นิพพาน

ปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน

ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ.
พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว.

ภิกษุ ท. ! ปฏิปทาเป็นที่สบาย แก่การบรรลุนิพพาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
เป็นอทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข) ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย ว่า ไม่เที่ยง.

(ในกรณีแห่ง โสตะ(หู) ฆานะ(จมูก) ชิวหา(ลิ้น) กายะ(กาย) และมนะ(ใจ)
ก็ได้ตรัสต่อไป ด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน นั้น.
สฬา.สํ. ๑๘ / ๑๖๗ / ๒๓๒.

หมายเหตุ:

นิพพานนี้ หมายถึง ความดับภพ(ภพชาติปัจจุบัน)

โฆษณา

ศิล

เจ้านายเปิดหลวงพ่อพุทธฟัง ท่านกำลังเทศนาเรื่อง ศิล เราก็ทำงานบ้านไปด้วย ฟังไปด้วย จนถึงตรงนี้

“สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา

สิเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย”

ท่านแปลความหมายของคำเรียกแต่ละคำเรียก

ฟังแล้ว สะดุดกึก ไม่ได้สะดุดตรงที่ท่านแปล แต่สะดุดใจในสภาวะที่ผ่านๆมา ที่เกี่ยวกับคำว่า สิเลนะ นิพพุติง ยันติ พอสะดุดใจ เข้าหาในกูเกิ้ล

สีเลนะ สุคะติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ

สีเลนะ โภคะสัมปะทา = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพร้อมด้วยโภคะทรัพย์

สิเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน

ตัสมา สีลัง วิโสทะเย = เพราะเหตุนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด

วลัยพรมักพูดเรื่อง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ขณะผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด แค่รู้ว่ามี

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นการดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน คือ นิพพาน ที่หมายถึง ความดับภพ ภพชาติปัจจุบัน

เหตุนี้ จึงเป็นที่มาของ สิเลนะ นิพพุติง ยันติ

พระพุทธเจ้า ทรงละเอียดมาก ทรงแยกสภาวะธรรมของ การดับเหตุของการเกิด ออกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด แล้วแต่หตุปัจจัย ของแต่ละคน ที่จะรู้ได้ ไม่จำกัดด้วยกาล

บางคนให้ความหมายว่า สิเลนะ นิพพุติง ยันติ = ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน

ศีลในที่นี้ต้องเป็นอธิศีล ศีลในองค์มรรค โลกุตตรศีล ไม่ใช่ศีลทั่วไป

ที่มีคำกล่าวทำนองนี้ เป็นเรื่องของ ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ เหตุจาก อวิชชาที่มีอยู่ ผลคือ เป็นเหตุให้ สร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่ กิเลสที่เกิดขึ้น บดบังสภาวะ ไม่ให้เห็น ตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงผ่านสภาวะเหล่านั้น มาหมดแล้ว จึงทรงเน้นเรื่อง ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ทรงแสดงไว้หลายแนว แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่จะรู้ชัดในสภาวะของคำเรียกเหล่านั้นได้

กว่าจะรู้ ใจต้องว่างเปล่าจริงๆ ต้องเกิดขึ้นเองโดยสภาวะ ไม่ใช่เกิดจาก ความจงใจทำให้เกิดขึ้น

ไม่ใช่ภาวะพระอรหันต์

ภาวะ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ปัจจยสูตร

สมณะพราหมณ์บางคน ละกามสัญโญชน์สิ้นทุกประการแล้ว สลัดทิฏฐิที่เกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งในอดีตและอนาคตเสียได้ ย่อมเข้าถึงปีติอันเกิดจากวิเวกอยู่ เมื่อพ้นจากการหลงติดอยู่กับปีติอันเกิดจากวิเวกนั้นได้ ย่อมเข้าถึงนิรามิสสุข(ความสุขเสมือนปราศจากอามิส)
เมื่อพ้นจากการหลงติดอยู่กับนิรามิสสุขนั้นได้ ย่อมเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนา (เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่) เมื่อพ้นจากการหลงติดอยู่กับอทุกขมสุขเวทนานั้นได้ ย่อมเห็นตัวเองว่าเป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปาทาน และคิดเห็นไปว่าบรรลุนิพพานแล้ว

สมณะพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรมจนเข้าถึงภาวะต่าง ๆ ตามลำดับ ดังกล่าวนั้น อาจหลงติดอยู่กับภาวะนั้น ๆ ด้วยสำคัญผิดคิดไปว่า ภาวะที่ตนเข้าถึงอยู๋นั้น เป็นสิ่งดีประณีตซึ่งตนได้บรรลุแล้ว

แต่ที่จริงภาวะนั้น ๆ ย่อมแปรผันไปได้ กล่าวคือ เมื่อเข้าถึงปีติอันเกิดจากวิเวกแล้ว ปีตินั้นย่อมดับไปได้ เมื่อปีติดับไป โทมนัสย่อมเกิดขึ้น ครั้นเมื่อโทมนัสดับ ย่อมมีปีติอันเกิดจากวิเวก หรือเมื่อเข้าถึงนิรามิสสุขแล้ว ความสุขนั้นย่อมดับไปได้

เมื่อความสุขนั้นดับไป ปีติอันเกิดจากวิเวกย่อมเกิดขึ้น เมื่อปีตินั้นดับไป นิรามิสสุขย่อมเกิดขึ้น หรือเมื่อเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนาแล้ว เวทนานั้นย่อมด้บไปได้ เมื่อ เวทนานั้นดับไป ย่อมเกิดนิรามิสสุข

ครั้นเมื่อความสุขนั้นดับไป ย่อมเกิดอทุกขมสุขเวทนา เปรียบเหมือนที่ใดแดดส่องสว่างถึง ที่นั้นย่อมไม่มีร่มเงา ที่ใดแดดส่องไม่ถึง ที่นั้นย่อมมีร่มเงา และแม้ภาวะที่เห็นตัวเองว่า เป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปาทานนั้น แท้จริงก็เป็นอุปาทานของสมณพราหมณ์ผู้นั้น

ภาวะต่าง ๆ ที่สมณะพราหมณ์เข้าถึง คือ ปีติเกิดแต่วิเวกก็ดี นิรามิสสุขก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี หรืออุปาทานที่เห็นต้วเองว่าเป็นผู้สงบแล้วก็ดี มิใช่สิ่งที่ดีที่ประณีต ยังเป็นของหยาบ เพราะเป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งตถาคตทราบวิธีที่จะดับและล่วงพ้นจากสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้
ที่มา: ปัญจัตตยสูตร ๑๔[๓๗ – ๔๐]๒๗-๓๐

ความสำคัญ อยู่ตรงนี้

พ. ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันประเสริฐ สงบ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
ซึ่งตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่ง ก็คือ

ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และวิธีที่จะออกไปจากผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยความไม่ถือมั่น
ที่มา: ปัญจัตตยสูตร ๑๔[๔๑]๓๐

หมายเหตุ:

“ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ
และวิธีที่จะออกไปจากผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง
แล้วหลุดพ้นได้ด้วยความไม่ถือมั่น”

เป็นภาวะของผู้แจ้งภาวะนิพพาน ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งในภาวะ ปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสภาวะ ผัสสะว่า ทำไมผัสสะที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด รู้ว่า เกิดจาก อะไรเป็นเหตุปัจจัย และรู้วิธีที่จะออกไปจากผัสสะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง แล้วหลุดพ้นได้ด้วยความไม่ถือมั่น

ยังไม่ใช่ภาวะของพระอรหันต์ มีบางคนสำคัญผิด คิดว่า ภาวะนี้ หมายถึงอรหัตตผลสมาบัติ

http://www.navy.mi.th/newwww/code/special/budham/tps/tps1402.htm

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: