดเยื้อ
เพราะ มองแล้ว เห็นแต่เหตุของการเกิด

นอกตัว แก้ไม่ได้ ดับแทนกันไม่ได้
แก้ที่ตัวเอง ดับที่ตัวเอง จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ยิ่งปล่อย ยิ่งสบาย
นิวรณ์ไม่มี จิตย่อมตั้งมั่นเนืองๆ

การสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อก่อน ยังรู้ไม่ค่อยทัน ทุกครั้งที่มีการสร้างเหตุออกไป
มักกลับมาทบทวนอยู่เนืองๆ

ทบทวนแล้ว เห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ผู้อื่น
หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง

เราน่ะรู้ เราย่อมหยุดมากกว่าคิดทำต่อ
ผิดกับคนที่ไม่รู้ เมื่อเจอเหตุใหม่ ย่อมหลงสร้างให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

เมื่อเห็นเหตุที่เกิดขึ้นเช่นนี้เนืองๆ
จิตจึงเกิดการปล่อยวางมากขึ้น น้อยครั้งมาก ที่จะไปยุ่งนอกตัว

บางครั้ง กับสิ่งที่ยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่
เมื่อเห็นผลกระทบกลับมา ใจนี้ ไม่คิดจะข้องเกี่ยวอีกเลย

เป็นเหตุให้ นับวัน เดินไปข้างหน้า ไม่มีมองซ้าย มองขวา
ไม่มีการเหลียวหันกลับไปมองด้านหลัง

อะไรๆที่ยังมีพะรุงพะรังอยู่
จับโยนทิ้งออกไปเรื่อยๆ

ยิ่งเดิน ยิ่งเบาสบาย
เบาทั้งกาย สบายทั้งใจ

เหตุเพราะเห็น ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด
จิตจึงมีแต่ความเบื่อหน่าย เป็นเหตุให้ เกิดการปรารภความเพียรมากขึ้น

 

รู้สึกดีนะ 

ปล่อยให้ทุกสิ่ง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย
เพราะเมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ เขาเหล่านั้น รู้ชัดด้วยตัวเอง

รู้ชัดในทุกข์

รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์

รู้ชัดในความดับทุกข์

รู้ชัดในวิธีการปฏิบัติ การดับเหตุแห่งทุกข์
คือ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และ การดับเหตุของการเกิด การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

โสดาบัน มีสามีเป็นพรานล่าเนื้อ(นายพรานกุกกุฏมิตร)

คติของผู้ไม่เห็นสัจจะไม่แน่นอน

นางยังเป็นเด็กหญิงเทียว บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
ก็ชื่อว่าปฏิสนธิของสัตว์ผู้ยังไม่เห็นสัจจะ เป็นภาระหนัก
เพราะฉะนั้น สามีของนางจึงเวียนกลับไปเกิดในสกุลพรานเนื้อ.

ความสิเนหาในก่อนได้ครอบงำธิดาของเศรษฐี
พร้อมกับการเห็นนายพรานกุกกุฏมิตรนั้นแล.

จริงอยู่ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสคำนี้ไว้ว่า

ความรักนั้น ย่อมเกิด เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ อย่างนี้ คือ

เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑

ดุจดอกบัวเกิดในน้ำ (เพราะอาศัยเปือกตมและน้ำ) ฉะนั้น.

ธิดาของเศรษฐีนั้นได้ไปสู่ตระกูลของพรานเนื้อ เพราะความสิเนหาในปางก่อน
แม้พวกบุตรของนางก็จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในท้องของนางนั่นแล.

แม้เหล่าสะใภ้ของนางบังเกิดในที่นั้นๆ เจริญวัยแล้ว
ได้ไปสู่เรือนของชนเหล่านั้นนั่นแหละ.

ชนเหล่านั้นทั้งหมดปฏิบัติเจดีย์ในกาลนั้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว
จึงได้บรรลุโสดาปัตติผล ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น ดังนี้แล.

เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร จบ.

 

 

หมายเหตุ:

บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ถึงแม้ภพชาติการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร สั้นลงก็ตาม

ก็ชื่อว่าปฏิสนธิของสัตว์ ผู้ยังไม่เห็นสัจจะ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=8

อยู่ง่าย กินง่าย

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำให้เป็นคนรู้จักจับจ่ายใช้สอย
รู้จักใช้เงินคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ทำให้เป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย

เมื่อก่อน ชอบซื้อปลาทู เพราะชอบกินน้ำพริกกะปิกับปลาทู
บางวันปลาทูเหลือ ยิ่งถ้าเจ้านายเบื่อด้วย
บางครั้งปลาทูที่ย่างไว้แล้ว ต้องทิ้งไป เพราะลืมกินกัน

วันนี้ มื้อกลางวัน เป็นข้าวสวยกับน้ำพริกกะปิและปลาทูน่ากระป๋อง
เป็นปลาทูน่ากระป๋อง ที่มีไว้ทำขนมปังให้เจ้านายในมื้อเช้า

นำมาดัดแปลงเอาเอง กินข้าวหมดแล้ว ยังไม่อิ่ม ไม่อยากอุ่นข้าวเพิ่ม
นำขนมปังมา ทาด้วยน้ำพริกกะปิ ใส่เนื้อปลาทูน่า กินพร้อมผัก
กินแทนข้าวต่อ อร่อยจริงๆ

จิตคิดพิจรณาตลอด

เวลาไปเดินซื้อของ ไม่ว่าจะหยิบจะจับ หรือคิดจะซื้ออะไร
พอหยิบของขึ้นมา จิตจะคิดพิจรณาหาเหตุหาผล มาหักล้างในการซื้อทุกครั้ง

เช่น อยากซื้อหม้อสแตนเลส ของม้าลายเพิ่ม
เหตุเพราะ จะโละหม้อใบเล็กของเก่า ที่เป็นสแตนเลสอย่างบาง คือ จะเลิกใช้
(หม้อใบเล็ก เอาไว้อุ่นกับข้าว)

ที่เป็นแบบนี้ เพราะไปอ่านคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาประกอบ
อ่านเสร็จ อยากจะโละหม้อสแตนเลสโนเนม ที่เคยซื้อมาใช้

พอหยิบของปั๊บ จิตคิดทันที ซื้อทำไม ที่ห้องมีหม้อเยอะแยะ
จิตอีกตัวตอบว่า ไม่อยากใช้หม้อแบบนั้น นึกถึงผลกระทบที่ได้รับ

จิตอีกตัวบอกว่า ดูตัวอย่างชาวบ้าน ตามบ้านนอกสิ
เขาใช้หม้ออะลุมมิเนียมธรรมดากัน หม้อบุบๆบี้ๆ เขาก็ยังใช้ ไม่ทิ้งกัน

คนเรา ถ้าจะป่วย ไม่ใช่เพราะจากหม้ออย่างเดียวหรอก
ถ้าเป็นเพราะหม้อ ป่านนี้ คนคงเลิกใช้หม้อราคาถูกกันแล้ว

อีกอย่าง ที่ห้องก็มีหม้อควีนฯของแอมเวย์ตั้ง ๓ ใบ
หม้อสแตนเลสของม้าลาย ก็มีตั้ง ๖ ใบ จะซื้อทำไมอีก

นอกจากเรื่องหม้อแล้ว
แม้กระทั่งของอื่นๆ หยิบมาคิดจะซื้อ
จิตจะปุจฉา-วิสัชนากันเองตลอด ให้เห็นว่า มีความจำเป็นแค่ไหน ในการซื้อ
สุดท้าย ใช้จ่ายน้อยลง หยิบอะไรมา จับคืนที่เกือบหมด จะซื้อเฉพาะที่จำเป็น

Previous Older Entries

ตุลาคม 2013
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: