ปริยัติ

สิ่งที่วลัยพร เคยพบเจอมา การอธิบายสภาวะ ที่เกิดขึ้นของ คำเรียกนั้นๆ หรือ อธิบายวิธีการดำเนินชีวิต ให้ถูกทาง(การดับเหตุของการเกิด)

ถ้าเจอผู้ที่มีอวิชชา หนาแน่นมาก และ มีทั้งไม่เคยสร้างเหตุให้มาเชื่อกัน และ เชือกัน แต่สร้างเหตุมาร่วมกันน้อย จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ หลายๆคน มีอยู่ใกล้วลัยพร และ ที่หายออกไปจากวงจรชีวิต ก็มีเยอะ

จากสภาวะที่ผ่านๆมา เป็นเหตุให้ การอธิบายความ ด้านปริยัติ ของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ จึงลดน้อยลงไป เหตุจาก อธิบายไปก็แค่นั้น จึงหันมาขีดเขียน มากกว่า คิดจะสนทนากับใครๆ หรือ ต้องอธิบายแบบก่อนๆ เห็นแต่เหตุของการเกิด มากกว่า การดับเหตุของการเกิด ทั้งของเขา และของเรา
บล็อก

เรื่องราวในบล็อก ที่เขียนไปเรื่อยๆ ตามสภาวะ ตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ทั้งของเก่า(ที่เคยทำไว้) และของใหม่(ที่ยังมีหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น เนื่องจาก สติยังไม่ทัน ก็ยังมีอยู่) เมื่อยังมีเหตุ ผลย่อมมีอยู่

การที่มีผู้เข้ามาคอมเม้น หรือ แสดงความคิดเห็น เมื่อก่อน ต้องคอยอธิบาย สุดท้าย ก็งั้นๆ เพราะ คนส่วนมาก สนใจปริยัติ มากกว่า การปฏิบัติ จึงไม่ค่อยตอบข้อคิดเห็นแบบก่อนๆ

แต่จะใช้การเพิ่มเติม โดยใช้ หมายเหตุเพิ่ม ในการอธิบายความในส่วนนั้นลงไป ในบทความที่เขียนไว้ เผื่อว่า อาจมีผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน ในการให้มาเชื่อกัน อ่านแล้ว จะได้เข้าใจได้ ในส่วนหนึ่ง(ศรัทธา)
อย่างกรณีเรื่องนี้ เคยเขียนไว้นานแล้ว เรื่อง วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป(พระสารีบุตร) ๘ มิย. ๒๐๑๓

การเขียนอธิบายภาคสภาวะ ไม่ได้แยกออกเป็นส่วนๆ เขียนรวมไว้ทีเดียว ทั้งเหตุของการเกิด และฝ่ายดับ ของภพชาติปัจจุบันและวัฏฏสงสาร

คนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น รู้แค่ไหน ย่อมอธิบายตามที่ตนเองรู้ ได้แค่นั้น มากกว่านั้น รู้ไม่ได้ ไม่แตกต่างจาก สภาวะของวลัยพรในอดีต ที่ขีดเขียนบทความเหล่านั้นไว้

มีหลายเรื่องราวที่ขีดเขียนไว้ แบบหยาบๆ ไม่ลงลึกในแง่ของสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนกว่า จะมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ในบทความนั้นๆ จึงจะเพิ่มหมายเหตุ ในการเขียนอธิบาย รายละเอียด ที่ยังเขียนไม่ครบ

เรื่อง วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป(พระสารีบุตร) ๘ มิย. ๒๐๑๓
[๒๖๖] สา. ดูกรอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่านฟัง ในโลกนี้
บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา ฯ

อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ

ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีก
กำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=16&A=3006&Z=3073&pagebreak=0
หมายเหตุ:

เวลาหยิบยกข้อความจากพระไตรปิฎก ต้องหยิบยกมาทั้งหมด ถ้าหยิบยกมาเป็นบางส่วน การอธิบายปริยัติ จะไม่ตรงกับภาคสภาวะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ฉะนั้น จึงควรอ่านบทความนี้ทั้งหมด ที่มีรายละเอียดอยู่ใน พระไตรปิฎก จะได้เห็นขั้นตอน ในการสนทนาถามตอบ

เหตุที่ช่วงหลัง ไม่ค่อยอธิบายรายละเอียด เพราะ ต้องอธิบายตั้งแต่ข้อความแรก ไม่ใช่ หยิบยกมาเฉพาะบางส่วน ทำให้ ต้นเหตุของ การสนทนาหายไป การอธิบายภาคสภาวะ ย่อมไม่ได้ไล่เรียงตามลำดับของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น(ฝ่ายเกิด) และ เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นของฝ่ายดับ

วลัยพรแค่ทำตามเหตุปัจจัย ช่วงเวลาไหน มีเหตุให้ ต้องอธิบายภาคสภาวะที่เขียนทิ้งไว้ ของสิ่งที่เกิดขึ้น ตามคำเรียกนั้นๆ จึงจะอธิบาย ไม่ใช่ทำเพราะอยาก ถ้าอยาก สภาวะสัญญาต่างๆ จะไม่เกิด

ปริยัติ เป็นเรื่องของ สภาวะสัญญา ที่นำไปสู่ปัญญา เข้าสู่การกระทำ ที่ทำให้เห็น เป็นรูปธรรม ของการกระทำทั้งฝ่ายเกิด และฝ่ายดับ รายละเอียด ข้อปลีกย่อย ที่ชี้ชัดสภาวะต่างๆมากขึ้น

การจะรู้ปริยัติต่างๆได้ ถึงแม้ไม่ได้เรียนหนังสือมาก็ตาม จะมีเหตุปัจจัยให้รู้ คำเรียกของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวรู้เอง

 

๑๘ มีค. ๕๗

มีหลายบทความ ที่เคยเขียนทิ้งไว้ บางครั้งมีลอกจากหนังสือ(จะมีเขียนแนบไว้ว่า หนังสือ หรือ นำมาจากไหน) ถ้าเขียนเอง ตามสภาวะที่เกิดขึ้นกับตนเอง จะไม่มีแนบลิงค์ หรือ ที่นำมา

โดยยังไม่ได้เขียนอธิบาย ภาคสภาวะ หรือ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสภาวะนั้นๆ กำกับลงไป ในคำเรียกนั้นๆผที่ลอกหรือนำมาจากที่อื่น)

เมื่อมีบางคน เข้าไปแสดงข้อคิดเห็น ในบทความนั้นๆ หรือแชร์บทความนั้นๆ นั่นแหละจึงจะรู้ว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดของภาคสภาวะ หรือ ลงแล้ว แต่เป็นแบบหยาบๆ

คือ เมื่อก่อน วลัยพร รู้แค่ไหน(ตามสภาวะของตนเอง) การเขียนบทความนั้นๆ จึงมีปรากฏอยู่แค่นั้น

ถ้าคิดไปแก้ไขใหม่ เยอะมาก หาอ่านเอาเอง ไม่หวาดไม่ไหว ใช้วิธีทำตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ที่ต้องแก้ไข หรือ เพิ่มเติม เดี๋ยวมีเหตุปัจจัย ให้ทำเอง โดยไม่ต้องไปคิดแก้ไขเอง

ถ้าคิดแก้ไขเอง นั่นคือ การสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่ เกิดจากการคิดเอาเองว่า น่าจะใช่สภาวะนั้นๆ โดยที่ไม่ใช่ เกิดจาก สภาวะตามความเป็นจริง

ต้องปล่อยให้ทุกอย่าง ดำเนินตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องคิดทำอะไร เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้ ต้องแก้ไข เพิ่มเติม เดี่ยวมีเหตุให้ ต้องทำแบบนั้นเอง เป็นการเพิ่มรายละเอียด ภาคสภาวะ ของคำเรียกนั้นๆ ให้เห็นชัด เป็นรูปธรรม ที่สามารถทำตามได้มากขึ้น ตั้งแต่แบบหยาบ จนกระทั่งละเอียด

เหมือนคนเรียนชั้นอนุบาล จนถึงมหาลัย ตามขั้นตอน ไม่มีก้าวกระโดดชั้นเรียน แบบทางโลก

โฆษณา

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: