ไม่หวาดกลัว

วลัยพร เป็นผู้ไม่มีความหวาดหวั่น หรือ หวาดกลัวอนาคต ไม่ต้องคิดล่วงหน้า

เพราะ รู้ดีว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ) และ ที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่(ตามความรู้สึกชอบ ชัง ที่เกิดขึ้น))

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว มีแต่ มุ่งดับ มากกว่า กระทำเพื่อให้เกิดขึ้นใหม่

ไม่กลัวความตาย เพราะ รู้ว่า ความตาย ไม่มีอยู่จริง
และหลังผ่านความตาย ต้องเจอสภาวะใด

รู้สึกอิ่มเอิบใจ สุขใจ

 

 อยู่ตรงนี้

ตอนนี้ สภาวะวลัยพร อยู่ตรงนี้ คือ เกิดขึ้นเนืองๆ ทั้งกลางวัน กลางคืน ทั้งหลับ และตื่น

สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ สุขเกิดขึ้นเนืองๆ ความสงบเกิดขึ้นเนืองๆ

ขณะที่ทำอะไรอยู่ก็ตาม หรือเวลาที่โพสอะไรๆ อยู่นี่ จะรู้ชัดในโพรงจมูก รู้สึกเย็นๆภายใน มีสุขเกิด

บางครั้ง รู้สึกถึงชีพจรเต้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย สมาธิเกิดก็รู้ สุขเกิดก็รู้ พองยุบก็รู้ สภาวะทั้งหมด แยกออกจากกัน ไม่ป่ะปนกัน

เวลานอน ก่อนหลับ จะรู้ว่า สมาธิเกิดก่อน จึงหลับลงไป พอรู้สึกตัว ทั้งกลางดึก และตอนเช้า จะรู้ชัดในสมาธิ ที่กำลังเป็นอยู่

 

 

โฆษณา

หนึ่งแท้ ไม่แปรผัน

ดี-ชั่ว ไม่มีอยู่ในหัว

จึงไม่มีดี จะให้เก็บ และ ชั่วจะให้ละ

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะเรื่องนี้ เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเปลี่ยนแปรผัน
ไม่ว่าจะเกิดในยุคใด สมัยใด ก็ตาม

ภิกษุทั้งหลาย ! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย
บุคคล บางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้น นำเขาไปนรกได้

ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว
กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย ! ใครกล่าวว่า
คนทำกรรม อย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้

เมื่อเป็นอย่างนั้นๆ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้
ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ

ส่วนใครกล่าวว่า

คนทำกรรม อันจะพึงให้ผล อย่างใดๆ
ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้

เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้
ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ.
ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐.

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย! ใครพึงกล่าวว่า คนทำกรรม อย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็น อย่างนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีไม่ได้ ช่องทาง ที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของ กรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ก็ย่อมปรากฏ.

ภิกษุทั้งหลาย! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย ที่ บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ บาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ให้ผลในภพปัจจุบัน) ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย.

บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลชนิดไร ทำแล้ว บาปกรรมนั้น จึงนำเขาไปนรกได้?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายมิได้อบรม มีศีลมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรม มีปัญญามิได้อบรม มีคุณความดีน้อย เป็นอัปปาตุมะ (ผู้มีใจคับแคบ ใจหยาบ ใจต่ำทราม) เป็นอัปปทุกขวิหารี (มีปกติอยู่เป็นทุกข์ด้วยเหตุ เล็กน้อย คือเป็นคนเจ้าทุกข์) บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลชนิดน้ทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้.

บาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกัน บุคคลชนิดไร ทำแล้ว กรรมนั้นจึงเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏ ผลมากต่อไปเลย?

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายได้อบรมแล้ว มีศีลได้อบรมแล้ว มีจิตได้อบรมแล้ว มีปัญญาได้อบรม แล้ว มีคุณความดีมาก เป็นมหาตมะ (ผู้มีใจกว้างขวาง ใจบุญ ใจสูง) เป็นอัปปมาณวิหารี (มีปกติอยู่ด้วยธรรม อันหา ประมาณมิได้คือเป็นคนไม่มีหรือไม่แสดงกิเลส ซึ่งจะเป็นเหตุให้ เขาประมาณได้ว่าเป็นคนดีแค่ไหน) บาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้น บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! ต่างว่าคนใส่เกลือลงไปในถ้วยน้ำ เล็กๆ หนึ่งก้อน ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำอันน้อย ในถ้วยน้ำนั้น จะกลายเป็นน้ำเค็มไม่น่าดื่มไป เพราะเกลือ ก้อนนั้นใช่ไหม?

“เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า!”. เพราะเหตุไร?

เพราะเหตุว่าน้ำในถ้วยน้ำนั้นมน้อย มันจึงเค็มได้… เพราะเกลือก้อนนั้น.
ต่างว่า คนใส่เกลือก้อนขนาดเดียวกันนั้น ลงไปใน แม่น้ำคงคา ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำในแม่น้ำ คงคานั้นจะกลายเป็นน้ำเค็ม ดื่มไม่ได้เพราะเกลือก้อนนั้น หรือ?
“หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า!”. เพราะเหตุไร?

เพราะเหตุว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีมาก น้ำนั้นจึง ไม่เค็ม…เพราะเกลือก้อนนั้น.
ฉันนั้นนั่นแหละ.

ภิกษุทั้งหลาย! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคน ทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏ ผลมากต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย! คนบางคนย่อมผูกพันเพราะ ทรัพย์ แม้กึ่งกหาปณะ… แม้ ๑ กหาปณะ… แม้ ๑๐๐ กหาปณะ ส่วนบางคนไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น คนอย่างไร จึงผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ ฯลฯ คนบางคนในโลกนี้เป็นคนจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย คนอย่างนี้ย่อมผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ. ฯลฯ

คนอย่างไรไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น?
คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก คนอย่างนี้ย่อมไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น ฉันนั้นนั่นแหละ.

ภิกษุทั้งหลาย! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลบางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บุคคลบางคน
ทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย! พรานแกะหรือคนฆ่าแกะ บางคนอาจฆ่า มัด ย่างหรือทำตามประสงค์ซึ่งแกะที่ ขโมยเขามาได้ บางคนไม่อาจทำอย่างนั้น พรานแกะหรือ คนฆ่าแกะเช่นไร จึงอาจฆ่า มัด ย่าง หรือทำตามประสงค์ ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้?
บางคนเป็นคนยากจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ อาจฆ่า ฯลฯ ซึ่งแกะที่ ขโมยเขามาได้.
พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไร ไม่อาจทำ อย่างนั้น?
บางคนเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นพระราชาหรือราชมหาอำามาตย์ พรานแกะหรือ คนฆ่าแกะเช่นนี้ไม่อาจทำอย่างนั้น มีแต่ว่าคนอื่นจะ ประณมมือขอกะเขาว่าท่านผู้นิรทุกข์ ท่านโปรดให้แกะ หรือทรัพย์ค่าซื้อแกะแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้ฉันใด ฉันนั้น เหมือนกัน.

ภิกษุทั้งหลาย! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคล บางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นนำเขาไปนรกได้ ส่วน บาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย! ใครกล่าวว่า คนทำกรรม อย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็น อย่างนั้นๆ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ
ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผล อย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ

ข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นกรรม

ภิกษุทั้งหลาย! เราจักแสดง จักจำแนก ซึ่ง อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์แปด) แก่เธอทั้งหลาย. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าว.

ภิกษุทั้งหลาย! อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรค มีองค์แปด) เป็นอย่างไรเล่า?
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายยมะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย! ความรู้อันใดเป็นความรู้ในทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์เป็นความรู้ในความดับแห่งทุกข์ เป็นความรู้ในทางดำาเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาสังกัปปะ (ความดาริชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
คือ ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในการ ไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง เจตนา เป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องเว้นจาก การพูดหยาบ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมากัมมันตะ (การทำาการงาน ชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า เจตนาเป็น เครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมากัมมันตะ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีวิตชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย! สาวกของพระอริยเจ้าในกรณีนี้ ละการหาเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วย การเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาอาชีวะ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมปลูก ความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อม ประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดแห่งอกุศลธรรม อันเป็นบาปท้งหลายที่ยังไม่ได้บังเกิด; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อม ปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการ บังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่บังเกิด; ย่อมปลูก ความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อม ประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้เพื่อความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน

ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวายามะ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี ปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเครื่องเผา กิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเครื่องเผา กิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้; เป็นมีปกติผู้พิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึก ตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความพอใจและความไม่พอใจในโลก ออกเสียได้; เป็นผู้ปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำาความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสติ.

ภิกษุทั้งหลาย! สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) เป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้ว จากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแล อยู่;

เพราะความที่วิตก วิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรม อันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิด จากสมาธิ แล้วแลอยู่;

อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่ง ปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้นว่า“เป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติอยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่;

เพราะละสุขและทุกข์ เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. ภิกษุทั้งหลาย! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสมาธิ.

สระผม-ซักผ้า

เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น จึงเห็นธรรม สภาวะมาสอน ให้รู้จักใช้ทุกสิ่ง ให้คุ้มค่า กับ การจับจ่าย(ทรัพย์ที่เสียไป)

จากครั้งที่แล้ว เรื่อง ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ สระผม ซักผ้า(เสื้อกับกางเกงขาก๊วย ผ้าโทเร) ใช้น้ำ ๕ ขัน

เมื่อกลับมาอยู่ห้อง ยังใช้น้ำเหมือนเดิม คือ เวลาสระผม(ชอบสระกลางคืน) เอาถังมารองน้ำที่สระ แล้วนำน้ำนั้น ไปล้างทำความสะอาด ขัดถูห้องน้ำ อีกที ไม่ทิ้งน้ำให้เสียเปล่า

ตอนนี้ การใช้น้ำเปลี่ยนไป เหตุจากการ ซักผ้าทุกวัน เพราะ น้ำที่ปล่อยไว้ช้าๆ จะไม่มีที่ใส่

การใช้น้ำ เริ่มเปลี่ยนไป หลังจากล้างแก้ว ล้างชาม ที่ใช้ในช่วงเช้าเสร็จ น้ำดีสุดท้าย ที่ล้างชาม ยังไม่ทิ้ง เก็บไว้ก่อน

สระผมเคยสระกลางคืน เปลี่ยนมาสระ ตอนเช้า เอากระมังซักผ้าใบเล็ก มารองน้ำ สระผมเสร็จ นำน้ำดี ที่ล้างชาม ล้างแก้ว น้ำสุดท้าย ใส่รวมกับน้ำที่ใช้สระผม ใส่ผงซักฟอก

ใส่ผ้าที่จะซัก มีเสื้อกล้าม(ชอบใส่เสื้อกล้ามอยู่ห้อง) ผ้าเช็ดมือ(เสื้อยืดเก่าๆ ที่ไม่ได้ใส่แล้ว นำมาตัดครึ่งตัว แยกชิ้นออกจากกัน ทำเป็นผ้าเช็ดมือ ได้สองผืน)

ในห้องน้ำ จะมีถังขนาด ๒๐ ลิตร ใส่น้ำไว้เสร็จ(ตักจากหลังบ้านที่รองไว้) แบ่งใส่กระป๋อง ใส่กระมังสำหรับแช่น้ำยาปรับผ้านุ่ม

ซักน้ำผงซักฟอกเสร็จ นำน้ำผงซักฟอก ราดและขัดทำความสะอาด พื้นห้องน้ำ นำผ้าไปซักในน้ำแรก ในกระป๋อง มีน้ำรองใส่ถังในห้องน้ำ

ซักน้ำแรกเสร็จ ซักต่อที่น้ำในถัง แล้วบิดผ้าใส่ ลงแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มในกระมัง ที่เตรียมไว้ นำน้ำในกระป๋อง ที่ใช้แล้ว ราดและล้าง ทำความสะอาด น้ำผงซักฟอก ที่ทำความสะอาดพื้นไว้เมื่อกี้

เสร็จแล้ว บิดผ้าขึ้น นำไปตาก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ที่ใช้แล้ว ไม่ทิ้ง เอาไว้ราดโถส้วม ไม่ต้องกดน้ำชักโครก น้ำในถังที่ใช้แล้ว ก็เอาไว้ใช้กับโถชักโครกเหมือนกัน

ส่วนชุดทำงาน เสื้อผ้าอยู่บ้าน กางเกง ของเจ้านาย กางเกงยีนส์ของวลัยพร ๒ วัน ค่อยซัก น้ำที่รองไว้ จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้แบบนี้

เจ้านายอาบน้ำ ใช้ฝักบัวทุกวัน ค่าน้ำเคยจ่าย ๑๕๐ บาทต่อเดือน ตอนนี้จ่ายเพียง ๓๖ บาท

เครื่องซักผ้า ส่วนมาก ไว้ใช้เวลาปั่นแห้ง สำหรับผ้าเยอะๆ และไว้สำหรับซักผ้าห่มนวม ผืนใหญ่ของเจ้านาย ซักอาทิตย์ละครั้ง

ผ้าขนหนูของเจ้านาย จะแยกส่วนเช็ดหน้า กับเช็ดตัว คนละผื้น

ผืนเล็ก สำหรับเช็ดหน้าสีขาว กว้าง ๑๑ นิ้ว ยาว ๒๔ นิ้ว ซื้อจากตลาดนัดปากน้ำ ผืนละ ๕ บาท ซื้อ ๑๐๐ ผืน แบ่งให้แม่และน้อง นำไปทำบุญ ของเจ้านายมี ๑๔ ผื้น ใช้มา ๓ ปี ผ้ายังดูสะอาดอยู่ ไม่เก่า

ผืนใหญ่ ของเจ้านาย มี ๑๒ ผื้น สับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ ทำให้เนื้อผ้า สีสันของผ้า ยังสีสดใส ผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัว จะใช้แบบสีเขียวเข้ม กับ สีแดงเลือดนก สีไม่ซีด เพราะมีสับเปลี่ยนกับผืนอื่นๆ

เจ้านายเล่าให้ฟังว่า น้องที่ทำงาน ถามว่า ทำไมเสื้อพี่ใหม่จัง (เสื้อทำงาน เป็นเสื้อยืด ของคนอื่นสีซีดดูเก่า) เจ้านายแค่ยิ้ม ตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ซักรีดเอง เลยกลับมาถามเราว่า วลัยพรทำยังไง

เราก็บอกว่า เวลาซัก จะกลับด้านในออก เวลานำเสื้อปั่นแห้ง จะใส่ปลอกหมอน(เป็นผ้า เย็บมือเอง) เนื้อผ้าของเสื้อจะไม่เสีย ไม่ยืด ไม่ย้วย

เวลารีด จะรีดด้านใน สีผ้าด้านนอกจึงไม่ซีด เพราะ ไม่โดนความร้อนจากเตา ที่นาบลงเนื้อผ้าแบบตรงๆ

อีกอย่าง เจ้านายมีเสื้อทำงาน ไว้สับเปลี่ยนหลายตัว เนื้อผ้าจึงไม่ช้ำไว สีเสื้อไม่จางไว เสื้อจึงดูไม่เก่า เพราะเหตุนี้ด้วย

กางเกงทำงานสีดำ ของเจ้านาย มี ๘ ตัว กางเกงใส่ลำลอง ๑๒ ตัว ซื้อมือสอง แต่สภาพใหม่เอี่ยม ไม่ได้ซื้อของแพง หรือ มือหนึ่ง

รองเท้าทำงานของเจ้านาย มี ๑๒ คู่ ลำลอง ๓ คู่ เป็นรองเท้าหนัง ซื้อมือสองเหมือนกัน หนังโอเค ใช้งานได้อีกนาน บางคู่แค่เปลี่ยนพื้นใหม่ เหมือนรองเท้าใหม่ รองเท้าหนัง มือสอง ที่แฮปปี้แลนด์ คู่ละ ๑๙๙ บาท ทะยอยซื้อ แล้วแต่จะถูกใจ ไม่ได้ซื้อทีเดียว หลายๆคู่

มือหนึ่งก็มีซื้อนะ ซื้อแบบลดราคา จาก ๒๐๐๐ กว่า ลดเหลือ ๙๐๐ บาท บางคู่ก็ ๑๕๐๐ มีอยู่ ๒ คู่(ใหม่) ที่ซื้อ เพราะ ตอนนั้น ยังไม่เจอร้านขายรองเท้ามือสอง

รองเท้าของเจ้านาย จึงพังช้าลง ไม่เหมือนเมื่อก่อน มีแค่สองคู่(มือหนึ่ง) พื้นตรงกลาง หักหมด เพราะ ชอบนั่งยอง เวลาเข้าไปดูเครื่อง

รองเท้า ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ถ้ามีน้อยคู่ การใช้งานบ่อยๆ ทำให้รักษาสภาพรองเท้าได้ยาก คือ หมดอายุการใช้งาน ก่อนเวลาอันควร

รองเท้ามือสอง ที่ซื้อมาส่วนมาก จะเป็นยี่ห้อ ฮัทป๊อปปี้ โปโล โปโลโค Tedelon (ยี่ห้อนี้ หนังก็ดีนะ) หนังจะดีมาก ใส่แล้ว เวลาเดิน นุ่ม สบายเท้า นน.เบา กระชับเท้าดี(เจ้านายบอก)

อยากร้องไห้

โพธิปักขิยธรรม

แรกๆ ที่รู้สภาวะของคำเรียก โพธิปักขิยธรรม ก็เขียนสภาวะมาเรื่อยๆนะ รู้ดีว่า ถึงเวลา เดี๋ยวเจอในพระไตรปิฏกเอง แล้วต้องตรงกับพุทธวจนะด้วย ทั้งสองอย่าง ต้องเชื่อมโยงต่อกัน ถึงจะเขียนต่างกันก็ตาม

แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนกัน คือ การทำลายกิเลสสังโยชน์ ที่มีอยู่ ให้เบาบางลงไป ตามเหตุปัจจัย ยังไม่เป็นสมุจเฉทประหาน แต่เหมือนสมุจเฉทประหาน ตรงที่ มีแต่ดับ มากกว่าเกิด

 

อยากร้องไห้

ทุกๆครั้ง ที่รู้ชัดในลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของสภาวะนั้นๆ ที่มีคำเรียกอยู่
พอรู้ชัดในสภาวะ สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือ เกิดปีติมากมาย อยากร้องไห้ รู้สึกซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งแนวทางไว้ ให้เป็นร่องรอยปรากฏ สามารถเดินตาม และกระทำตามได้ ให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล

ปีติ อิ่มเอิบใจ มากมายยิ่งนัก สุขล้นเหลือ

สภาวะสุขที่เกิดจากสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆมาหลายวันแล้ว
โบนัสครั้งนี้ เกิดขึ้นนานจริงๆ

ขอให้ทุกรูปทุกนาม หมดทุกข์ และมีความสุข

 

สุขเกิดขึ้นเนืองๆ

ความสุขของวลัยพร เป็นความสุข ที่เกิดจาก การทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง

และ เป็นความสุข ที่เกิดจาก การสร้างเหตุ การดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)

เหตุของการสร้างเหตุ ในการทำความเพียรต่อเนื่อง(ไม่เคยหยุดทำ ทั้งกลางวัน และกลางคืน) และพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

ผลที่ส่งกลับมาคือ นิวรณ์น้อยลง เป็นเหตุให้ ปัสสัทธิ(ความสงบ) เกิดขึ้นเนืองๆ สมาธิจึงเกิดขึ้นเนืองๆ สุข สงบ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ

เหมือนอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง ไม่ใช่โลกที่เต็มไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เหมือนเกลียวด้าย ที่พันกันยุ่งเหยิง

อุปัชฌายสูตร

วิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามคำสอนพระพุทธเจ้า

อุปัชฌายสูตร

[๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้นพาภิกษุสัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิต
ของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่
ปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่เธอ เธอไม่ยินดีประพฤติ
พรหมจรรย์ และเธอมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้

ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียรเป็ นเครื่องตื่นอยู่ ไม่เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ประกอบการเจริญ โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบ
ความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดังนี้ ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นอันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป

ภิกษุนั้นหลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่อยู่ ไม่นานเท่าไร ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม

ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวช เป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ก็แลภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในจำนวน พระอรหันต์ทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้น ได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายผมไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้น พาภิกษุผู้สัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมไม่
หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัย ในธรรมทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่เธอ ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของเธอ เธอยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และเธอไม่มีความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้

ย่อมมีได้แก่ภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร เป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

หมายเหตุ:

การเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ขณะที่ผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างนานา

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ชั่วขณะที่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สภาวะโพธิปักขิยธรรม จึงเกิดขึ้น ชั่วขณะ

ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

การหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นการเจริญโพธิปักขิยธรรม

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=1603&Z=1648

ธันวาคม 2013
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: