โปรดทราบ

สำหรับ ผู้ที่มาขอคำแนะนำเรื่อง การทำความเพียร เพื่อดับเหตุของการเกิด กับวลัยพร คุณจะต้องเป็นคนที่ ไม่พูดโกหก ต้องพูดตามความจริง

และถึงแม้คุณจะเป็นคนชอบพูดโกหก ถึงแม้คุณไม่พูดออกมาตามความเป็นจริง ยังไงซะ จะมีเหตุให้คุณกระเด็นออกไป จากชีวิตของวลัยพรเอง

 

มีเหตุ ย่อมมีผล

ที่วลัยพรพูดแบบนี้ เพราะ ทุกๆคำพูด ที่วลัยพรได้แนะนำออกไป สิ่งเหล่านั้น จะย้อนกลับมาหาวลัยพรหมด ไม่ใช่มาแค่ ครั้งล่ะหนึ่ง คำแนะนำ ที่ให้ไป แต่จะมาแบบเหมาจ่าย คือ รววมิตร เพื่อเป็นการทดสอบว่า ตัวเอง ทำได้หรือยัง

ถึงแม้ บดบทสอบนี้ วลัยพรจะผ่านได้ เพราะ รู้ว่า ควรทำอย่างไร ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต แต่ไปส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติ คือ มาในรูปของนิวรณ์ต่างๆ หากมีความหงุดหงิด การทำความเพียรย่อม ย่อหย่อนลงไป

หากจิตสงบดี ไม่มีนิวรณ์เข้าแทรก สภาวะการปฏิบัติ ย่อมดำเนินอย่างต่อเนื่อง ไม่มีติดขัด

มีบางคน มาขอคำแนะนำ และบอกว่า ให้แนะนำได้เต็มที่ พูดได้เต็มที่ ที่ไหนได้ พอชี้จุดบกพร่อง ชี้เหตุที่เขามีอยู่ให้เห็น กลับกลายทำคุณ บูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป

แล้วมันคุ้มไหม กับการที่ ต้องให้คำแนะนำ คนที่ชอบพูดโกหก ไม่เคยคิดแก้ไขตนเอง แค่คนบางคน ที่ต้องการที่ระบาย แค่หาเพื่อนคุย นี่คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทำให้ เกิดการระวัง ในการให้คำแนะนำมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต จะมีเหตุให้มีโอกาส อุดรอยรั่ว(การสร้างเหตุของการเกิด) ที่มีอยู่ ได้ทันมากขึ้น คือ มีแต่จบ ไม่สานต่อ และมีวิธีการ ให้เกิดความระวังมากขึ้น

รู้กับไม่รู้

ผู้ที่ไม่รู้ สิ่งที่เขากระทำ ย่อมกระทำตามแรงผลักดันของกิเลสตัณหา ที่เกิดขึ้น ภพชาติการเกิดขึ้นใหม่ของเขา ย่อมเกิดขึ้นมาใหม่เนืองๆ ทุกขณะ

เหตุจาก อวิชชา หรือความไม่รู้ที่มีอยู่ เขาจึงกระทำแต่สิ่งที่คิดว่า ถูกต้อง คือ ถูกใจเขา หรือ จากตำรา จากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมาว่า จะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ซึ่งหาใช่ตามความเป็นจริงไม่

มีแต่เรื่องของ ความถูกใจ(กู) มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด ไม่ใช่การกระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด

ผู้ที่รู้ชัด ในสภาวะของเรื่อง เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ เหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร การกระทำจะต่างกัน

ผู้ที่รู้แล้ว จะมีแต่ความระวัง และมีเหตุให้เกิดการระวังตัวเอง ในการที่เป็นเหตุปัจจัย ให้ผู้อื่น มาสร้างเหตุกับตัวเอง อุดรอยรั่วที่มีอยู่(การสร้างเหตุของการเกิด) ได้ทันมากขึ้น

 

แจ้งเตือน

สำหรับผู้ที่เข้ามาหา และแจ้งจำนงค์ว่า สนใจเรื่อง การทำความเพียร ได้เอ่ยปากออกมาเองว่า อนุญาติให้พูดแนะนำได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องเกรงใจ วลัยพรจะทำแบบนั้น

เพราะ ผู้ที่มุ่งกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิด ย่อมเป็นผู้ที่ไม่ปกปิดตนเอง ต่อผู้แนะนำ ไม่งั้น สภาวะของผู้ที่มาขอคำแนะนำ ชีวิตจะมีแต่ความเดือดร้อน เพราะ นำสิ่งไม่จริงมาพูด

มีบางคน ต้องการแค่เพื่อนคุย ต้องการที่ระบาย แต่ไม่ได้สนใจเรื่อง การกระทำเพื่อการดับเหตุของการเกิด แต่เข้ามาหาวลัยพร แล้วนำเรื่อง ขอคำแนะนำเรื่อง การทำความเพียร เพื่อดับเหตุของการเกิด มาเป็นข้ออ้าง ในการสนทนา ชีวิตของเขา จึงอยู่ร้อนนอนทุกข์ เพราะเหตุนี้

เรื่องแบบนี้ วลัยพร เจอมาหลายคนแล้ว เป็นสภาวะหนึ่ง ที่ทำให้ วลัยพร มีข้อจำกัด ในการสนทนามากขึ้น

เปรีบเสมือนว่า เรากำลังเดินอยู่ แล้วจู่ๆ มีคนที่ไม่รู้จัก มาขอเดินด้วย โดยอ้างว่า กลัวเดินหลงทาง

แรกๆเหมือนจะเดิน แต่คอยจะชวนเราพัก เป็นระยะๆ เราไม่คิดอะไร อยากให้พัก ก็พัก

ต่อมา เริ่มเปลี่ยนบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่แค่ชวนให้หยุดพัก แต่เริ่มบอกว่า ช่วยลากเดินหน่อย เดินเองไม่ไหว เราก็ช่วยลาก

ต่อมา เล่นนั่งลงกับพื้น ไม่ยอมเดิน แถมเกาะขาเราไว้ เราก็ยังเดิน แต่การเดินช้าลง เพราะ มีอีกฝ่าย เกาะขาเอาไว้ ถึงแม้จะรู้สึก หงุดหงิด รำคาญ ก็ทำอะไรไม่ได้ จะเป็นการแก้ไขสภาวะ

ถึงเวลา

จากสภาวะที่ผ่านๆมา ไม่ต้องคิดทำอะไร เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ อีกฝ่าย หลุดจากวงจรชีวิตไปเอง(ดับเอง ตามเหตุปัจจัย)

แล้วก็เป็นเช่นนั้น ทุกๆครั้ง ซึ่งวลัยพรไม่ต้องคิดทำอะไร นี่แหละ คือ ผลของการทำความเพียร และ การพยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ไม่สานต่อ ไม่ว่าใครจะมาพูดว่าอะไร

โฆษณา

ยอมอดตาย ดีกว่า ทำผิดศิล

เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ของวลัยพร เผื่อเป็นอุทาหรณ์ สำหรับคนอื่นๆ ที่อาจเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ จะได้แก้ไขตัวเองได้ทัน

ครั้งหนึ่ง เคยคบกับคนๆหนึ่ง ที่เคยมีแฟน หรือจะเรียกว่า เมียก็ได้(เพราะเขามีอะไรกันแล้ว และเคยอยู่กินด้วยกัน)

ตอนที่เจอกัน เขาเลิกกับเมียแล้ว เพิ่งเลิกกันไม่นาน คนนี้ทำงานอยู่กฟผ. เป็นหัวหน้า เงินเดือน แสนกว่าบาท มีบ้าน มีรถ เรียกว่า รวย เพราะตัวเอง ไม่ใช่รวย เพราะอาศัยเงินพ่อแม่กิน หรืออาศัยฐานะทางบ้าน

ตอนนั้น ยังทำงานประจำอยู่ วลัยพรเป็นคนที่ มีรายได้ดี คือ มีงานประจำทำ และมีรายได้พิเศษหลายทาง ตกเดือนละ แสนกว่าบาท

คบกันไม่นาน ตัดสินใจอยู่กินด้วยกัน เขาเป็นคนขี้หึง ทั้งๆที่ วลัยพร ไม่ได้เป็นคนหน้าตาสะสวยแต่อย่างใด

ได้ลาออกจากงาน เขาให้อยู่บ้าน ไม่ต้องทำงาน อาหารการกินไม่ต้องทำ เขามักพาไปกินตามร้านที่อยากไป ราคาแพงแค่ไหน ก็พาไปกิน ชีวิตเหมือนนกในกรงทอง มีทุกอย่าง

เขาไม่ชอบให้คบค้าสมาคมกับใคร แม้กระทั่งทางบ้านโทรมา ถ้าคุยนาน จะโดนค่อนขอด เวลาที่เขาอยู่ด้วย โลกทั้งใบ เป็นของเขาคนเดียว

วลัยพรมีหน้าที่พิเศษ คือ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานที่เขาทำ งานบ้างชิ้น เขาไม่อาจตัดสินใจเองได้ มักขอคำปรึกษา วลัยพรจึงมีหน้าที่อีกอย่าง เป็นคนให้คำปรึกษา คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับงาน ให้กับเขา

ความลับไม่มีในโลก

วลัยพรจะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ สามารถรู้อะไรๆโดยที่ อีกฝ่าย ไม่ได้พูดความจริงให้ฟังก็ตาม และจะมีเหตุให้ ความลับที่ปกปิดไว้ เปิดเผยตัวเอง

ต่อมา มีบางอย่าง ทำให้วลัยพรรู้ว่า เขากลับไปหาเมียเก่า(คนที่เคยคบกัน) และได้มีอะไรกันอีก(อันนี้รู้เองนะ มาในรูปของความฝัน เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ ที่เขาอยู่ด้วยกัน)

เราถามเขา เขาไม่ยอมรับ

วลัยพรเป็นคนถือเรื่องศิล ข้อกาเม ข้อมุสา ข้ออทินนา ส่วนข้อปานา กับ สุรา ไม่ได้ถือ แต่ก็ไม่ได้ดื่ม ทั้งไม่เคยทำร้ายสัตว์ใหญ่ เพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ทุกวันนี้ กินแต่ซากศพของสัตว์

ศิลย่อมรักษาผู้รักษาศิล

ความลับ ซ่อนจากวลัยพรไม่ได้หรอก สมัยก่อน เขาใช้เพจเจอร์ มันมีอะไรบางอย่าง พอดีรู้ระหัสลับของเขา ได้เข้าไปฟัง ข้อความที่ส่งถึงเขา ฟังแล้ว รู้สึกเศร้าใจ

ผู้หญิงของเขา คนในอดีต ที่เขากลับไปมีอะไรกันอีก ได้ทำร้ายตนเอง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา

เราขอเลิกกับเขา โดยบอกว่า เราไม่มีเขา เราอยู่ได้ ส่วนผู้หญิงคนนั้น เขาอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีเขา

 

เลิกยาก

แรกๆ เขาไม่ยอม สำหรับวลัยพร ไม่เอา ก็คือ ไม่เอา เพราะเห็นแล้ว ไม่อยากให้ผู้หญิงอีกคน ทำร้ายตัวเองเพราะเราเป็นเหตุ ตอนนั้น เรื่องสภาวะการดับเหตุของการเกิด ยังไม่รู้อะไรมากนัก รู้แค่ว่า ถ้าทำผิดศิล ชีวิตจะบรรลัย โดยเฉพาะ ศิลข้อกาเม

 

มีเหตุให้เลิกกัน

ต่อมา น้องชายของเขา ที่อยู่ด้วยกัน จะทำบ้านใหม่ ทำให้เขาและวลัยพร ต้องแยกกันอยู่ชั่วคราว นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ วลัยพร สามารถแยกทางจากเขาได้สำเร็จ ถึงแม้นัดเจอ ก็หลีกเลี่ยงการพบปะกัน

เหตุดี ของการทำความเพียร

นี่คือ เหตุดี ของการทำความเพียร ทำให้ คลาดแคล้วบ่วงมาร ที่จะฉุดชีวิตลงต่ำ เพราะ ทำผิดศิล โดยไม่ได้เจตนา ถึงแม้ว่า เหตุการณ์นี้ ผู้ชาย เป็นฝ่ายทำขึ้นมาเองก็ตาม

คือ ที่เราขอเลิก เพราะ เห็นใจฝ่ายหญิง เขาเคยอยู่กินมาด้วยกัน เขาคงต้องการผู้ชายคนนี้จริงๆ ถึงยอมทำร้ายตัวเอง

สำหรับวลัยพร ถึงแม้ ไม่มีเขา ก็อยู่ได้ ดีกว่า อยู่ด้วยกันแล้ว เป็นเหตุปัจจัย ให้ผู้อื่น อยู่บนกองทุกข์ สร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้กับผู้อื่น ไม่ได้ทำตัวนางเอก แต่ทำเพราะ ตัวเอง ยังมีทางเลือกอื่นๆอีกเยอะในชีวิต

เมื่อศิลไม่พร่อง เหตุนี้ การดำเนินชีวิตของวลัยพร และ การปฏิบัติ จึงก้าวหน้า อย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นเรื่องราวในชีวิตจริง ที่หยิบยกนำมาเป็นอุทาหรณ์ สำหรับ คนที่กำลังสร้างเหตุตรงนี้อยู่ ทั้งๆที่รู้ ก็ยังทำ

ขนาดวลัยพรไม่รู้ แล้วหลงทำลงไป ชีวิตมีแต่ปัญหาตลอด มีแต่เรื่อง แม้กระทั่ง การปฏิบัติ ก็ไม่ก้าวหน้า เรียกได้ว่า ชีวิต ไม่มีดีอะไรเลย

แล้วคนที่รู้อยู่เต็มอก ยังคิดทำเอง ชีวิตจะต้องเจออะไรขนาดไหน ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต้องเจอทุกข์ ผลแห่งการกระทำนั้น อาจจะช่วยทำให้ หยุดการกระทำได้

การผิดศิลข้อกาเม มีแต่ทำให้ เกิดความวิบัติ นำความหายนะ มาสู่ชีวิต การปฏิบัติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำยังไง ก็ไม่อาจสำเร็จ มรรค ผล ได้

การฆ่าอย่างดี

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ ๒๙๘
เกสีวรรคที่ ๒
๑. เกสีสูตร

[๑๑๑] ครั้งนั้นแล สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสี
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า

ดูก่อนเกสี
ท่านอันใคร ๆ ก็รู้กันดีแล้วว่าเป็นสารถีผู้ฝึกม้า
ก็ท่านฝึกหัดม้าที่ควรฝึกอย่างไร
สารถีผู้ฝึกม้าชื่อเกสีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ฝึกหัดม้าที่ควรฝึกด้วยวีธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง.

พ. ดูก่อนเกสี
ถ้าม้าที่ควรฝึกของท่าน
ไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
ท่านจะทำอย่างไรกะมัน ?

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ถ้าม้าที่ควรฝึกของข้าพระองค์
ไม่เข้าถึงการฝึกหัดด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
ก็ฆ่ามันเสียเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะคิดว่าโทษมิใช่คุณอย่าได้มีแก่สกุลอาจารย์ของเราเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสารถีฝึกบุรุษชั้นเยี่ยม
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกบุรุษที่ควรฝีกอย่างไร.

พ. ดูก่อนเกสี
เราแล ย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีละม่อมบ้าง รุนแรงบ้าง ทั้งละม่อมทั้งรุนแรงบ้าง
ดูก่อนเกสี ในวิธีทั้ง ๓ นั้น

การฝึก ดังต่อไปนี้ เป็นวิธีละม่อม คือ
กายสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้
วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมุโนสุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้

การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีรุนแรง คือ
กายทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้
มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้
นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัย เป็นดังนี้

การฝึกดังต่อไปนี้ เป็นวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง คือ
กายสุจริต เป็นดังนี้ วิบากแห่งกายสุจริตเป็นดังนี้
กายทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งกายทุจริตเป็นดังนี้
วจีสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีสุจริตเป็นดังนี้
วจีทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งวจีทุจริตเป็นดังนี้
มโนสุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนสุจริตเป็นดังนี้
มโนทุจริตเป็นดังนี้ วิบากแห่งมโนทุจริตเป็นดังนี้
เทวดาเป็นดังนี้ มนุษย์เป็นดังนี้
นรกเป็นดังนี้ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเป็นดังนี้ ปิตติวิสัยเป็นดังนี้.

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของพระองค์
ไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทำอย่างไรกะเขา ?

พ. ดูก่อนเกสี ถ้าบุรุษที่ควรฝึกของเรา
ไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อมด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง
เราก็ฆ่าเขาเสียเลย

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาณาติบาตไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้ว่า ฆ่าเขาเสีย ?

พ. จริง เกสี ปาณาติบาตไม่สมควรแก่ตถาคต ก็แต่ว่าบุรุษที่ควรฝึกใด
ย่อมไม่เข้าถึงการฝึกด้วยวิธีละม่อม ด้วยวิธีรุนแรง ด้วยวิธีทั้งละม่อมทั้งรุนแรง

ตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกนั้นว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนก็ย่อมไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน

ดูก่อนเกสี ข้อที่ตถาคต ไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝีกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลายก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
นี้เป็นการฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริย.

เกสี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อที่พระตถาคตไม่สำคัญบุรุษที่ควรฝึกว่า ควรว่ากล่าว ควรสั่งสอน
แม้สพรหมจารีผู้วิญญูชนก็ไม่สำคัญว่า ควรว่ากล่าวควรสั่งสอน
นั่นเป็นการฆ่าอย่างดีแน่นอน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ
เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบเกสีสูตรที่ ๑

มกราคม 2014
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: