ไปปฏิบัติธรรม พระธรรมโมลี ๒ อาทิตย์

ไม่ยุ่ง ยิ่งสบาย

สภาวะมาแสดงให้เห็นเหตุและผลที่ได้รับตลอด ทำให้เกิดการระงับ ไม่ข้องเกี่ยวเรื่องนอกตัวมากขึ้น

ที่เห็นได้ชัด คือ หยุดได้ ยิ่งสบาย แถมไม่เป็นเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น หลงสร้างเหตุใหม่กับตนเอง เหตุจาก เหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่

สิ่งนอกตัว ที่ยังมีเหตุปัจจัยต่อกัน ไปแก้อะไร ไม่ได้หรอก

ที่แก้ได้คือ ตัวเราเอง แก้ที่ตัวเอง จากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

 

สภาวะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ธรรมะจัดสรรลงตัว ทั้งเรื่องภายในครอบครัว ไม่มีห่วงอะไร เสื้อผ้า รองเท้า ของใช้เจ้านาย มีพร้อมหมด

ไปสถานปฏิบัติธรรมพระธรรมโมลี ๒ อาทิตย์

โฆษณา

ดับ มากกว่าเกิด

ก็ยังมีอยู่บ้าง ในบางครั้ง ที่เห็นการพูดคุยเกี่ยวกับปริยัติ แม้กระทั่งสิ่งที่วลัยพรขีดเขียนลงไป

จากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน จะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อมองเห็นผลที่ตามมา คือ การใช้ถ้อยคำกระกระเทียบจากอีกฝ่าย ซึ่งมีหลายครั้ง ที่พบเจอจากบุคคลเดิม

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แว่บแรกคือ จะรู้สึกไม่พอใจทันที

ณ ปัจจุบัน สภาวะเปลี่ยนไปมากขึ้น จะเรียกว่า สติรู้ทันมากขึ้น หรืออยู่กับปัจจุบันทันมากขึ้น หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม

ที่แน่แท้ไม่แปรผัน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น คือ เราเป็นเหตุปัจจัย ให้ผู้อื่นนำมาสร้างเหตุต่อ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล ไม่ว่าจะรู้ หรือไม่รู้ ยังไงก้ต้องรับผล หากยังมีเหตุปัจจัยอยู่ และที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่อีก

เดี๋ยวนี้ นิ่งมากกว่าเมื่อก่อน ไม่มีการอธิบายอะไรเพิ่ม แค่ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัย ก็แค่ เรื่องนอกตัว ไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ ต้องแก้ที่ตัวเอง แก้ที่เหตุปัจจัยที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่

ยิ่งเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต เรื่องภายนอก มีเหตุปัจจัย ให้หยุดมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น

ไม่ว่าจะรู้อะไรสักแค่ไหน ถ้ารู้นั้นๆ ยังไม่สามารถนำมาสร้างเหตุ การดับเหตุการเกิดได้ รู้นั้นๆ สักแต่ว่ารู้เท่านั้นเอง

 

สิ่งที่วลัยพรเขียนลงไป บางคนอ่านแล้ว ไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้จักถาม แต่ดันพูดทำนองว่า เขียนประสาอะไร อ่านไม่รู้เรื่อง

แทนที่จะกล่าวโทษตัวเองว่า ดันอ่านไม่รู้เรื่อเอง และไม่รู้จักถามอีก กลับโยนขี้ให้คนอื่นแทน

ประมาณว่า มรึงน่ะแหละ เสือกเขียนแล้ว กรูอ่านไม่รู้เรื่อง

ทั้งๆที่ วลัยพรก็ไม่ได้พูด หรือโฆษณาชวนเชื่อว่า จงมาอ่านในสิ่งที่ฉันเขียน ถ้าเป็นทำนองนั้น ค่อยมาว่ากัน

ขอบคุณผีๆๆๆ

การที่จะให้วิญญาณหรือผีช่วย ตัวเราเอง ก็ต้องช่วยตัวเองด้วย ผีจึงจะช่วยได้ผล ไม่ใช่หวังแต่พึ่งผี แต่ไม่คิดช่วยตัวเอง

ทุกครั้ง ไม่ว่าจะไปค้างที่ไหน หรือไม่ค้างก็ตาม เมื่อได้ก้าวเหยียบเข้าไปสถานที่แห่งไหน จะมีสิ่งแรกที่ออกมาต้อนรับ คือ บรรดาคุณผีๆทั้งหลาย

ผีมีหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนในหนังไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน และเหตุปัจจัยที่มีกับผีนั้นด้วย

วิญญาณที่วลัยพรได้พบเจอ หน้าตาเหมือนคนปกติทุกอย่าง ไม่มีแลบลิ้นปลิ้นตา แหวกอก ห้อยหัวอะไรแบบนั้น

ส่วนเสื้อผ้าที่วิญญาณสวมใส่ ขึ้นอยู่กับว่า วิญญาณนั้น เป็นคนหรือเทวดา หรือรุกขเทวี รุกขเทวา เปรต ฯลฯ ล้วนมีสภาพแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยของเขาเหล่านั้น

หากรู้ความจริงในเรื่องผี หรือวิญญาณ จะรู้ว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแบบที่เคยเห็นในภาพยนต์

ขอบคุณมากๆๆ

มีหลายครั้ง ที่นึกถึงบรรดาคุณผีทั้งหลาย ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลวลัยพรมาตลอด ไม่ใช่เรื่องหวย แต่เกี่ยวกับเรื่องงานที่ทำ

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า เข้าทำงานเที่ยงคืน ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก จะมีมือที่มองไม่เห็น มาสะกิดบ้าง มีเสียงเรียก ที่ปราศจากตัวตนบ้าง

แม้กระทั่งทำกรรมฐาน หากก้มหมอบอยู่ ไม่อยากลุก ผู้ที่ปราศจากตัวตน จะมาช่วยทำให้ลุก โดยการสะกิดบ้าง เรียกบ้าง ถ้ายังไม่ลุก โดนผีด่าว่า ควาย ก็ยังเคยโดนมา

แม้กระทั่งงานที่เคยทำอยู่ ทำกันเป็นทีม ทีนี้แห่กันมาทำเยอะ เราก็คิดนะ เงินที่ได้ คงน้อยลง เพราะต้องแบ่งงานให้คนอื่นๆ

หลังทำกรรมฐานทุกครั้ง จะแผ่เมตตา กรวดน้ำตลอด ยิ่งให้ ยิ่งได้ ผีเข้ามาช่วยไล่แห่ ให้คนเหล่านั้นไปหมด จนเหลือตัวเองทำงานคนเดียว

อันนี้ฟังคนที่ออกไป เล่าให้ฟัง ประมาณว่า ว่างไม่ได้ทำอะไร ไปนอนที่โซฟา ขณะเคลิ้มๆ โดนผีนั่งทับ และบีบคอ

ส่วนอีกคน ฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงาน นอนตะแคงหน้า เจอผีบีบคอ

ส่วนอีกคน มีเหตุปัจจัยให้ไปเรียนต่อ

ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปตามเหตุปัจจัย มีทั้งหมด ๕ คน แยกออกไปจนเหลือ ๓ คน จึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ พวกนั้นกลัวผี เลยไม่ทำงานที่นี่อีก เหลือวลัยพรทำคนเดียว

มีตกใจบ้าง

ยังมีตกใจบ้างในบางครั้ง ที่เจอสิ่งเหล่านี้ ถ้าเป็นเสียง กลิ่น สัมผัส เป็นตัวตนปรากฏให้เห็น จะไม่ตกใจ ถ้าแว๊บมาแว๊บไปแบบนี้ บางครั้งทำให้ตกใจได้เหมือนกัน

บางครั้ง จะพูดไปตรงๆว่า อย่าทำแบบนี้ เพราะทำให้ตกใจ ก็หายไปพักหนึ่ง เดี่ยวมาอีกแล้ว

สอนผีทำกรรมฐาน

วิญญาณกับคน ไม่แตกต่างกัน หากมีเหตุปัจจัยร่วมกัน สอนให้ทำกรรมฐานได้

บ้านที่เคยเช่าอยู่กับวิลัย บ้านหลังนั้น แหล่งรวมวิญญาณ คนที่อยู่ได้ คือ คนที่ทำกรรมฐาน หากไม่ทำ เขาจะมาไล่แห่ ไม่ให้อยู่ หรือ มีเหตุให้ย้ายออกไป

เวลาทำกรรมฐานทุกครั้ง จะชวนผู้ไม่ปรากฏตน มาทำกรรมฐานด้วยกันทุกครั้ง เขาก็มาทำด้วย

น้องชาย คนนี้สนิทกัน ได้เสียชีวิตไปแล้ว ตอนไปงานศพ ชวนน้องมาอยู่ด้วยกัน จะรับรู้การมาของเขาได้ทางกลิ่น มีกลิ่นเฉพาะตัวเขา

สอนเขาทำกรรมฐาน ถ้าใครมาเห็น คงว่าบ้า พูดอยู่คนเดียว ได้ผลนะ น้องสาวอีกคน(มีสัมผัสเหมือนกัน) เล่าให้ฟังว่า ฝันเห็นน้องชายคนนี้ เข้าไปหาที่บ้าน แต่งชุดขาว

ตาของเจ้านาย ที่เสียชีวิตไปแล้ว ช่วงที่ยายเจ้านายไม่สบาย ได้ไปอยู่เป็นเพื่อนยาย ก็เจอนะ ทั้งตาและแม่เจ้านาย ตลอดวิญญาณอื่นๆที่อยู่ในบ้านหลังนั้น

ตาป่วยตาย ส่วนแม่คลอดเจ้านายได้ ๗ วัน ก็เสียชีวิต

เวลาทำกรรมฐานทุกครั้ง จะชวนตาและแม่ของเจ้านาย ทำกรรมฐานด้วยกัน แม่เจ้านายไม่สนใจ มีตาปฏิบัติตาม

วันที่กลับมากรุงเทพฯ ตาตามมาด้วย ปรากฏตัวให้เห็น แต่งชุดขาว เหมือนเวลาอยู่วัด ก็เล่าให้เจ้านายฟังว่า อานิสงส์ของตายังมีอยู่ แต่กับแม่เจ้านาย คงไม่ได้สร้างเหตุมาให้เชื่อกัน

การที่จะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ในแต่ละขณะๆ

แค่เล่าสู่กันฟังนะ เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถช่วยให้พ้นทุกข์ หรือทำให้หยุดการสร้างเหตุของการเกิดได้

แต่เกิดจาการมีเหตุปัจจัยร่วมกัน ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เหมือนคนปกติ

พุทธสุภาษิต

นะ ชัจจา วะสะโล โหติ นะ ชัจจา โหติ พราหมโณ
กัมมุนา วะสะโล โหติ กัมมุนา โหติ พราหมโณ,

บุลคลจะเป็นคนเลวหรือประเสริฐเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่
แต่เป็นคนเลว ก็เพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ,

 

นะ กะหาปะนะวัสเสนะ ติตติ กาเมสุ วิชชะติ
อัปปัสสาทา ทุกขา กามา อิติ วิญญายะ ปัณฑิโต,

แม้เงินตราจะหลั่งมาเหมือนห่าฝน หาทำให้ความอยากของคนเต็มเปี่ยมไม่
กามารมณ์ทั้งหลายให้มีความสุขน้อย แต่มีทุกข์มาก ผู้ฉลาดย่อมรู้แจ้งเรื่องนี้,

อะปิ ทิพเพสุ กาเมสุ ระติง โส นาธิคัจฉะติ
ตัณหะขะยะระโต โหติ สัมมาสัมพุทธะสาวะโก,

สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่มีความยินดีในกามารมณ์ทั้งหลาย
แม้ที่เป็นทิพย์ แต่ย่อมยินดีในความสิ้นไปแห่งตัณหา,

 

เย ฌานะปะสุตา ธีรา เนกขัมมูปะสะเม ระตา
เทวาปิ เตสัง ปิยะทะยันติ สัมพุทธานัง สะตีมะตัง,

นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ฝักใฝ่ในฌาน ยินดีในความสงบจากกิเลส
มีสติและตรัสรู้เองโดยชอบ ท่านเหล่านี้ แม้ทวยเทพย่อมชื่นชมฯ

 

ราคัญจะ โทสัญจะ ปะหายะ โมหัง สันทาละยิตวานะ สังโยชะนานิ
อะสันตะสัง ชีวิตตะสังขะยัมหิ เอโก จะเร ขัคคะวิสาณะกัปโป,

บัณฑิตละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว
ย่อมไม่หวาดเสียวในการสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉันนั้น,

สุขที่ละเอียด

ชีวิตที่มีความสุข

หยุดภายนอก(หยุดการสร้างเหตุนอกตัว) รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต

ทำแบบนี้ได้ ชีวิตจะมีความสุข

 

สภาวะแต่ละสภาวะ จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย สภาวะอุปกิเลส จะเนียนละเอียดมากขึ้น สภาวะละเอียดมากเท่าใด อุปกิเลส ยิ่งละเอียดเหมือนเงาตามตัว เกิดขึ้นประกบคู่กัน

เมื่อรู้วิธีรับมือและวิธีการปฏิบัติ

สภาวะทุกข์

เป็นสภาวะที่บีบคั้น บางครั้งสติไม่ทัน สร้างเหตุออกไปก็มี
เมื่อมีสติกลับมา รู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะเบื่อ

เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุข

มีสามสภาวะ คือ แบบหยาบ แบบกลาง แบบละเอียด

สภาวะสุขแบบหยาบ ได้แก่ อาศัยเหตุปัจจัยภายนอก เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุขแบบกลาง เป็นสุขที่เกิดจาก กำลังของสมาธิ เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุขแบบละเอียด เกิดจาก จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขแบบนี้ สภาวะไตรลัษณ์ จะไม่มีเกิดขึ้น แต่จะมีสภาวะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้นมาแทน

สภาวะสุขแบบละเอียด ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด ทำอะไรอยู่ก็ตาม ความสุข ความสงบ จากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต

แม้กระทั่งเวลานอนหลับ มักจะเกิดความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ ความสุข ความสงบ เกิดขึ้นเนืองๆ

ขณะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา จะรู้ชัด จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่

สภาวะสุข สงบแบบนี้ ถ้าสภาวะยังไม่มั่นคง อุปกิเลสจะเกิดขึ้นได้ จะติดกับอยู่กับความสุข แบบละเอียดนี้ เพราะไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน สุข สงบ มักเกิดขึ้นเนืองๆ จะขาดความขวนขวาย ในการปฏิบัติ

หากรู้เท่าทัน ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จิตจะมีแต่ความขวนขวายกับการปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ สภาวะการปฏิบัติ เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ทุกๆขณะ

การปฏิบัติ

เหตุปัจจัย สร้างมาไม่เหมือนกัน บางคนเริ่มต้นปฏิบัติแบบสบาย บางคนปฏิบัติด้วยความยากลำบาก บางคนปฏิบัติแบบ ลำบากบ้าง สบายบ้าง

แรกเริ่มของการปฏิบัติในวัยเด็ก เป็นการเริ่มต้นแบบสบายๆ ที่สบายเพราะไม่รู้ คือ ไม่รู้อะไรเลย ทั้งคำเรียก และเรื่องการปฏิบัติ

เริ่มต้นด้วยเตโชกสิณ ทำแบบง่ายๆ ใช้เทียนไข อาศัยแสงไฟจากเทียนไขในการทำกสิณ คือ เพ่งเปลวไฟ

เหตุปัจจัยที่มีอยู่ คือ สัญญาเก่า ของเคยทำมา จึงฝึกเตโชกสิณ ทำได้แบบง่ายดาย สภาวะที่เรียกว่า ฌาน(มิจฉาสมาธิ) จึงมีเกิดขึ้น ตั้งแต่เด็กๆ

เพราะสมาธิที่ฝึกมา เป็นเหตุปัจจัยให้เป็นคนมีจำแม่นยำ ในระยะสั้นๆ จึงทำให้เป็นเด็กเรียนเก่ง โดยไม่ต้องอ่านหนังสือแบบคนอื่นๆ

ด้วยกำลังของสมาธิ ทำให้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้วาระจิตคนอื่นๆ รู้เรื่องของคนอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถึงแม้ไม่เคยเจอกันมาก่อน หรือ ไม่รู้จักกันก็ตาม

เพียงแค่เห็นหน้ากัน เพียงแค่เห็นชื่อ ไม่เจอตัว เพียงแค่กล่าวถึง ไม่เจอตัว เพียงแค่ถูกตัว ภาพหรือเรื่องราวต่างๆ จะผุดขึ้นมาทันที

ดีนะ ที่สภาวะเหล่านี้ เกิดขึ้นในวัยเด็ก ทำให้รู้ว่า เป็นเรื่องปกติของจิตที่เป็นสมาธิ พอมาปฏิบัติ จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้มาก

เหตุที่ฝึกกสิณ ตอนนั้น อาพาไปเที่ยววัดเขาสุกิม หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม โยนหนังสือวิธีการฝึกกสิณให้ ท่านบอกว่า เอาไปทำเอง ก็รับมานะ บอกให้ทำ ก็ทำเท่านั้นเอง เพราะอยากรู้ อยากลอง

สมัยนั้น หลวงพ่อสมชาย ขึ้นชื่อในเรื่อง รู้หนอ

ไม่ยุ่ง

เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยยุ่งกับสภาวะของใคร หากมีเหตุปัจจัยที่จะต้องคุยกัน ก็จะได้คุย

บางครั้ง มีคนคิดว่า วลัยพรรู้วาระจิต เพราะเวลาที่ได้ติดต่อไป จะเป็นช่วงที่ เขาเหล่านั้น คิดถึงอยู่พอดี

เคยบอกกับทุกคน หลายครั้งแล้วว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย คือ ไม่อยากให้หลงงมงายกัน ในเรื่องการรู้วาระจิต

ก็ไม่ได้รู้หรอกว่า ใครเป็นอะไร ยังไง รู้แค่ว่า ควรติดต่อกลับไป ก็แค่นั้นเอง

เหมือนเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้รู้อะไรหรอก แค่พูดคุยด้วย จะรู้เรื่องเหล่านั้นเอง

ถ้าถามว่า รู้ได้ยังไง

ตอบได้ว่า ไม่รู้หรอก เป็นไปตามสภาวะเอง คนๆนั้น ติดขัดอะไรอยู่ หรือคิดอะไรอยู่เท่านั้นเอง ก็แนะนำเขาไป หรืออธิบายความของเรื่องนั้นๆ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ความวิเศษอันใด

เหนื่อยใจ

ถ้าเป็นเรื่องทางโลก เหตุที่ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ไม่มีอะไรมากหรอก แนะนำอะไรไป สภาวะนั้นๆ ก็กลับมาเกิดขึ้นที่ตัวเองหมด

แนะนำไปกี่คน ย้อนกลับมาครั้งเดียวแบบเหมาเข่ง ไม่ใช่เกิดทีละครั้ง จะไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ได้ยังไง และมีผลต่อการปฏิบัติด้วย เพราะเหตุนี้ จึงระวังมากขึ้น เกี่ยวกับการพูดคุย

ถ้าเป็นเรื่องการปฏิบัติ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะสภาวะที่คนนำมาถาม เจอมาหมดแล้ว และรู้ว่า ควรแนะนำยังไง

การแนะนำเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ในการปฏิบัติ ไม่มีอะไรมากหรอก หัวใจของการปฏิบัติคือ โยนิโสมนสิการ เป็นคำพูดที่ใช้ประจำ

ไม่ว่ามีสภาวะใดเกิดขึ้น แปลกประหลาด มหัศจรรย์ขนาดไหน แค่ดู แค่รู้ว่า มีสภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้นเท่านั้นเอง เพราะเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้น ของสมาธิ

แม้กระทั่งเรื่อง ญาณต่างๆ จะบอกว่า แค่รู้ได้ แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะเป็นเรื่องปกติของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ และมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น สภาวะเหล่านี้จึงเกิดขึ้น

หากจะยึด อยากยึด ยึดได้ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ วันใดรู้ชัดสภาวะทั้งหมด จิตจะเกิดการปล่อยวางลงไปเอง จะไม่มีคำว่า ได้อะไร เป็นอะไร

ทำนายตัวเองได้

เมื่อปฏิบัติถึงจุดๆหนึ่ง เป็นผู้ที่ไม่หวาดหลัวความตาย และสามารถทำนายตัวเองได้ว่า ตายแล้ว ไปไหน

เปลือก กระพี้ แก่น

สภาวะแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น ถ้าไม่รู้เท่าทัน สภาวะนั้นๆ สามารถทำให้ติดกับอยู่กับที่ได้ทันที จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ สภาวะนั้นๆ จะทำให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิด มากกว่า การดับเหตุของการเกิด

มีหลายครั้ง ที่อ่านเจอสภาวะของผู้อื่น เกี่ยวกับขณะจิตเป็นสมาธิบ้าง เกี่ยวกับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกายบ้าง

ที่อ่านเจอส่วนมาก คือ หลงสภาวะ คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วนำสิ่งที่คิดว่าได้ หรือเป็นนั้น นำไปสร้างเหตุนอกตัว(กับคนอื่นๆ) เพราะเคยผ่านมาแล้ว จึงเข้าใจ เหตุที่เกิดจาก อุปกิเลส

ผลตามมา จากบุคคลที่มีเหตุปัจจัยร่วมกันคือ อามิสบูชา คำสรรเสริญ เยินยอ เงินทองไหลมาเทมา มีเงินทำบุญมากมาย ทำให้ติดกับของสภาวะอุปกิเลส จบอยู่เพียงแค่นั้น

เวลานำมาพูด พูดแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ อวดอภินิหารย์บ้าง อวดเรื่องนรก สวรรค์บ้าง อวดเรื่อง อริยสัจ ๔ บ้าง อวดเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทบ้าง มีแต่เปลือกกับกระพี้ ที่หลงคิดว่า เป็นแก่น

แต่วิธีการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ วิธีการดับเหตุของ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร ที่เป็นแก่น กลับนำมาแสดงไม่ได้

หรือ เวลานำมาแสดง มีแต่ภาคปริยัติ การปฏิบัติที่ชี้ชัด ไม่ปรากฏ เพราะ รู้แค่ไหน ย่อมพูดได้แค่นั้น

พอมีเรื่องขึ้นมา แต่คำกล่าวทำนองว่า เพราะมรึงๆๆๆๆ นี่แหละเหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

หากรู้แล้ว จะไม่โทษนอกตัว มีแต่กล่าวโทษตนเอง เพราะ กรูๆๆๆๆ ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้ แค่รู้ แค่ยอมรับ สงบกาย วาจา ใจ เพราะกรู ก็ลดน้อยลง

แค่อยากพูด ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น เพราะใครเชื่อใคร ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีต่อกัน

หากไม่ได้สร้างเหตุมาให้เชื่อกัน ก็ไม่มีวันเชื่อกัน

มีส่วนร่วม

บางครั้ง อ่านเจออะไร ก็อยากมีส่วนร่วมบ้างนะ

แต่พอนึกถึงผลกระทบกลับมา(นิวรณ์) ซึ่งมีผลต่อสภาวะการดับเหตุของการเกิด ความอยากมีส่วนร่วม ก็หดเล็กลง

ก็เข้าทุกๆคน เห็นใจทุกๆคน แต่ อย่าว่ากันนะ คือ ก่อนจะรักคนอื่นได้ ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน เอาตัวเองให้รอดก่อน ถ้ารอดแล้ว ถึงจะช่วยคนอื่นๆได้

สำหรับผู้ที่ยังไม่รอด รักตัวเองแบบมะงุมมะงาหรา(เอาตัวเองเป็นใหญ่) พยายามที่จะช่วยคนอื่น อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยนะ เพราะมีเหตุปัจจัยร่วมกัน ผลจึงเป็นเช่นนั้น

บางครั้ง มีหลุดออกไปทางตัวหนังสือบ้าง พอคิดถึงผลกระทบที่กลับคืนมา ถ้าลบตรงไหนได้ จะลบทิ้ง ดีนะ แค่ตัวหนังสือ ยังลบทิ้งได้

ผิดกับการกระทำ ที่ก้าวล่วงออกไปแบบเต็มๆ ผลกระทบกลับมา ยิ่งกว่าทางตัวหนังสือ ขึ้นชื่อว่า เป็นการสร้างเหตุของการเกิด ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม หยุดได้น่ะดีที่สุด

วลัยพรก็ยังมีหลุดๆบ้างนะ

ฝันได้ ฝันดี

พักนี้ ฝันบ่อย แต่จำได้เป็นบางส่วน มีคนมารับ เป็นผู้ชาย พาไปที่แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่า

บางคืน ไปเที่ยวตามหมู่บ้าน มองไปทางไหน มีแต่ต้นไม้

เมื่อคืนก่อน ในฝัน ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน มีผู้หญิงมาทวงหนี้ เขาบอกว่า ติดหนี้เขา ซื้อสร้อยทอง แล้วยังไม่จ่ายเงิน เป็นเงิน ๒๐๐๐ บาท

แล้วยังได้บอกกับเขาไปว่า ทำไมแพงขนาดนี้ เขาบอกว่า ก็ไม่เคยจ่ายเลย คิดทบต้นทบดอก

พอรู้สึกตัว มานั่งทบทวน ไม่เคยหยิบยืมเงินใครซื้อทอง และ ไม่เคยผ่อนทอง เคยซื้อเหมือนกัน สร้อยทองหนักสองบาท แต่ใส่แล้ว คอเปื่อย ขายต่อเพื่อนไป หลังจากนั้น ไม่เคยซื้อ และไม่ชอบสะสมสิ่งเหล่านี้

สังเกตุหลายครั้งละ พอจะไปที่ไหน มักจะฝันล่วงหน้าเสมอ พอไปถึงสถานที่นั้นจริงๆ จะเหมือนในฝันเป๊ะๆ ทั้งๆที่ไม่เคยไปมาก่อน แปลกดีเหมือนกัน

เหมือนตอนที่ไปบ้านยายเจ้านาย มีงานศพที่บ้านหลังหนึ่ง เราเล่าให้เจ้านายฟัง พอไปที่นั่น ก็เจอบ้านหลังนั้นจริงๆ สภาพบ้านตรงกับในฝัน แม้กระทั่งวัด ที่นั่น ก็ตรงกับในฝัน

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2013
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: