ย่างเข้าปีที่ ๔(ชีวิตคู่)

๖ มีค.๕๗

ตั้งแต่เมื่อคืน จิตคิดพิจรณา วิตก วิารณ์ เรื่องไปวัด อยากไปวัด ไม่ได้ไปนานแล้ว

สติขุดๆเรื่องที่ยังคิดไม่จบ คิดหาเหตุ หาผลตลอด หากยังปล่อยวาง จากเรื่องที่คิดอยู่ไม่ได้ จิตจะหวนกลับไปคิดเรื่องนั้นอีก เรื่องอยากไปวัดก็เช่นกัน

ตี ๓ ครึ่ง ลุกขึ้นปิดแอร์(จะเปิดแอร์ ๓ ชม.) ตอนเข้าห้องน้ำ จิตคิดพิจรณาตลอด

ชีวิต มีแค่นี้เอง กินแล้ว ต้องถ่าย ตราบใดที่ยังกิน ต้องทำงาน

ถึงเวลาเช้า ก็ต้องลุก ถึงเวลานอน ก็ต้องนอน ชีวิตนี้น่าเบื่อหนอ
การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

ภาพต่างๆในอดีต ผุดขึ้นมา เกิดทันที โง่ทันที โง่มาก่อน กว่าจะรู้ ชีวิตอยู่ร้อนนอนทุกข์ แต่ไม่เคยรู้

เช้านี้ ระหว่างทำงานบ้าน คิดพิจรณาตลอด อยากไปวัดหนอ ไปเช้า เย็นต่อที่วัดเทพลีลา สวดมนต์ ทำวัตรเย็น แล้วกลับ(ไม่ปฏิบัติร่วม)

จะได้กลับมานึ่งข้าวให้เจ้านายทัน ไม่เบียดเบียนครอบครัว

คิดคำนวณค่าใช้จ่าย ทั้งเดินทางกับกิน น่าจะประมาณ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท อยู่บ้าน ยังใช้ไม่ถึงเลย บางวัน ไม่ได้ใช้สักบาท

คิดเปรียบเทียบ แต่ก็มีตัวแย้งขึ้นมาว่า ก็แค่ไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ไปทุกวันซะเมื่อไหร่

พอดีแช่ผ้าไว้แต่เช้า ถึงผ้าไม่มาก แต่ก็ทำให้เวลาเนิ่นนานออกไป ทำให้คิดว่า วันนี้ ทำที่บ้านแหละ วันไหนไปวัด อย่าซักผ้า ไปแต่เช้าเลย

สรุป อยากไปวัดอยู่ แต่ไม่ได้ไป

สภาวะ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไร มีสภาวะจิตคิดพิจรณาตลอด สลับกับ ความเงียบ สงบ เป็นระยะๆ มีสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

ก่อนจิตเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบ และก็วาบ สว่าง ทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลานอน หรือรู้สึกตัวระหว่างนอนอยู่ มีฝันบ้าง แต่ไม่สนใจ บางครั้งจำไม่ได้ แค่รู้ว่า ฝัน
ความรู้ชัดในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีกระทำ เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ทำให้ทุกข์ น้อยลง

 

ปรับสภาวะ

นานแล้วสินะ ที่ไม่เคยเขียนเกี่ยวกับการทำความเพียรในรูปแบบ ที่เคยทำ

ที่ไม่ได้เขียนเพราะ ช่วงหลัง หนักไปทาง ทำสมาธิเวลานอน
และ ทำความรู้สึกตัว ขณะทำงานแทน มีสมาธิเกิดเนืองๆ ไม่จำเป็นต้องนั่ง

จิตมีคิดพิจรณา ทบทวนเนืองๆ เกี่ยวกับสภาวะที่ผ่านๆมา รูปแบบของการทำความเพียร ที่ถูกกับจริตของตัวเอง

กลับมาเริ่มต้นใหม่ ทำแบบที่เคยทำ สมัยที่เคยทำงาน ทำให้ห้องทำงานและที่บ้าน

ที่ห้องทำงาน ไม่ว่าจะทำอะไร จะอยู่ในอิริยาบท เดินกับยืน เป็นหลัก กี่ชม. ก็ชั่ง หลังจากนั้น ต่อด้วยนั่ง

ตอนนี้ กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบที่เคยทำ แล้วสภาวะ เป็นไปด้วยดี
ดำเนินไปพร้อมๆกับ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัวกับใครๆ ไม่ว่าจะโลกของความจริง และ ทางเน็ต
กลับมาทำความเพียร มากกว่า ไปยุ่งทางเน็ตมากขึ้น

ยังมีความสนใจในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สภาวะทั้งบัญญัติและปรมัตถ์ ของผู้อื่นอยู่
แต่ไม่เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยแบบก่อนๆ

เพราะเห็นแล้วว่า สุดท้ายก็งั้นๆ เหตุใคร ก็เหตุมัน จึงกลับมารู้อยู่ที่กายใจ มากขึ้น

ตั้งแต่เช้า ตอนนี้ ๐๙. ๓๐ น. ทำงานบ้าน เพิ่งเสร็จงาน อาบน้ำ เพื่อให้กายสบาย ต่อด้วยนั่ง

ปิดมือถือ กันวิบากที่ตนเองมีอยู่ และ กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วม จะได้ไม่ต้องมาสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ต่อกันอีก

ยืนก่อนนั่ง มีสมาธิเกิด ขณะที่กำลังยืน แล้วนั่งลง

ระหว่างนั่ง รู้สึกเพ่งตรงกลางหน้าผาก ช่วงนี้สภาวะจะเป็นแบบนี้ แค่รู้ว่า เป็นอยู่ ไม่คิดเข้าไปข้องเกี่ยวสภาวะ

ไม่มีความชอบใจ ไม่ชอบใจกับอาการเพ่ง ที่เป็นอยู่ เพราะรู้ดีว่า สภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด คือ การเรียนรู้ ไม่ต้องไปทำอะไร

ระหว่างนั่ง ความคิดเกิดตลอด คิดๆๆๆๆๆ จนรำคาญ มีหงุดหงิด แต่ไม่มีความอยากให้ความคิดหายไป

นี่คือ ประโยชน์ของความรู้ชัดในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้ว่า เป็นความปกติ ของกิเลส ที่มีอยู่

แค่รู้ว่า มี ไม่ต้องอยากให้หาย หรือ คิดทำเพื่อให้หาย ไม่ต้องไปคิดจัดการอะไรทั้งสิ้น

หากมีคิดจัดการ หรือ พยายามทำให้ หรือ อยากให้ สภาวะที่่เป็นอยู่ หายไป
นั่นคือ การปฏิเสธสภาวะ การไม่ยอมรับสภาวะ ที่ตนเอง มีอยู่ และเป็นอยู่
เมื่อรู้ชัดในสภาวะต่างๆแล้ว จึงไม่ทำให้ทุกข์ แค่หงุดหงิดกับรำคาญ
รู้ดีว่า เดี๋ยวความรู้สึกเหล่านี้ ก็หายไปเอง จึงไม่ต้องคิดทำ หรือ คิดจัดการอะไร

สภาวะนี้ เคยเป็นมาก่อน ช่วงที่สมาธิหายเกลี้ยงจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือสักนิดเดียว

นั่งแค่ ๕ นาที จะเป็นจะตายเสียให้ได้ เหตุจาก มีแต่นิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน มีแต่คิดๆๆๆๆๆๆ แบบนี้แหละ
เมื่อมาเจอกับสภาวะนี้อีก จึงไม่ทำให้เกิดทุกข์ อย่างที่บอกไป แค่ทำให้หงุดหงิด และรำคาญ
แค่รู้ว่า มีสภาวะอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องคิดทำอะไร เดี๋ยวความรู้สึก ก็หายไปเอง ไม่ต้องไปกำหนดอะไร

นั่งสักพัก คิดว่า พอละ ตั้งจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ระหว่างที่แผ่เมตตา กล่าวคำขออโหสิกรรม และ ให้การอโหสิกรรม ต่อด้วย กรวดน้ำ

ช่วงนั้น มีสมาธิเกิด รู้สึกเย็นทั้งท้อง ตาในสว่างปกติ
เป็นความปกติ ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ที่แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ลืมตามองนาฬิกา นั่งไป ครึ่งชม.

 

๗ มีค. ๕๗

เช้านี้ หลังจาก เจ้านายไปทำงานแล้ว เดินไป เดินมา มองไปรอบๆห้อง ไม่ได้ซักผ้า เริ่มย้ายตู้ เปลี่ยนโต๊ะกินข้าวใหม่ ตัวเก่าเยิน เอาไปแทนตัวที่ตั้งลำโพงอยู่ แล้วเอาตัวที่ใช้รองลำพองอยู่มาเป้นโต๊ะกินข้าวแทน

จริงๆแล้ว ไม่น่าเรียกโต๊ะกินข้าวหรอก ขนาดเท่าโต๊ะเขียนหนังสือ แต่เอามาทำเป็นโต๊ะกินข้าว จัดห้องทั้งวัน ง่วงมาก ก้ยังทำงานตลอด ไม่ได้พัก กินข้าวไปด้วย เดินทำงานไปด้วย กว่าจะเสร็จ เกือบ ๖ โมงเย็น ง่วงมากกกก แต่ไม่ได้นอน เก็บกวาดห้องต่อ แล้วล้างชามต่อ

ถ้วยชามเยอะมาก เมื่อวาน ทำสุกี้กับปิ้งย่าง กินกับเจ้านาย เพิ่งถอยมาใหม่ มีหม้อสุกี้ ที่นึ่งติ่มซำ(ทำด้วยไม้) มีฐานวางในกระทะ(เทปล่อน) กินเสร็จ เอาถาดรองน้ำมันออกมา เห็นแล้ว สยองงง น้ำมันในเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อปลาแซลม่อน น้ำมันเยอะขนาดนั้นเชียว

เจ้านายกลับมาถึงห้อง มองรอบห้อง บอกว่า ถูกใจมาก ห้องดูกว้างขึ้น

เราบอกว่า เมื่อเช้านี้ ก็ไม่รู้คิดยังไง มองรอบห้อง มือไปเอง ลองย้ายตู้ดู เข้าที่พอดี ห้องเลยดูกว้างขึ้น โล่งขึ้น ย่างเข้าปีที่ ๔ แล้วเนอะ

เจ้านายบอกว่า ดีเลย ไม่ต้องเสียเงิน ซื้อโต๊ะกินข้าวใหม่

 

ยังมีอีกหลายอย่าง ที่ต้องจัดการ(ในห้อง) ก็แล้วแต่นะ บทจะจัดห้องใหม่ ก็จัดทันที ไม่มีการวางแผน หรือ คิดล่วงหน้า นึกจะทำ ก็ทำเลย

รู้สึกปวดเข่าซ้าย คงเกิดจาก เดินทั้งวัน แทบจะไม่ได้นั่งเลย

 

โฆษณา

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: