เบื่อจังฮู้

เช้ามา ก็ต้องลุก

มืดมา ก็ต้องนอน

ถึงเวลา ก็ต้องกิน ถ้าไม่กิน ก็ปวดท้อง ต้องกินทั้งๆที่ไม่หิว

มีแต่เรียนรู้ กว่าร่างกายจะเข้าที่เข้าทาง กว่าจะปกติ

แรกเริ่ม ความรู้สึกรำคาญมาก่อน
พอเคยชิน ความรำคาญจะหายไปเอง

เมื่อก่อน เริ่มรู้ชัดตามจุดชีพจรที่เต้น
ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

แรกรู้ รู้สึกรำคาญมากๆ ไม่ต้องหลับต้องนอนกัน

มาวันนี้ ถึงจะรู้ แต่ไม่รำคาญ เหมือนเป็นเรื่องปกติ

ยังมีรำคาญอยู่ คือ การเต้นของชีพจรข้างหู รู้ว่าเต้น ไม่เท่าไหร่

เสียงที่ดังก้องอยู่ในหู บางครั้งดังมากจนทำให้รำคาญ ต้องเอานิ้วกดจุดชีพจรไว้

ชีวิตทั้งชีวิต มีแต่การเรียนรู้จริงๆ
นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ ทุกๆขณะ ผัสสะที่เกิดขึ้น

ที่เกินจากนั้น ว่านั่นว่านี่
ล้วนเกิดจากอวิชชาที่มีอยู่

หากแค่รู้ไปเรื่อยๆ ที่ว่านั่น ว่านี่ จะหายไปเอง
เพราะเป็นเรื่องปกติ ธรรมด๊า ธรรมดาของสภาวะ ที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ที่สำคัญ คือ ทำยังไงก็ได้ ทำวิธีไหนก็ได้ ปฏิบัติแบบไหนก็ได้

เป็นวิธีที่ทำแล้ว สามารถทำให้ หยุดการสร้างเหตุนอกตัวได้ทัน

โฆษณา

ความรู้ชัด

การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ดีจังฮู้

ยิ่งปล่อย ยิ่งสบาย ไม่มีระคายเคือง
คือ ยังมีคิด แต่ไม่เข้าไปยุ่ง จึงไม่เกิดความระคายเคือง

ไม่ไปยุ่งนอกตัว ภายในย่อมสงบ
เพราะนิวรณ์ต่างๆ ระงับดับลงไปชั่วคราว ตามเหตุปัจจัย(ไม่ยุ่งนอกตัว)

ทุกสรรพสิ่ง เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้นแหละ

ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น อย่างนั้น อย่างนี้
ล้วนเกิดจากการนำความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร อย่างไร ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ ณ ปัจจุบันขณะ(ผัสสะ)

การดำเนินชีวิต เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

มีเพียงสองสิ่ง คือ

ที่อยู่อาศัย และอาหารการกิน พอประมาณ

ที่ต้องการเกินจากนั้น เกิดจากตัณหา ความทะยานอยากที่ยังมีอยู่

การฝึกเพื่อละ มีแต่การสละออก
ตัณหาความทะยานอยากที่มีอยู่ จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เหตุเพราะ การมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ทันมากขึ้น

การทำความเพียร เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

มีเพียงสองสิ่ง คือ

การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน(ผัสะ)
ได้แก่ การใช้อุบาย ในการดับผัสสะ(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)

การดับเหตุของการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร
ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔ สมาธิ(การทำความเพียรต่อเนื่อง)

สัญญา

สภาวะสัญญา คือ การเรียนรู้ปริยัติ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เป็นการเรียนรู้ทางจิต

ถ้ามีความอยาก หรือมีกิเลสแทรก จะไม่เห็นตามความเป็นจริง

ถ้าจิตสงบจากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ
มีสิ่งใดเกิดขึ้น สักแต่ว่ารู้ รู้ไปแบบปกติ สภาวะสัญญาจะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจัย

หลายวันมาแล้ว เคยเขียนไว้เกี่ยวกับความฝัน คำเรียกของนิพพานต่างๆ
เป็นคำสมมุติ ใช้ในการสื่อสารเรื่องสภาวะนิพพานที่เกิดขึ้น

รู้แค่ว่าฝัน ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เพียงบอกกับเจ้านายว่า เดี๋ยวได้มีอะไรให้รู้แน่

การที่จะรู้ชัดในสภาวะสัญญาต่างๆ(คำเรียก) ที่เกิดขึ้น
ต้องเคยมีประสพการณ์เกี่ยวกับสภาวะเหล่านั้นมาก่อน

สิ่งที่วลัยพรได้รู้ ได้เห็น เกิดจากการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก
ทุกคนถูกให้เรียนรู้สภาวะ โดยเรียนรู้จาก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งหมด

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คือ การเรียนรู้
เพราะไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุทาง มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
การดำเนินชีวิต จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้แล้ว จึงหยุด เริ่มต้นจากพยายาม ที่จะหยุด
จนกระทั่ง หยุดแบบปกติ โดยไม่ต้องคิดพยายามที่จะหยุด

รู้ที่ใจ จบลงที่ใจ

ตั้งแต่เกิดสภาวะความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ จิตมีคิดพิจรณาตลอด
บางสิ่ง เคยอ่านผ่านตา แต่นึกไม่ออกว่า เคยอ่านเจอที่ไหน
บางสิ่ง เคยเขียนไว้แล้ว แต่นึกไม่ออกว่า เคยเขียนไว้ตรงไหน

ไม่มีความพยายามที่จะคิดต่อ คิดแค่รู้ว่าคิด
รู้ดีว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้เอง

เส้นผมบังภูเขา ติดอยู่แค่ปลายจมูก
พอรู้ปั๊บ ถึงบางอ้อทันที

อ่อ … คำเรียกนี้ คือ ตรงนี้
นิพพาน ที่เกิดจากไตรลักษณ์ มาจากไหน
มาจากตรงนี้นี่เอง สภาวะที่เกิดขึ้น มีลักษณะแบบนี้ๆ

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่
จึงมีการนำไปสร้างเหตุของการเกิดกันต่อไป แทนที่จะแค่รู้
กลับนำไปเผยแผ่ ตั้งตนเป็นอาจารย์ ผลคือ ติดแหงกกันอยู่แค่นั้น

มีเหตุ ย่อมมีผล
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นเรื่องธรรมดา

วิโมกข์ ๓ อย่าง

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ คือ…

๑. ด้วยความเป็นใหญ่ บุคคลเมื่อมนสิการโดย

ความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์ย่อมเป็นใหญ่

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ย่อมเป็นใหญ่

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์ย่อมเป็นใหญ่

๒. ด้วยความตั้งมั่น บุคคลเมื่อมนสิการโดย

ความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง ย่อมตั้งจิตไว้มั่น ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมตั้งจิตไว้มั่น ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาย่อมตั้งจิตไว้มั่น ด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์

๓. ด้วยความน้อมจิตไป บุคคลเมื่อมนสิการโดย

ความเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมน้อมจิต ไปด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมย้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์

๔. ด้วยความนำออกไป บุคคลเมื่อมนสิการโดย

ความเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง ย่อมนำออกไปสู่นิพพานอันดับ
ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์

เมื่อมนสิการ โดยความทุกข์ ย่อมนำออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ
ด้วยสามารถแห่งอัปณิหิตวิโมกข์

เมื่อมนสิการ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ
ด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์

หมายเหตุ:

ทั้งหมดนี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังหยุดสร้างเหตุนอกตัว

สถานะ เศร้านิ กว่าจะรู้
ก็ยังดีที่ได้รู้ อย่างน้อยๆ มีประโยชน์ต่อผู้มีเหตุปัจจัยร่วมกัน
จะทำให้ไม่หลงสภาวะ ในความมีและความเป็นอะไรกัน

จริงๆแล้ว ในความเป็น ก็เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
ถึงจะเป็นโสดาบันบุคคล ยังไงก็ยังต้องเกิด จะเอาไปทำไม แค่รู้ก็พอแล้ว

ยิ่งถ้ารู้แล้วยึด การเกิดในวัฏฏสงสาร ถึงจะเกิดไม่เกิน ๗ ชาติ
ย่อมไม่พ้น ชาติ ขรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส
จะเอาความมีและความเป็นไปทำไม

การเกิดแห่งโลก คือการเกิดแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาท
ที่เกิดขึ้นในใจคนทุกคราวไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็การเกิดขึ้น (สมุทโย) แห่งโลก
เป็นอย่างไรเล่า(การเกิดขึ้นแห่งโลก เป็นอย่างนี้คือ 

เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย,
ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย,
จึงเกิดจักขุวิญญาณ;

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ
(จักษุ+รูป+จักษุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ, เพราะมี
ภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.

เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย,
จึงเกิดโสตวิญญาณ;

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา,
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
…ฯลฯ…
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน:
นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.

เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย,
ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย,
จึงเกิดฆานวิญญาน;

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ)
นั่นคือ ผัสสะ

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา…ฯลฯ…
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก

เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย,
ซึ่งรสทั้งหลาย
จึงเกิดชิวหาวิญญาณ;

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ)
นั่นคือผัสสะ

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;…ฯลฯ..
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ
โสกะปริเทวะทุกขะโมทนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก

เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ;
การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ)
นั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ;
…ฯลฯ… เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
ชรามรณะ โสกปริเทวะทุกขะโมมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก

เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย,
ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย,
จึงเกิดมโนวิญญาณ;

การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ)
นั่นคือผัสสะ;

เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปยาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน:
นี้คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เหล่านี้แล คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.

สูตรที่ ๔ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๐๘/๑๕๖,
ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ผัสสะที่เกิดขึ้น สิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
นั่นแหละคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ถ้ายังหยุด การสร้างเหตุยังไม่ได้
ภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ย่อมมีอยู่

อย่าเสียเวลา

พระพุทธเจ้า ทรงมีวิธีหรืออุบาย ในการสอนที่หลากหลาย

คำสอนทั้งหมด เป็นอุบาย
เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(ดับเหตุ แห่งทุกข์)
ได้แก่ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

เช่น ทำไมการโกรธ ผู้ที่ไม่โกรธตอบ
เป็นเรื่องของ ความพยาบาท

การทำร้าย ผู้ไม่ทำร้ายตอบ กรรมจึงหนักกว่าปกติ
เป็นเรื่องของ การสร้างเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร
จึงเป็น กรรมหนักเพราะเหตุนี้

ผิดกับผู้ที่ไม่โกรธตอบ และไม่ทำร้ายตอบ
เป็นการสร้างเเหตุ การดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน
ผลคือ ภพชาติการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร สั้นลง

 

อักโกสกสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=5185&Z=5246

กิเลส

ถ้าเป็นนายกิเลส ภพชาติการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ย่อมสั้นลง
เพราะรู้จักใช้กิเลสที่มีอยู่ ให้ถูกทางในการกระทำเพื่อ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ถ้าเป็นทาสกิเลส ภพชาติการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ย่อมเนิ่นนาน
เพราะ ถูกกิเลสครอบงำ บดบังสภาวะ ไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง

เมื่อไม่เห็น ย่อมเป็นเหตุปัจจัย ทำให้เกิดการสร้างเหตุ
ของการเกิดภพชาติใหม่ เกิดขึ้นเนืองๆ

ภพชาติการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร
จึงเนิ่นนานเพราะเหตุนี้

ไม่รู้กับรู้

แรกเริ่ม ไม่รู้ชัดสภาวะ(คิดว่ารู้) จึงสร้างเหตุของการเกิดเนืองๆ

เริ่มรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต (ถอยออกมาจากรู้)
เริ่มรู้รายะลเอียดข้อปลีกย่อย ของสภาวะต่างๆมากขึ้น

รู้ชัด(ทั้งภายในและภายนอก) รู้วิธีการดับเหตุ ของการเกิดมากขึ้น

รู้สึกตัวทั่วพร้อม(สักแต่ว่า) ทั้งหยุดตัวเองทันมากขึ้น และอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่อง

คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีแต่วิธีการสอน อยู่สองเรื่อง คือ

๑. การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

๒. การดับเหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

คำสอนที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งหมด เป็นอุบายในการสอนเรื่อง
การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และ การดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

“ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์เป็นไฉน นิพพานอันเป็นที่ดับ
เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ ฯ”

ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ไม่แตกต่างจากสภาวะอื่นๆ คือ เริ่มจากหยาบ จนกระทั่งละเอียด

เริ่มจากหยาบ ได้แก่ การรู้ชัดในสภาวะ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เริ่มรู้ชัดรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น คือ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ
รู้ชัดตามจุดชีพจรต่างๆในร่างกาย

รู้ชัดรายละเอียดมากขึ้นอีก คือ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน
จะมีสองสิ่งนี้เกิดขึ้นร่วมกัน คือ

สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ รู้ชัดภายในกายและจิตอัตโนมัติ
จิตจะรู้เองในการเต้นของหัวใจ และตามจุดชีพจรต่างๆของร่างกาย

นั่งอยู่หน้าจอแบบนี้ก็ยังรู้
ทั้งหัวใจเต้น ชีพจรที่เต้นตามจุดต่างๆของร่างกาย รู้หมด

เหตุนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร สติจึงเกิดทันเนืองๆ คือ
มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน(สิ่งที่กำลังจะทำ รู้ทันมากขึ้น)

เวลานอน จะพลิกตัว จะขยับตัว หรือเปลี่ยนอิริยาบท
จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นตลอด

พอรู้สึกตัว จะรู้ชัดถึง สมาธิที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

เหตุนี้ นอนก็เป็นสุข(สมาธิ)

จะลุกขึ้นในตอนเช้า ก็เป็นสุข(สมาธิ)

ความเบื่อหน่าย จึงเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

ชีวิตนี้ มีแค่นี้เองหนอ เกิด-ดับๆๆๆๆ

ยิ่งหยุด(ภายนอก) ยิ่งรู้ชัด(ภายใน)

ผลคือ รู้ชัดทั้งนอกและใน ได้แก่
เหตุของการเกิดและการดับเหตุของการเกิด

Previous Older Entries

ตุลาคม 2013
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: