สภาวะหุ่นยนต์

ยังมีอยู่นะ ในบางครั้ง ที่หวนกลับไปคิดทบทวน สภาวะต่างๆ ที่ผ่านมา

บางครั้ง ความรู้สึก ไม่พอใจ กับผู้ที่สร้างเหตุร่วมกับเรามา เกี่ยวกับ กำลังสมาธิที่เรานั้น เคยมีอยู่ในอดีต

พอคิดทบทวนกับผลกระทบกลับมา ของสภาวะกำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เพราะเหตุจาก กำลังสมาธิที่มีอยู่ หายไปหมดสิ้น ถูกผู้ที่สามารถ ยักย้ายถ่ายเทสมาธิได้ ถูกถ่ายเทออกไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือสักกะแอะ นิดเดียวก็ไม่มีเลย

ช่วงนั้น ทุกข์มากๆ รู้สึกทุกข์ใจกับสภาวะของตัวเองมากๆๆๆ ทำสมาธิไม่ได้เลย ฟุ้งซ่านตลอด นั่งแค่ ๕ นาที เหมือนจะขาดใจตาย

ต้องเดิน สลับกับยืน ๔ ชม. อย่างต่ำ ถึงจะนั่งได้ สมาธิเกิดแค่ แว๊บเดียว สุดแสนจะดีใจ

กำลังสมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ ไม่แนบบแน่น เหมือนกำลังสมาธิในอดีต เหมือนถูกบังคับ ให้เกิดการปรับอินทรีย์ โดยสภาวะ

บางครั้ง รู้สึกขอบคุณกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุเพราะ ถ้าสภาวะกำลังสมาธิที่มากเกินไปขนาดนั้น กำลังสมาธิที่มีอยู่ บดบัง สภาวะกิเลส ทำให้ไม่รู้ชัด ในสภาวะกิเลส ที่ยังมีอยู่ตามความเป็นจริง

เวลาฟังหลวงพ่อเยื้อน ท่านพูดเรื่องราวสภาวะของตัวท่านเอง สภาวะที่ท่านยังเป็นอยู่ และมีอยู่ ฟังแล้ว รู้ชัดในสภาวะที่ท่านพูดมาทั้งหมด ก็ผ่านมาแล้วนี่ ทำไมจะไม่รู้ว่า สภาวะของท่านตอนนี้ อยู่ตรงไหน เรียกว่า อะไร

ถ้าเราไม่ถูกถ่ายเทกำลังสมาธิที่มีอยู่ จนหมดสิ้น สภาวะของเรา ก็เหมือนสภาวะหลวงพ่อเยื้อน ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ที่ท่านพูดมาทั้งหมด ใช่เลยนะ

โกรธยังมี กิเลสยังมี แต่จะไปเอาอะไรกับมัน เพราะข้างในมันยิบๆยับๆตลอดเวลา ก็เลยเหมือนไม่มี เพราะ ไม่รู้ว่า จะเอาอะไรมามี

พูดง่ายๆ ให้เห็นสภาวะชัดขึ้น คือ อะไรกระทบมา รู้นะ แต่มันกระเด้งออกหมด ตัวเรา เหมือนไม่ใช่ตัวเรา สักแต่ว่าตัวเรา

แม้กระทั่งเวลาพูด เหมือนไม่ใช่ตัวเองพูด มันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย สักแต่ว่า เป็นกิริยาของคำพูด

วลัยพร จึงเรียกสภาวะที่เกิดขึ้นในตอนนั้นว่า สภาวะหุ่นยนต์ คือ เหมือนหุ่นยนต์จริงๆ เหมือนไม่มีชีวิต แต่ยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหวอยู่ เหมือนสักแต่ว่า เคลื่อนไหว จะรู้ชัดอยู่ในกายตลอด สมาธิเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่เกิดเนืองๆ

มารู้ภายหลังว่า สภาวะหุ่นยนต์นี้ ก็มีคำเรียก เป็นสภาวะเนวสัญญานาสัญญายตนะ

มีเหตุ ย่อมมีผล

หากสมาธิที่วลัยพรเคยมีอยู่ ไม่ถูกถ่ายเทไปหมดสิ้น คงไม่มีการต่อยอดต่อ สภาวะคงไม่แตกต่างจากหลวงพ่อเยื้อนในปัจจุบัน คือ จบอยู่แค่นั้น อะไรกระทบมา กระเด้งออกหมด แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นล่ะ ก็สักแต่ว่าเท่านั้นเอง

ถึงสมาธิหายไปหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือหรอ แต่สภาวะที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ หรือ วิปัสสนาญาณ หรือ สุญญตา ไม่มีถอยหลัง คือ ไม่เสื่อมลงไป ตามกำลังสมาธิที่หายหมดเกลี้ยง

เวลาทำสมาธิ ไม่มีการใช้คำบริกรรมแบบก่อนๆ คือ รู้รูปนาม เช่น จิ รู้ลมหายใจเข้า-ออก รู้ท้องพอง-ยุบ รู้ไปตามอาการของกาย ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง จิตเป็นสมาธิเอง

ไม่ต้องไปพยายามใช้คำบริกรรม เช่น พองหนอ ยุบหนอ แบบที่เคยใช้ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ แบบที่เคยทำมาก่อน

เมื่อทำความเพียรต่อเนื่อง กำลังสมาธิยังคงไม่แน่นอน แนบแน่นบ้าง เล็กๆน้อยๆแค่แว๊บๆบ้าง เกิดนานบ้าง แค่นิดๆหน่อยๆบ้าง เกิดขึ้นเนืองๆ แต่ยังไม่ตลอดทุกขณะแบบก่อนๆ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทำทุกวัน ไม่เคยขาดสักวันเดียว ทำมากหรือน้อย ไม่เอามาเป็นอารมณ์ คือ ขอให้ได้ทำ เพราะรู้ดีว่า มีเส้นทางนี้ ทางเดียวเท่านั้น ที่กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

วันเวลาผ่านไป อินทรีย์ ถูกปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เมื่อจิตเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นทุกครั้ง เป็นเหตุให้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายใน ทั้งที่กาย และจิต ได้ชัดเจน

ต่อมา สภาวะที่เคยเรียกว่า จิตคิดพิจรณา เริ่มมีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้น มีคำเรียกต่างๆเกิดขึ้น ก็ลองไปหาในกูเกิ้ล ที่มีผู้คนนำความรู้เกี่ยวกับทั้งพระไตรปิฎก และ นำมาจากอรรถกถาจารย์ มาแบ่งปันความรู้กันในกูเกิ้ล

เมื่อหาเจอ จากสภาวะที่ผ่านๆมา สภาวะมาสอนตลอด ไม่ให้เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ให้แค่รู้ ถึงจะรู้คำอธิบาย ในคำเรียกเหล่านั้น ก็ไม่นำเอามาเป็นอารมณ์ คือ ไม่ยึดติด แค่รู้ไปเรื่อยๆ

ผลของเหตุ ที่แค่รู้มาเรื่อยๆ เริ่มแยกแยะสภาวะ สัญญา กับ ปัญญา ออกจากกันได้ เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะ ที่จะกระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์ หรือ ดับเหตุของการเกิดได้

แรกรู้ จะรู้แค่ว่า กระทำเพื่อ ดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร เพราะ รู้แค่ว่า นิพพาน คือ ความดับภพ

รู้ว่าภพนี้ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ภพภูมิ รือ ในวัฏฏสงสาร เกินจากนั้น ยังไม่รู้

ต่อมา เหมือนการต่อจิ๊กซอของ ทั้งคำเรียก และ สภาวะการกระทำ เริม่รู้ชัดในความหมายของนิพพาน ที่ว่า หมายถึง ความดับภพมากขึ้น

ไปหาในกูเกิ้ล เจอที่พระสารีบุตรพูดไว้กับพระอานนท์ว่า มีสัญญาเกิดขึ้นกับท่านอย่างหนึ่งว่า นิพพาน คือ ความดับภพ แต่ไม่มีรายละเอียดเพิ่ม

เจอเพิ่มอีก เป็นท่านอื่น ท่านก็พูดทำนองเดียวกับพระสารีบุตร พร้อมทั้งบอกกับพระอานนท์ว่า สัญญาเกิดขึ้นกับผมแบบนี้ ผมยังไม่ใช่พระอรหันต์

มาถึงสภาวะตรงนี้ ยังไม่รู้ว่า นี่คือ สภาวะสัญญา ยังแยกแยะไม่ได้ เพราะ ไม่รู้ว่า สภาวะปัญญา มีสภาวะที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร จึงคิดแค่ว่า คงเป็นปัญญาขั้นต้นๆ เพราะ เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุของ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

ยังคงทำความเพียรสม่ำเสมอ ทำมาตลอด ทำทุกวัน ส่วนจะทำในอิริยาบทไหน แล้วแต่เหตุปัจจัย

ต่อมา เริ่มมีตัวรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการต่อจิ๊กซอ ของข้อความที่มีอยู่ ยังไม่สมบูรณ์ รู้ทีละนิดๆๆๆๆ

เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท รู้ทีละนิดๆๆๆๆๆๆๆ เหมือนเดิม

เริ่มแยกแยะสภาวะนิพพาน ได้มากขึ้น ที่แรกๆ รู้แค่ว่า นิพพาน คือ ความดับภพ หมายถึง การดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

เริม่รู้ต่ออีกนิดว่า นอกจาก หมายถึง การดับเหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ยังหมายถึง การดับเหตุ ของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน รู้จาก วงจรของปฏิจจสมุปบาท

หลังจากรู้รายละเอียดของสภาวะปฏิจจสมุบาท ทีละนิดๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่มรู้ชัดถึงวิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และการดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร นั่นคือ รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

หาในกูเกิ้ลอีก คำเรียกนี้ มีไหม แล้วคำแปล ความหมาย ตรงกับสภาวะที่รู้ไหม หาจนทั่ว หลากหลายความรู้ จากการนำแบ่งปันในกูเกิ้ล

ขอบคุณผู้รู้บาลี

สุดท้าย ต้องอาศัย รากคำศัพท์ ที่เป็นภาษาบาลี ที่มาของ โยนิโสมนสิการ ก็นำสภาวะใส่ลงไปใน ในคำบาลีนั้น ตรงเป๊ะ ไม่ใช่จาก ความรู้ของผู้อื่น ที่มีการให้ความหมาย ในสิ่งที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ อันนั้น อ่านดูแล้ว ไม่ตรงทั้งในรากศัพท์ของคำบาลี และไม่ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ไปเจอพุทธวจนะ ที่เกี่ยวกับ โยนิโสมนสิการอีก ยิ่งตอกย้ำ วิธีการกระทำ หรือ แนวทางการปฏิบัติ เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แก่ วิธีการกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน และ วิธีการกระทำเพื่อ ดับเหตุของ การเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

โยนิโส มนสิการ เป็นหัวใจของการปฏิบัติ หรือ วิธีการกระทำ เพื่อกระทำให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์

เมื่อรู้ดังนี้ จึงสามารถแยกแยะ สภาวะสัญญา กับ สภาวะปัญญา ออกจากกันได้

สภาวะสัญญา รู้แล้ว ยังไม่จบ ยังมีเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ยังมีหลง สร้างเหตุของการเกิดอยู่

สภาวะปัญญา รู้แล้วจบ มีแต่มุ่งกระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิด ถึงแม้ยังมีความประมาทพลาดพลั้งอยู่บ้าง เหตุของความพลาดพลั้งที่ได้กระทำลงไป ผลที่ได้รับคือ ความทุกข์กาย(สุขภาพ) ความทุกข์ใจ(นิวรณ์) ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ เกิดการสำรวม สังวร ระวังมากขึ้น เป็นเหตุให้ ความประมาทพลาดพลั้งมที่มีอยู่ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพียงแค่เพราะ คำว่า ไม่อยากทุกข์ ตัวเดียวเท่านั้น

ไม่มีเรื่อง การมี การได้อะไรๆ มาเกี่ยวข้อง เรื่องพวกนั้น ล้วนเป็นเพียงสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน

แก่นของพระธรรมคำสอน มีเพียงหนึ่งเดียว คือ กระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์(การเกิด) วิธีการกระทำได้แก่ โยนิโสมนสิการ

ความหลงเกิดก่อน

กว่าจะรู้ว่าอะไรคือ สัญญา อะไรคือ ปัญญา อะไรคือ แก่น ได้แก่ วิธีการกระทำ ความหลงมาก่อนนะ หลงแต่ไม่ได้ยึด

ที่ว่าหลงคือ พอรู้ชัดในสภาวะ นิพพาน ก็คิดว่า นิพพาน คือ แก่น

ต่อมา พอรู้ชัดในปฏิจจสมุปบาท ก็คิดว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ แก่น

ต่อมา รู้ชัดในสภาวะโยนิโสมนสิการ จึงรู้ว่า ที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า แก่น หรือ ที่เรียกว่าแก่น ที่ทรงตรัสถึงนั้น หมายถึง วิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

การที่จะเห็นเห็นสิ่งที่เรียกว่า แก่น ตามคสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ กระทำตามได้ และ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ เป็นหนึ่งเดียว เที่ยงแท้ ไม่แปรผัน

ต้องแยกแยะ สภาวะสัญญา ปัญญา ออกจากกันก่อน คือ ละสัญญาก่อน สภาวะปัญญา จึงเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

สภาวะสัญญา ล้วนแสดงถึง ความยึดมั่นถือมั่น ที่มีอยู่ ความมีตัวตน ที่ยังมีอยู่

เมื่อจิตละสภาวะสัญญาลงไปได้ สภาวะปัญญา จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย ความยึดมั่นถือมั่น ความมีตัวตนที่มีอยู่ ย่อมลดน้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย

เมื่อสภาวะสิ่งที่เรียกว่า แก่นเกิดขึ้น ย่อมรู้ชัดในวิธีการกระทำ เพื่อกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ การเกิดนั่นเอง

กว่าจะรู้แบบนี้ได้ เส้นทางที่ผ่านมา การเดินทาง น้ำตานองหน้า ตลอดเส้นทางเดิน เพราะ เห็นแต่ทุกข์

พอมารู้ชัดในสภาวะที่สุดแห่งทุกข์ เส้นทางที่ต้องเดินต่อ ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป

ตอนนี้ รู้แค่นี้นะ เรื่อง แก่น ขอบอก่อน แค่เขียนเล่าสู่กันฟัง แต่ยังเชื่อไม่ได้ แค่รู้ว่า ตอนนี้ รู้แบบนี้

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ธันวาคม 2013
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: