ไปวัด

คุยกับเจ้านาย อยากไปที่สถานปฏิบัติธรรม พระธรรมโมลีอีก ชอบที่นั่น

สภาพแวดล้อมโดยรวม ที่มีสัปปายะเหมาะกับตัวเอง ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องอื่นๆ

เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องนอกตัว เราต้องรู้ให้ทันต่อกิเลส ของตนเองที่มีอยู่ เป็นหลัก รู้ให้ทัน หยุดให้ทัน สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เกิดความชอบ-ชัง

นี่แหละคือ ข้อสอบ ที่ต้องสอบ ของการสร้างเหตุ หรือ ดับเหตุของการเกิด ตามความเป็นจริง

ติดขัดตรงที่ เสียดายค่ารถ ไปกลับ ๖๐๐ บาท ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้ ไปทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่น ได้อีกมากมาย

ตัดสินใจว่า จะไปศูนย์วิปัสสนานานชาติ ที่วัดมหาธาตุแทน เพราะ เสียค่าใช้จ่าย น้อยที่สุด สัปปายะเหมาะกับตัวเอง (แอร์) และไม่เป็นการเบียดเบียนเจ้านาย

เจ้านายบอกว่า ตอนนี้แถวราชดำเนิน มีการตั้งกลุ่มประท้วงอยู่

เราบอกว่า ในเมื่อรถเมล์ สายที่เส้นนั้น ยังวิ่งอยู่ปกติ แสดงว่า ต้องมีทางอื่น ที่รถเมล์ สามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นได้

เจ้านายบอกว่า เห็นพระอาจารย์ มหาไสว ท่านพูดอยู่เหมือนกันว่า มีเส้นทางอื่น ที่สามารถไปที่นั่นได้

เราบอกว่า อยู่บ้าน ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ยังตามใจกิเลสอยู่ การทำความเพียร ถึงทำอยู่ แต่ยังมากบ้าง น้อยบ้าง คือ ไม่ถูกใจ

การไปวัด มีกฏข้อบังคับอยู่ เป็นตัวช่วยในการบังคับตัวเอง เพื่อให้สภาวะ เข้าที่เข้าทางมากกว่านี้

บอกกับเจ้านายว่า ตอนนี้ ขอปรับอินทรีย์ก่อน ไม่ทำแบบนั้นแล้ว พอถูกใจ ก็อยากอยู่ต่อ พอเจอสภาวะไม่ถูกใจ ก็อยากกลับบ้าน ค่อยๆปรับอินทรีย์ก่อนจะดีกว่า คือ ไปเช้า ค้างหนึ่งวัน แล้วกลับบ่ายอีกวัน ทำแบบนี้ ค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนคนที่ศูนย์วิปัสสนาฯ คนเยอะมาก ไม่ใช่ปัญหา จากบทเรียนที่ผ่านมา จากพระธรรมโมลีนั่น

ช่วยได้เยอะมาก ในเรื่องของ สภาวะที่ตัวเอง ที่มีอยู่ และเป็นอยู่

ซึ่งติดขัดอยู่ที่ “ความปกติ” ไม่ได้ตลอด กระทบ ยังมีแว่บ ต้องเจอทุกข์บ่อยๆ จะทำให้ เห็นความไม่มีอะไร ทำให้ เกิด “ความปกติ” มากขึ้น

ความปกติ คือ ทุกสรรพสิ่ง ล้วนแตกต่างไปตามเหตุปัจจัย เหตุที่สิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ล้วนเกิดจาก “เรา” ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกับ สิ่งๆนั้น ทั้งหมดนี้ ก็ล้วนเกิดจาก “เรา” เป็นคนทำขึ้นมาเอง

ใครพูดอะไร ยังไง อย่างไร แค่รู้ อย่ามีส่วนร่วม ทำแบบนี้ได้ สภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ของสิ่งๆนั้น คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย ของสิ่งๆเอง

เรื่องในชีวิต แตกต่างจากตัวหนังสือ

ตัวหนังสือ เขียนแล้ว เมื่อเห็นเหตุ ลบทิ้งได้

ส่วนการกระทำ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ส่งให้รับผลหมด ไม่สามารถลบทิ้งได้ เหมือนตัวหนังสือ

เหตุมี ผลย่อมมี หนีไม่ได้เลย มีเพียง แค่รู้ และยอมรับ ก็ใครทำล่ะ ตัวเองทั้งนั้น ยอมรับซะดีๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย ของสิ่งๆนั้น

วลัยพร ก็ยังมีเพลั้งเผลออยู่นะ แต่น้อยลง ชีวิต จึงอยู่เย็น เป็นสุข เพราะ เผลอน้อยลงนี่แหละ(หยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)

โฆษณา

เหตุของใคร เหตุของคนนั้น

นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก เหตุของใคร เหตุของคนนั้น

คน และสัตว์ ทุกตัวตน ทุกจำพวก เสมอเท่าเทียมกัน สักแต่ว่า คน บุคคล ตัวตน เขา เรา

ที่ไม่เสมอกัน เพียงแค่ภาพที่มองเห็น

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิด ดับ ตามเหตุปัจจัย

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างทุกข์-สุข(ไม่ถูกใจ-ถูกใจ) ที่เกิดจากอุปทานที่มีอยู่ ให้กับตัวเอง

ที่บอกว่า รักตัวเอง รักคนนั้น คนนี้ ยกย่องเชิดชู คนนั้น คนนี้ รักประเทศ

จงถามตัวเอง ให้แน่ชัด ก่อนที่จะหลุดออกมาเป็นคำพูด

คนที่รักตัวเอง คือ คนที่มุ่งกระทำดับเหตุแห่งทุกข์ เพื่อดับเหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

หากรักประเทศ ต้องสร้างความสงบ ให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ไม่ใช่สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น

ไม่ใช่สร้างเหตุของการเกิดสุข-ทุกข์ ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วมาพร่ำเพ้อรำพรรณว่า ฉันรักทุกๆคน ฉันทำเพื่อทุกๆคน จะต้องอย่างงั้น อย่างงี้

แท้จริงแล้ว มีแต่ความหลง

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์ ที่มองไม่เห็น ไม่ใช่เรื่องถูก-ผิด แต่เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังกระทำให้เกิดขึ้นใหม่

ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด ไม่มีการยกเว้น ส่งผลทุกๆการกระทำ เหมือนกันหมด

แก้ให้ถูกจุด ต้องแก้ที่ตนเอง เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ต้องทำลายอวิชชาที่มีอยู่ จึงจะรู้ชัดในโลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่

ไม่ใช่คอยกล่าวโทษนอกตัวว่า เพราะ คนนั้น คนนี้ จึงทำให้เป็นแบบนี้

มีแต่เรื่อง ตัวกรู ของกรู พูดง่ายๆ ที่พูดออกมาทั้งหมดนั้น ตัวมรึงทั้งนั้นแหละ ที่กระทำขึ้นมา แต่โทษกรู ไม่เป็น จึงโยนขี้ให้คนอื่นแทน

แปลกดี

ตอนนี้ สังเกตุเห็นสภาวะหนึ่ง รู้ชัดในสภาวะนั้น มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้คืออะไร

เวลาเขียนสนทนากับคู่สนทนา จะเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังเขียน เหมือนความรู้สึกโกรธ กับ ความรู้สึกสงบ เกิดขึ้นในแต่ละขณะ

เหมือนเราอยู่ในความรู้สึกนั้น แต่ไม่ได้ส่วนร่วมกับความรู้สึกนั้น ยังอธิบายไม่ถูก

ไม่ใช่หงุดหงิด เป็นความรู้สึกโดดเด่นตัวเดียว เหมือนโกรธ แต่ไม่ใช่โกรธ เพราะ ใจไม่ได้รู้สึกตาม ก็อธิบายไม่ถูกอีกแหละ

ที่ว่าใจไม่ได้รู้สึกตาม คือ รู้ว่า มีอารมณ์นั้นเด่นชัดขึ้นมา เหมือนภาพลวงตา เหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ เพราะ ไม่มีการปรุงแต่งต่อ คือ รู้ว่าเกิด และดับหายไปเอง ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ว่ามันมี แล้วมันก็หายไป เหมือนลมหายใจเข้า-ออก ประมาณนั้น

เพราะสภาวะ ยามกิเลสเกิด เท่าที่เคยพบเจอมา จะมีการปรุงแต่งต่อ ทำนองว่า ต้องอย่างงั้น อย่างงี้ แต่นี่ไม่มี

เหมือนตากระทบภาพ สักแต่ว่า เห็นภาพ เป็นภาพ แต่ไม่มีอารมณ์ หรือความรู้สึกเกิดร่วมกับภาพ

การทำความเพียรต่อเนื่องนี่ หมั่นรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

ยามเกิดผัสสะทุกๆขณะ ดูที่ใจ รู้ที่ใจตัวเอง ดูความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นของตัวเอง เป็นหลัก แค่ดู แค่รู้ สิ่งที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นภายในใจ ของตัวเอง

จะค่อยๆ เห็นรายละเอียด ของสภาวะที่เกิดขึ้น จากหยาบๆ ก่อน

เมื่อกระทำต่อเนื่อง แค่ดู แค่รู้ไปเรื่อยๆ ดูใจตัวเองเป็นหลัก พยายามไม่สร้างเหตุออกไป

หรือ เมื่อหลงสร้างออกไปแล้ว ผลกระทบ ที่ส่งกลับมา ส่งผลต่อทั้งการปฏิบัติ จิตจะเกิดการคิดพิจรณามากขึ้น คือ โอปนะยิโก นำเรื่องราวที่เกิดขึ้น มาทบทวน

เพราะ สิ่งนี้มี(สิ่งที่กระทำ) สิ่งนี้จึงมี(นิวรณ์)

หากสิ่งนี้ไม่มี(ไม่กระทำ) สิ่งนี้ ย่อมไม่มีเกิดขึ้น(นิวรณ์)

แรกๆของสภาวะ การดับเหตุของการเกิด(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) เน้นเรื่อง การดำเนินชีวิต เป็นหลัก เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตว่า มาจากอะไร ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดขึ้น

เมื่อพยายามแค่ดู แค่รู้ พยายามกดข่มตัวเอง ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำให้มีสติ อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เป็นเหตุให้ ชีวิต มีแต่ความสงบ สุข เกิดขึ้นเนืองๆ

เมื่อระยะเวลา ผ่านไป ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง(กรรมฐานและมีสติ รู้อยู่กับงานที่ทำ) และพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

อันดับแรก จะเห็นการดำเนินชีวิตของตัวเองเป็นหลัก คือ สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต

พอเห็นตัวแรกแล้ว สงบ ระงับการสร้างเหตุได้ทันมากขึ้น นี่คือ ความรักตัวเอง ในลำดับแรก คือ ไม่อยากทุกข์(ปัจจุบัน)

อันดับต่อมา เริ่มเห็นสิ่งที่กระทำลงไป มีผลต่อสภาวะ ขณะปฏิบัติ นิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน ไม่เคยเกิด ก็เกิด จะเดิน จะยืน จะนั่ง ทำไม่ได้เลย แต่พยายามอดกลั้น ทำต่อไป ถึงแม้ ไม่อยากทำก็ตาม

พอเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ส่งผลกระทบกลับมาที่ ขณะปฏิบัติ

ผลของการหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นเหตุให้ จิตเกิดการคิดพิจรณา

เห็นภายนอก รู้ชัดภายใน เห็นภายใน รู้ชัดภายนอก อะไรเป็นเหตุปัจจัยเกิดขึ้น จนกระทั่ง จิตเกิดการปล่อยวาง โดยตัวจิตเอง

เป็นเหตุให้ จิตเบิกบาน เมื่อกระทบกับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ จะสักแต่ว่า แค่ดู แค่รู้ แต่จิตไม่มีกระเพื่อม ต่อผัสสะที่เกิดขึ้น

นี่เป็น ความรักตัวเอง ในการมุ่งดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

ต้องอาศัยทั้ง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว(ผัสสะ) และการทำความเพียรต่อเนื่อง (การปฏิบัติ)

เรื่องราวของกิเลส รู้ให้ทัน หยุดให้ทัน แล้วสภาวะจะดำเนินไปต่อเนื่อง

ต้องอาศัย การทำความเพียรต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องราวทั้งนอกตัว และในตัว ที่เกิดขึ้น
ล้วนเกิดจาก เหตุที่เคยกระทำไว้ และ ที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ แต่ละขณะๆๆๆๆๆๆ

ที่ทำ ทำเพราะ ไม่อยากเกิด
เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด
และอัตตภาพร่างกายนี้ (ทุกข์หนอๆๆๆๆ เวลาเจ็บป่วย)

ที่เกินจากนั้น หาแก่นสาร สาระอะไร ไม่ได้เลย
หากรู้ไม่ทัน เหตุใหม่ เกิดขึ้นทันที เพราะ “กรู” ตัวเดียวที่มีอยู่

“กรู” หด เพราะ กลัว

กลัวเกิด มากกว่า ตาย

วิบากกับสัตว์เล็ก

ไม่อยากป่วย พูดง่ายๆคือ ไม่อยากทุกข์

นับวัน ระวั๊ง ระวังมากขึ้น เพราะ ไม่อยากทุกข์ เหตุจาก ความเจ็บป่วยของร่างกาย

กินข้าวเสร็จ หากถ้วยชาม ยังไม่ล้างทันที จะล้างน้ำเปล่าก่อน แล้วแช่น้ำเปล่าไว้อีกที (ความขี้เกียจ ยังมีอยู่)

แก้วน้ำ ใช้เสร็จ หากยังไม่ล้างทันที จะใส่น้ำเปล่าแช่ไว้ก่อน

พื้นห้อง กวาดก่อนถู เก็บกวาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันมดตัวน้อยๆ ไม่อยากเบียดเบียนชีวิตเขา เพราะ ผลกลับมา ก็ทำให้เราทุกข์(ทุกข์กาย ทุกข์ใจ)

สู้เพื่อตัวเอง

มีหลายคน สู้เพื่อคนอื่น

เคยคิดสู้ เพื่อตัวเอง กันบ้างไหม

ให้มีชีวิต กินดี อยู่ดี อยู่แบบพอดี แบบพอเพียง ไม่มาก ไม่น้อย

เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง คนภายนอกมองไม่รู้

ใครขออะไรมา ให้ได้ตลอด คำว่า ไม่มี ไม่เคยมี ยิ่งให้ ยิ่งได้

ส่วนจะรับได้มากหรือได้น้อย อยู่ที่การกระทำของผู้ขอ ไม่ได้เลย ไม่มี

สู้เพื่อตัวเอง วันละนิด จิตแจ่มใส นั่นคือ การทำความเพียรต่อเนื่อง รูปแบบไหนก็ได้

ให้มีสติรู้อยู่กับกิจที่ทำอยู่ และพยายามยับยั้งตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ไม่เป็นไร

ถ่มน้ำลาย รดฟ้า

ข่าวการเมือง ฝ่ายที่กล่าวหาอีกฝ่าย ก็ไม่แตกต่างจากฝ่าย ที่ถูกกล่าวหา ล้วนต่าง ถ่มน้ำลาย รดฟ้า(รดหน้าตัวเอง)

ยิ่งพูดออกมามากเท่าไหร่ กล่าวหาอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการประจานตัวเอง เพราะ พฤติกรรมของตัวเองในอดีต

ก็ไม่แตกต่างจากการกระทำของฝ่าย ที่ถูกกล่าวหา

การเมือง ทุกยุค ทุกสมัย ไม่แตกต่างกัน ล้วนเอาความถูกใจตัวเองเป็นหลัก แล้วเป็นไง ไม่ถูกใจ เข้าไล่แห่

คนที่ไล่แห่ ใช่จะดีเด่กว่าเขา มันก็พอๆกัน มีทั้งดีและชั่วในตัว เหมือนๆกัน เหมือนกันหมด ทุกคนน่ะแหละ เพราะ ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส

เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ เปลืองงบประมาณเข้าไปอีก ทียังงี้ไม่พูดกันว่า ใช้ภาษีของประชาชน(ทั้งหมด ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง) ในทางมิชอบ

แหมมมม ช่างเหมือน ลำยอง จริงๆ ตอนช่วงซิฟิลิส ออกดอก

 

 

สิ่งที่มองเห็นกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองครั้งนี้ ทำให้เห็นความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า

อะไรที่ทำเดิมๆซ้ำๆ บ้านเมืองไม่เห็นจะดีขึ้น แถมทำให้เศษฐกิจย่อยยับ

 

คนจำนวนมาก เริ่มชินชากับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น การมีส่วนร่วมทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เริ่มลดน้อยลง

ระบอบ ประชาธิปไตย เริ่มเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิด ล้วนมีที่มา และที่ไป

อย่าได้ตื่นตกใจข่าวแต่ละข่าว เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และถึงแม้อยู่ในเหตุการณ์ ใช่ว่า จะเป็นความจริงเสมอไป

สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ ก็เช่นเดียวกัน
เรายังไม่สามารถเชื่อใจ ในสภาวะที่เกิดขึ้นได้เลย
ได้แค่ดู แค่รู้ ว่ามีสิ่งนั้น สิ่งนี้เกิดขึ้น แต่เชื่อไม่ได้

ขนาดตัวเองแท้ๆ ยังเชื่อใจไม่ได้เลย
นับประสาอะไร กับเรื่องนอกตัว

ส่วนหน้าที่ ที่วลัยพรทำตน ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง คือ การทำความเพียร มุ่งดับเหตุของการเกิด

และทำประโยชน์ ให้กับผู้อื่น คือ แผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้กับทุกรูป ทุกนาม ขอให้ทุกรูป ทุกนาม จงมีความสุข

 

ร่วมด้วย ช่วยกัน

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจาก การกระทำของตัวเราเองทั้งนั้น เรื่องนอกตัว เป็นแค่องค์ประกอบ คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทีนี้ อยู่ที่ตัวเราละว่า จะสานต่อ คือ จะสร้างให้เกิดขึ้นใหม่อีก หรือ ไม่สานต่อ คือ ดับโดย แค่ดู แค่รู้ แล้วช่วยแผ่เมตตาให้เหล่าสรรพสัตว์ เพราะ เรา เขา ล้วนไม่แตกต่างกัน

ดูเหมือนขยัน

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำให้ดูเหมือน เป็นคนละเอียด เป็นคนขยัน

แท้จริงแล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

ทุกสิ่งที่ทำ ไม่ได้ทำเพราะ ขยัน ไม่ได้ทำ เพราะ อยากทำ

แต่ทำ เพราะ ต้องทำ

ถ้าไม่ทำ ใครจะทำให้เรา ไม่มีใครมาทำแทนกันได้

แม้กระทั่ง ความตาย ไม่มีใคร สามารถตายแทนกันได้

ไม่แปลกใจ

ฉะนั้น จิตไม่เคยกระเพื่อม เวลาที่ได้ยินคำชมเชยจากผู้อื่น หรือจากครูอาจารย์ ที่ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เพราะอะไรน่ะหรือ ทำไมถึงไม่รู้สึกยินดี ยินร้าย กับคำชมเหล่านั้น เพราะว่า รู้สภาพจิตของตัวเองดีว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาชมมา แค่ภาพลวงตา ที่เขามองไม่เห็นกัน

เวลาอยู่ที่วัด จะตื่นตั้งแต่ ตีสามกว่าๆ ลุกขึ้นอาบน้ำเปล่า ถึงอากาศจะหนาวเย็น ขนาดไหนก็ตาม

ทำไมถึงต้องอาบ ที่ต้องอาบ เพราะทำให้รู้สึกสดชื่น ตาจะได้สว่าง ไม่สะลึมสะลือ

พระอาจารย์จะตีระฆังเตือนตอนตีสี่ วลัยพรไปถึงที่ปฏิบัติประมาณ ตี ๓ ครึ่ง ขึ้นไปเปิดไฟ เตรียมพร้อมไว้ เสร็จแล้ว นั่งดื่มน้ำปานะ

ตี ๔ ครึ่ง ถึงเวลาทำวัตรเช้า จะทำแบบนี้ตลอด ช่วงที่เวลาอยู่วัด

แม้กระทั่งเวลาพัก ไม่เคยกลับห้อง จะขึ้นไปที่ปฏิบัติ เดินจงกรมสักพัก แล้วนั่งต่อ จนกระทั่งถงเวลาปฏิบัติ

จะกลับห้องช่วงเย็น หลังดื่มน้ำปานะแล้ว เพราะ ไปอาบน้ำ ถ้าอยู่ร่วมกับคนอื่น ก็ไม่กลับ อาศัยอาบน้ำตอนดึก และซักผ้า

ทำไมต้องทำแบบนี้ เพราะ ถือว่า ในเมื่อไปอยู่วัดแล้ว ควรสร้างประโยชน์ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่ต้องคอยให้ พระอาจารย์มาช่วยจัดเตรียมให้แต่ฝ่ายเดียว

เวลาทานข้าวเสร็จ ล้างถาดเสร็จ ถ้าในตระกร้าที่ใส่ถาดเต็ม จะนำมาเรียงซ้อนๆข้างนอกแทน เพื่อให้ตระกร้าว่าง คนข้างหลัง จะได้ใส่ถาดได้

ก็มีคนชมนะว่า เป็นคนละเอียด

ถามเขากลับไปว่า ละเอียดตรงไหน

เขาบอกว่า เขาดูพฤติกรรม การแสดงออกของเรามาตลอด ทั้งเวลาปฏิบัติ และเลิกปฏิบัติแล้ว

เราบอกกับเขาไปว่า ไม่ได้เป็นคนละเอียด ที่ทำไป ทำเพราะ ความเคยชิน ก็ไม่ได้พูดปดนะ เพราะ เป็นแบบนั้นจริงๆ

มีคนมาถาม จริงไหม ที่พระอาจารย์ท่านชมมา ท่านบอกว่า เราน่ะ มาถึงตั้งแต่ ตีสามกว่าๆ มาเปิดไฟ เตรียมไว้ให้หมด

เราบอกว่า จริง

เขาถามว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น

เราบอกว่า ไม่มีอะไรหรอก เห็นว่า ไหนๆมาแล้ว ขอทำให้คุ้ม

มดตัวเล็กตัวน้อย

เหมือนเรื่องมด มีวิบากกับมดเยอะ เพราะ ไม่อยากเจอทุกข์ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ จึงทำให้ระมัดระวังมากขึ้น

คนไที่ไม่รู้ พอมาเห็นขณะที่กำลังกวาดเก็บ ทั้งในห้อง และที่ปฏิบัติ ก็คิดว่า เป็นคนขยัน ละเอียด

ที่แท้เปล่าเลย ที่ทำไปน่ะ ทำเพราะ ไม่อยากเจอทุกข์

สภาวะตามความเป็นจริง วลัยพร ยังเป็นคนขี้เกียจอยู่นะ

ถึงขี้เกียจ แต่ต้องทำ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะเป็นคนมือไว ทำงานไว มันเป็นของมันเอง ไม่ได้อยากเป็น

หัวใจเต้น แรง รัว เร็ว

ความรู้ชัดในสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของสภาวะ หากไม่รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นความปกติ ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

สภาวะอุปกิเลส ย่อมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น

การสอนของแต่ละสำนัก แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย

บางสำนักบอกว่า อาการแบบนี้นะ ถ้ารู้เห็นเนืองๆ เช่น
ขณะหายใจเข้า รู้สึกได้ถึงอาการท้องพองขึ้น ขณะหายใจออก รู้สึกได้ถึง อาการท้องยุบลง

รู้ว่า เกิดคนละขณะกัน รู้เห็นแบบนี้เนืองๆ เป็นจุลโสดาบันนะ คือ ตายไป ไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
นี่เป็นอุบายในการสอน ให้เจริญกายาคสติ เมื่อถึงเวลาตาย จะได้ตายแบบมีสติ

หากขณะที่ หายใจเข้าออก แม้อยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน หรือกระทำกิจอันใดอยู่ก็ตาม เห็นเนืองๆได้แบบนี้

บ่งบอกถึง จิตรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต จะไปทุคติได้อย่างไร ย่อมไปสุคติอย่างแน่นอน

อาการหัวใจเต้น บางสำนักบอกว่า ให้กำหนดรู้ไปตามอาการที่เกิดขึ้น คือ รู้หนอๆๆๆๆ
จนกว่าจะมารู้ชัดในอาการท้องพองยุบ ที่เกิดขึ้นแทน หรือกำหนดรู้ไปตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องอาการหัวใจเต้น หากสภาวะนี้เกิดขึ้นเนืองๆ คือ รู้เห็นเนืองๆ (ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆ แบบเกิดบางครั้ง เกิดบางขณะ)

เท่าที่วลัยพร ได้พบเจอกับตัวเองมา อาการหัวใจเต้น ที่เกิดขึ้นเนืองๆ
เป็นเสมือนตัวติดเบรค โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยาก ที่กำลังเกิดขึ้น ให้ทุเลาลง

แทนที่จะทำให้เกิดการสร้างเหตุ ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ทันทีทันใด
เมื่อมารู้สึกที่อาการหัวใจเต้น ที่กำลังเกิดขึ้นแทน

จิตที่กำลังจะถูก โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ เป็นแรงหนุน ให้เกิดการสร้างเหตุ
อาการหัวใจเต้น จะช่วยลดแรงเสียดทาน จากกิเลส ที่กำลังเกิดขึ้น

เช่น เวลาไปซื้อของ กำลังหยิบของที่จะซื้อ

มีอาการหัวใจเต้นขึ้นมา มือที่กำลังจะหยิบ จะหยุดชะงัก
พร้อมกับเกิดการคิดพิจรณาขึ้นมาว่า ที่จะซื้อนี่ จำเป็นมากไหม

คือ เป็นตัวถ่วง ในการตัดสินใจซื้อ ทำให้แทนที่จะซื้อทันที
กลับมาเป็นการใคร่ครวญถึงความจำเป็นก่อนที่จะซื้อ

แม้กระทั่ง เวลาโกรธ ก็จะรู้ชัดในอาการหัวใจที่เต้นแรง รัว เร็ว
ที่มีเกิดเพิ่มคู่กันกับความรู้สึกโกรธ คือ การสูบฉีดของโลหิต และอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับกาย

เมื่อรู้ชัดอยู่ตามอาการที่เกิดขึ้น ความรู้สึกโกรธ ที่เกิดขึ้น ย่อมถูกลดแรงเสียดทานลง
กลายเป็นแค่ รู้สึกไม่ชอบใจ ไม่มีการปรุงแต่งต่อ

ถ้าเป็นความโกรธ จะมีการปรุงแต่งต่อถึงขั้นกล่าว สาปแช่งอีกฝ่าย

นี่คือ คุณประโยชน์ของ อาการหัวใจเต้น ที่ได้เจอมาด้วยตนเอง

การเต้นของหัวใจ ในแต่ละครั้ง เท่าที่สังเกตุมา สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก

อาการหัวใจเต้น จะเกิดที่หัวใจ ลิ้นปี่ และตามจุดชีพจรต่างๆทั่วร่างกาย
การเต้นแต่ละครั้ง จะไม่เหมือนกัน คือ

ขณะยืน เดิน นั่ง ทำงานอยู่ แรกๆจะสงบเงียบก่อน
สักพัก จะรู้ชัดในอาการเต้นของหัวใจแรง รัว เร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด
(เคยลองนับจังหวะการเต้นดู รู้สึกไปตามเสียงที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องใช้นิ้วแตะชีพจร)

บางครั้ง นั่งกินข้าวอยู่ อาการหัวใจเต้นจะเกิดขึ้นเอง แรง รัว เร็ว

เวลาเข้าห้องน้ำก็เป็น จะฉี่ จะถ่าย ก็เกิดขึ้นเอง

เวลานอน จะเกิดขึ้นก่อนสักพัก จนกระทั่ง รู้สึกวูบ คือ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น จนกระทั่งหลับไป

อาการหัวใจเต้นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด หรือ ทำกิจอะไรอยู่ก็ตาม
อาการหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว จะเกิดสลับกับอาการหัวใจเต้น ที่เต้นปกติ เนิบๆ ไม่มีแรง รัว เร็ว

ซึ่ง วลัยพร มองว่า ก็เกิดเป็นปกติ เมือนสภาวะอื่นๆ
ที่รู้แบบนี้ เพราะ เกิดขึ้นเนืองๆ จนรู้สึกว่า เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่เกิดแบบฟลุ๊คๆๆ อาจทำให้เกิดความสงสัยได้

วลัยพร ยังเคยคุยกับเจ้านายเลยว่า ดีนะ ยิ่งทำความเพียร การทำงานของหัวใจ ยิ่งเหมือนเด็กแรกเกิด(แข็งแรง)

ที่สำคัญ ช่วยทำให้รู้จักจับจ่าย เพราะมีเบรค(หัวใจเต้นแรง รัว เร็ว) มาช่วยในลดแรง ความทะยานอยาก ในการตัดสินใจซื้อ

และเวลาโกรธ มีตัวช่วยเบรค ทำให้ความรู้สึกโกรธ ลดกำลังลง เหลือแค่ ความรู้สึก ไม่พอใจ เกิดขึ้นแทน

เมื่อรู้สึกแค่ไม่พอใจ การผูกใจเจ็บ หรือ อาฆาต พยาบาทจองเวร อีกฝ่ายจึงไม่มี

เมื่อไม่มี คำกล่าวสาปแช่ง อีกฝ่าย จึงไม่มี

สำหรับอาการหัวใจเต้น ที่แรง รัว เร็ว เกิดขึ้นเนืองๆ แบบนี้

เท่าที่สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ จะรู้สึกถึง ความสงบ ที่เกิดขึ้นก่อน เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

ต่อมา สภาวะหัวใจเต้นแรง รัว เร็ว เกิดขึ้นต่อ เกิดขึ้นนานบ้าง เร็วบ้าง ไม่แน่นอน

แล้วจะรู้สึกถึงอาการจิตเป็นสมาธิ(วูบหรือวาบ แล้วแต่จะเรียก) เกิดขึ้นต่อ จะเป็นแบบนั้น

ตอนนี้รู้แค่นี้ เห็นแต่ละสภาวะ เกิดขึ้นในแต่ละขณะ เป็นแบบนี้

ธันวาคม 2013
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: