การกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

การดำเนินชีวิต เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์ 

มีเพียงสองสิ่ง คือ

ที่อยู่อาศัย และอาหารการกิน พอประมาณ

ที่ต้องการเกินจากนั้น เกิดจากตัณหา ความทะยานอยากที่ยังมีอยู่

การฝึกเพื่อละ มีแต่การสละออก
ตัณหาความทะยานอยากที่มีอยู่ จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เหตุเพราะ การมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ทันมากขึ้น

 

การทำความเพียร เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

มีเพียงสองสิ่ง คือ

การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน(ผัสะ)
ได้แก่ การใช้อุบาย ในการดับผัสสะ(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)

การดับเหตุของการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร
ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ(การทำความเพียรต่อเนื่อง)

โฆษณา

อุบายในการดับผัสสะ

สังขาร

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนา หกเหล่านี้ คือ สัญเจตนาในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฎฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

ความหมายของคำว่า “สังขาร”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สังขารทั้งหลาย” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร.

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งอะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป ?

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นรูป,
ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา,
ย่อมปรุงแต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา,
ย่อมปรุงแต่งสังขารให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสังขาร,
และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นวิญญาณ.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนาหกเหล่านี้ คือ สัญเจตนาในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฏฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.

ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ;
ความดับไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ;

อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย,
ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
– ขนฺธ.สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

[๔๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่
เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๔๖๕] พ. เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่
ไกลหรือในที่ใกล้ รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่าง
นี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่
เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต
อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความ
เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ (อีก ๒๔
สูตรเหมือนในวรรคที่ ๒)

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 557&Z=5632

ฝึกเพื่อละ

การสนทนา หลายๆคนมีแง่มุมองแตกต่างกันไป
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

คำสนทนาที่มีต่อกัน ถ้อยคำหรือตัวอักษรนั้นๆ อาจก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา
ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

การสนทนา หากมีการเหตุของการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
เช่น เราว่าเขา เขาย่อมว่าเรา เป็นธรรมดา

ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ในความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ก็ตาม
หากมีสติรู้อยู่ จะเกิดความเป็นกลางในสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น

คำพูดหรือตัวอักษร จะมีความเป็นกลางมากขึ้น
คือ ไม่นำ เขา-เรา เข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกัน
อีกฝ่าย ย่อมนำสิ่งที่คิดว่า ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น นำมาแสดง

หากยังมีการพลาดพลั้งในการสร้างเหตุออกไป มีเขา-เรา
มีว่าเขา เขาย่อมว่าเรากลับมา

เมื่อมีสติรู้ทัน ใจย่อมเกิดการปล่อยวาง
ไม่เกาะเกี่ยวถึงขั้นนำมาสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีก
จะทำให้เกิดการสำรวม สังวรระวัง ในการสนทนามากขึ้น

ตุลาคม 2013
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: