ไม่พอใจ

เห็นความรู้สึก ไม่พอใจ ที่เกิดขึ้น จากสิ่งๆหนึ่ง

ฉันนั่งมองดูความรู้สึก หลายครั้งแล้ว กับสิ่งๆนี้

ถ้าฉันเจอ  จะพยายามไม่ยุ่งด้วย เพราะมีแต่เหตุไม่รู้จบ

เหตุของอวิชชาที่มีอยู่ จึงมีการสร้างเหตุของการเกิดภพชาติใหม่ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

โฆษณา

ค่อยๆดู ค่อยๆรู้

แรกๆ มองเห็นอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่า ควรทำอย่างไร

แค่รู้ว่า ยังมีอยู่ ยังเป็นอยู่

แก้ทีละจุด

ตรงไหนคือ เหตุปัจจัย ที่มีอยู่

เห็นแล้ว ยังทำให้ใจขุ่นอยู่ แค่รับรู้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เริ่มมองเห็น สิ่งที่เป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารใดๆ

เหตุของ การคาดเดา การคาดหวัง ที่มีอยู่

ย่อมคิดคาดเดาเอาเองว่า ต้องเกี่ยวกับตนอย่างแน่นอน
แล้วจะดับเหตุนั้น อย่างไรล่ะ

รู้จักหรือไม่รู้จักกัน เห็นหน้ากัน ไม่เห็นกัน
หากมีเหตุปัจจัยร่วมกัน ผัสสะนั้นๆ ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ธรรมใด ที่ไม่เกี่ยวกับ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์

เริ่มไม่สนใจมากขึ้น เพราะไม่ใช่ทางของ การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ คือ การเกิด

โดยเฉพาะเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ อภินิหารย์

มีแต่ การนำเรื่องของความอยากมี อยากเป็น มาล่อลวงผู้อื่น
มีแต่เหตุของความหลง ในสังสารวัฏฏ์

เห็นแล้ว เกิดความไม่ชอบใจ
เมื่อไม่เข้าไปข้องเกี่ยวเต็มตัว ใจเริ่มเบาลง

พอเจออีก ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวเต็มตัว ใจก็ยังขุ่น
ทำให้คิดว่า เมื่อไหร่จะเลิกสร้างเหตุของความหลงงมงาย

ทุกอย่างมีทางแก้ แค่ดู แค่รู้ ในสิ่งที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ของตนเอง
แล้วก็เจอทีละนิด วิธีแก้

ก็รู้นะว่า เรื่องนอกตัว แก้ไม่ได้
แก้ให้ถูกจุด คือ แก้ที่ตัวเอง เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ค่อยๆแก้ไปทีละจุด
ปิดตา คงทำได้ยาก ตราบใดที่ยังมองเห็นอยู่

ค่อยๆ ลบสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นใจออกไป
ลบออกไปเรื่อยๆ คงไว้เฉพาะกับสิ่งที่คิดว่า พอจะรับได้

หากยังเจออีก ค่อยๆลบออกไปอีก
ใจไม่ขุ่น นิวรณ์ย่อมไม่เกิด จิตย่อมตั่งมั่นเนืองๆ

[๑๒๘] ดูกรจุนทะ สติปัฏฐาน ๔ ประการ อันเราแสดงแล้ว บัญญัติ
แล้วอย่างนี้

เพื่อละ เพื่อก้าวล่วงซึ่งทิฐินิสัย อันประกอบด้วย ส่วนเบื้องต้นเหล่านี้ด้วย

ซึ่งทิฐินิสัยอันประกอบด้วย ส่วนเบื้องปลาย เหล่านี้ด้วย ๔ ประการ
เป็นไฉน

ดูกรจุนทะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

ดูกรจุนทะ สติปัฏฐาน ๔ ประการเหล่านี้ อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วอย่างนี้

เพื่อละ เพื่อก้าวล่วงซึ่งทิฐินิสัยอันประกอบด้วยส่วนเบื้องต้นเหล่านี้ด้วย ซึ่ง
ทิฐินิสัยอันประกอบด้วยส่วนเบื้องปลายเหล่านี้ด้วย ดังนี้แล ฯ

[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระอุปทานะผู้มีอายุ ยืนถวายอยู่งานพัด
พระผู้มีพระภาค ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ครั้งนั้นแล พระอุปทานะผู้มีอายุ ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้ น่าเลื่อมใสนัก พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้ น่าเลื่อมใสดีนัก พระเจ้าข้า ธรรมปริยายนี้มีนามว่ากระไร

พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ดูกรอุปทานะ เพราะฉะนั้นแล เธอจงทรงจำธรรมปริยายนี้ไว้เถิดว่า
“ปาสาทิกะ” ดังนี้เทียว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว พระอุปทานะผู้มีอายุ ยินดี
ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ดังนี้แล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=3020&w=%E0%B8_%E0%B8%B4%E0%B8_%E0%B8_%E0%B8%B2%E0%B8_%E0%B8_%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&pagebreak=1

รู้สึก รู้สึก รู้สึก

รู้สึก รู้สึก รู้สึก

เดิมๆ ซ้ำๆ

ถึงเวลา ที่เรียกว่า เช้า เช้ามาก็ต้องลุก

ถึงเวลา ก็ต้องทำงาน

ถึงเวลา ก็ต้องกิน

ถึงเวลา เข้าห้องน้ำ ก็ต้องเข้า

ถึงเวลานอน ก็ต้องนอน

ถึงเวลา ถึงเวลา ถึงเวลา รู้สึก รู้สึก รู้สึก

เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นสองตัวนี่ชัด โอ้ชีวิต มีแต่คำว่า ถึงเวลา กับ รู้สึก เท่านั้นเอง

ชีวิต ช่างน่าเบื่อซะจริงๆ

หายใจเข้า ก็เบื่อ

หายใจออก ก็เบื่อ

ถ้าไม่หายใจ ก็ต้องตาย

ตุลาคม 2013
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: