โปรดทราบ

สำหรับ ผู้ที่มาขอคำแนะนำเรื่อง การทำความเพียร เพื่อดับเหตุของการเกิด กับวลัยพร คุณจะต้องเป็นคนที่ ไม่พูดโกหก ต้องพูดตามความจริง

และถึงแม้คุณจะเป็นคนชอบพูดโกหก ถึงแม้คุณไม่พูดออกมาตามความเป็นจริง ยังไงซะ จะมีเหตุให้คุณกระเด็นออกไป จากชีวิตของวลัยพรเอง

 

มีเหตุ ย่อมมีผล

ที่วลัยพรพูดแบบนี้ เพราะ ทุกๆคำพูด ที่วลัยพรได้แนะนำออกไป สิ่งเหล่านั้น จะย้อนกลับมาหาวลัยพรหมด ไม่ใช่มาแค่ ครั้งล่ะหนึ่ง คำแนะนำ ที่ให้ไป แต่จะมาแบบเหมาจ่าย คือ รววมิตร เพื่อเป็นการทดสอบว่า ตัวเอง ทำได้หรือยัง

ถึงแม้ บดบทสอบนี้ วลัยพรจะผ่านได้ เพราะ รู้ว่า ควรทำอย่างไร ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต แต่ไปส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติ คือ มาในรูปของนิวรณ์ต่างๆ หากมีความหงุดหงิด การทำความเพียรย่อม ย่อหย่อนลงไป

หากจิตสงบดี ไม่มีนิวรณ์เข้าแทรก สภาวะการปฏิบัติ ย่อมดำเนินอย่างต่อเนื่อง ไม่มีติดขัด

มีบางคน มาขอคำแนะนำ และบอกว่า ให้แนะนำได้เต็มที่ พูดได้เต็มที่ ที่ไหนได้ พอชี้จุดบกพร่อง ชี้เหตุที่เขามีอยู่ให้เห็น กลับกลายทำคุณ บูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป

แล้วมันคุ้มไหม กับการที่ ต้องให้คำแนะนำ คนที่ชอบพูดโกหก ไม่เคยคิดแก้ไขตนเอง แค่คนบางคน ที่ต้องการที่ระบาย แค่หาเพื่อนคุย นี่คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทำให้ เกิดการระวัง ในการให้คำแนะนำมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต จะมีเหตุให้มีโอกาส อุดรอยรั่ว(การสร้างเหตุของการเกิด) ที่มีอยู่ ได้ทันมากขึ้น คือ มีแต่จบ ไม่สานต่อ และมีวิธีการ ให้เกิดความระวังมากขึ้น

รู้กับไม่รู้

ผู้ที่ไม่รู้ สิ่งที่เขากระทำ ย่อมกระทำตามแรงผลักดันของกิเลสตัณหา ที่เกิดขึ้น ภพชาติการเกิดขึ้นใหม่ของเขา ย่อมเกิดขึ้นมาใหม่เนืองๆ ทุกขณะ

เหตุจาก อวิชชา หรือความไม่รู้ที่มีอยู่ เขาจึงกระทำแต่สิ่งที่คิดว่า ถูกต้อง คือ ถูกใจเขา หรือ จากตำรา จากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมาว่า จะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ซึ่งหาใช่ตามความเป็นจริงไม่

มีแต่เรื่องของ ความถูกใจ(กู) มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด ไม่ใช่การกระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด

ผู้ที่รู้ชัด ในสภาวะของเรื่อง เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ เหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร การกระทำจะต่างกัน

ผู้ที่รู้แล้ว จะมีแต่ความระวัง และมีเหตุให้เกิดการระวังตัวเอง ในการที่เป็นเหตุปัจจัย ให้ผู้อื่น มาสร้างเหตุกับตัวเอง อุดรอยรั่วที่มีอยู่(การสร้างเหตุของการเกิด) ได้ทันมากขึ้น

 

แจ้งเตือน

สำหรับผู้ที่เข้ามาหา และแจ้งจำนงค์ว่า สนใจเรื่อง การทำความเพียร ได้เอ่ยปากออกมาเองว่า อนุญาติให้พูดแนะนำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องเกรงใจ วลัยพรจะทำแบบนั้น

เพราะ ผู้ที่มุ่งกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิด ย่อมเป็นผู้ที่ไม่ปกปิดตนเอง ต่อผู้แนะนำ ไม่งั้น สภาวะของผู้ที่มาขอคำแนะนำ ชีวิตจะมีแต่ความเดือดร้อน เพราะ นำสิ่งไม่จริงมาพูด

มีบางคน ต้องการแค่เพื่อนคุย ต้องการที่ระบาย แต่ไม่ได้สนใจเรื่อง การกระทำเพื่อการดับเหตุของการเกิด แต่เข้ามาหาวลัยพร แล้วนำเรื่อง ขอคำแนะนำเรื่อง การทำความเพียร เพื่อดับเหตุของการเกิด มาเป็นข้ออ้าง ในการสนทนา ชีวิตของเขา จึงอยู่ร้อนนอนทุกข์ เพราะเหตุนี้

เรื่องแบบนี้ วลัยพร เจอมาหลายคนแล้ว เป็นสภาวะหนึ่ง ที่ทำให้ วลัยพร มีข้อจำกัด ในการสนทนามากขึ้น

เปรีบเสมือนว่า เรากำลังเดินอยู่ แล้วจู่ๆ มีคนที่ไม่รู้จัก มาขอเดินด้วย โดยอ้างว่า กลัวเดินหลงทาง

แรกๆเหมือนจะเดิน แต่คอยจะชวนเราพัก เป็นระยะๆ เราไม่คิดอะไร อยากให้พัก ก็พัก

ต่อมา เริ่มเปลี่ยนบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชวนให้หยุดพัก แต่เริ่มบอกว่า ช่วยลากเดินหน่อย เดินเองไม่ไหว เราก็ช่วยลาก

ต่อมา เล่นนั่งลงกับพื้น ไม่ยอมเดิน แถมเกาะขาเราไว้ เราก็ยังเดิน แต่การเดินช้าลง เพราะ มีอีกฝ่าย เกาะขาเอาไว้ ถึงแม้จะรู้สึก หงุดหงิด รำคาญ ก็ทำอะไรไม่ได้ จะเป็นการแก้ไขสภาวะ

ถึงเวลา

จากสภาวะที่ผ่านๆมา ไม่ต้องคิดทำอะไร เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ อีกฝ่าย หลุดจากวงจรชีวิตไปเอง(ดับเอง ตามเหตุปัจจัย)

แล้วก็เป็นเช่นนั้น ทุกๆครั้ง ซึ่งวลัยพรไม่ต้องคิดทำอะไร นี่แหละ คือ ผลของการทำความเพียร และ การพยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ไม่สานต่อ ไม่ว่าใครจะมาพูดว่าอะไร

โฆษณา

ยอมอดตาย ดีกว่า ทำผิดศิล

เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ของวลัยพร เผื่อเป็นอุทาหรณ์ สำหรับคนอื่นๆ ที่อาจเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ จะได้แก้ไขตัวเองได้ทัน

ครั้งหนึ่ง เคยคบกับคนๆหนึ่ง ที่เคยมีแฟน หรือจะเรียกว่า เมียก็ได้(เพราะเขามีอะไรกันแล้ว และเคยอยู่กินด้วยกัน)

ตอนที่เจอกัน เขาเลิกกับเมียแล้ว เพิ่งเลิกกันไม่นาน คนนี้ทำงานอยู่กฟผ. เป็นหัวหน้า เงินเดือน แสนกว่าบาท มีบ้าน มีรถ เรียกว่า รวย เพราะตัวเอง ไม่ใช่รวย เพราะอาศัยเงินพ่อแม่กิน หรืออาศัยฐานะทางบ้าน

ตอนนั้น ยังทำงานประจำอยู่ วลัยพรเป็นคนที่ มีรายได้ดี คือ มีงานประจำทำ และมีรายได้พิเศษหลายทาง ตกเดือนละ แสนกว่าบาท

คบกันไม่นาน ตัดสินใจอยู่กินด้วยกัน เขาเป็นคนขี้หึง ทั้งๆที่ วลัยพร ไม่ได้เป็นคนหน้าตาสะสวยแต่อย่างใด

ได้ลาออกจากงาน เขาให้อยู่บ้าน ไม่ต้องทำงาน อาหารการกินไม่ต้องทำ เขามักพาไปกินตามร้านที่อยากไป ราคาแพงแค่ไหน ก็พาไปกิน ชีวิตเหมือนนกในกรงทอง มีทุกอย่าง

เขาไม่ชอบให้คบค้าสมาคมกับใคร แม้กระทั่งทางบ้านโทรมา ถ้าคุยนาน จะโดนค่อนขอด เวลาที่เขาอยู่ด้วย โลกทั้งใบ เป็นของเขาคนเดียว

วลัยพรมีหน้าที่พิเศษ คือ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานที่เขาทำ งานบ้างชิ้น เขาไม่อาจตัดสินใจเองได้ มักขอคำปรึกษา วลัยพรจึงมีหน้าที่อีกอย่าง เป็นคนให้คำปรึกษา คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับงาน ให้กับเขา

ความลับไม่มีในโลก

วลัยพรจะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ สามารถรู้อะไรๆโดยที่ อีกฝ่าย ไม่ได้พูดความจริงให้ฟังก็ตาม และจะมีเหตุให้ ความลับที่ปกปิดไว้ เปิดเผยตัวเอง

ต่อมา มีบางอย่าง ทำให้วลัยพรรู้ว่า เขากลับไปหาเมียเก่า(คนที่เคยคบกัน) และได้มีอะไรกันอีก(อันนี้รู้เองนะ มาในรูปของความฝัน เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ ที่เขาอยู่ด้วยกัน)

เราถามเขา เขาไม่ยอมรับ

วลัยพรเป็นคนถือเรื่องศิล ข้อกาเม ข้อมุสา ข้ออทินนา ส่วนข้อปานา กับ สุรา ไม่ได้ถือ แต่ก็ไม่ได้ดื่ม ทั้งไม่เคยทำร้ายสัตว์ใหญ่ เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ทุกวันนี้ กินแต่ซากศพของสัตว์

ศิลย่อมรักษาผู้รักษาศิล

ความลับ ซ่อนจากวลัยพรไม่ได้หรอก สมัยก่อน เขาใช้เพจเจอร์ มันมีอะไรบางอย่าง พอดีรู้ระหัสลับของเขา ได้เข้าไปฟัง ข้อความที่ส่งถึงเขา ฟังแล้ว รู้สึกเศร้าใจ

ผู้หญิงของเขา คนในอดีต ที่เขากลับไปมีอะไรกันอีก ได้ทำร้ายตนเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา

เราขอเลิกกับเขา โดยบอกว่า เราไม่มีเขา เราอยู่ได้ ส่วนผู้หญิงคนนั้น เขาอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเขา

 

เลิกยาก

แรกๆ เขาไม่ยอม สำหรับวลัยพร ไม่เอา ก็คือ ไม่เอา เพราะเห็นแล้ว ไม่อยากให้ผู้หญิงอีกคน ทำร้ายตัวเองเพราะเราเป็นเหตุ ตอนนั้น เรื่องสภาวะการดับเหตุของการเกิด ยังไม่รู้อะไรมากนัก รู้แค่ว่า ถ้าทำผิดศิล ชีวิตจะบรรลัย โดยเฉพาะ ศิลข้อกาเม

 

มีเหตุให้เลิกกัน

ต่อมา น้องชายของเขา ที่อยู่ด้วยกัน จะทำบ้านใหม่ ทำให้เขาและวลัยพร ต้องแยกกันอยู่ชั่วคราว นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ วลัยพร สามารถแยกทางจากเขาได้สำเร็จ ถึงแม้นัดเจอ ก็หลีกเลี่ยงการพบปะกัน

เหตุดี ของการทำความเพียร

นี่คือ เหตุดี ของการทำความเพียร ทำให้ คลาดแคล้วบ่วงมาร ที่จะฉุดชีวิตลงต่ำ เพราะ ทำผิดศิล โดยไม่ได้เจตนา ถึงแม้ว่า เหตุการณ์นี้ ผู้ชาย เป็นฝ่ายทำขึ้นมาเองก็ตาม

คือ ที่เราขอเลิก เพราะ เห็นใจฝ่ายหญิง เขาเคยอยู่กินมาด้วยกัน เขาคงต้องการผู้ชายคนนี้จริงๆ ถึงยอมทำร้ายตัวเอง

สำหรับวลัยพร ถึงแม้ ไม่มีเขา ก็อยู่ได้ ดีกว่า อยู่ด้วยกันแล้ว เป็นเหตุปัจจัย ให้ผู้อื่น อยู่บนกองทุกข์ สร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้กับผู้อื่น ไม่ได้ทำตัวนางเอก แต่ทำเพราะ ตัวเอง ยังมีทางเลือกอื่นๆอีกเยอะในชีวิต

เมื่อศิลไม่พร่อง เหตุนี้ การดำเนินชีวิตของวลัยพร และ การปฏิบัติ จึงก้าวหน้า อย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นเรื่องราวในชีวิตจริง ที่หยิบยกนำมาเป็นอุทาหรณ์ สำหรับ คนที่กำลังสร้างเหตุตรงนี้อยู่ ทั้งๆที่รู้ ก็ยังทำ

ขนาดวลัยพรไม่รู้ แล้วหลงทำลงไป ชีวิตมีแต่ปัญหาตลอด มีแต่เรื่อง แม้กระทั่ง การปฏิบัติ ก็ไม่ก้าวหน้า เรียกได้ว่า ชีวิต ไม่มีดีอะไรเลย

แล้วคนที่รู้อยู่เต็มอก ยังคิดทำเอง ชีวิตจะต้องเจออะไรขนาดไหน ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต้องเจอทุกข์ ผลแห่งการกระทำนั้น อาจจะช่วยทำให้ หยุดการกระทำได้

การผิดศิลข้อกาเม มีแต่ทำให้ เกิดความวิบัติ นำความหายนะ มาสู่ชีวิต การปฏิบัติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำยังไง ก็ไม่อาจสำเร็จ มรรค ผล ได้

การฆ่าอย่างดี

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ ๒๙๘
เกสีวรรคที่ ๒
๑. เกสีสูตร

[๑๑๑] ครั้งนั้นแล สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสี
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า

ดูก่อนเกสี
ท่านอันใคร ๆ ก็รู้กันดีแล้วว่าเป็นสารถีผู้ฝึกม้า
ก็ท่านฝึกหัดม้าที่ควรฝึกอย่างไร
สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ฝึกหัดม้าที่ควรฝึกด้วยวีธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง.

พ. ดูก่อนเกสี
ถ้าม้าที่ควรฝึกของท่าน
ไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
ท่านจะทำอย่างไรกะมัน ?

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ถ้าม้าที่ควรฝึกของข้าพระองค์
ไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
ก็ฆ่ามันเสียเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะคิดว่าโทษมิใช่คุณอย่าได้มีแก่สกุลอาจารย์ของเราเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสารถีฝึกบุรุษชั้นเยี่ยม
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกบุรุษที่ควรฝีกอย่างไร.

พ. ดูก่อนเกสี
เราแล ย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง
ดูก่อนเกสี ในวิธีทั้ง ๓ นั้น

การฝึก ดังต่อไปนี้ เป็นวิธีละม่อม คือ
กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้
วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมุโนสุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้

การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีรุนแรง คือ
กายทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้
มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้
นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัย เป็นดังนี้

การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง คือ
กายสุจริต เป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้
กายทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้
วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้
มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนสุจริตเป็นดังนี้
มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้
นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัยเป็นดังนี้.

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของพระองค์
ไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทำอย่างไรกะเขา ?

พ. ดูก่อนเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเรา
ไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อมด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
เราก็ฆ่าเขาเสียเลย

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ?

พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษที่ควรฝึกใด
ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง

ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน

ดูก่อนเกสี ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝีกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริย.

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่พระตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้วิญญูชนก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าวควรสั่งสอน
นั่นเป็นการฆ่าอย่างดีแน่นอน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ
เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบเกสีสูตรที่ ๑

ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรอาย

๒๘ มค.๕๗
เมื่อก่อน ช่วงที่เริ่มเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ๆ เวลากลับไปย้อนอ่าน รู้สึกว่า น่าอายมาก เขียนลงไปได้ยังไง

เมื่อมีสติ คิดพิจรณา หากตอนนั้น เกิดความอายเสียก่อน คงไม่กล้าเขียนตามความเป็นจริง

หากไม่ได้เขียนออกมา ความรู้สึกนั้นๆ คงเหมือนสายลม ที่พัดผ่านไป โอกาสสำนึกตัว การแก้ไข เหตุปัจจัย ที่ตนมีอยู่ คงทำไม่ได้ เพราะ มองไม่เห็น

คงไม่มีชีวิต แบบที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้

ขอบคุณ การกล้ายอมรับ ในสิ่งที่ตนเป็นอยู่ และมีอยู่
และกล้าเขียนประจานถึงสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง(ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ไม่ดี)

 

ใช้เวลา

บางครั้ง คิดดับเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย ต่อกันอยู่
สิ่งนั้น ยังไม่จบ เพราะ ยังมีเหตุปัจจัยอยู่

สิ่งที่รู้

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุปัจจัยของ การสร้างเหตุของการดับเหตุ ของการเกิด ลงไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปคิดดับ

“เว้นเหตุ แห่งทุกข์(เหตุของการ สร้างเหตุของ การเกิด) ย่อมมีสุข ในทุกที่”

๒๔ มค.๕๖

สมาธิ

การทำสมาธิ จิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง ผลคือ ไม่ว่าจะลืมตา หลับตา หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม จิตเป็นสมาธิอัตโนมัติ

 

กิเลสแทรก สภาวะเปลี่ยน
เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ มีสภาวะงุบๆๆๆๆๆ งุบหลายครั้ง งุบๆๆๆ สว่างทุกครั้ง นั่งไปชม. ๔๐ นาที เวทนาเกิด มีสติรู้อยู่ รู้ว่ามี แต่ไม่มีทุกข์เกิด(ทุกขเวทนาทางกาย) ข้างนอกดับสนิท รู้แต่สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน

สัญญา

พองุบๆลงไป สภาวะหนึ่งกำลังจะเกิดขึ้น จิตยิ้ม ฮ่าๆๆๆๆ ขอใช้คำนิยมหน่อย อาการเหมือนเวลาที่พบสิ่งดีๆ แล้วยิ้มแย้มน่ะ

พอกิเลสเข้าแทรก สภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้น หายวั๊บไปทันที กลับมารู้ที่กายดังเดิม เหมือนง้างธนู แต่แขนกลับหมดแรงเสียก่อน

ปกติ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอสภาวะแบบนี้ จะมีความเสียดาย แค่นิดเดียวเอง จะได้ตายและเกิดอีกครั้ง

ตอนนี้ ความเสียดายไม่มี บทจะเกิด สภาวะเกิดเอง มาไว ไปไว กิเลสแทรกปั๊บ หายวั๊บทันที ความปกติของสภาวะ เหมือนเป็นการให้ของขวัญ เป็นกำลังใจ

สัปปายะดี

ช่วงนี้ อากาศส่งเสริม มีสภาพอากาศเย็นทุกวัน ส่งเสริมให้จิตเป็นสมาธิได้ต่อเนื่อง จะอยู่ในอิริยาบทใด สมาธิเกิดตลอด แม้กระทั่ง กิน ดื่ม เข้าห้องน้ำ ซักผ้า

เมื่อมานั่งต่อ สมาธิเกิดแนบแน่นมากขึ้น นั่งเป็นชม.ขึ้นไป เวทนามี แต่เกิดแล้วหายไปเอง

ช่วงนี้ สภาวะถือว่า ดีนะ(ถูกใจ)

ไทม์แมชชีน

เมื่อคืน ขณะที่เข้านอน มีคิดโน่น คิดนี่ พร้อมกับรู้กายปกติ รู้สึกวาบขึ้นมา ตานอกหลับ ตาในสว่าง เหมือนนอนมองกระจกเงา
ภาพต่างๆ ในอดีตผุดขึ้นมา เห็นการกระทำ ที่เกิดจากความไม่รู้ ที่เคยทำไว้ในอดีต ภาพแต่ละภาพ เปลี่ยนไปเร็วมา เหมือนดูหนังเงียบ

เหตุของอวิชชา

ระหว่างท่องเที่ยวกับอดีต จิตอีกตัว มีคิดพิจรณา โอหนอ นี่แหละเหตุแห่งทุกข์ หลงสร้างมานานเท่าไหร่แล้วหนอ เราหลงสร้างเหตุของการเกิด จึงทำให้เกิดซ้ำซาก เกิดแล้ว เกิดอีก

การเกิดแต่ละครั้ง ความโง่(อวิชชา)นำหน้ามาก่อน โง่หลงสร้างเหตุนอกตัวมากมาย โง่หลงสร้างเหตุตามจินตนาการ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นว่า จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

ยิ่งเห็นแบบนี้ เหมือนนั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปในอดีต ดีก็แค่นั้น ไม่ดีก็แค่นั้น ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ต้องเกิด

ต่อเนื่อง

สมาธิเกิดต่อเนื่อง วูบลงไป ดับสนิททั้งคืน เช้ามา รู้ที่หู ได้ยินเสียงนาฬิกา ที่ตั้งเวลาไว้ ตะโกนเรียก ลุกขึ้นปิดเวลา

ช่วงเช้า ระหว่างนั่งกินกาแฟผสมโอวัลติน จิตเป็นสมาธิ ไม่อยากกิน แต่ต้องกิน เพราะไม่อยากปวดท้อง

อยู่ตรงนี้

เวลานั่ง เข่ายังมีปัญหาอยู่ นั่งขัดสมาธิได้ยาก ถ้านั่งเก้าอี้ สมาธิที่เกิดขึ้น มากเกินไป ไม่ค่อยรู้สึกตัว

ตอนปฏิบัตินอกสถานที่ เห็นผู้ปฏิบัติ พกหมอนรองนั่งส่วนตัวมา มองนอก รู้ใน ปัญญาเกิด

พอกลับมาบ้าน เย็บหมอนรองเข่า ทำให้นั่งขัดสมาธิที่พื้นได้ ใช้หมอนรองหนุนเข่าให้สูง ทำให้อาการปวดเข่า ไม่ส่งผลต่อการนั่งขัดสมาธิที่พื้น

คงที่

สภาวะที่เกิดขณะจิตเป็นสมาธิ ตอนนี้มีสภาวะเกิดขึ้นเหมือนเดิม คือ ไม่ต้องกำหนดอะไร จิตมีครุ่นคิดปกติ มีวิตกวิจารณ์ขึ้นมาเอง(ส่วนมากเห็นทุกข์ ของการเกิด) รู้สึกวาบขึ้นมา บางครั้ง รู้ชัดความเย็นในโพรงจมูก ขาดการรับรู้นอกตัว รู้ในตัวอย่างเดียว

พอรู้แบบนี้ ท้องพองขึ้นจะรู้ แต่ยุบไม่รู้ รู้ว่าพอง แล้วกายเริ่มหายไปหมด เหมือนเหลือแค่เงาที่ซ้อนอยู่ จะรู้แบบนี้ทุกครั้ง ที่ทำสมาธิ รู้ว่า ตานอกหลับ ตาในสว่าง เหมือนนั่งลืมตา มองกระจกเงา(เวลานอนกลางคืน จะเป็นแบบนี้ทุกคืน)

รู้ชัดที่กาย กายซ้อนกาย กายหยาบไม่ปรากฏ รู้ชัดที่เงา(กายละเอียด) ที่ซ้อนอยู่ รู้ที่มือ แต่มือไม่มี ประมาณนั้น ทีนี้จะรู้สภาวะอะไรต่อไป เป็นเรื่องของสภาวะ

ดื่มด่ำสมาธิ

๒๖ มค.๕๗

เพิ่งรู้ชัดในสภาวะ ที่เรียกว่า ดื่มด่ำสมาธิ

เช้านี้ เสียงเวลาที่ตั้งไว้ ตี ๕(เจ้านายตั้ง แต่ไม่เคยลุกปิดเอง) ลุกขึ้นปิด ออกไปหลังห้อง ตักน้ำที่รองไว้ ใส่ถัง(ทำแบบนี้ทุกเช้า)

กลับมานอนต่อ รู้ว่านอน รู้สึกวาบขึ้นมา รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ รู้ไปเรื่อยๆ สักพัก ได้ยินเสียงเปิดประตู เจ้านายออกไปเดินจงกรมนอกห้อง

ไม่ได้ลืมตา แต่ถามเจ้านายว่า หิวข้าวหรือยัง

เจ้านายบอกว่า ยัง แต่ใกล้แล้ว

สักพัก ได้ยินเสียงเจ้านายถ่ายรูป เราอยู่ในอิริยาบทนั่ง ปรับจากท่านอน เป็นท่านั่ง ตั้งแต่เจ้านายกำลังจะเปิดประตู

รู้ชัดสภาวะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่รู้กาย ไม่รู้ข้างนอก(ภายนอกดับ) รู้ที่จิต จิตเป็นสมาธิอยู่ รู้สึกดื่มด่ำ นั่งไปจนคิดว่า พอแล้ว เดี๋ยวเจ้านายหิวข้าว เพราะถึงเขาหิว ก็ไม่เรียก รู้ว่า เราทำสมาธิอยู่

กำหนดจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลืมตาขึ้น ถามเจ้านยว่า ตอนที่เจ้านายออกไปนอกห้อง ประมาณ กี่โมง

เขาบอกว่า เกือบ ๗ โมงเช้าแล้ว

เราบอกว่า วันนี้ สมาธิดีมาก รู้ชัดสภาวะที่เรียกว่า ดื่มด่ำ คจิตดื่มด่ำในสมาธิ จะรู้ที่จิตอย่างเดียว กายไม่รู้ สภาวะภายนอกก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เจ้านายเล่นเน็ต และเปิดหนังดูอยู่(ออกจากสมาธิแล้ว ถึงรู้)

จิตดื่มด่ำอยู่ในสมาธิ เป็นเวลา ๒ ชม. ครึ่ง

ชอบมากสภาพอากาศเย็นๆแบบนี้ สัปปายะเหมาะมาก จิตเป็นสมาธิได้ง่าย ที่สำคัญ อุปกรณ์สำหรับเวลานอน มีส่วนช่วยให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย

ที่ห้อง เจ้านายกับวลัยพร จะมีโซฟาปรับเอนนอน นั่งได้ คนละตัว เวลานอน ถ้ารู้สึกตัว แล้วรู้ว่า จิตเป็นสมาธิอยู่ จะปรับจากนอน เป็นนั่ง จนกว่าสมาธิคลาย แล้วจึงปรับนอน แต่ไม่ได้นอนราบ

ไม่เหมือนการนอนพื้น ถ้าจิตเป็นสมาธิอยู่ แล้วลุกขึ้นนั่ง สมาธิที่เกิดขึ้น จะคลายตัวเร็ว เกิดขึ้นไม่นาน

คิดว่า ถ้าได้อยู่ในที่อากาศเย็นๆตลอดทั้งปี ชีวิตนี้คงไม่ต้องคิดทำอะไรอีกแล้ว

 

เคยมีครั้งหนึ่ง ที่เกิดสภาวะนี้ ตอนนั้นป่วย เมนส์มามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด ไม่ได้ไปหาหมอ แต่ใช้การทำความเพียรรักษา(สมาธิ)

สมาธิที่เกิดตอนนั้น กับ สมาธิ ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่เหมือนกัน

ครั้งนั้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีโอภาสเกิดร่วมด้วย รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลผ่านไปทั่วร่างกาย(เคยโดนไฟดูดประจำ ทำให้จำความรู้สึกเวลาที่โดนไฟดูดได้)

ทาน ศิล ภาวนา

เมื่อผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เกิดจาก เคยสร้างเหตุร่วมกันไว้(ไม่ว่าจะรู้จักกัน หรือ ไม่รู้จักกัน ในชาตินี้ก้ตาม)

และไม่ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด
เกิดจาก ไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยมาร่วมกัน

กรรมเก่าและกรรมใหม่

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

เหตุของอวิชชา(ความไม่รู้ที่มีอยู่)
เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุออกไป(วจีกรรม กายกรรม) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย
ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

เหตุเกิดของกรรม ๓ อย่าง

ว่าด้วยเหตุเกิดของกรรม ๓ อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ มีอยู่
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.

๓ ประการเหล่าไหนเล่า ?
๓ ประการ คือ :-

โลภะ (ความโลภ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย,
โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย,
โมหะ (ความหลง) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก
ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด

เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี อันบุคคลหว่านไปแล้ว
ในพื้นที่ซึ่งมีปริกรรมอันกระทำดีแล้วในเนื้อนาดี.

อนึ่ง สายฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้น
จะพึงถึงซึ่งความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์โดยแน่นอน,
ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโลภะ เกิดจากโลภะ
มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด;

กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย
อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.

กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง
ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่าง ในทิฏฐธรรม (คือทันควัน)
หรือว่า เป็นไปอย่าง ในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา)
หรือว่า เป็นไปอย่าง ในอปรปริยายะ (คือ ในเวลาต่อมาอีก) ก็ตาม.

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโทสะ เกิดจากโทสะ
มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด;

กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.
กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง
ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม
หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ
หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโมหะ เกิดจากโมหะ
มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัย อันใด;

กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.
กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง
ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม
หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ
หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่านี้แล
เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.
ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓.

โยนิโสมนสิการ

โยนิ(เหตุ) ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(เหตุของการเกิด ที่มีอยู่)

มนสิการ ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(กระทำไว้ในใจ)

โยนิ หรือ โยนี แปลตรงตัวอยู่แล้ว แปลว่า เหตุ

มนสิการ แปลตรงตัวแล้ว การกระทำไว้ในใจ

อะไรคือ เหตุ

เหตุคือ สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)

เหตุมาจากไหน ต้องสาวลงไปอีก สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ
ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัย ที่ทำไว้ในอดีต

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

ผลของเหตุ ที่เคยกระทำไว้(กรรม)ในอดีต ส่งมาให้ได้รับ
ในรูปของสิ่งที่เกิดขึ้น ในรูปของ ผัสสะ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ ล้วนเป็นการดับที่เหตุของการเกิด
โยนิโสมนสิการ ก็เช่นเดียวกัน เป็นธรรมที่ดับ เหตุของการเกิด
ไม่ใช่เป็นการสร้าง เหตุของการเกิดขึ้นมาใหม่ หรือ เรียกว่า กรรมใหม่

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

อานนท์ ! ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า
เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น.

ความทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า ?
ความทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ,

ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว
ไม่เป็นการกล่าวตู่เรา ด้วยคำไม่จริง ;

แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม
ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย.

อานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น :

สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์
ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง,

แม้ความทุกข์ ที่พวกเขาบัญญัตินั้น
ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด
ย่อมบัญญัติ ความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้,

แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น
ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด
ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย

แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น
ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ ;

ถึงแม้สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด
ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม.

แม้ความทุกข์ที่ พวกเขาบัญญัตินั้น
ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้อยู่นั่นเอง.
– นิทาน. สํ. ๑๖/๔๐/๗๕.

ผล

ภิกษุ ท. ! ….ส่วนบุคคล เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง.
เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง รูปทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง,
เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง,
เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง,

เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่งเวทนาอันเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริงแล้ว ;

เขาย่อมไม่กำหนัดในจักษุ, ไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย,
ไม่กำหนัดในจักขุวิญญาณ, ไม่กำหนัดในจักขุสัมผัส,

และไม่กำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม.

เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่ลุ่มหลงแล้ว
ตามเห็นอาทีนวะ (โทษของสิ่งเหล่านั้น) อยู่เนืองๆ,
ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อเกิดต่อไป;

และตัณหา อันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่
อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน
เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นอันเขาย่อมละเสียได้;

ความกระวนกระวาย (ทรถ) แม้ ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความกระวนกระวาย แม้ ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้;
ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความแผดเผา แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้;
ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้,
ความเร่าร้อน แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้.

บุคคลนั้นย่อม เสวยซึ่งความสุข อันเป็นไป ทางกายด้วย.
ซึ่งความสุขอันเป็นไป ทางจิต ด้วย.

เมื่อบุคคลเป็นเช่นนั้นแล้ว ทิฏฐิ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ;
ความดำริของเขา ย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ;
ความพยายาม ของเขา ย่อมเป็นสัมมาวายามะ ;
สติ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาสติ;
สมาธิ ของเขา ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ;

ส่วน กายกรรม วจีกรรม และ อาชีวะ ของเขา เป็นธรรมบริสุทธิ์อยู่ก่อนแล้วนั่นเทียว.
ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค นี้
ของเขานั้น ย่อม ถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ.

เมื่อเขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้,
สติปัฏฐาน แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
สัมมัปปธาน แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
อิทธิบาท แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
อินทรีย์ แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
พละ แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ;
โพชฌงค์ แม้ทั้ง ๗ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ.

ธรรมทั้งสองคือ สมถะ และวิปัสสนา ของเขานั้น
ย่อมเป็นธรรมเคียงคู่กันไป.

บุคคลนั้น ย่อม กำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ;

ย่อมละ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง ;

ย่อมทำให้เจริญ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง;

ย่อม ทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ?

คำตอบ พึงมีว่า ปัญจุปาทานขันธ์ ทั้งหลาย กล่าวคืออุปาทาน
ขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา
อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรม อันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วย ปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า อวิชชา ด้วย ภวตัณหา ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แลชื่อว่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า สมถะ ด้วย วิปัสสนา ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ?
คำตอบ พึงมีว่า วิชชา ด้วย วิมุตติ ด้วย :

ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ทาน ศิล ภาวนา

ขณะผัสสะเกิด เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม ให้กระทำไว้ในใจ
คือ รู้อยู่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ สภาวะ การให้ทาน การเป็นผู้มีศิล และ ภาวนา
เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย ได้แก่

การให้ทาน หมายถึง การให้อภัยทานต่อผู้อื่น ทุกๆการกระทำ ที่เขาทำกับเรา ให้อภัยทุกอย่าง

การเป็นผู้มีศิล หมายถึง การเป็นผู้สำรวม สังวร ระวัง
ได้แก่ เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่ในกายและจิตของตัวเอง

ภาวนา หมายถึง เป็นผู้มีสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้น ก็รู้

สภาวะนี้ เป็นสภาวะสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นผู้ที่ละอภิชชา โทมนัสเสียได้ หมายถึง การไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นการละ โดยการกระทำ ละแบบหยาบๆ

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไป เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี
หากเหตุยังมีอยู่ ผลย่อมมีอยู่ เพียงแค่รู้ และตั้งใจทำความเพียรต่อไป

แค่นี้เอง

ชีวิต สุดท้าย พอรู้แล้ว ก็แค่นี้เอง(ความรู้สึกนึกคิด)

ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่

หากไม่เข้าไปยุ่งกับมัน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ย่อมดับหายไปเอง

เมื่อเข้าไปยุ่งกับมัน ความรู้สึกนึกคิดแทนที่จะหายไป กลับกลายเป็นเพิ่มความรู้สึกนึกคิดให้หลากหลายขึ้นมา

หากเป็นเรื่องที่ถูกใจ ก็คิดๆๆๆๆๆ เพลิดเพลินกับจินตนาการ

หากเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจ ก็ผลักไส ไม่อยากคิด อยากให้หายไป

เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวเฉยๆ

เดี๋ยวคิด เดี๋ยวไม่คิด

สองสิ่งนี้ เกิดคู่กัน ความรู้สึก+นึกคิด
เช้านี้ เจ้านายบอกว่า ช่วงนี้มีความรู้สึกเบื่อๆ

เราบอกว่า มันก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปอีก ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความรู้สึกเหล่านี้ ไม่หายไปไหนหรอก

 

ไม่ค่อยสนใจ

ช่วงหลังๆ เหมือนคนที่เตรียมตัวตายตลอดเวลา เรื่องนอกตัว สุดท้าย ก็แค่นั้นเอง เหตุใคร เหตุมัน

เรื่องปฏิบัตินอกสถานที่ ตอนนี้ไม่มีในหัว เพราะ สภาพแวดล้อม ที่อยู่ทุกวันนี้ ยิ่งกว่าอยู่ที่วัด จะทำอะไรยังไงก็ได้ ไม่มีกฏเกณฑ์

แค่มีที่อยู่ ที่กิน มีที่ซุกหัวนอน ก็พอแล้ว ที่เกินจากนั้น ล้วนเกิดจาก การปรุงแต่ง

เหตุจาก โลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่

 

 

คนหมู่มาก

การอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก สิ่งที่เห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ การนินทา การจับกลุ่มพูดคุยกัน ไม่บ้านนั้น ก็บ้านนี้ ต้องโดนสักบ้าน ไม่อยากอยู่ร่วมกับคนอื่น เพราะ เหตุนี้

เจ้านาย

เจ้านายเป็นคนไม่พูดมาก ไม่นินทาใคร ชอบคุยเรื่องสภาวธรรม คุยเรื่องการปฏิบัติ คุยเรื่องทางธรรม มากกว่าทางโลก การใช้ชีวิตคู่ของเราสองคน จึงไม่มีวิวาทะกันเพราะเหตุนี้

การดำเนินชีวิต ต่างคนต่างไม่ชอบการเข้าสังคม ไม่ชอบการคุลกคลีกับผู้อื่น ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวทั้งสองคน

สมาธิ

การทำสมาธิ จิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง ผลคือ ไม่ว่าจะลืมตา หลับตา หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม จิตเป็นสมาธิอัตโนมัติ

ผัสสะ

โทษของ อุปทาน

เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

โดยไม่สนใจในคำตรัสสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งแนวทางไว้ให้ว่า

กรรมเก่าและกรรมใหม่

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

เมื่อยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

จึงไม่สามารถน้อมนำคำสอนที่มีปรากฏอยู่ ไปปฏิบัติตามได้(เหตุจากความยึดมั่นถือมั่น เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่)

เมื่อเป็นดังนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้นว่า ทำไมผัสสะ จึงเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดเวทนา

“เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ;
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.”

ธรรมลึกซึ้งยิ่งนัก

๑๕ มค.๕๗

วลัยพร อ่านทั้งพุทธวจนะ และ พระไตรปิฎก เมื่อรู้ชัดโดยสภาวะ จะอ่านพระธรรมคำสอน แบบเห็นภาพของสภาวะนั้นๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน คือ อ่านแล้วเข้าใจ แต่ยังไม่สามารถ ที่จะแนะนำผู้อื่นได้ เหตุจาก กิเลสที่ยังมีอยู่ จึงกลัวเหตุแห่งทุกข์ ไม่อยากทุกข์ จึงไม่คิดแนะนำใครๆ เพราะเหตุนี้

ขอเขียนอธิบายสภาวะ ทางตัวหนังสือไปเรื่อยๆ ดีกว่า การสร้างเหตุ ตัวต่อตัว

การเขียนแบบนี้ ผู้ใดที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยสร้างเหตุให้มาเชื่อกัน อย่างน้อย เป็นวิธีการ ที่พอเกื้อหนุนให้อีกฝ่ายได้นำไปกระทำ เพื่อการดับเหตุแห่งทุกข์ (การเกิด)

แม้จะเป็นทางตัวหนังสือ ในการสนทนาธรรม ที่อื่นๆ ตอนนี้ เห็นแล้วว่า ก็แค่นั้นเอง เพราะตราบใด ที่คู่สนทนา ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น การสนทนา จะมีแต่เหตุ ของการสร้างเหตุทางวิวาทะ ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่ออีกฝ่ายเลย

เพราะเหตุนี้ การสนทนาตามเว็บบอร์ด จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ มีบางครั้ง นำพระสูตร นำพุทธวจนะไปโพสอยู่บ้าง แล้วคู่สนทนา ยังไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น สนทนาไป ก็แค่นั้น เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อคู่สนทนา

คำกล่าวใดก็ตาม ที่คู่สนทนากล่าวมา วลัยพรจะดูว่า สมควรสนทนาต่อหรือไม่ จะดูเรื่อง การให้ความหมายของผัสสะ ที่แสดงอรรถะทำนองว่า ผัสสะนี้ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น วลัยพรจะเลิกสนทนาด้วย

เพราะ เมื่ออีกฝ่าย ยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

จะกล่าวไปไย ว่า ผัสสะ คือ กรรมเก่า ได้แก่ เหตุที่เคยกระทำไว้ในอดีต ที่ส่งมาให้รับผล ในรูปของ สิ่งที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน แต่ละขณะๆๆๆ

ยิ่งไม่สมควรกล่าว เพราะ กล่าวไปก็แค่นั้น

Previous Older Entries

มกราคม 2014
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: