แค่นี้เอง

ชีวิต สุดท้าย พอรู้แล้ว ก็แค่นี้เอง(ความรู้สึกนึกคิด)

ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่

หากไม่เข้าไปยุ่งกับมัน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ย่อมดับหายไปเอง

เมื่อเข้าไปยุ่งกับมัน ความรู้สึกนึกคิดแทนที่จะหายไป กลับกลายเป็นเพิ่มความรู้สึกนึกคิดให้หลากหลายขึ้นมา

หากเป็นเรื่องที่ถูกใจ ก็คิดๆๆๆๆๆ เพลิดเพลินกับจินตนาการ

หากเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจ ก็ผลักไส ไม่อยากคิด อยากให้หายไป

เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวเฉยๆ

เดี๋ยวคิด เดี๋ยวไม่คิด

สองสิ่งนี้ เกิดคู่กัน ความรู้สึก+นึกคิด
เช้านี้ เจ้านายบอกว่า ช่วงนี้มีความรู้สึกเบื่อๆ

เราบอกว่า มันก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปอีก ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความรู้สึกเหล่านี้ ไม่หายไปไหนหรอก

 

ไม่ค่อยสนใจ

ช่วงหลังๆ เหมือนคนที่เตรียมตัวตายตลอดเวลา เรื่องนอกตัว สุดท้าย ก็แค่นั้นเอง เหตุใคร เหตุมัน

เรื่องปฏิบัตินอกสถานที่ ตอนนี้ไม่มีในหัว เพราะ สภาพแวดล้อม ที่อยู่ทุกวันนี้ ยิ่งกว่าอยู่ที่วัด จะทำอะไรยังไงก็ได้ ไม่มีกฏเกณฑ์

แค่มีที่อยู่ ที่กิน มีที่ซุกหัวนอน ก็พอแล้ว ที่เกินจากนั้น ล้วนเกิดจาก การปรุงแต่ง

เหตุจาก โลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่

 

 

คนหมู่มาก

การอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก สิ่งที่เห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ การนินทา การจับกลุ่มพูดคุยกัน ไม่บ้านนั้น ก็บ้านนี้ ต้องโดนสักบ้าน ไม่อยากอยู่ร่วมกับคนอื่น เพราะ เหตุนี้

เจ้านาย

เจ้านายเป็นคนไม่พูดมาก ไม่นินทาใคร ชอบคุยเรื่องสภาวธรรม คุยเรื่องการปฏิบัติ คุยเรื่องทางธรรม มากกว่าทางโลก การใช้ชีวิตคู่ของเราสองคน จึงไม่มีวิวาทะกันเพราะเหตุนี้

การดำเนินชีวิต ต่างคนต่างไม่ชอบการเข้าสังคม ไม่ชอบการคุลกคลีกับผู้อื่น ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวทั้งสองคน

สมาธิ

การทำสมาธิ จิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง ผลคือ ไม่ว่าจะลืมตา หลับตา หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม จิตเป็นสมาธิอัตโนมัติ

โฆษณา

ผัสสะ

โทษของ อุปทาน

เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

โดยไม่สนใจในคำตรัสสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งแนวทางไว้ให้ว่า

กรรมเก่าและกรรมใหม่

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

เมื่อยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

จึงไม่สามารถน้อมนำคำสอนที่มีปรากฏอยู่ ไปปฏิบัติตามได้(เหตุจากความยึดมั่นถือมั่น เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่)

เมื่อเป็นดังนี้ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในเวทนาที่เกิดขึ้นว่า ทำไมผัสสะ จึงเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดเวทนา

“เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น ;
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.”

ธรรมลึกซึ้งยิ่งนัก

๑๕ มค.๕๗

วลัยพร อ่านทั้งพุทธวจนะ และ พระไตรปิฎก เมื่อรู้ชัดโดยสภาวะ จะอ่านพระธรรมคำสอน แบบเห็นภาพของสภาวะนั้นๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน คือ อ่านแล้วเข้าใจ แต่ยังไม่สามารถ ที่จะแนะนำผู้อื่นได้ เหตุจาก กิเลสที่ยังมีอยู่ จึงกลัวเหตุแห่งทุกข์ ไม่อยากทุกข์ จึงไม่คิดแนะนำใครๆ เพราะเหตุนี้

ขอเขียนอธิบายสภาวะ ทางตัวหนังสือไปเรื่อยๆ ดีกว่า การสร้างเหตุ ตัวต่อตัว

การเขียนแบบนี้ ผู้ใดที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยสร้างเหตุให้มาเชื่อกัน อย่างน้อย เป็นวิธีการ ที่พอเกื้อหนุนให้อีกฝ่ายได้นำไปกระทำ เพื่อการดับเหตุแห่งทุกข์ (การเกิด)

แม้จะเป็นทางตัวหนังสือ ในการสนทนาธรรม ที่อื่นๆ ตอนนี้ เห็นแล้วว่า ก็แค่นั้นเอง เพราะตราบใด ที่คู่สนทนา ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น การสนทนา จะมีแต่เหตุ ของการสร้างเหตุทางวิวาทะ ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่ออีกฝ่ายเลย

เพราะเหตุนี้ การสนทนาตามเว็บบอร์ด จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ มีบางครั้ง นำพระสูตร นำพุทธวจนะไปโพสอยู่บ้าง แล้วคู่สนทนา ยังไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น สนทนาไป ก็แค่นั้น เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อคู่สนทนา

คำกล่าวใดก็ตาม ที่คู่สนทนากล่าวมา วลัยพรจะดูว่า สมควรสนทนาต่อหรือไม่ จะดูเรื่อง การให้ความหมายของผัสสะ ที่แสดงอรรถะทำนองว่า ผัสสะนี้ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น วลัยพรจะเลิกสนทนาด้วย

เพราะ เมื่ออีกฝ่าย ยึดมั่นถือมั่นว่า ผัสสะ หมายถึง การทำงานของอายตนะ เพียงอย่างเดียว มั่นคงดุจเสาระเนียด

จะกล่าวไปไย ว่า ผัสสะ คือ กรรมเก่า ได้แก่ เหตุที่เคยกระทำไว้ในอดีต ที่ส่งมาให้รับผล ในรูปของ สิ่งที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน แต่ละขณะๆๆๆ

ยิ่งไม่สมควรกล่าว เพราะ กล่าวไปก็แค่นั้น

ความสุข

๑๕ มค.๕๗
รู้ชัดมากขึ้น

นอนแล้ว ไม่อยากลุก เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้ รู้ชัดในสภาวะจิต ที่กำลังเป็นสมาธิอยู่ แม้ขณะที่เรียกว่า กำลังหลับอยู่

ทำไมถึงรู้ชัด ในสภาวะที่จิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ แม้ขณะที่หลับอยู่

เหตุเพราะ พอมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะช่วงไหน ขณะที่นอนหลับอยู่ พอมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น จะรู้สึกชัดขณะนั้น จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่

ช่วงนี้ สภาวะสัญญา ในคำเรียกต่างๆเกิดเยอะ ขนาดเวลาหลับ พอรู้สึกตัว นอกจากรู้ชัดถึงจิตที่เป็นสมาธิอยู่ ยังได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง ที่กำลังพิจรณาธรรมอยู่

ธรรมนี้ น่าอัศจรรย์จริงหนอ ขนาดหลับอยู่ จิตยังสามารถคิดพิจรณาได้

ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงมีความสุข

มกราคม 2014
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: