เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ผู้ที่เจอสภาวะความตาย(สมุจเฉทประหาน) เมื่อหลุดออกมาจากสภาวะนั้นแล้ว

จะมีอาการแบบนี้ เหมือนกันหมดทุกคน คือ จิตทรงฌาน ได้แก่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เพราะไม่รู้ชัดในสภาวะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ไม่รู้ว่า หลังจากเจอสภาวะความตาย จะมีสภาวะใดเกิดขึ้นต่อ

สภาวะนี้ เหมือนตัวเอง เป็นหุ่นยนต์ อะไรที่มากระทบ กระเด้งออกหมด จิตเป็นอัตโนมัติ สิ่งที่มากระทบ เป็นความว่างเปล่าไปหมด ไม่มีอะไรเลย

จิตเป็นสมาธิตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด หรือ ทำอะไรอยู่ก็ตาม

สภาวะนี้ ถ้าขาดความรู้ชัดสภาวะ ทำให้หลงสภาวะได้ หลงคิดว่า เป็นพระอรหันต์

เหตุจาก อะไรกระทบมา ล้วนว่างเปล่า มองต้นไม้ มองคน เห็นแต่ความว่างเปล่า ไม่มีคำว่า ต้นไม้ ชาย หญิง ปรากฏ มีแต่ความว่างเปล่า ปรากฏขึ้นแทน

จนกว่า สภาวะปัจจเวกขณญาณ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริง ของกิเลส ที่ยังมีอยู่

เหตุที่สภาวะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำให้เห็นทุกสิ่งว่างเปล่า อะไรกระทบมา กระเด้งออกหมด อาการเหมือน คนหมดกิเลสแล้ว

ที่เป็นแบบนี้ เกิดจาก กำลังของสมาธิ ที่เกิดจากสภาวะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

กำลังสมาธิที่มีกำลังมาก จึงบดบังสภาวะ เป็นเหตุให้ ไม่สามารถ รู้ชัดในสภาวะตามความเป็นจริง ของกิเลส ที่มีอยู่ และเป็นอยู่

จนกว่า สภาวะปัจจเวกขณญาณเกิดขึ้น(สมาธิเสื่อม สมาธิหายไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือสักนิด)

เมื่อนั้น จึงจะรู้ชัดในสภาวะที่ตนยังมีอยู่ ตามความเป็นจริง

นี่เป็นตัวอย่างของของผู้ที่เจอสภาวะความตายมาแล้ว ๑ ครั้ง   จิตที่ทรงฌาน ได้แก่ สภาวะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังคงอยู่

ปัจจเวกขณญาณยังไม่เกิด สภาวะเลยเป็นแบบที่ท่านเล่ามาทั้งหมด

ดีนะ ที่ท่านนำมาเล่าตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เป็นเหตุให้ วลัยพร นำมาหยิบยกเป็นตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ว่า สิ่งที่วลัยพรเขียนๆมาตลอด

ยังมีผู้อื่น ที่มีสภาวะความตายเกิดขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นกับวลัยพร

 

ฟังไปเรื่อยๆ ฟังให้หมด ท่านพูดสภาวะ ลักาณะอาการที่เกิดขึ้น แบบเป๊ะๆ

วลัยพร เจอมาแล้ว จึงรู้ชัดในสภาวะที่ท่านนำมาอธิบาย

 

http://www.youtube.com/watch?v=YFUztvh6bPs&list=PL98F1054F04FFFAEA

โฆษณา

การกล่าวโทษกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงเกิดการพยาบาท อาฆาต จองเวรซึ่งกันและกัน

ฝ่ายที่ถูกกระทำ กับ ฝ่ายที่ลงมือกระทำ ใครผิด ใครเลวกว่ากัน

ทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครเลวกว่าใคร แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ที่กล่าวว่า ถูก ผิด ดี ชั่ว กุศล อกุศล บาป บุญ คุณ โทษ ล้วนเกิดจาก ความนำตัวตนที่มีอยู่(ตัวกู ของกู) ให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงมักกล่าวโทษนอกตัว เพราะ มรึงๆๆๆๆ มากกว่าที่จะกล่าวโทษตัวเองว่า เพราะกรูๆๆๆๆๆ

ถ้ารู้แล้ว จะไม่กล่าวโทษใคร มีแต่การกล่าวโทษตัวเอง เพราะเหตุอย่างนี้ๆๆๆๆ จึงมีผลเป็นเช่นนี้ แล้วกลับมาปรับเปลี่ยน แก้ไขตนเอง ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่(อวิชชา)

จะมีแต่ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รู้จักให้อภัยและขออโหสิกรรมต่อกัน ต่อความประมาท ความพลาดพลั้ง ที่มีต่อกัน มากกว่า กล่าวโทษกัน(ใส่ร้ายป้ายสี โยนขี้ให้คนอื่น)

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ

ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายของตนเห็นยาก

(ขุ.ธ. ๒๕/๔๘)

“โทษผู้อื่นเท่าภูเขา โทษของเราเท่าปลายเข็ม

ความปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก แตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่สร้างให้เกิดขึ้นใหม่

ชีวิตสงบ เหตุจาก การสร้างเหตุนอกตัว สั้นลง อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

สุข ที่เกิดจากสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ เหตุจาก การสร้างเหตุ หยุดนอก รู้ใน

สติ ความระลึกรู้ คือ รู้ตัวก่อน ที่จะลงมือกระทำ

สัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว คือ ความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

สมาธิ รู้ชัด คือ ขณะที่จิตจดจ่อ รู้อยู่กับกิจที่ทำอยู่

เป็นเหตุให้ เกิดความรู้ชัดลงในกิจที่กำลังทำอยู่

เป็นเหตุให้ สุข สงบ ที่เกิดจากสมาธิ เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

พฤศจิกายน 2013
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: