๑๖-๑๘ มีค.๕๗

ทำกิจวัตรประจำวัน เหมือนเดิม ทุกๆวัน กว่าจะเสร็จงาน ต่อด้วยกินข้าว

อาบน้ำ กว่าจะเสร็จเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องทำ ปาเข้าไป เที่ยงกว่าๆ ไม่ก็บ่ายกว่าๆ

จากนั้น ต่อด้วยทำสมาธิ  ประมาณ ๔ ชม. ทุกวัน

 

ช่วงนี้ สภาวะจิตเป็นสมาธิ คงที่คือ ประมาณ ๔ ชม.  ยังคงรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ และมีดับหายไปเป็นระยะๆ สลับกัน

สภาวะที่เจอบ่อยในตอนนี้ เป็นสภาวะเก่าๆ ที่เคยผ่านมาแล้ว เช่น การเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย

ความว่างปรากฏแทนกาย รู้ชัดในความไม่ว่าง ที่ซ้อนความว่างอยู่ ตอนนี้มักเจอสภาวะแบบนี้ รู้สึกเฉยๆนะ เพราะเจอมาแล้ว

เสร็จแล้ว แผ่เมตตา กรวดน้ำ หลังจากนั้น ออกตลาด เรียมหาทั้งมื้อค่ำและมื้อเช้า ไว้ให้เจ้านาย

ออกตลาด ไม่ได้ออกทุกวัน แล้วแต่ว่า ของเก่ามีอยู่ไหม ถ้าหมดแล้ว จึงออก

 

ความทุกข์

ถ้าถามว่า ความทุกข์ใจ ยังมีอยู่ไหม

คำตอบคือ ยังมีอยู่ ตราบใดที่สังโยชน์กิเลส ยังมีอยู่ ตราบนั้น ทุกข์ย่อมมีอยู่

เพียงแต่ ไม่นำทุกข์ ที่เกิดขึ้น ไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้นใหม่อีก คือ ระวังตัวมากกว่าเมื่อก่อน

ยิ่งรู้ชัด ยิ่งระวัง แต่ไม่ทำให้ทุกข์

 

สภาวะจิตปล่อยวาง ได้ชิมรสชาติสภาวะนั้นๆ มากขึ้น

แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้น แล้วดับหายไปเอง นั่นคือ การปล่อยวางของจิต ไม่มีปรุงต่อ

เช่น มีความคิดเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น แล้วดับหายไป ไม่มีการปรุงแต่งความคิดที่เกิดขึ้นออกไป

ปีนี้ เป็นปีทองของชีวิตจริงๆ

คุ้มค่าที่ต้องแลกด้วยชีวิต(ความผิดพลาด) ที่ผ่านๆมา

ยิ่งทบทวน ยิ่งเห็นความน่ากลัวของอวิชชา ที่เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำซาก

ทุกๆครั้ง ที่จิต มีการทบทวนสภาวะ จะเห็นภาพในอดีต ไม่ใช่แค่ชาตินี้ แต่เป็นอีกหลายๆชาติ ที่ไม่เคยระลึกมาก่อน

ภาพต่างๆ เหมือนนั่งดูหนังเงียบ นั่งดูเงียบๆคนเดียว ดูเท่าไหร่ ก็ไม่หมด มีมาเรื่อยๆ

ใจก็คิด น่ากลัวหนอ ความไม่รู้ตัวเดียว ช่างมีโทษมหาศาล

จมแช่กับกองทุกข์ ไม่รู้กี่อสงไขย กี่กัปป์ กี่กัลป์

ทุกข์ แต่ไม่เคยรู้ชัดในทุกข์ที่เกิดขึ้นว่า อะไร เป็นเหตุปัจจัย ทำให้ ทุกข์นั้นเกิดขึ้น

มีแต่กล่าวโทษนอกตัว ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เพราะ “กู” ที่มีอยู่ตัวนี้แหละ สร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้นมาเหลือคณานับ

ตอนนี้รู้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า โอ ไม่เอาอีกแล้วหนอ

ยอมเจ็บใจ ยอมทนให้ผู้อื่นกล่าวล่วงตัวเอง ดีกว่าที่จะสานต่อ

เพราะแค่เจ็บใจ แปบบเดียวก็หาย แต่ภพชาติของการเกิด น่ากลัวกว่ายิ่งนัก

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว ยิ่งหยุด(ไม่สานต่อ) ยิ่งเบาสบาย

เป็นเหตุให้ จิตตั้งมั่นได้ง่าย เป็นเหตุให้ รู้ชัดในสิ่งที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่ มากขึ้น

เป็นเหตุให้ ดับเหตุที่ตนเอง ได้ทันมากขึ้น

นับวัน การใช้ชีวิต มีแต่ความสันโดษ โดยสภาวะ ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำให้เกิดขึ้น แต่อย่างใด

โฆษณา

อวิชชาและตัณหา


[๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏ
ในกาลก่อนแต่นี้ ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำ
อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของภวตัณหาควรกล่าวว่า อวิชชา แม้อวิชชาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้
กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ แม้
นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของ
นิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า
ไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์
แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความ
ไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่า ความไม่มี
ศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม
แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น
อาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้
บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์
ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การ
ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์
ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การ
ไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์
ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์
อวิชชาที่บริบูรณ์ ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้และ
บริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

 

ตัณหาสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=24&A=2782&Z=2853&pagebreak=0

ทุกขสมุทัยอริยสัจ

แต่ที่สำคัญ อวิชชา หรือ โมหะ ความไม่รู้นั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง และ

เป็นมูลเหตุของตัณหา และโลภะด้วย  เพราะ  มีอวิชชา    จึงมีตัณหา ความติดข้อง

พอใจ  เมื่อมีความไม่รู้ กิเลสประการต่างๆก็เจริญขึ้น    เพราะฉะนั้นเหตุแห่งทุกข์

โดยละเอียด แท้จริง ก็ไม่พ้นไปจากอวิชชา ความไม่รู้เลย และ อวิชชายังเป็นสมุทัย

สัจจะ เหตุแห่งทุกข์ โดยนัยปฏิจจสมุปบาท เชิญอ่านข้อความในพระไตรปิฎก ครับ

อวิชชาเป็นมูลเหตุของโลภะ

       พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑– หน้าที่ 146

                               อรรถกถาจตุจักกสูตร

         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

                             ตัดความผูกโกรธด้วย     กิเลสเป็น

                   เครื่องร้อยรัดด้วย       ความปรารถนาและ

                   ความโลภอันลามกด้วย    ถอนตัณหาอันมี

                   อวิชชาเป็นมูล(เหตุ)เสียแล้วอย่างนี้  ความ

                   ออกไป  (จากทุกข์)  จึงมีได้.

          บทว่า  สมูล  ตณฺห   ได้แก่ ตัณหาอันมีมูล   โดยมีอวิชชาเป็นมูล(เหตุ).

*******************************

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓– หน้าที่ 272

         ทุกขสมุทัยอริยสัจ   เป็นอย่างไร.

อวิชฺชาปจฺจขา  สงฺขารา       เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย        จึงมี  สังขาร

สงฺขารปจฺจยา  วิญฺาณ     เพราะสังขารเป็นปัจจัย        จึงมี  วิญญาณ

…………………………….

ภวปจฺจยา  ชาติ                 พราะภพเป็นปัจจัย              จึงมี  ชาติ

ชาติปจฺจยา   ชรามรณ       เพราะชาติเป็นปัจจัย            จึงมี  ชรามรณะ

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุ-   โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  อุปายาล

เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นเกิดขึ้น  ด้วยประการอย่างนี้

         นี่  ภิกษุทั้งหลาย  เราเรียกว่า  ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

*************************************

                    เพราะอวิชชา ความไม่รู้มี กิเลสต่างๆจึงมีด้วย

    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 988

ฉะนั้น      พึงทราบว่า     อวิชชาในที่นี้     แม้เมื่อเป็นเหตุแห่งสังขารอันมีวัตถุ

เป็นอารมณ์  และธรรมเกิดร่วมกันเป็นต้นเหล่าอื่น    ท่านก็แสดงโดยความเป็นเหตุแห่ง

สังขารทั้งหลาย      เพราะความเป็นประธานในบทว่า       อวิชชาเป็นเหตุแห่งเหตุของ

สังขารมีตัณหาเป็นต้น   แม้เหล่าอื่นเพราะบาลีว่า    ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นความชื่น

ชม    และว่า อวิชฺชา สมุทยาอาสวสมุทโย  เพราะอวิชชาเป็นสมุทัย   อาสวะ(กิเลส)จึง

เกิด.

เพราะปรากฏในพระบาลีว่า         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ผู้ไม่รู้ไปสู่อวิชชา

ย่อมปรุงแต่ง  แม้ปุญญาภิสังขาร(การทำกุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม)

หมายเหตุ:

ปฏิบัติ ให้ได้ผล

การปฏิบัติ ที่ให้ผล เห็นเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน รู้ชัดอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยตนเอง ในสภาวะทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ สุข ที่เกิดขึ้นในชีวิต(ภพชาติปัจจุบัน) และ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์(การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร)

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ อวิชชาที่มีอยู่ ทำให้ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น(เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน คือ ความดับภพ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ การดับเหตุของการเกิด เวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

และ วิธีการกระทำ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด สภาวะมรรค หรือ อริยมรรค มีองค์ ๘ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

การจะรู้ชัดแบบนี้ได้ ต้องทำ ๒ สิ่งนี้ จึงจะได้ผลเร็ว คือ การดับเหตุของการเกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย(การเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ)

ควบคู่กับ การทำความเพียรต่อเนื่อง(สมถะ-วิปัสสนา)

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: