ธรรมดา

เมื่อรู้ชัด ในรายละเอียด ของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ทั้งนอก และใน สภาวะที่เรียกว่า แค่รู้ มีเกิดมากขึ้นเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณาใดๆ

เมื่อวาน ตั้งใจจะไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ ศูนย์วิปัสสนาฯ วัดมหาธาตุ

เช้ามา ดูข่าวทางทีวี เห็นสภาพบรรยากาศ ที่ช่องต่างๆ นำมาแสดง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะเห็นความไม่ชอบใจ เกิดขึ้นเป็นสิ่งแรก ประมาณว่า ฉันจะไปวัด ดันมาเจอเรื่องแบบนี้อีก

ตอนนี้ ความรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้น เมื่อเช้า ตอนที่ดูข่าว คือ เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาๆ เรื่องไปวัด ไปเมื่อไหร่ก็ได้

เจ้านายถามว่า ทำไมไม่ไปล่ะ

เราบอกว่า เดี๋ยวกลับบ้านไม่ถูก ไว้ไปวันอื่นก็ได้

เมื่อรู้ชัดในวัตถุประสงค์ว่า ต้องการไปปฏิบัติ นอกที่พักเพราะอะไร ใจจึงไม่หมอง ไม่มีทั้งความชอบใจ และไม่ชอบใจเกิดขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น จากผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถานที่

เรื่องการเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติ เกิดจากเหตุปัจจัย ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ที่เบื่อ เพราะ สภาวะการปฏิบัติ เดิมๆซ้ำๆ อยู่กับความสงบเงียบ สุขจนเบื่อ สุดท้าย มันก็แค่นั้นเอง

จึงเปลี่ยนสถานที่บ้าง เพื่อรู้ชัดในสิ่งที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่ของตนเอง ตามความเป็นจริงมากขึ้น

การใช้ชีวิตแบบสงบอยู่ที่พัก เหมือนกับการพักรบจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ชั่วคราว พอคิดว่า พร้อม ก็ออกไปนอกสถานที่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเคยชินกับสถานที่ และ กับคนที่อยู่ที่นั่น

ความเคยชิน เป็นสภาวะกิเลส ที่เนียนละเอียดมากขึ้น หากรู้ไม่ทัน กิเลสของความเคยชิน ย่อมบดบังสภาวะ

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะพอรู้แล้วว่า สิ่งๆนั้น มีพฤติกรรมแบบนั้น เป็นเรื่องปกติของสิ่งนั้น

เมื่อผัสสะเกิดขึ้น กับสิ่งเดิมๆอีก เพราะรู้แล้ว จิตจึงไม่กระเพื่อม เหตุจาก ความเคยชิน ในสิ่งที่เกิดขึ้น

การที่เจอผัสสะต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง สร้างขึ้นมาเอง เพื่อทดสอบ ในสิ่งที่คิดว่า ยังมีอยู่ไหม เป็นการหลอกลวงจิต ชนิดหนึ่ง

ผิดกับ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แล้วสิ่งๆนั้น ทำให้จิตกระเพื่อม คือ เกิดความรู้สึกนึกคิด นั่นแหละ เหตุปัจจัยของการเกิดแห่งภพ(มโนกรรม) ย่อมมีอยู่

นั่นหมายถึง ความเสี่ยง ในการสร้างเหตุของการเกิด(วจีกรรม กายกรรม) ที่ยังมีอยู่

ถึงแม้จะสร้างเหตุลดน้อยลงไปแล้วก็ตาม ไม่เคยเชื่อใจตัวเอง สักแม้ขณะจิตเดียว ที่เชื่อได้จริงๆ คือ ดูการสร้างเหตุ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น จากผัสสะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นหลัก

โฆษณา

สุข สงบ

สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง สถาวะของตนเอง

ขณะที่อยู่ห้อง เวลาทำอะไรอยู่ จิตมักเป็นสมาธิ มีความอิ่มอกอิ่มใจเกิด มีสุขเกิด มีความสงบเกิด

เมื่อคืน ตี ๓ เข้าห้องน้ำ ปวดท้องถ่าย พอนั่งลง หลับตานั่ง รู้ไปอาการความรู้สึกที่เกิดขึ้น โอภาสสว่างจ้า สว่างมากๆ แค่รู้ไปตามนั้น

อาการที่เกิดขึ้นทางกายก็รู้ ความรู้สึกก็รู้ โอภาสที่เกิดขึ้นก็รู้ มีความสงบเกิดขึ้นก็รู้ จนกระทั่งถ่ายเสร็จ โอภาสค่อยๆจางหายไป กลับไปนอนต่อบนโซฟา ที่ปรับเอนนอนได้ แต่ปรับให้นอนราบไม่ได้

เมื่อไปปฏิบัตินอกสถานที่ เห็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ต้องเจอทุกข์(นิวรณ์)ก่อน จึงจะเกิดปัญญา(โอปนยิโก) เป็นเหตุให้ จิตเกิดการปล่อยวาง โดยจิตเอง ค่อยๆละ จนกระทั่งดับหายไปในที่สุด

เมื่อเจอเหตุเดิม จิตไม่มีกระเพื่อม ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ สักแต่ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นปกติ เท่านั้นเอง

ยังมีให้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆนะ จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ที่มาส่งผลให้รับ ในรูปของผัสสะที่เกิดขึ้น ทุกข์ก่อน ถึงจะรู้ ความทุกข์ ทำให้เห็นธรรม ตามความเป็นจริง

ความทุกข์ ในชีวิต ได้แก่ ทุกข์ สุข ที่เกิดขึ้นในชีวิต

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ คือ นิวรณ์ หากไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้น สมาธิย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปพยายามกระทำ เพื่อให้สมาธิเกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ทำให้รู้ชัดสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ของสภาวะต่างๆ

รู้ทันผัสสะที่เกิดขึ้น ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหตุให้ ดับเหตุของการสร้างเหตุ ที่ตัวเองได้ทันมากขึ้น

หากกระทำได้แบบนี้เนืองๆ เป็นเหตุปัจจัยให้ ชีวิตอยู่ร้อน นอนทุกข์ น้อยลงไป ตามเหตุปัจจัย และ เป็นเหตุให้ นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับ ดับลงไปตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ มีแต่ความก้าวหน้า ในการดำเนินชีวิต และ ก้าวหน้า ในการทำความเพียร(ไม่ติด ไม่ขัด)

การกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ไม่มีการระคนด้วยหมู่เป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในการระคนด้วยหมู่
ไม่ตามประกอบซึ่งความยินดีในการระคนด้วยหมู่ ไม่มีคณะเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในคณะ
ไม่ตามประกอบซึ่งความยินดีในคณะแล้ว จักเป็นผู้ผู้เดียวยินดียิ่งในปวิเวก (ความสงัดถึงที่สุด) ดังนี้นั้น :
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ;

เมื่อเป็นผู้ผู้เดียวยินดียิ่งในปวิเวกอยู่ จักถือเอาซึ่งนิมิตสำหรับจิตได้ ดังนี้นั้น :
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ;

เมื่อถือเอาซึ่งนิมิตสำหรับจิตได้อยู่ จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้
นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ;

ครั้นทำสัมมาทิฏฐิได้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้
นั้น : นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ;

ครั้นทำสัมมาสมาธิได้บริบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์ทั้งหลายได้ ดังนี้นั้น :
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ;

ครั้นละสังโยชน์ทั้งหลายได้แล้ว จักทำให้แจ้งซึ่งนิพพานได้ ดังนี้นั้น :
นั่นเป็นฐานะที่มีได้, ดังนี้แล.
– ฉกฺก. อํ. ๒๒/๒๗๒/๓๓๙.

การละสังโยชน์

ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก หาได้โลก.

สี่จำพวกเหล่าไหนบ้าง ? สี่จำพวก คือ :-

(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายที่ยังละไม่ได้,
มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกที่ยังละไม่ได้, และมีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีก ที่ยังละไม่ได้, มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ทั้งยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีการเกิดอีกได้ด้วย, แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.
(๔)บุคคลบางคนในโลกนี้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ละสังโยชน์ ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้แล้ว และยังละสังโยชน์ด้วยเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.

(ประเภทที่ ๑) ภิกษุ ท. ! พระสกิทาคามี นี้แล เป็นผู้ยังละสังโยชน์ ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลาย ไม่ได้ทั้งหมด
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกยังไม่ได้ และละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๒) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามีพวกที่มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ นี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ทั้งหมด แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกไม่ได้
และละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๓) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามี พวกที่จักปรินิพพานในระหว่างนี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกได้ด้วย
แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีภพไม่ได้.

(ประเภทที่ ๔) ภิกษุ ท. ! พระอรหันต์ขีณาสพ นี้แล เป็นผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้ และยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ คือบุคคล ๔ จำพวก มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก.
– จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๑/๑๓๑.

ใครทำ ใครรับ

กัสสปะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้น ว่า
“ผู้นั้นกระทำ ผู้นั้นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว

เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง” ดังนี้ :
นั้นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ (ทิฏฐิ ที่ถือว่าเที่ยง).

กัสสปะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า
“ผู้อื่นกระทำ ผู้อื่นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว

เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้” ดังนี้ :
นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ).
กัสสะปะ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วน
สุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า

“เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ….ฯลฯ….ฯลฯ
….ฯลฯ…. เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว,

จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ;
…. ฯลฯ…. ฯลฯ….ฯลฯ….เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.” ดังนี้.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔/๕๐.
(พุทธศาสนามิได้ถือว่าจิตเป็นบุคคล กระแสการปรุงแต่งทางจิตเป็นไปได้เองตามธรรมชาติ
ผลที่เกิดขึ้นเป็นความทุกข์จึงมิใช่การกระทำของบุคคลใด ;

ดังนั้น จึงมิใช่การกระทำของบุคคลผู้รู้สึกเป็นทุกข์ หรือการกระทำของบุคคลอื่นใด
ที่ทำให้บุคคลอื่นเป็นทุกข์.

นี้เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนาที่สอนเรื่องอนัตตา ไม่มีสัตว์บุคคลที่เป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำ
มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตาซึ่งจิตรู้สึกได้เท่านั้น ;
เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงที่สุด).
หมายเหตุ:

สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้นั้น ในบทความนี้ ไม่ได้กล่าวถึงอนัตตา ไม่มีข้อความใด ที่เกี่ยวข้องกับอนัตตา

แต่หมายถึง เหตุและผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) และสิ่งที่กระทำลงไป(ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ)
ล้วนเกิดจากอวิชชา ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ สภาวะปฏิจจสมุปบาท เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ท่านไม่ได้ตรัสถึงอนัตตา หรือเรื่องจิต แต่ตรัสแบบกลางๆ ไม่เข้าหาส่วนสุดทั้งสอง
ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า ทุกข์ทั้งสิ้นนี้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต อะไรเป็นเหตุปัจจัย

“กัสสะปะ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง
ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า

“เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ….ฯลฯ….ฯลฯ
….ฯลฯ…. เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
ความเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

อุปวาณะ! เรากล่าวว่า ความทุกข์เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
(ปฏิจจสมุปปันนธรรม).

ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเกิดขึ้นเล่า ?
อุปวาณะ ! ทุกข์อาศัยปัจจัยคือผัสสะเกิดขึ้น. ….

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย
ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองก็หามิได้ผู้อื่นทำให้ ก็หามิได้
ก็เป็นทุกข์ที่อาศัยผัสสะเกิดขึ้น.

– นิทาน. สํ. ๑๖/๔๙/๘๗.

(คำว่า ผัสสะ ในที่นี้ เป็นส่วนหนึ่งแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือกระแสแห่งการปรุงแต่งในทางจิต, มิใช่บุคคล ;
ดังนั้นจึงกล่าวว่า ทุกข์นี้ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น เป็นเพียงกระแส แห่งการปรุงแต่งทางจิต).

หมายเหตุ:

คำกล่าวเช่นนี้ “ทุกข์นี้ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น เป็นเพียงกระแสแห่ง การปรุงแต่งทางจิต”

แสดงถึง ไม่เชื่อเรื่องกรรม(การกระทำ)
และผลของกรรม(ผลที่ได้รับจากการกระทำ)

แต่ไปกล่าวโทษว่า เป็นการปรุงแต่งของจิต

การปรุงแต่งของจิต เป็นเรื่องปลายเหตุ

ผัสสะ เป็นต้นเหตุ

เมื่อยังมีการเกิด ได้แก่ นามรูป สาฬยตนะ ย่อมมี ผัสสะ ย่อมมี
ตราบใด ที่ยังมีชีวิต เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงผัสสะต่างๆได้

จึงควรศึกษาผัสสะให้ถ่องแท้ ว่าทำไม เมื่อผัสสะเกิด จึงมีความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้น
แม้กระทั่ง ไม่รู้สึกอะไรเลย(เฉยๆ)
นี่สิ เป็นสิ่งที่ควรศึกษา ไม่ใช่ไปกล่าวโทษนอกตัว(จิต)

พระธรรมคำสอน ที่พระองคืทรงตรัสไว้

https://walailoo2010.wordpress.com/2015/07/10/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B0-8/

ธันวาคม 2013
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: