ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี

สำหรับผู้ที่พร้อม จะทำความเพียร แต่อาจมีความขัดข้องทางทรัพย์ ขอแนะนำ สถานที่ ที่เหมาะแก่การทำความเพียร โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่นี่สนับสนุน ผู้ที่กระทำความเพียรจริงๆ(ชอบมากกกก)

อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของขุนเขา สภาพอากาศเย็น มากกว่าร้อน(ชอบมากกกก)

ที่พักสะดวก ทั้งน้ำที่ใช้ สถานที่พักผ่อน

อาหารการกิน สะดวก

ห้องปฏิบัติ กว้างใหญ่ มีทั้งด้านนอกห้อง และ ในห้อง เลือกได้ตามสัปปายะของตนเอง(ชอบมากกกก)

มีพัดลมให้เลือกใช้ ตามสะดวก(ชอบมากกก)

ห้องน้ำในที่ปฏิบัติ มีมากมายหลายห้อง ทั้งชั้นล่างและชั้นบน เลือกใช้ได้ตามสะดวก(ชอบมากกก)

มีเก้าอี้ให้นั่ง สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพ หรือ สำหรับผู้ที่นั่งเก้าอี้แล้ว รู้สึกถูกกับสัปปายะของตนเอง ไม่มีข้อห้าม

จะนั่งแบบไหน ใช้อะไรเป็นอุปกรณ์ เป็นตัวช่วยในการนั่ง ทำได้ตามสะดวก(ชอบมากกกก)

การทำความเพียร ทำตามเหตุปัจจัยของตน เรื่องเวลาการปฏิบัติ ทำตามสะดวก ไม่มีจำกัดช่วงเวลา(ชอบมากกกกก)

มีพระอาจารย์ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ สภาวะการปฏิบัติ หากไม่ต้องการ ก็บอกกับท่านได้ คือ มุ่งทำความเพียรอย่างเดียวจริงๆ ท่านไม่มาจุกจิก หรือคอยซักถาม หากเราไม่ไปถามท่าน(ชอบมากกกก)

การพูดคุย ต้องดูแลตัวเอง อย่ากล่าวโทษผู้อื่น เหตุใคร เหตุมัน

งานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับภายในสถานปฏิบัติธรรม ไม่ต้องยุ่ง เพราะ ที่นั่น ได้จ้างคนงาน ให้เป็นคนดูแลทุกอย่าง แต่ถ้าอยากทำ ส่วนมาก เจ้าหน้าที่จะบอกว่า อย่าทำ หรือ อย่าช่วย เดี๋ยวเขาโดนดุ

วลัยพรเห็นแม่ชี ที่วัดอื่นๆ ทำงานงกๆ และมีพูดให้วลัยพรฟังว่า ไม่มีเวลาปฏิบัตเลย(เต็มรูปแบบ)

มีบางคน กล่าวติติงวัดที่มีแม่ชีทำงานแบบนั้นว่า วัดเอาเปรียบ ไม่ให้เงิน ใช้แต่งาน

เราบอกว่า แล้วแต่เหตุนะ เพราะ ทางวัดไม่ได้บังคับ แม่ชี เลือกกันเอง

สถานที่นี้ วลัยพรถูกใจมากที่สุด เพราะ ที่นี่สนับสนุน ให้กระทำความเพียร ส่วนที่เกินจากนั้น ที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ต้องช่วยตัวเอง คนอื่นช่วยไม่ได้

ถ้าคะแนนเต็ม ๑๐๐ ที่นี่ให้ ๙๙.๙๙ เพราะ ยังขาดเรื่อง น้ำปานะ ที่นี่ยังขาดผู้สนับสนุน ถ้าคนไหน มีทรัพย์น้อย หรือ ไม่มี ก็ลำบากหน่อย

สำหรับผู้ที่สนใจ ต้องการสนับสนุน ด้านน้ำปานะ ให้กับพระและโยคี ผู้ปฏิบัติ สามารถโอนเงิน สมทบทุน กับการทำทานน้ำปานะ ตลอดจนสนับสนุนด้านอื่นๆ

ติดต่อขอบริจาคได้ที่ พระครูสังฆกิจจาภิรักษ์ โทรศัพท์: 08-6111-3218 แฟกซ์: 044-760-414
หรือโอนปัจจัยเข้าบัญชี ออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยปากช่อง
ชื่อบัญชีกองทุนกรรมฐาน หมายเลขบัญชี 659-2-04088-1

https://www.facebook.com/Dhammamolee?fref=ts

ไม่ได้รู้สึกอะไรๆ

บางคน สำคัญผิด เรื่อง การขออโหสิกรรม

การขออโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การสำนึกผิด ในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป(สร้างเหตุนอกตัว) ไม่ได้เป็นการถ่ายบาป หรือ เป็นการทำให้ กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว ทำให้กรรมนั้นๆ ตกสิ้นไป คือ ไม่ส่งผล

กรรมหรือการกระทำทุกๆชนิด ไม่ว่าจะคิดเอาเองว่า บาป บุญ คุณ โทษ กุศล อกุศล ถูก ผิด ดี ชั่ว แม้กระทั่ง การกระทำที่คิดว่า เป็นการปรามาสกัน

สิ่งต่างๆ ที่เป็นคำเรียกเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก ความถูกใจ ไม่ถูกใจ จากสังโยชน์กิเลส ที่มีอยู่

เมื่อกระทำลงไปแล้ว กรรมนั้นๆ ส่งผลกลับมาที่ผู้กระทำทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้ามีคำพูดทำนองว่า ต้องเป็นพระอรหันต์(หมดกิเลส) กรรมนั้นจะตกสิ้นไป

จงดูพระพุทธเจ้า ตลอดทั้งพระอัครสาวก เป็นตัวอย่าง พระโมคคัลลานะ ทำไมต้องยอมถูกทุบตี หลายครั้ง ทำไมไม่เหาะหนี

พระพุทธเจ้า ทำไมไม่หนี กับทุกๆกากรระทำ ที่พระเทวทัต ทำกับพระองค์

ฉะนั้น การกล่าวขออโหสิกรรม และ การกล่าวอดโทษ ไม่ล่วงเกินต่อกัน เป็นการไม่ผูกพยาบาทต่อกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำ แบบพิธีกรรม ตามความเชื่อ ที่บอกเล่าต่อๆกันมา

มีนะ บางคนมาขออโหสิกรรมต่อการกระทำ ที่เขาได้กระทำกับวลัยพร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

วลัยพรจะบอกว่า คุณไม่ต้องมาขออโหสิกรรมหรอก เพราะ กรรมที่คุณได้กระทำลงไป เป็นกรรมที่สำเร็จแล้ว เหตุมี ผลย่อมมี

การกล่าวคำขอโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การฝึกละความมีตัวตน ที่มีอยู่(ความยึดมั่นถือมั่น) ฝึกที่จะไม่พยาบาท ที่เกิดจากการผูกใจเจ็บ ต่อการกระทำของอีกฝ่าย

หากมุ่งทำความเพียรต่อเนื่อง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เวลากรรมส่งผล(ทุกๆขณะที่ผัสสะเกิด) จะได้มีสติ มีสมาธิ มีสมัปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) จะได้ไม่ก้าวล่วงออกไปทางวจี ให้เป็นวจีกรรม ไม่ก้าวล่วงออกไปทางกาย ให้เป็นกายกรรม

ส่วนความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ได้ เพราะ ยังมีกิเลสอยู่ มโนกรรม ย่อมมีอยู่ แค่รู้ แค่ยอมรับ ต่อผัสสะนั้นๆ(ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด) ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นอย่างมาก แค่ทุกข์ใจ ทุกข์กาย

ผลของการไม่สานต่อ(ไม่ตอบโต้) เป็นเหตุให้ เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน สั้นลง และส่งผลให้ ภพชาติ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏกสงสาร สั้นลง

จึงไม่ควรมาพร่ำกล่าวคำขออโหสิกรรม แต่จงแก้ที่ตัวเอง ในสิ่งที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ โดยการทำความเพียรต่อเนื่อง(แบบไหนก็ได้) และ พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว(เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

จงรู้ไว้ว่า วลัยพร ไม่ได้รู้สึกโกรธ หรือเกลียด

แต่ที่ไม่คิดข้องเกี่ยว เพราะ มองเห็นเหตุของการเกิดภพชาติ ที่เกิดขึ้นเนืองๆ หากยังเกี่ยวข้องอยู่ เลี่ยงได้ จึงเลี่ยง เลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องด้วย

เหมือนการพูดคุย มักพูดคุยเกี่ยวกับการทำความเพียรเป็นหลัก ปัญหาทางโลก เหตุใคร เหตุมัน แก้กันเอาเอง

เมื่อก่อนเคยยุ่งเหมือนกัน ให้คำแนะนำว่า ต้องทำอย่างงัน้อย่างงี้( การทำความเพียร) แต่คนที่ได้รับคำแนะนำ บางคนเชื่อ และนำไปปฏิบัติ ผลคือ ทุกข์มีอยู่ แต่น้อยลง(ยึดน้อยลง) อันนี้เขามาเล่าให้ฟังกัน

ผิดกับคน ที่แค่ต้องการมาระบาย แต่ไม่คิดทำความเพียร และไม่พยายามระงับตัวเอง ในเรื่องการสร้างเหตุนอกตัว ผลคือ จมแช่อยู่กับความทุกข์ แล้วมาพูดทำนองว่า ทำไมทำความเพียรแล้ว เจอแต่ทุกข์

แทนที่จะกลับไย้อนทบทวนพฤติกรรมของตนเองว่า ทำไมชีวิตจึงเป็นแบบนี้ กลับมากล่าวโทษวลัยพรแทน ว่า เป็นเพราะเชื่อวลัยพร ทำความเพียร จึงมีแต่ทุกข์

กับคนประภทนี้ วลัยพรจะตัดทิ้ง แรกๆ อาจยังให้คำแนะนำอยู่ ยังเปิดโอกาสให้อยู่ แต่ทุกๆครั้ง ที่เขาเจอทุกข์ กลับโยนมาที่วลัยพรทุกครั้ง ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา

ที่เขาเป็นแบบนี้ เกิดจาก อวิชชา ที่หนาแน่น และ เขาสร้างเหตุร่วมกับวลัยพรมาน้อย จึงทำให้ ไม่เกิดความศรัทธา ในการตั้งใจทำความเพียร และ หยุดตัวเอง ในการสร้างเหตุนอกตัว

เพื่อเป็นการช่วยตัวเอง ให้อยู่กับทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เกิดซ้ำซาก วลัยพรเห็นแต่เหตุ เห็นสิ่งที่ควรทำ จึงหันมามุ่งเน้น สำหรับผู้ที่คิดกระทำ เพื่อ ดับเหตุของการเกิด(นิพาาน) จริงๆ

มากกว่า ให้คำแนะนำแบบกระเรี่ยกระรราด(ไม่เลือก) เหมือนเมื่อก่อน

การที่ให้คำแนะนำต่อผู้อื่น ครั้งละ ๑ คน แนะนำหลายๆคน เวลากรรมส่งผล ไม่ได้เจอแค่ครั้งละหนึ่ง มาแบบรวมมิตร เหมาเข่ง

ต้นทุน สติ สมาธิ มีเท่าไหร่ พอรับมือได้ไหม หากรับมือไม่ไหว ใครทุกข์ล่ะ ตัวเองทั้งนั้น ไหนจะสภาวะขณะทำความเพียรอีก โดนนิวรณ์ต่างๆ เล่นงาน แล้วมันคุ้มไหมล่ะ

เลือกสร้างเหตุกับคนที่กระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด อย่างน้อยๆ คนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องคุย หรือ จะต้องแนะนำอะไรมากมาย คือ ช่วยตัวเองกันได้

ผิดกับกลุ่มตนอีกกลุ่ม ที่เอาแต่เรียกร้อง มีแต่การกล่าวโทษนอกตัว ที่สำคัญ ไม่พยายามทำความเพียรอีกต่างหาก

การพูดคุยแต่ละครั้ง มีแต่เรื่องทางโลก เรื่องเดมๆ ซ้ำซาก พูดไปแล้ว เหมือนเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่เคยจำ

พอพูดคุยอีก มีแต่เรื่องเดิมๆซ้ำซาก ไม่มีเรื่องของการทำความเพียร คนประเภทนี้ วลัยพรจะให้โอกาส ในระยะแรกๆ

จนกระทั่ง มีตัวแปรของสภาวะเข้ามาแรกแซง(เขาทำเอง เราไม่ต้องทำ) จะทำให้ คนๆนั้น กระเด็นออกไปเอง จากสภาพแวดล้อมของวลัยพร โดยที่วลัยพร ไม่ต้องคิดทำการสิ่งใด

สภาวะของวลัยพร จึงไปข้างหน้า มากกว่าถอยหลังเข้าคลอง(วังวนวัฏฏะ) เพราะ เหตุนี้

มนุษย์ถ้ำ

ยิ่งรู้ชัดในรายละเอียด ของสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากขึ้น

ทำให้รู้ชัด เห็นต้นเหตุของการเกิด ที่ยังไม่เกิด ในแต่ละขณะๆๆๆ มีสติ รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น (ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน)

ตัดได้ตัด ทิ้งได้ทิ้ง เพราะ สิ่งเหล่านั้น ล้วนเป็นตัวแปร ของสภาวะขณะ ทำความเพียร(นิวรณ์ต่างๆ)

ชีวิตนี้ น้อยนัก ไม่รู้ว่า วันไหน จะหมดลมหายใจ จึงใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท เลี่ยงได้ เป็นเลี่ยง เพื่อรักษาลมหายใจ ไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด(นิพพาน)

นับวัน เหมือนมนุษย์ถ้ำ คือ สำรวม สังวร ระวัง การสร้างเหตุนอกตัว มากขึ้น

ไม่ได้เกิดจาก ความจงใจ หรือ เจตนา ที่จะรักษา แบบ ตอนแรกรู้

แต่เกิดโดยสภาวะ เป็นตัวนำทาง ทำให้เห็น ช่องทาง ที่เป็นทางเลือก ในการเดินต่อไป ก้าวไปข้างหน้า ทิ้งสิ่งต่างๆ ไว้เบื้องหลัง มากขึ้น

ช่องทางที่ว่านั้นคือ มีเหตุให้เห็น ช่องทางในการเสพ เลือกที่จะพูดคุย เลือกที่จะกระทำ

การกระทำ ดูสิ่งที่เกิดภายในใจเป็นหลัก ใช้สติ สมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ ที่เป็นผลจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง และ การพยายามไม่ข้องเกี่ยวเรื่องนอกตัว(หยุด มากกว่าสร้าง)

ซึ่งเป็นตัวช่วยในการกดข่ม ในการสร้างเหตุนอกตัว โดยไม่ต้องพยายามกดข่มเอาไว้ แบบก่อนๆ

ส่วนภายในกาย บังคับไม่ได้ ในเรื่องของ การเจ็บป่วย เรื่องของสุขภาพ แต่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ โดยการหันมาใส่ใจเรื่อง เครื่องอุปโภค บริโภค ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ มากขึ้น

กุมภาพันธ์ 2014
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: