ทุกขสมุทัยอริยสัจ

แต่ที่สำคัญ อวิชชา หรือ โมหะ ความไม่รู้นั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง และ

เป็นมูลเหตุของตัณหา และโลภะด้วย  เพราะ  มีอวิชชา    จึงมีตัณหา ความติดข้อง

พอใจ  เมื่อมีความไม่รู้ กิเลสประการต่างๆก็เจริญขึ้น    เพราะฉะนั้นเหตุแห่งทุกข์

โดยละเอียด แท้จริง ก็ไม่พ้นไปจากอวิชชา ความไม่รู้เลย และ อวิชชายังเป็นสมุทัย

สัจจะ เหตุแห่งทุกข์ โดยนัยปฏิจจสมุปบาท เชิญอ่านข้อความในพระไตรปิฎก ครับ

อวิชชาเป็นมูลเหตุของโลภะ

       พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑– หน้าที่ 146

                               อรรถกถาจตุจักกสูตร

         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

                             ตัดความผูกโกรธด้วย     กิเลสเป็น

                   เครื่องร้อยรัดด้วย       ความปรารถนาและ

                   ความโลภอันลามกด้วย    ถอนตัณหาอันมี

                   อวิชชาเป็นมูล(เหตุ)เสียแล้วอย่างนี้  ความ

                   ออกไป  (จากทุกข์)  จึงมีได้.

          บทว่า  สมูล  ตณฺห   ได้แก่ ตัณหาอันมีมูล   โดยมีอวิชชาเป็นมูล(เหตุ).

*******************************

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓– หน้าที่ 272

         ทุกขสมุทัยอริยสัจ   เป็นอย่างไร.

อวิชฺชาปจฺจขา  สงฺขารา       เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย        จึงมี  สังขาร

สงฺขารปจฺจยา  วิญฺาณ     เพราะสังขารเป็นปัจจัย        จึงมี  วิญญาณ

…………………………….

ภวปจฺจยา  ชาติ                 พราะภพเป็นปัจจัย              จึงมี  ชาติ

ชาติปจฺจยา   ชรามรณ       เพราะชาติเป็นปัจจัย            จึงมี  ชรามรณะ

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุ-   โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  อุปายาล

เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นเกิดขึ้น  ด้วยประการอย่างนี้

         นี่  ภิกษุทั้งหลาย  เราเรียกว่า  ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

*************************************

                    เพราะอวิชชา ความไม่รู้มี กิเลสต่างๆจึงมีด้วย

    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 988

ฉะนั้น      พึงทราบว่า     อวิชชาในที่นี้     แม้เมื่อเป็นเหตุแห่งสังขารอันมีวัตถุ

เป็นอารมณ์  และธรรมเกิดร่วมกันเป็นต้นเหล่าอื่น    ท่านก็แสดงโดยความเป็นเหตุแห่ง

สังขารทั้งหลาย      เพราะความเป็นประธานในบทว่า       อวิชชาเป็นเหตุแห่งเหตุของ

สังขารมีตัณหาเป็นต้น   แม้เหล่าอื่นเพราะบาลีว่า    ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นความชื่น

ชม    และว่า อวิชฺชา สมุทยาอาสวสมุทโย  เพราะอวิชชาเป็นสมุทัย   อาสวะ(กิเลส)จึง

เกิด.

เพราะปรากฏในพระบาลีว่า         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ผู้ไม่รู้ไปสู่อวิชชา

ย่อมปรุงแต่ง  แม้ปุญญาภิสังขาร(การทำกุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม)

หมายเหตุ:

ปฏิบัติ ให้ได้ผล

การปฏิบัติ ที่ให้ผล เห็นเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน รู้ชัดอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยตนเอง ในสภาวะทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ สุข ที่เกิดขึ้นในชีวิต(ภพชาติปัจจุบัน) และ ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์(การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร)

เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ อวิชชาที่มีอยู่ ทำให้ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น(เป็นเหตุให้ เกิดการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน คือ ความดับภพ การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ การดับเหตุของการเกิด เวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

และ วิธีการกระทำ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด สภาวะมรรค หรือ อริยมรรค มีองค์ ๘ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

การจะรู้ชัดแบบนี้ได้ ต้องทำ ๒ สิ่งนี้ จึงจะได้ผลเร็ว คือ การดับเหตุของการเกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย(การเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ)

ควบคู่กับ การทำความเพียรต่อเนื่อง(สมถะ-วิปัสสนา)

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: