สิ่งที่ไม่ควรทำ

สิ่งที่เราชอบ(คนอื่น อาจไม่ชอบ) และสิ่งที่เราไม่ชอบ(คนอื่น อาจชอบ)

จงอย่านำทั้งสิ่งที่เราชอบ และไม่ชอบ ไปกระทำกับคนอื่น
ถ้าทำแบบนี้ได้เนืองๆ ภพชาติของการเกิด สั้นลง อย่างแน่นอน

วลัยพร ยังทำไม่ได้เนืองๆ แต่ตั้งใจทำแบบนี้มาตลอด หยุดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ก็ยังพยายามทำทุกๆขณะ ที่ผัสสะเกิด

เพราะไม่อยากทุกข์กาย ทุกข์ใจ ในปัจจุบัน

หากไม่เจอทุกข์ นิวรณ์ ย่อมไม่เกิด สภาวะการทำความเพียร ย่อมเป็นไปได้ราบรื่น ไม่มีติดขัด

แค่รู้วิธีทำ จึงนำมาแบ่งปันกัน

โฆษณา

เล่าสู่กันฟัง

 ๓ ปี กับชีวิตที่ ….
ช่วงระยะเวลา ๓ ปี ที่อยู่กับเจ้านาย ทั้งวลัยพร และเจ้านาย มีชีวิตที่ดำเนินไปตามสภาวะอย่างต่อเนื่อง

เราสองคน มักคุยกันเสมอๆว่า กว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ได้ คือ รู้ชัดสภาวะ ในการดำเนินชีวิต

และการปฏิบัติ ที่กระทำเพื่อ ที่สุดแห่งทุกข์(ดับเหตุของการเกิด) แบบตรงทาง ตั้ง ๓ ปีเลยนะ กว่าจะรู้

 

ความจริง เรื่องที่วลัยพรอยู่กับเจ้านาย เป็นเรื่องส่วนตัวของเราสองคน ไม่ค่อยเล่าห้ใครฟังนะ

เพราะถ้าไม่รู้ชัดสภาวะกัน อาจกลายเป็น คำบอกเล่านี้ กลายเป็นเหตุใหม่ ให้เกิดกับคนฟัง

เมื่อมีคนที่รู้จักวลัยพร มักจะมีคำถามเสมอๆว่า ทำไมเป็นแบบนี้ คิดว่าไปบวชแน่นอน คงไม่มีครอบครัว เรื่องปกตินะที่มีคนคิดกันแบบนี้ เพราะวลัยพรก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน มันมีเหตุปัจจัยนะ ที่ทำให้เราสองคนมาอยู่ด้วยกัน

สำหรับวลัยพร เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นแบบนี้ เกิดจาก สภาวะอุปกิเลส แต่ไม่รู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้น เป็นอุปกิเลส

สำหรับเจ้านาย ติดสภาวะบางอย่างอยู่ ทำให้เสียทรัพย์ไปมากมาย เมื่อมาอยู่กับวลัยพร จึงมีเงินเหลือพอที่จะเจือจุนคนในครอบครัวของเจ้านาย(ยาย) คือ เจ้านายก็ให้อยู่ แต่ให้ไม่เท่ากับ แหล่งที่เสียทรัพย์ไป

วลัยพรอยู่กับเจ้านาย ไม่มีเงินเดือนนะ มีแต่เงินค่าใช้จ่ายภายในบ้าน หากอยากได้ ต้องหาวิธีจัดการเอง ส่วนมาก ไม่เคยเหลือเก็บ สักเดือนเดียว

ตั้งแต่สภาวะหัวใจเต้นแรง เร็ว ที่เกิดขึ้นเนืองๆ ขณะที่กำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม เป็นตัวช่วยลดแรงเสียดทานของกิเลส(ขณะผัสสะเกิด) ลงไปได้เยอะ

ทำให้มีความละเอียดในการทำงานต่างๆ ตลอดทั้งการจับจ่ายใช้สอย มากขึ้น เช่น

การใช้น้ำ รู้วิธีการใช้น้ำแบบคุ้มค่าทุกหยดมากขึ้น ค่าน้ำ เคยใช้ ๘ หน่วยต่อเดือน ตอนนี้ใช้ ๒ หน่วยต่อเดือน

การใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะรีดผ้า การใช้เครื่องซักผ้า การใช้เครื่องไฟฟ้าในห้องที่มีอยู่ รู้วิธีการใช้ไฟแบบคุ้มค่ามากขึ้น ให้สมกับเงินที่ต้องจ่ายไป

การใช้เตาแก๊ส กะปุ๊กลุ๊ก ถังหนึ่ง ใช้ได้หลายเดือน เพราะ ใช้เตาถ่านมากขึ้น ทั้งรู้วิธีการติดเตาถ่าน ไม่ต้องเสียเงินค่าขี้ไต้ ใช้ของฟรี คือ หนังสือพิมพ์ ที่เจ้านายได้มาฟรีทุกเช้า นำมาก่อเตาถ่าน แก๊สถังขนาดกลาง อยู่ได้หลายเดือนเพราะเหตุนี้

ทุกเช้า วลัยพรกับเจ้านาย กินกาแฟ+โอวัลติน ไม่เคยใช้กระติกต้มน้ำร้อน แต่ซื้อกระติกเก็บน้ำร้อน keyway ขนาด ๐.๖ ลิตร เป็นสแตนเลส เก็บความร้อนได้นาน ฝากระติก ใช้เป็นแก้วน้ำได้สบาย ดังภาพตัวอย่าง ถ้าซื้อในห้าง ก็หลักพัน ซื้อที่โลตัส ราคา ๓๙๙ บาท

การต้มน้ำ เวลาทำกับข้าวเสร็จ จึงต้มน้ำร้อนต่อ ความร้อนเก็บได้หลายชม. เช้ามา น้ำในกระติกยังร้อนจัดอยู่ ใช้ชงกาแฟ+โอวัลติน โดยไม่ต้องต้มน้ำร้อนใหม่

กระติกเก็บน้ำร้อน นอกจากใช้ที่ห้องแล้ว ยังนำติดไปใช้ เวลาไปปฏิบัติที่อื่นๆ ไว้ใส่น้ำดื่ม และใส่น้ำร้อน เผื่อดึกๆหิว ใช้ชงน้ำปานะได้

เห็นว่า เรื่องนี้ น่าจะเป็นวิทยาทานกับคนอื่นๆได้ อย่างน้อยๆ จะได้รู้ว่า เส้นทางการปฏิบัติ หลุมพรางหรือกับดักของกิเลส(อุปกิเลส) มีตลอดทาง

ต้องขอปรึกษาเจ้านายก่อนว่า ให้เขียนได้ไหม

https://www.google.co.th/search?q=กระติกเก็บน้ำร้อน+keyway&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=zxupUtjnLI6TigeQ04DYDg&ved=0CFIQsAQ&biw=1366&bih=680#facrc=_&imgdii=_&imgrc=DgbnWFMpRo39-M%3A%3BdQckkVSdShVOHM%3Bhttp%253A%252F%252Fboard.trekkingthai.com%252Fboard%252Fupload%252Fphoto%252F2011-05%252F7a1b1dcb06703c2ee5ab064ea3313ad7.JPG%3Bhttp%253A%252F%252Fboard.trekkingthai.com%252Fboard%252Fshow.php%253Fforum_id%253D79%2526topic_no%253D273638%2526topic_id%253D277476%3B960%3B720

สภาวะเปลี่ยนไป

ถ้าพูดแบบ ทำการเปรียบเทียบสภาวะการทำความเพียร ทุกวัน ให้เหมือนกับการทำงานประจำ

การทำงานประจำ เป็นเพียงการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชีวิตทางโลก ต้องมีเงิน เพราะการจับจ่ายทุกอย่าง อยู่บนพื้นฐานของเงิน สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าเกิดความเคยชิน จากความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ที่เกิดขึ้น ย่อมมุ่งกระทำให้เกิดสุข ปฏิเสธความทุกข์ ที่เกิดขึ้น เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงเพลิดเพลิน ในสิ่งที่คิดว่า สุข นั่นแหละคือ หลุมพรางของกิเลส ที่หลายคนต่อหลายคน ติดหล่มตรงนี้ แบบชนิดที่ ถอนตัวออกได้ยาก

ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยอีกนะ เพราะ พระพุทธเจ้า ทรงเป็นตัวอย่าง ในเรื่องนี้ดี เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ทรงเจอเหตุ ที่ต้องทำให้ตัดสินพระทัย ออกบวช คนทั่วไปก็เช่นเดียวกัน

การทำความเพียรทุกวัน เหมือนไม่มีอะไร แถมไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว แต่ใช้แรงกาย แรงใจ ในการทำความเพียร

แท้จริงแล้ว ความเหนื่อยยากยังมีอยู่ ไม่ได้เกิดที่กาย แต่เกิดที่ใจ ความเหนื่อยใจ ที่เกิดขึ้นแรกๆ ที่พยายามกดข่มใจ ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ทำเพราะรู้ รู้ว่า เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ เหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร คืออะไร ไม่ว่าจะรู้สึกเหนื่อยใจแค่ไหน ก็ยอม เพราะ เป็นการกระทำเพื่อการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ยังดีกว่า ความรู้สึกเหนื่อยใจ ที่เกิดจาก การสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า สิ่งๆนั้น เป็นการแนะนำผู้อื่น ให้กระทำเพื่อ การสร้างเหตุของ การไม่เกิดอีกต่อไป เช่นกัน ก็ตาม

เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะว่า ทุกๆการกระทำ ถึงแม้ที่แนะนำไปนั้น เป็นการสร้างเหตุของฝ่ายดับเหตุของการเกิดก็ตาม ต้องรับผลของการกระทำนั้นๆหมด

ถ้าเจอครั้งละ หนึ่งต่อหนึ่ง ยังพอรับมือไหว ที่เจอไม่ใช่แบบนั้น เจอรุมสะกำมาทีเป็นสิบ ของการสร้างเหตุ ที่เคยแนะนำผู้อื่นไว้ ถึงแม้จะครั้งละไม่กี่คน ก็ตาม ผลที่ได้รับ จากการกรำนั้นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเหนื่อยใจ

เมื่อความเหนื่อยใจ ส่งผลกระทบ กลับมาที่สภาวะขณะ กำลังปฏิบัติอยู่ มาในรูปของนิวรณ์ต่างๆ เป็นเหตุให้ การทำความเพียร สะดุด ติดขัดเนืองๆ เหตุจาก นิวรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ฉะนั้น เดี๋ยวนี้ ส่วนมากเวลามีใครถามอะไรมา มักจะใช้การขีดเขียนลงไปมากกว่าร่วมสนทนาด้วย เหตุนี้ นิวรณ์ต่างๆ จึงไม่ค่อยมี

เมื่อนิวรณ์ไม่ค่อยมี จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ อย่างเมื่อวานนี้ เกิดขึ้นเกือบทั้งวัน สุขเกิดตลอด แม้กระทั่งเวลานอน รู้สึกตัวกลางดึก สมาธิเกิดขึ้นอยู่ สุขเกิดขึ้นอยู่ ก็รู้

เช้านี้ก็เช่นกัน แรกรู้สึกตัวในตอนเช้า รู้ชัดสมาธิที่เกิดขึ้น สุขที่เกิดขึ้น ขณะเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านาย เสร็จแล้ว ยืนพับเสื้อผ้า สุขเกิดตลอด แม้กระทั่งเวลานี้ ขณะพิมพ์อยู่ สุขเกิดตลอด รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

วลัยพรมองว่า การทำความเพียร เหมือนการทำงาน บางครั้ง ก็ได้รับโบนัส(สุข) เหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง ทำทุกวัน และ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

บางเช้า ก็ลืมเจ้านายไปบ้าง เพราะเพลินกับงานที่ทำอยู่ รู้สึกตัวตอนที่เจ้านายบอกว่า ไปแล้วนะ พร้อมกับยกมือไหว้รอ

เราก็ให้พรว่า ขอให้มีความสุขเน้อ

เจ้านายยกมือขึ้นจบเหนือศรีษะ พร้อมกับกล่าวว่า สาธุ

ทัศนะคติ

เจ้านายเป็นคนที่ทุ่มเทกับงาน มีหลายครั้ง ที่งานรับผิดชอบอยู่ ยังไม่เสร็จ กลับมาทำที่ห้องต่อ นอนตีสอง ตีสาม ก็ยังมี อย่างเมื่อคืน นอนตีสองกว่าๆ

เขาไม่เคยเก็บเรื่องงานมาคิดทำนองว่า ทำงานเกินค่าแรง มีแต่ความตั้งใจ และทุ่มเทต่องานที่ทำอยู่

เรื่องทัศนคติ เป็นสิ่งสำคัญนะ ถ้ามองแง่ลบ ใจก็ขุ่น มีแต่ความร้อนรนใจ งานที่รับผิดชอบ ก็เสร็จช้า เพราะ ใจไม่อยากทำ จึงสักแต่ว่าทำ ให้จบๆไปแค่นั้นเอง

หากมองแง่บวกว่า ยังดีที่มีงานทำ รายได้ย่อมมีอยู่ พอประคองเลี้ยงชีพต่อไปได้

และหากตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง ไม่นำเรื่องค่าแรงมาเปรียบเทียบ ทัศนคติ ย่อมไม่ส่งผล ทำให้ งานสำเร็จลุล่วง สมกับความที่ตั้งใจทำงาน

การเปรียบเทียบ

การดำเนินชีวิต ถ้าไม่มีการนำมาเปรียบเทียบกัน ใจย่อมไม่ทุกข์ ที่ทุกข์ เพราะชอบนำมาเปรียบเทียบ เช่น

คนอยู่ต่างประเทศ บางคน อยากมาอยู่เมืองไทยก็มี เพราะ คิดว่า ค่าครองชีพต่ำ อาหารการกิน อุดมสมบูรณ์

คนอยู่ต่างประเทศ บางคน ไม่อยากมาอยู่เมืองก็มี เพราะ คิดว่า ค่าแรงไม่สมกับกับงานที่ทำ อาหารการกินก็แพง ถ้ามีเงินน้อย จะอยู่เมืองไทยได้ยังไง

คนอยู่ประเทศไทย ก็มีคิดแบบนั้น เช่นเดียวกัน

เหตุเพราะ ใจยังไม่รู้จัก “พอ”

หากใจ รู้จัก “พอ” ย่อมรู้จักการใช้ชีวิตแบบ ประมาณตน ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จะหยิบ จะจับ จะทำอะไร คิดก่อนทำทุกครั้ง

เหตุนี้ การคอรัปชั่นต่างๆ จึงเกิดขึ้น เพราะ ใจที่ยังไม่ “พอ” นั่นเอง

การคอรัปชั่น พูดง่ายๆคือ การโกง เกิดขึ้นได้ทุกอาชีพ

ทำงาน เมื่อคิดว่า ไม่คุ้มค่าแรง การตอบแทนอะไรๆ จากบริษัท ไม่ค่อยมี จึงทำให้เกิดการคอรัปชั่น โกงเวลาทำงานบ้าน โกงทรัพย์สินของบริษัทบ้าง(หยิบของในสำนักงาน มาใช้ส่วนตัว) โกงเพื่อนร่วมงานบ้าง(เกี่ยงงาน มองว่า งานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ก็เกินค่าแรงแล้ว)

นี่ยกตัวอย่างแค่เป็นน้ำจิ้มนะ ยังมีอื่นๆอีก และในอาชีพอื่นๆด้วย ที่มีการกระทำแบบนี้

ฉะนั้น การแก้ให้ถูกจุด ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปกล่าวโทษนอกตัว

อย่าลืมเป้าหมาย

เมื่อคืน คุยกับเจ้านาย เรื่อง การลาพักร้อนของเขา ส่วนมาก เจ้านายชอบลืมวันลาพักร้อนของตัวเอง และเสียไปฟรีๆ

บางบริษั ถ้าใครไม่ใช้สิทธิ์ลาพักร้อน จะมีการจ่ายเป็นค่าแรงให้ ที่บริษัทเจ้านายทำงานอยู่ ไม่มีแบบนั้น

บอกกับเจ้านายว่า ที่ผ่านมาแล้ว ช่างมัน ต่อไปนี้ จะเตือนความจำเรื่อง พักร้อน ให้เจ้านายเอง

ถามเจ้านายว่า ลาพักร้อน ๑ วันได้ไหม

เขาตอบว่า ได้

เราบอกว่า งั้นต่อไป เวลาลาพักร้อน ให้ดูวันหยุด จะได้ลาพักร้อน ๑ วัน แต่ได้หยุดยาว สัก ๓ วัน(ศ-ส-อาทิตย์) ก็ยังดี จะได้ไปวัดไง

ช่วงหลังๆ เขาไม่ได้ไปวัดเลย งานยุ่งตลอด ขนาดอยู่บ้าน ยังต้องทำงาน ถ้าที่ทำงานมีปัญหา เขาต้องเป็นคนประสานงานให้ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

เหตุที่อยากให้เขาไปวัด เพราะ อยู่ที่นั่น ตัดขาดจากโลกภายนอก เป็นอิสระจากงานชั่วคราว

ถ้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน ไม่ให้โอกาสตัวเอง ในการพักผ่อนจิตบ้าง จะเอาพลังมาจากไหน ที่จะมาสู้กับกิเลสทีเกิดขึ้น ที่มีเหตุปัจจัย จากผัสสะต่างๆ

การทำความเพียร ในแบบที่เจ้านายทำอยู่ ก็ใช้ได้ แต่จะเสียเวลาไปฟรีๆ ในส่วนที่ควรจะได้ทำ

ก็เป็นอันว่า ต่อไปนี้ วลัยพรต้องคอยเตือนเจ้านาย เรื่อง ลาพักร้อน เพื่อให้มีเวลากับการทำความเพียร ไม่ใช่แค่งานทางโลก

งานทางโลก ไม่ว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับอะไร ตอบแทนกลับมาก็ตาม หากตายลง เอาไปไม่ได้สักอย่างเดียว

ผิดกับการทำความเพียร ยิ่งทำ ยิ่งเท่ากับสะสม เหมือนสะสมทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ภายใน หากตายลง มีสิ่งนี้แหละ ที่นำติดตัวไปได้

หากยังต้องเกิดอยู่ การทำความเพียร ที่สะสมไว้นี้ จะเป็นเครื่องมือ ในภพชาติต่อไปที่ใช้สำหรับ การสร้างเหตุของ การดับเหตุของการเกิด จนกว่าจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้(นิพพาน) ก็ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ถ้าถามว่า ไม่มีเงินกินข้าว กับ การเกิดซ้ำซาก แบบไหน ทำให้ทุกข์กว่ากัน

คำตอบคือ ไม่มีเงินกินข้าว ทุกข์ไม่นานหรอก แค่เข้าไปที่วัด ช่วยงานวัด ก็มีข้าวกินแล้ว

ส่วนการเกิด ทุกข์มากมายยิ่งนัก เกิดซ้ำซาก เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด กว่าจะรู้ชัดในวิธีการดับเหตุของการเกิด(นิพพาน) ต้องทนทุกข์ทั้งกายและใจ มากี่กัปป์ กี่กัลป์ ก็ไม่รู้

ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า การเกิด น่ากลัว ยิ่งกว่าสิ่งใด
เพราะขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

หัวใจเต้น แรง เร็ว

อาการหัวใจเต้น หรือ ใครจะเรียกว่า ตอดๆก็ไม่ผิด
เป็นรูปแบบของการทำกรรมฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือ
รู้กาย เหมือนรู้ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ตามปกติของอาการที่เกิดขึ้นกับกาย

เพียงแต่ ไปรู้ที่อาการหัวใจเต้นตุ้บตั้บอยู่ เท่านั้นเอง
คือ รู้ชัดอาการที่เกิดขึ้นของกายตรงไหนได้ ก็รู้ไปตามนั้น

เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะปฏิบัติรูปแบบไหน
สุดท้ายก็รู้เหมือนๆกัน

การรู้จังหวะการเต้นของหัวใจ ไม่ใช่ความพิเศษอันใด
เหมือนพุทธโธ เหมือนพองหนอ ยุบหนอ เหมือนรูปแบบการปฏิบัติอื่นๆน่ะแหละ

ถ้าไม่ไปยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น หรือคำเรียกต่างๆ

สักแต่ว่ารู้ว่า มีสภาวะนั้นๆเกิดขึ้น
สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น ย่อมเกิด ดับ เป็นเรื่องปกติ
มีสภาวะอื่นๆมาสอนต่อ มีหน้าที่คือ เรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุของความไม่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น
ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น มีความยินดีกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เป็นความปกติ จึงเปลี่ยนสภาพเป็น อุปกิเลส
เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด อุปสรรค ในการปฏิบัติไปทันที

คือ แทนที่สภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ก็จมแช่อยู่กับสภาวะนั้นๆ จนกว่ามีเหตุปัจจัยใหม่ ที่ทำให้หลุดจากสภาวะอุปกิเลสที่เกิดขึ้น

หากยังชอบสอนผู้อื่น ทั้งๆที่ผู้สอนก็ไม่รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น
เหตุจาก การสร้างเหตุทำให้ผู้มีเหตุปัจจัยร่วม ทำให้ผู้นั้นหลงสภาวะ
คือ เชื่อตามคำบอกเล่า เกิดจาก มีเหตุปัจจัยต่อกัน ให้มาเชื่อกัน

ผลกระทบกลับมาหาผู้สอน คือ สภาวะการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า หลงติดกับอุปกิเลส อยู่แค่นั้น
จนกว่าจะหยุดสร้างเหตุให้ผู้อื่นหลงสภาวะ

เมื่อนั้น จึงจะหลุดจากอุปกิเลส ที่ติดกับอยู่

 

ปัสสัทธิ กับ สมาธิ

ปัสสัทธิ เป็นคนละสภาวะกับสมาธิ

ปัสสัทธิ มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ความสงบ

ขณะที่เกิดสภาวะปัสสัทธิ จะแค่รู้สึกว่า สงบ คือ มีความสงบเกิดขึ้น
จะไม่มีอาการวูบ หรือ วาบ ก่อนอาการปัทสัทธิเกิด

สมาธิ มีลักษณะเด่นชัด ที่เกิดขึ้นก่อนที่จิตจะเป็นสมาธิคือ
มีอาการวูบ หรือ วาบ เกิดขึ้น อาจจะมีโอภาส หรือ ไม่มีโอภาส เกิดขึ้นร่วมด้วยก็ได้

ลักษณะที่เด่นชัดของจิตเป็นสมาธิอีกอย่างหนึ่งคือ
ขณะหลับตาอยู่ แต่ตาในไม่หลับ เหมือนคนลืมตาภายใต้เปลือกตา
จะมีอาการเหมือน มองกระจกอยู่

ส่วนปัสสทธิ จะมีแค่อาการสงบ แต่ไม่มีสภาวะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเหมือนจิตเป็นสมาธิ คือ
ขณะที่ ก่อนจิตเป็นสมาธิ และกำลังเป็นสมาธิอยู่

การที่ได้ยินเสียง หรือ สัมผัสกับ การเต้นของหัวใจ
จะเกิดขึ้นเมื่อ ความสงบเกิดก่อน
ไม่ใช่เกิดขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่

การที่มารับรู้การเต้นของหัวใจ หรือ การเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย
เหตุจาก กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นอยู่ คลายตัวลง จึงมารับรู้อาการที่เกิดขึ้นกับกายได้

ธันวาคม 2013
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: