อุปกิเลส

ดูก่อนอนุรุท เมื่อก่อนตรัสรู้ ยังไม่รู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่

เราย่อมรู้สึกแสงสว่างและการเห็นรูปเหมือนกัน
แต่ไม่ช้าเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปอันนั้นของเรา ย่อมหายไปได้

เราจึงมีความดำริดังนี้ว่า

อะไรหนอแลเป็นเหตุเห็นปัจจัยได้แสงสว่างและการเห็นรูปของเราหายไปได้ …

ดูก่อนอนุรุธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่าวิจิกิจฉา แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ก็วิจิกิจฉาเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน
เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้
เราจักทำให้วิจิกิจฉาไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก

“…..ดูก่อนอนุรุธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า อมนสิการ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เราก็อมนสิการ เป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน ถีนมิทธะ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความหวาดเสียว…… แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความตื่นเต้น แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความชั่วหยาบ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความเพียรที่ปรารภเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความเพียรที่หย่อนเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ตัณหาที่คอยกระซิบ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา…… สมาธิของเราจึงเคลื่อน…… เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้ เราจักทำให้วิจิกิจฉาอมนสิการ ถีนมิทธะความหวาดเสียว ความตื่นเต้น ความชั่วหยาบ ความเพียรที่ปรารภเกินไป ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ตัณหาที่คอยกระซิบ ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน และลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปขึ้นแก่เราได้อีก…..

อุปักกิเลสสูตร อุ. ม. (๔๕๒-๔๖๑)

หมายเหตุ:

ตามคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้
เกี่ยวกับ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตเป็นสมาธิอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ว่าจะมีสภาวะใดๆเกิดขึ้นก็ตาม ให้มนสิการ คือ แค่รู้

อย่าใส่อะไรๆลงไป ในสภาวะที่เกิดขึ้น

ถ้าใส่อะไรๆลงไปในสภาวะที่เกิดขึ้น จึงเป็นการอมนสิการ

ผลของอมนสิการ จึงเกิดขึ้นตามมา ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้

โฆษณา

สัตตานัง

๓๑ ภพภูมิ เป็นเรื่องของสมมุติ ไว้ใช้สอน บุคคลที่ยังมืดบอดด้วยอวิชชา

เรียกโดยย่อว่า ทุคติ สุคติ

เรียกสั้นๆ “สัตตานัง” หมายถึง ผู้ที่ยังมีเหตุ(การกระทำ) ของการเกิด

เมื่อมีสาวก ไปสร้างเหตุแห่งวิวาทะกับผู้อื่น ว่าด้วยเรื่อง การเกิด การไม่เกิด

สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอน คือ

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนคร
เวสาลี. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.

ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่
ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ

ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
จึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า

ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ

สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้ว

ย่อมเกิดอีก ๑

ย่อมไม่เกิดอีก ๑

ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑

ย่อมไม่เกิดอีก อีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีก ๑
ย่อมไม่เกิดอีก ๑
ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า
ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่า เป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มี
ความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะ
ชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่
พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรม
สมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มี
พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่
อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็น
ยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หา
มิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป.

เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.
[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า
ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่า
เป็นสัตว์บุคคลหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า
สัตว์บุคคลในรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์
บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์
บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ใน
ปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึง
ความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑?
อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์
จบ สูตรที่ ๔.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … agebreak=0

เมื่อมีสาวกมาถามเรื่อง สัตว์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสอธิบายว่า

๒. สัตตสูตร

ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์

[๓๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
หนอแล จึงเรียกว่า สัตว์?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้น
จึงเรียกว่า สัตว์. เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในเวทนา … ในสัญญา … ในสังขาร … ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง
ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์. ดูกรราธะ เด็กชายหรือเด็กหญิง เล่นอยู่ตามเรือนฝุ่น
ทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก
ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย ไม่ปราศจากความทะยานอยาก
ในเรือนฝุ่นเหล่านั้นอยู่เพียงใด ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนฝุ่น
ทั้งหลายอยู่เพียงนั้น. ดูกรราธะ แต่ว่าในกาลใด เด็กชายหรือเด็กหญิงเป็นผู้ปราศจากความ
กำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความกระวน
กระวาย ปราศจากความทะยานอยากในเรือนฝุ่นเหล่านั้นแล้ว ในกาลนั้นแล เด็กชายหรือ
เด็กหญิงเหล่านั้น ย่อมรื้อ ย่อมยื้อแย่ง ย่อมกำจัด ย่อมทำเรือนฝุ่นเหล่านั้น ให้เล่นไม่ได้
ด้วยมือและเท้า ฉันใด ดูกรราธะ แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำรูปให้
เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำเวทนา
ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำ
สัญญาให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด
จงทำสังขารให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง
จงกำจัด จงทำวิญญาณให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ฉันนั้น
นั่นเทียวแล.

ดูกรราธะ เพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหา เป็นนิพพาน.
จบ สูตรที่ ๒.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … agebreak=0

เมื่อมีสาวก ถามคำถามต่ออีกไปว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ตัณหาที่มีอยู่ มีความสิ้นไปมากน้อยเท่าไหร่
พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสสอนว่า

โยนิโสมนสิการ

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้

แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา
วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น,
นี้ฉันใด;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ

รู้แต่เพียงว่า สิ้นไป ในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น,
ฉันใดก็ฉันนั้น.

สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

หมายเหตุ:

ที่พระองค์ ทรงตรัสสอนแบบนี้ เพราะเหตุว่า
ตราบใด ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ อวิชชา ยังไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้น
เหตุของการเกิด(สัตตานัง) ย่อมยังมีอยู่

จึงสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น โดยใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ได้แก่

ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น
อย่าใส่อะไรๆ ลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะ เมื่อใส่อะไรๆลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เป็นเหตุให้ สิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เมื่อไม่ใส่อะไรๆ ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นเหตุให้ สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงเอง ตามเหตุปัจจัย ของสิ่งที่เกิดขึ้น

การดับเหตุของการเกิด

 เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และ เหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น

ทำให้ไม่รู้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น แต่ละขณะๆนั้น อะไรเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดขึ้น

ทำให้ไม่รู้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ทำไมผัสสะบางขณะ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ทำไมผัสสะบางขณะ รู้สึกเฉยๆ

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อผัสสะที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เพราะความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เมื่อนำความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น
คำเรียกเหล่านี้ “บาปบุญคุณโทษ ดี ชั่ว ถูก ผิด กุศล อกุศล” จึงเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

ว่าด้วยเหตุเกิดของกรรม ๓ อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.

๓ ประการเหล่าไหนเล่า ?
๓ ประการ คือ :-

โลภะ (ความโลภ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย,
โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย,
โมหะ (ความหลง) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด

เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี อันบุคคลหว่านไปแล้ว ในพื้นที่ซึ่งมีปริกรรมอันกระทำดีแล้วในเนื้อนาดี.

อนึ่ง สายฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล.

ภิกษุทั้งหลาย ! เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงถึงซึ่งความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์โดยแน่นอน, ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโลภะ เกิดจากโลภะ
มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด;
กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.

กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง
ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่าง ในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือว่า เป็นไปอย่าง ในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา)
หรือว่า เป็นไปอย่าง ในอปรปริยายะ (คือ ในเวลาต่อมาอีก) ก็ตาม.

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโทสะ เกิดจากโทสะ
มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด;

กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.
กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง
ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.

กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโมหะ เกิดจากโมหะ
มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัย อันใด;

กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนั้น.
กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง

ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ
หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่านี้แล
เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.
ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓.

ฉะนั้น พึงศึกษาว่าด้วย กรรม ตามคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้

กรรม

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรม.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุเกิดของกรรมทั้งหลาย ย่อมมี เพราะความเกิดของผัสสะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรม ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! มรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ ….

คำที่เรากล่าวแล้วดังนี้นั้น
เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคล เจตนาแล้ว
ย่อมกระทำซึ่งกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลายคือ ผัสสะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! เวมัตตตา (ความมีประมาณต่างๆ) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมที่ทำสัตว์ ให้เสวยเวทนา
ในนรก มีอยู่, กรรมที่ทำสัตว์ ให้เสวยเวทนา ในกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่,
กรรมที่ทำสัตว์ ให้เสวยเวทนา ในเปรตวิสัย มีอยู่,
กรรมที่ทำสัตว์ ให้เสวยเวทนา ในมนุษย์โลก มีอยู่,
กรรมที่ทำสัตว์ ให้เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! วิบาก (ผลแห่งการกระทำ) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลายว่า มีอยู่ ๓ อย่าง คือ
วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน)
หรือว่า วิบากในอุปปัชชะ (คือในเวลาต่อมา)
หรือว่า วิบาก ในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรมทั้งหลาย ย่อมมีเพราะความดับ แห่งผัสสะ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ ร ธ ค า มินีป ฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง คือ กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา;
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ)
สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดอริยสาวก ย่อมรู้ชัดซึ่ง กรรม อย่างนี้,
รู้ชัดซึ่ง นิทานสัมภวะแห่งกรรม อย่างนี้,
รู้ชัดซึ่ง เวมัตตตาแห่งกรรม อย่างนี้,
รู้ชัดซึ่ง วิบากแห่งกรรม อย่างนี้,
รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธ อย่างนี้,
รู้ชัดซึ่ง กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา อย่างนี้;
อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์นี้ว่า เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นที่ดับไม่เหลือแห่งกรรม.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่เรากล่าวแล้วว่า
“กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ”
ดังนี้นั้น เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว.
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.

เหตุเกิดของกรรมทั้งหลาย ย่อมมี เพราะความเกิดของผัสสะ

กรรมเก่าและกรรมใหม่

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

ความดับแห่งกรรม ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ

เมื่อผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ให้กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

อุบาย ในการดับผัสสะ

สังขาร

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนา หกเหล่านี้ คือ สัญเจตนาในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฎฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

ความหมายของคำว่า “สังขาร”

ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สังขารทั้งหลาย” เพราะอาศัยความหมาย อะไรเล่า?

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร.

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งอะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป ?

สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นรูป,
ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา,
ย่อมปรุงแต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา,
ย่อมปรุงแต่งสังขารให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสังขาร,
และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูปเพื่อความเป็นวิญญาณ.

ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งนั้น
ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

ภิกษุ ท. ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ท. ! หมู่แห่งเจตนาหกเหล่านี้ คือ สัญเจตนาในเรื่องรูป,
สัญเจตนาในเรื่องเสียง, สัญเจตนาในเรื่องกลิ่น, สัญเจตนาในเรื่องรส,
สัญเจตนาในเรื่องโผฏฐัพพะ, และสัญเจตนาในเรื่องธรรมารมณ์.

ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.

ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ;
ความดับไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลาย มีได้ เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ;

อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย,
ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ;
ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
– ขนฺธ.สํ. ๑๗/๗๔/๑๑๖.

[๔๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่
เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตาม
เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๔๖๕] พ. เพราะเหตุนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่
ไกลหรือในที่ใกล้ รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่าง
นี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ (อีก ๒๔ สูตรเหมือนในวรรคที่ ๒)

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 557&Z=5632

เมื่อไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น จากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

สภาวะเหล่านี้ ตามคำสอนที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

ภิกษุ ท. ! ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด (นิสฺสารณิยธาตุ) ๕
อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่างอย่างไรเล่า ?

ห้าอย่างคือ :-

ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งกามทั้งหลาย,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในกามทั้งหลาย ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งเนกขัมมะ,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในเนกขัมมะ.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดีปราศจาก กามทั้งหลายด้วยดี ;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลายอันทำ ความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะกามเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งกามทั้งหลาย.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งพ๎ยาบาท,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในพ๎ยาบาท;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอัพ๎ยาบาท,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอัพ๎ยาบาท.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากพ๎ยาบาทด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น และเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะพ๎ยาบาทเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งพ๎ยาบาท.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งวิหิงสา,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในวิหิงสา ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอวิหิงสา,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอวิหิงสา,

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจาก วิหิงสาด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น และเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งวิหิงสา.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก,
คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย,
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในรูปทั้งหลาย ;

แต่เมื่อ ภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอรูป,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอรูป.

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากรูปทั้งหลายด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะรูปทั้งหลายเป็นปัจจัย; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งรูปทั้งหลาย.

ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ
เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งสักกายะ (ความยึดถือว่าตัวตน),
จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในสักกายะ;

แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งความดับแห่งสักกายะ,
จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในความดับแห่งสักกายะ,

จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากสักกายะด้วยดี;
และเธอนั้นหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นและเร่าร้อน
ที่เกิดเพราะสักกายะ เป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น.

อาการอย่างนี้ นี้เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่ง สักกายะ.

นันทิ (ความเพลิน) ในกาม ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ;
นันทิในพ๎ยาบาท ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ;
นันทิในวิหิงสา ก็ไม่นอนตาม (ในจิต)ของเธอ ;
นันทิในรูป ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ;
นันทิในสักกายะ ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ.

เธอนั้น เมื่อกามนันทิก็ไม่นอนตาม พ๎ยาปาท นันทิก็ไม่นอนตาม วิหิงสานันทิก็ไม่นอนตาม รูปนันทิก็ไม่นอนตาม สักกายนันทิก็ไม่นอนตาม ดังนี้แล้ว ;

ภิกษุ ท. ! เรากล่าวภิกษุนี้ว่า ปราศจากอาลัยตัดตัณหาขาดแล้ว รื้อถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุด แห่งกองทุกข์ได้แล้ว เพราะรู้เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด ๕ อย่าง.
– ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๒/๒๐๐.

หมายเหตุ:

เมื่อผัสสะเกิด(สิ่งที่เกิดขึ้น) เช่น ตาเห็น หูได้ยินฯลฯ เป็นเหตุให้ มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เกิดขึ้น ให้แค่รู้ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นวิธีการ ดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ให้สั้นลงไปเรื่อยๆ

ชั่วขณะ ที่เกิดผัสสะ แล้วไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นการสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด ตามธรรมบทข้างบน

ชักดาบ

บางคนถามว่า ทำไมมาปฏิบัติกับพี่แล้ว เจอแต่ทุกข์ล่ะ

มีแต่ทุกข์จริงๆ ทำแล้วทุกข์ จะทำไปทำไม ทั้งๆที่เมื่อก่อน สบายดี ถึงจะทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ขนาดนี้

คำตอบ การทำความเพียร ในรูปแบบที่ได้แนะนำไป เป็นการดับเหตุของการเกิด เหมือนเราเคยติดหนี้คนอื่น(เหตุที่เคยทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ)

ตอนนี้ ที่ทำแบบนี้ เหมือนจะคิดชักดาบ เหมือนกับไม่ยอมใช้หนี้เขา(ภพชาติการเกิด สั้นลง) เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมรุมทึ้ง …เป็นธรรมดา

ที่เจอแต่ทุกข์ ที่คิดว่าทุกข์ เพราะ ใจยังไม่ยอม ไม่ยอมปล่อยวางจากสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อยังยอมไม่เป็น ย่อมเย็นไม่ได้

คิดดูละกัน เกิดมากี่ชาติแล้ว ระลึกได้ไหม ระลึกได้ทั้งหมดไหม เอาแค่จิ๊บๆ วลัยพร ระลึกได้เป็นระยะๆ ชาตินี้ไม่ได้ร่ำรวยนะ แต่ชาติก่อนๆ เป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นกษัตริย์ ก็เคยเป็น นักรบก็เคยเป็น เป็นผู้ชาย ก็เคยเป็น เป็นสัตว์ ก็เคยเป็น เป็นพระแถมปฏิบัติด้วย ก็เคยเป็น เกิดหลากหลายอาชีพ แล้วที่ยังระลึกไม่ได้อีกล่ะ

กรรมหนักที่วลัยพรมองเห็น เป็นชาติที่เกิดเป็นกษัตริย์ สั่งฆ่า สั่งเผาบ้านเผาเมือง นี่วิบากยังมีอยู่นะ ชอบมีปัญหาเกี่ยวกับของร้อนบ้าง ไฟบ้าง แผลเป็นมีแต่เกี่ยวกับไฟ ดูสิ ทำไว้ชาติไหนก็ไม่รู้

ราวบันไดเลื่อนตามห้าง รถเข็นของห้าง ขนาดมีพลาสติกหุ้มอยู่ ไฟยังดูดได้เลย จะระวังตลอด ไม่แตะโดยตรง โดยเฉพาะตัวรถเข็น หรือบันไดเลื่ื่อน ที่ไม่มีอะไรหุ้ม พยายามไม่ให้ถูกตัว ถูกที ไฟดูด เล่นเอาสะดุ้งทั้งตัว

โต๊ะกินข้าวสแตนเลส ถ้าเลี่ยงได้ จะเลี่ยง เผลอไม่ได้ ไฟดูดทันที บางครั้งอุทานเลย แมร่งงงง จะดูดอะไรนักหนา

เกิดมาแล้ว อย่าปล่อยให้ตัวเอง ถูกเวลากลืนกินไปวันๆ ถ้าคิดเอาแต่ความถูกใจ เอาความสบายเป็นหลัก นั่นแหละเหตุของการเวียนว่ายในวัฏกสงสาร ยังมีอยู่

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์ เมื่อไม่ยอมละเหตุแห่งทุกข์(การสร้างเหตุของการเกิด) จะพบสุขที่แท้จริง(นิพพาน) ได้อย่างไร

ดาบสองคม

๕ กพ.๕๗

การเห็นโน่น เห็นนี่ รู้โน่น รู้นี่(เรื่องนอกตัว) เปรียบเสมือนดาบสองคม

หากนำไปใช้ไม่ถูกทาง ย่อมเป็นเหตุของ การเกิดภพชาติปัจจุบัน และภพชาติการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

มีแต่เหตุของการสร้างเหตุของเกิด มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด

เหตุจาก ที่มาของอามิสบูชา เพราะโลภะ โทสะ โมหะบดบัง เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ นำสิ่งที่รู้เห็น ไปใช้ไม่ถูกทาง

ตอนนี้ เห็นหลายรูปนาม ที่หลงอยู่ในวังวนของอามิสบูชา ทำให้หลงสภาวะ หลงคิดว่า ได้อะไรเป็นอะไร นำสิ่งที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร มาแสดงเนืองๆ

ที่มาของอามิสบูชาต่างๆ จึงมีบังเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

เหตุจากผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน จึงทำให้มาเชื่อกัน ให้กิเลสแก่ผู้อื่น(ความอยากมี อยากได้อะไรๆ ในสมมุติ)

ผู้อื่นจึงให้กิเลสกลับมา(อามิสบูชา)

ยั่วยุ

๕ กพ.๕๗

ดูข่าวการเมือง เห็นการยั่วยุจากฝ่ายที่ประท้วงอยู่ ยั่วยุยังไงก็ไม่ได้ผลหรอก วลัยพรเชื่อฝันนะ เพราะเป็นฝันที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดจาก ความอยากรู้

การเขียนบันทึก ทำให้จดจำเรื่องราวต่างๆได้ การเขียนจะแยกเป็นหมวด เมื่อก่อน ยังไม่แยก ตอนหลังแยกออกเป้นหมวด จะได้หาง่าย เช่น เรื่องเกี่ยวกับความฝัน

เมื่อ ๓ สค. ๕๖ มีบันทึกไว้ว่า

“เมื่อคืนฝันว่า ไปสถานที่แห่งหนึ่ง เจอยักษ์อีกละ แต่คราวนี้ไม่มาก…แบบก่อนๆ ยักษ์แต่ละตัว เหมือนคน แต่ตัวสูงใหญ่กว่า ยักษ์ตัวอื่นๆ แอบอยู่ตามซอก

ยักษ์ตัวใหญ่ เดินกร่างออกมา เราสู้กับยักษ์ ยักษ์แพ้ มนุษย์ยักษ์ตัวอื่นๆ หายไปหมด เห็นแบงค์ปลิวว่อนในอากาศ

ภาพต่อมา เห็นไปอีกที่หนึ่ง เป็นวัด ว่าไปปฏิบัติที่นั่น พระท่านบอกว่า ให้เตรียมเบาะสำหรับผู้ปฏิบัติในตอนเช้าด้วย

ตอนที่ฝัน เห็นยักษ์ แค่ยักษ์ ในร่างของมนุษย์ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าใคร

ที่แท้ก็ หัวหน้าคณะลิเก เล่นจำอวด อวดตนตลอด

๑๖ สค.๕๖

ขณะที่นอนอยู่ จิตเกิดเป็นสมาธิก็รู้ เกิดๆดับๆ ฝันกลางดึก ฝันว่า มีทหารมาจากไหนไม่รู้ วิ่งออกมา เจอเราดักหน้าอยู่ ทหารเหล่านั้น หมอบราบลงกับพื้น

เห็นดอกไม้ หลากสี โผล่บนท้องฟ้า และพื้นดิน ทั่งบริเวณ มีแต่ดอกไม้หลากสีสรร

๒๐ พย.๕๕

ฝันแปลกเป็นฝันที่แปลกมาก ฝันว่า อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง มีคน อยู่คนเดียว คือ ตัวเอง นอกนั้น เป็นสัตว์

เห็นสัตว์กำลังหนีอะไรสักอย่าง ท่าทางตื่นตระหนก เห็นกระต่าย สีเหมือนเจ้าไวท์ กับเจ้าบราวน์ ที่ตายไปแล้ว หนีออกไปทางหน้าต่าง

เห็นนก ตัวสีฟ้า เหมือนนกยูง เป็นตัวเมีย กำลังไล่จิกกระต่ายสองตัวนั่น ที่หนีออกไปนอกบ้านแล้ว

เป็นคนกลัวสัตว์น่ะ หาอาวุธใกล้ตัว ได้ไม้แขวนเสื้อ คล้องไปที่คอนก จับคอมันบิด พอน

กล้มลง เอาผ้าหุ้มไว้อีกที กันบินหนีหันกลับมาในบ้าน พวกสัตว์กำลังอลหม่าน ตื่นตูม ที่มาของเหตุ เห็นนก ขนสีดำเหมือน อีกา ปากยาวแหลม สีเหลือง กำลังไล่จิกตีสัตว์ต่างๆ

บางตัวนอนท้องแตก ไส้ทะลัก เรามองหาอาวุธใกล้ตัว ได้ไม้กวาด เอาด้ามตีๆไปที่นก ตีซะจนนกทั้งสองตัว นอนนิ่ง

ตอนนั้น รู้สึกเสียใจมาก ในชีวิตจริง ไม่เคยฆ่าสัตว์ ในฝัน ตีจนตาย รู้สึกเสียใจ สะอื้นออกมา

พอสะอื้น เริ่มกลับมารู้ที่กาย รู้ท้องพอง-ยุบอยู่ อาการสะอื้นภายใน ยังคงมีอยู่ สมาธิยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง

นั่งต่อสักพัก เพื่อให้กำลังสมาธิอ่อนตัวลง ตั้งจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้กับทุกรูปทุกนาม

ฝันครั้งนี้ เหตุการณ์ ไม่รุนแรง เหมือนครั้ง ยักษ์ตัวเขียว

สุดท้าย พระธรรม คุ้มครองทุกสรรพสัตว์ เหมือนกับ ครั้งที่แล้ว

ฝันครั้งแรก ยักษ์ตัวเขียว ครั้งนี้รุนแรง เห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ครั้งนี้ อำนาจของการแผ่เมตตา ทำให้ ยักษ์ตัวเขียว ยอมสิโรราบ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปี ๕๓

ฝันครั้งที่สอง นกยูง กับอีกา ปากสีเหลือง ครั้งนี้ เห็นสัตว์วิ่งแตกตื่น มีตายบ้าง โดนอีกาจิกตาย ครั้งนนี้ เอาไม้แขวนคอ จับนกยูงได้ทัน(ฝัน ๒๐ พย.๒๐๑๒)

ฝันครั้งนี้ มนุษย์ในร่างยักษ์(สูงใหญ่) ครั้งนี้ อำนาจของการแผ่เมตตา ทำให้ มนุษย์ในร่างยักษ์ สิโรราบ

บอกได้เลยว่า จบลงแบบ พอใจ คือ ไม่มีการสูญเสียอะไรมากมาย

สำหรับคนไกล คงต้องอยู่นอกบ้าน ตามเหตุปัจจัย

อำนาจของการแผ่เมตตา เป็นนิจ ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ จิตแผ่เมตตาโดยอัตโนมัติ”

“เมื่อคืนฝันว่า ไปสถานที่แห่งหนึ่ง เจอยักษ์อีกละ แต่คราวนี้ไม่มากแบบก่อนๆ ยักษ์แต่ละตัว เหมือนคน แต่ตัวสูงใหญ่กว่า ยักษ์ตัวอื่นๆ แอบอยู่ตามซอก

ยักษ์ตัวใหญ่ เดินกร่างออกมา เราสู้กับยักษ์ ยักษ์แพ้ มนุษย์ยักษ์ตัวอื่นๆ หายไปหมด เห็นแบงค์ปลิวว่อนในอากาศ

สรุป เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องของ เงิน

สภาวะที่เกิดขึ้น ควรทำอย่างไร?

คำถาม พองยุบ ยุบเยอะมาก…ยุบๆๆๆๆๆๆ บางครั้งยุบถี่รัวย่อย ยิ่งยุบๆๆๆๆ ยิ่งหายใจไม่ได้แล้วเหมือนเจอแบบเดิมๆๆๆ หลายครั้ง หาทางแก้ไม่ได้ค่ะ

คำตอบ ไม่ต้องแก้อะไรค่ะ
เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น รู้ว่า เป็นอย่างไร รู้ไปตามนั้น

ทำความเพียรต่อเนื่องไปค่ะ
แล้วสภาวะนี้จะหายไปเอง มีสภาวะใหม่ มาให้เรียนต่อ

คำถาม เวลาหลุดหายใจเฮือก มันเหมือนจะเริ่มใหม่
เริ่มยุบน้อยๆ เช่น 6 ยุบ ต่อมาเพิ่มขึ้น 11ยุบ13 ยุบ
มีเยอะสุดหากนับไม่พลาดน่าจะ 70 ยุบ
วันนี้ก้อเจออีก สูงสุดน่าจะ40 ยุบ

คิดว่าตอนนั่งอาจเผลอกลั้นหายใจ…
เลยลองอ้าปากเผยอทิ้งไว้ ทีนี้ก็เป็นอีก

คำตอบ เป็นความปกติของสิ่งที่เกิดขึ้น
พอไม่ถูกใจ จึงคิดแก้ไข
ถ้าทำแล้วสุข ก็จะไม่คิดแก้ไข

คำถาม แบบเหมือนยังสอบตก เรียนซ้ำๆ เดิมๆ
เลยคิดว่าทำรายผิดไปหรือเปล่า

คำตอบ เราให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเองค่ะ
เกิดจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

คำถาม เป็นสิ่งที่มาสอนเหรอคะ
เป็นสิ่งที่มาฝึกให้เราวางเฉยต่อทุกสิ่งทั้งสุขและทุกข์
สิ่งที่เราให้ค่าว่าดี ไม่ดี ในชีวิตมนุษย์ ที่ยังเพลอลืม …ทำให้ใจเกิดทุกข์

คำตอบ เหมือนการเจอทุกข์ เมื่อไม่ถูกใจ อยากผลักไสออกไป
พอเจอสุข ก็อยากให้เกิดขึ้นอีก ทำให้เกิดการคาดหวัง
พอไม่ตรงตามการคาดหวัง ก็ทุกข์อีก

การทำความเพียรส่วนมาก จะติดขัด
ตรงที่ไปให้ค่า ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น

คำถาม กลับมาพร้อมกับคำสอนพี่น้ำ ทำให้ทุกวันนี้ นั่งได้นานไม่นาน
ก็พยายามนั่งต่อไปเรื่อยๆ แต่ก่อนทุกข์ที่นั่งไม่ถึงเกณฑ์ หนึ่งชั่วโมง ..

ทุกข์ก่อนหน้าได้แก้ไขด้วยคำแนะนำจากพี่..
ตอนนี้ทำๆ ไป เจอทุกข์ตัวใหม่อันเกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิด…

คำตอบ วันข้างหน้า จะขอบคุณ ความตั้งใจทำความเพียรของตนเอง
เพราะ ชีวิตจะดีขึ้น ทุกข์น้อยลง เพราะ ความยึดมั่นถือมั่น ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น น้อยลง เหมือนเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ เช่นเดียวกันค่ะ

หมายเหตุ:

รู้สึกพอใจ กับ ความเพียรของผู้ปฏิบัติ การถามคำถาม เกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น

อย่างน้อย เผื่อมีผู้ที่กับเจอสภาวะนี้ จะได้รู้ว่า ควรทำอย่างไร

โดน

๔ กพ.๕๗

เมื่อวาน ถึงคิวที่เจ้านาย ออกไปแชร์ เรื่องอะไรก็ได้ ในที่ทำงาน(เหมือนสมัยนร. ที่อจ. ให้ออกไปแชร์ หน้าห้อง)

เจ้านายพูดเรื่อง การทำสมาธิ ในชีวิตประจำวัน

ก่อนถึงวันที่เจ้านายจะแชร์ ได้ทำการบ้านไว้แล้ว โดยการนำสิ่งที่จะพูดมา ให้ฟัง

ตอนแรก เจ้านายจะพูดเรื่อง คิดบวก โดยการนำบทความในกูเกิ้ลมาพูด

เราบอกว่า อย่าหาเหตุให้ตัวเอง โดยเฉพาะ เป็นสิ่งที่ลอกคนอื่นมา ไม่ได้เกิดจาก การเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

เจ้านายตัดสินใจพูดเรื่อง การทำสมาธิ ขณะที่ทำงาน

พอเจ้านายนำไปพูดที่ทำงาน งานเข้าเลย หน. มอบงานให้ตรึม จะได้ทำสมาธิมากๆไง(ทำงาน)

เจ้านายถามว่า มีอะไรบ้างไหม ที่ทำแล้ว ไม่เป็นเหตุ(แชร์ให้คนอื่นฟัง)

เราบอกว่า ไม่มีหรอก มีทั้งหมดแหละ แต่อย่างน้อย สิ่งที่เจ้านายนำไปพูด เป็นเรื่องจริง ที่เจ้านายทำประจำอยู่แล้ว

เช้ามา บอกกับเจ้านายว่า มีอยู่อย่างหนึ่ง ที่ไม่เป็นเหตุ คือ การทำสมาธิก่อนนอน และ ตอนตื่นนอน

เจ้านายบอกว่า ไม่เอาหรอก แบบนี้ก็ดี ถึงเป็นผลกลับมา แต่เป้นสิ่งที่เขาทำประจำอยู่แล้ว

พอเจ้านายไปทำงานแล้ว ถึงนึกขึ้นได้ว่า แม้จะพูดเรื่อง การทำสมาธิก่อนนอน และตอนตื่นนอน ยังไงก็หนีไม่พ้นการสร้างเหตุอยู่ดี

นี่แหละ วิบากกรรมของ ผู้ที่ยังมีกิเลส ทั้งผู้ที่รู้ชัดในสภาวะแล้ว อย่างน้อย ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะ ย่อมดับเหตุที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ทัน

ผิดกับผู้ที่ไม่รู้ ย่อมหลงสร้างเหตุ ตามแรงผลักดันของกิเลสที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีแต่การสร้างเหตุ มากกว่า ดับเหตุ(หยุด)

หากหมดกิเลสแบบพระอรหันต์แล้ว ไม่ว่าจะกระทำใดๆ ยังไงๆ ท่านก็ไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีผลกระทบกับท่าน

รู้สึกมีความสุข เหตุจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง
และ การสร้างเหตุนอกตัว น้อยลง

ความทุกข์ใจ ยังมีอยู่ แต่ไม่เอามาเป็นอารมณ์
เพราะรู้ดีว่า ตราบใด ที่ยังมีความถูกใจ ไม่ถูกใจ ตราบนั้น ทุกข์ย่อมมีอยู่

ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงมีความสุข

มีความสุข

กพ.๕๗

เช้านี้ ตั้งเวลาปลุกตีสี่ ตักน้ำที่รองไว้หลังห้องเสร็จ นั่งสมาธิต่อ สุขเกิดตลอด

ช่วงตี ๕ เจ้านายรู้สึกตัว ถามว่า กี่โมงแล้ว

เราบอกว่า ตี ๕ เจ้านายปรับจากท่านอน เป็นท่านั่ง นั่งสมาธิ จนตี ๕ ครึ่ง เรียกเจ้านาย วันนี้เจ้านายออกแต่เช้า เพราะ เซิฟเวอร์ ที่ทำงานมีปัญหา

เจ้านายแผ่เมตตา กรวดน้ำ ก่อนลืมตา (มองเห็นเจ้านายทำปากขมุบขมิบ)

พอเจ้านายยกมือไหว้ท่วมหัว เรายกมือไหว้ และบอกว่า สาธุ

เจ้านายบอกว่า สาธุ

สมาธิยังคงเกิด สุขยังเกิดอยู่

ขอให้ทุกรูป ทุกนาม จงมีความสุข

๕ กพ.๕๗

เช้านี้ ขณะนั่งดื่มกาแฟผสมโอวัลติน จิตมีคิดพิจรณาบางคำเรียกของปริยัติ รู้สึกชัดที่กลางอก สงบ สุขเกิด รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ อิ่มจนดื่มเครื่องดื่ม ไม่ลง

ช่วงที่เจ้านายนั่งดื่มเครื่องดื่ม บอกกับเขาว่า อยากไปวัดนะ ไม่ได้ไป เพราะเหตุอื่น แค่อยากไปเปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้นเอง

ตอนนี้ มีความคิดแบบนี้นะ รู้ดีว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

ตอนนี้คิดถึงวัด ไม่ได้ไปวัดไหนๆมานานแล้ว(การเดินทาง…ไม่สะดวก/ประท้วง)

ความสุขที่เกิดจากสมาธิ เกิดตั้งแต่ ๖ โมงเช้า เกิดต่อเนื่อง เบาบ้าง แรงบ้าง(ชัด) รู้ชัดที่โพรงจมูก รู้สึกเย็นสบาย

ขอให้ทุกรูป ทุกนาม ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

จงมีความสุข

กุมภาพันธ์ 2014
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: