ฝัน

เจ้านายบอกว่า เมื่อคืนฝันดีมาก

เราบอกว่า ฝันเหมือนกันนะ ฝันว่า เห็นตนเองชอบอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง พ่อแม่เขารวย เขารังเกียจ หาทางกีดกันทุกทาง แต่เขาไม่ยอมเลิกกับวลัยพร

และวลัยพรได้ไปปฏิบัติธรรม ในฝันมีแต่งชุดขาว

ความฝันนี่ วลัยพรมองเห็นแต่เหตุของความไม่รู้นะ หลงสร้างเหตุแบบนี้มากี่กัปป์ กี่กัลล์ ก็ไม่รู้

นี่เหตุของวลัยพรนะ ที่ได้มาอยู่กับเจ้านาย เรื่องคู่ที่เคยสร้างเหตุมาร่วมกัน ที่ยังมีเหลืออยู่(ตามฝัน ที่ฝันบ่อยๆ มีหลายคน)

เป็นอันว่า กรรมนั้นๆ ตกสิ้นไป

ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าเลย กรรมบางชนิด(ที่เคยทำมา)
ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย

เพราะเหตุปัจจัยจาก

เป็นเป็นผู้มีกายได้อบรมแล้ว
(พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

มีศีลได้อบรมแล้ว
(การรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น)

มีจิตได้อบรมแล้ว
(การทำความเพียรต่อเนื่อง/จิตภาวนา/สัมมาสมาธิ)

มีปัญญาได้อบรม แล้ว
(ปฏิจจสมุปบาท)

บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย.

เมื่อรู้ชัดด้วยตนเองว่า ผัสสะที่เกิดขึ้น ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

แม้อาจจะมีพลั้งเผลอ หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เหตุมี ผลย่อมมี

เมื่อมีเหตุ(ผัสสะ)แบบนั้น เกิดขึ้นอีก
ย่อมรู้ว่า เพราะ อะไร เป็นเหตุปัจจัย จึงไม่คิดสานต่อ หรือ สร้างเหตุกับอีกฝ่าย

เพราะเหตุนี้ บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว กรรมนั้นเป็น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย.

โฆษณา

ทรัพย์ภายนอก กับ ทรัพย์ภายใน

สภาพภายนอกของวลัยพร เหมือนคนจนนะ ทั้งเงินทอง ทรัพย์สิน ไม่มีอะไรสักชิ้น ที่เป็นของตน เรียกว่า ตายโครมเดียว ไม่มีอะไรเหลือทิ้งไว้ข้างหลัง

ที่กล่าวว่า ไม่มีทรัพย์ เป็นของๆตน นี่เรื่องจริงนะ เงินสักบาทเดียว ก็ไม่มีเป็นของตน แก้วแหวน ที่ทาง ที่เป็นทรัพยืทางโลก ไม่มีสักอย่างเดียว

น้องและแม่ เคยขอให้กลับบ้าน จะเปิดร้านขายของให้ ไม่อยากให้วลัยพรใช้ชีวิตแบบนี้

มีเหตุปัจจัยมาจาก วลัยพร ไม่ต้องการให้แม่ ญาติพี่น้อง เข้ามายุ่งกับทรัพย์สินของเจ้านาย จึงได้บอกกับทางบ้านไปว่า วลัยพรทำงานเป็นแม่บ้าน(ไม่ได้โกหก เป็นแม่บ้านจริงๆ แต่ไม่ขยายรายละเอียด)

อาชีพที่วลัยพรทำ ไม่มีเงินเดือน แต่แลกกับมีที่อยู่ มีกิน มีใช้ แต่ไม่มีรายได้ ที่เรียกว่า เงินเดือน อยากไปไหนก็ไปได้หมด ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

แม่และน้องๆมองว่า เจ้านายเอาเปรียบ ใช้แต่แรงงาน ไม่จ่ายเงินเดือน แม่บอกว่า จะทนลำบากไปทำไม กลับมาบ้านเราเถอะ มาเปิดร้านขายของ ยังมีเงินเป็นของตัวเอง

บอกกับแม่ว่า ชีวิตนี้ ลำบากมามากพอแล้ว ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว เงินที่หามา ตายโครม เอาไปไม่ได้สักบาทเดียว อยู่แบบนี้ อยากกินอะไร ก็ได้กิน อิสระทุกอย่าง แค่ไม่มีเงินที่เป็นของตัวเอง ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร ชีวิตมีความสุขดี

เรื่องเงิน อธิบายให้แม่ฟังว่า ถ้าอยากมีเงินเป็นของตัวเอง แค่เก็บบางส่วนที่เจ้านายให้มา เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ก็เก็บได้ เขาอนุญาติ แต่วลัยพร ไม่เคยคิดเก็บ ไม่สนใจเก็บ

แม่บอกว่า แล้วถ้าไม่มีเจ้านาย วลัยพรจะทำยังไง เงินก็ไม่มี

บอกกับแม่ว่า เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง วลัยพรมีที่ไป โดยไม่ต้องทำให้แม่และญาติพี่น้อง ต้องมาเดือดร้อน หรือ ต้องมาช่วยเหลือเรื่องเงินทอง วลัยพรหาที่อยู่ไว้ให้ตัวเองแล้ว คือ วัด

แม่บอกว่า อยู่วัด ก้ต้องใช้เงิน ต้องกิน ต้องทำบุญ

บอกกับแม่ว่า นั่นคือ เหตุของแม่ แต่เหตุของเรานั้นไม่ใช่

อยู่วัด ไม่ต้องใช้เงิน เจ็บป่วยก็ไม่ต้องใช้เงิน ใช้ธรรมะรักษา หากไม่หาย รพ.รักษาฟรี มีให้อยู่ หากต้องตาย ก้ตาย แค่นั้นเอง

เงินทำบุญ ไม่จำเป็น มีการปฏิบัติบูชาอยู่แล้ว อาหารการกิน วัดมีอาหารแบบไหน ก็กินแบบนั้น มีวัดที่สนับสนุน ให้คนปฏิบัติเยอะแยะ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว ขอเพียง ตั้งใจทำความเพียร ไม่ใช่กินแล้วนอน อยู่ให้เปลืองข้าวสุกวัด ไม่ทำแบบนั้นหรอก แม่ไม่ต้องห่วง

แม่ฟังเสร็จบอกว่า ก็ตามใจ อยากทำอะไร ก็ทำไป

เรื่องทรัพย์ภายนอก วลัยพรไม่สนใจจริงๆ เงินทองสักบาท ไม่เคยอยากได้ของใคร เพราะรู้ดีว่า ของฟรี ไม่มีในโลก ทุกสิ่งทางโลก ล้วนเป็นการแลกเปลี่ยน หากไม่มีผลประโยชน์ต่อกัน ใครที่ไหนจะมาสนใจ วลัยพรจึงเหมือนคนจน ที่จนมาก แต่เป็นคนจน ที่ไม่ต้องลำบาก

ทรัพย์ภายใน เป็นผลที่เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง กินเท่าไหร่ ก็กินไม่หมด ยิ่งทำความเพียร ก็เหมือนการสะสมทรัพย์ ยิ่งทำ ทรัพย์ภายใน ก็ยิ่งออกดอก ออกผล เจริญงอกงาม

ใช้ออกไปเท่าไหร่ (แ่เมตตา กรวดน้ำ) ก็ไม่หมด ยิ่งให้ ยิ่งได้ ผลคือ สภาวะการดำเนินชีวิตทางโลก ไม่ต้องทนทุกข์ลำบาก ไม่เคยอดอยากปากแห้ง ไม่ว่าเศษฐกิจทางโลก จะเป็นยังไงก็ตาม

ถ้าจะว่าไป วลัยพรมีทรัพย์มากกว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ดังคำกล่าวนี้

ภิกษุ ท. ! แม้พระเจ้าจักรพรรดิได้ครองความเป็นใหญ่ยิ่งแห่งทวีปทั้งสี่ เบื้องหน้าจากการตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย อาจได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายอยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถูกแวดล้อมอยู่ด้วย หมู่ นางอัปษร ในสวนนันทวัน ท้าวเธอเป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้าอันเป็นของทิพย์อย่างนี้ก็ตาม, แต่กระนั้น ท้าวเธอก็ยังรอดพ้นไปไม่ได้จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วิ นิบาต.

ภิกษุ ท. ! ส่วนอริยสาวก ในธรรมวินัยนี้ แม้เป็นผู้ยังอัตตภาพ ให้พอเป็นไปด้วยคำข้าวที่ได้มาจากบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตนเอง พันกายด้วยการนุ่งห่มผ้าปอนๆไม่มีชาย ,

หากแต่ว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย ธรรม ๔ ประการ เธอก็ยังสามารถรอดพ้นเสียได้จาก นรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วิ นิบาต.

ภิกษุ ท. ! ธรรม ๔ ประการนั้นเป็นไฉน
? สี่ ประการ คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในองค์พระพุทธเจ้า . . ในองค์พระธรรม . . ในองค์พระสงฆ์ . . เป็นผู้ประกอบพร้อม แล้วด้วยศีลทั้งหลาย ชนิดเป็นที่พอใจของเหล่าอริยเจ้า ฯลฯ ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! ระหว่าง การ ได้ ทวีป ทั้ง สี่ กับ การ ได้ ธรรม ๔ ประการ นี้ นั้นการ ได้ ทวีป ทั้ง สี่ มี ค่า ไม่ ถึง เสี้ยว ที่ สิบ หก ของ การ ได้ ธรรม ๔ ประการ นี้ เลย .
– – มหา วาร . สํ . ๑๙ / ๔๒๘ – ๔๒๙ / ๑๔๑๑ – ๑๔๑๓ .

สภาวะสัญญา

๒๔ มีค.๕๗

มีเหตุปัจจัย ให้สภาวะสัญญา ถูกงัดแงะ

เช้านี้ แต่เช้าเลย ก็ว่าได้

เจ้านายบอกว่า วลัยพร เรื่อง รู้ และ ไม่รู้
กับการสร้างเหตุ และ ไม่สร้างเหตุ

มันมีกี่นัยยะ ในสภาวะที่เกิดขึ้น

เราก็อธิบายให้ฟัง แต่ไม่ละเอียด พร้อมกับบ่นว่า เอาอีกละ

เขาบอกว่า เมื่อเช้า พอรู้สึกตัว จิตมันคิดพิจรณาเรื่องนี้ ก็ลองคิดดู คิดว่ามี ๘ นัยยะ แต่ไม่แน่ใจ ต้องถามวลัยพรอีกที

เราบอกว่า เห็นเป็นตำราไปได้

เจ้านายบอกว่า ช่วยเขียนรายละเอียดให้ด้วย เลิกงงานกลับมา จะมาอ่าน

 

๒๕ มีค.๕๗

มีเหตุนะ

วันก่อน เรื่องที่เจ้านาย ขอให้เขียนเรื่อง รู้และ ไม่รู้ ที่เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุ

เมื่อวาน ก็คิดอยู่ว่า จะไปก๊อปของเก่า ที่เคยเขียนไว้ว่า รู้และไม่รู้ กับการสร้างเหตุ

ทีนี้ ยังไม่อยากคิดอะไร เพราะรู้ว่า อะไรที่ทำด้วยความต้องการ ทำให้เกิดขึ้น คิดไปก็แค่นั้น จะรู้แค่สิ่งที่เคยรู้เก่าๆ ที่ผ่านๆมา เลยไม่สนใจเขียนข้อมูลอะไรให้เจ้านาย

มีเหตุให้เขียน

ก็มีเหตุให้ต้องเขียน แต่ไปโพสไว้ที่อื่น ไม่ใช่ตรงที่เจ้านายต้องการอ่าน

มีเหตุต้องให้ค้นหาข้อมุลในกูเกิ้ล สุดท้ายมาเจอข้อมุลที่ตัวเอง เคยโพสไว้ในบล็อก เป็นพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ โดยที่เราไม่ต้องไปอธิบายอะไรยืดยาว

เหตุของ ความไม่รู้ที่มีอยู่ และ สังโยชน์ทั้งหลาย ที่ยังมีอยู่
เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในสภาวะผัสสะที่เกิดขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสะ) ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ย่อมหลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุของความเกิดขึ้นแห่งภพ จึงมีบังเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ พร้อมทั้ง เป็นเหตุปัจจัยของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสารด้วย

ความเกิดขึ้นแห่งภพ และ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏกสงสาร ยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ สภาวะของกิเลส ที่มีอยู่ ถูกกระทำให้เบาบางลงไปโดยหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น

ต้องเป็นผู้รู้ ผู้เห็น จึงสิ้นอาสวะได้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=238&Z=384

สำหรับตรงนี้ ที่ได้นำไปโพสไว้ที่อื่น น่าจะกระชับมากกว่านะ
เรียบเรียงตั้งแต่สภาวะแบบหยาบ จนละเอียด

บุคคล ๔ จำพวก

ภิกษุ ท. ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก หาได้โลก.

สี่จำพวกเหล่าไหนบ้าง ?
สี่จำพวก คือ :-

(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายที่ยังละไม่ได้,
มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกที่ยังละไม่ได้, และมีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีก ที่ยังละไม่ได้, มีสังโยชน์ตัวเหตุให้ ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.

(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ ละสังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ทั้งยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีการเกิดอีกได้ด้วย, แต่มีสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ที่ยังละไม่ได้.
(๔)บุคคลบางคนในโลกนี้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้แล้ว
ละสังโยชน์ ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้แล้ว และยังละสังโยชน์ด้วยเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.
(ประเภทที่ ๑) ภิกษุ ท. ! พระสกิทาคามี นี้แล เป็นผู้ยังละสังโยชน์ ส่วนเบื้องต่ำทั้งหลาย ไม่ได้ทั้งหมด
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกยังไม่ได้ และละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพ ยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๒) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามีพวกที่มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ นี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ทั้งหมด แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกไม่ได้
และละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องมีภพยังไม่ได้.

(ประเภทที่ ๓) ภิกษุ ท. ! พระอนาคามี พวกที่จักปรินิพพานในระหว่างนี้แล
เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้ด้วย ละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องเกิดอีกได้ด้วย
แต่ยังละสังโยชน์ตัวเหตุให้มีภพไม่ได้.

(ประเภทที่ ๔) ภิกษุ ท. ! พระอรหันต์ขีณาสพ นี้แล เป็นผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งหลายได้
ละสังโยชน์ตัวเหตุให้ต้องเกิดอีกได้ และยังละสังโยชน์ตัวเหตุ ให้ต้องมีภพได้อีกด้วย.

ภิกษุ ท. ! เหล่านี้ คือบุคคล ๔ จำพวก มีอยู่ในโลก หาได้ในโลก.
– จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘๑/๑๓๑.

บุคคล ๙ จำพวก

เช้าวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรครองจีวร ถือบาตร เข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี ท่านเห็นว่าเวลายังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาต จึงแวะเข้าไปในอารามของพวกปริพาชกลัทธิอื่นได้ทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว นั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ก็ในเวลานั้นแล พวกปริพาชกทั้งหลายนั้น กำลังยกข้อความขึ้นกล่าวโต้เถียงกันอยู่ ถึงเรื่องบุคคลใด ใครก็ตาม ที่ยังมีเชื้อเหลือ ถ้าตายแล้ว ย่อมไม่พ้นเสียจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้เลยสักคนเดียว ดังนี้.

ท่านพระสารีบุตร ไม่แสดงว่าเห็นด้วย และไม่คัดค้าน ข้อความของปริพาชกเหล่านั้น, ลุกจากที่นั่งไป โดยคิดว่าทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักได้ทราบ
ความข้อนี้.

ครั้นกลับจากบิณฑบาต ภายหลังอาหารแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเช้าทุกประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

สารีบุตร ! พวกปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้ ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มีเชื้อเหลือ.

สารีบุตร ! บุคคลที่มีเชื้อ (กิเลส) เหลือ ๙ จำพวก ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

แม้ตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก

พ้นแล้วจากกำเนิดเดรัจฉาน

พ้นแล้วจากวิสัยแห่งเปรต

พ้นแล้วจากอบาย ทุคติ วินิบาต.

บุคคลเก้าจำพวกเหล่านั้น เป็นอย่างไรเล่า เก้าจำพวก คือ :-

(๑) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณ ในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่าง ในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน ในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๑
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๒) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้
พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน เมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๒
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๓) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยไม่ต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๓
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๔) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.
เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้จะปรินิพพาน โดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๔ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๕) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล ทำได้เต็มที่ในส่วนสมาธิ แต่ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๕ อย่างในเบื้องต้นให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น อนาคามีผู้มีกระแส ในเบื้องบนไปถึงอกนิฏฐภพ.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๕ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๖) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่าง ให้สิ้นไป, และเพราะมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางน้อยลง,เป็น สกทาคามี ยังจะมาสู่เทวโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๖ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๗) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา.

เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่างให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้มีพืชหนเดียว คือ จักเกิดในภพแห่งมนุษย์อีกหนเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๗ ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๘) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำ?สังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลผู้นั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องท่องเที่ยวไปสู่สกุล
อีก ๒ หรือ ๓ ครั้ง แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๘
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

(๙) สารีบุตร ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้
ทำได้เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำได้พอประมาณในส่วนสมาธิ
ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา. เพราะทำสังโยชน์ ๓ อย่าง
ให้สิ้นไป, บุคคลนั้นเป็น โสดาบันผู้ต้องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์อีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก แล้วกระทำที่สุด
แห่งทุกข์ได้.
สารีบุตร ! นี้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อเหลือพวกที่ ๙
ที่เมื่อตาย ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัย
แห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

สารีบุตร ! ปริพาชกลัทธิอื่น ยังอ่อนความรู้
ไม่ฉลาด จักรู้ได้อย่างไรกันว่า ใครมีเชื้อเหลือ ใครไม่มี
เชื้อเหลือ. สารีบุตร ! บุคคลเหล่านี้แล ที่มีเชื้อเหลือ
๙ จำพวก เมื่อตายไป ก็พ้นแล้วจากนรก จากกำเนิด
เดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต.
สารีบุตร ! ธรรมปริยายข้อนี้ ยังไม่เคยแสดง
ให้ปรากฏ แก่หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
มาแต่กาลก่อน.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท;
อนึ่งเล่า ธรรมปริยายเช่นนี้ เป็นธรรมปริยาย
ที่เรากล่าว ต่อเมื่อถูกถามเจาะจงเท่านั้น; ดังนี้ แล.
นวก. อํ. ๒๓/๓๙๑-๓๙๖/๒๑๖.

สอุปาทิเสสะ และ อนุปาทิเสสะ

ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็น สอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวกโง่เขลา ไม่ฉลาด
อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็น สอุปาทิเสสะ ว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็น อนุปาทิเสสะ ว่า เป็นอนุปาทิเสสะ…..

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา
เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

ดูกรสารีบุตร อัญญเดียรถีย์ปริพาชกบางพวก
โง่เขลา ไม่ฉลาด อย่างไรจักรู้บุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสะว่า เป็นสอุปาทิเสสะ
หรือจักรู้บุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสะว่า เป็นอนุปาทิเสสะ

ดูกรสารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสสะ
กระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิด
สัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัย พ้นจากอบาย ทุคติและวินิบาต ฯ

ดูกรสารีบุตร ธรรมปริยายนี้ ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกาก่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ฟังธรรมปริยายที่เรากล่าวด้วยความอธิบายปัญหานี้แล้ว อย่าถึงความประมาท ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=8018&Z=8096

แม้จะมี ๔ จำพวก แตกรายละเอียดของสภาวะ ออกมาเป็น ๙ จำพวก

[๒๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคูถแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น ฉันใด
ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียว
เลย ฯ

หมายเหตุ:

ผู้ที่หมายมั่น สำคัญ น้อมเอา คิดเอาเองว่า ได้อะไรเป็นอะไร

ความหมายมั่น ไม่ใช่ความผิดอันใด เป็นความปกติของผู้ที่มียังมีกิเลสอยู่

แต่ การนำความคิดเอา น้อมเอาเองว่า ตนเองได้อะไร เป็นอะไร แล้วนำไปสร้างเหตุแห่งภพ ให้เกิดขึ้น

ขึ้นชื่อว่า ตราบใดที่ยังมีการเกิดขึ้นแห่งภพอยู่ นั่นคือ ความประมาท ที่ยังมีอยู่

ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสร้างเหตุในสังสารวัฏ ย่อมมีอยู่
ถึงแม้จะน้อยลง หรือ ทำให้เกิดมากขึ้น ตามเหตุปัจจัยของตน(อวิชชา และสังโยชน์กิเลส ที่มีอยู่)

 

๒๖ มีค.๕๗

นึกแล้ววว

หลังจาก เขียนเรื่องที่เจ้านายขอมา ตอนที่นั่งอ่านทวน ก็คิดอยู่ว่า อ่านแล้ว จะเข้าใจไหมเนี่ย

เมื่อคืน เจ้านายนั่งอ่าน เสร็จแล้วบอกว่า ยาวเหลือเกิน เยอะมาก วลัยพรช่วยแยกออกทีละส่วนได้ไหม

เราถามว่า ให้แปลไทยเป็นไทย ทีละตอน แบบนั้นใช่ไหม

เขาตอบว่า ใช่

เราบอกว่า นั่นไง ตอนที่เขียนไว้ ก็คิดอยู่ว่า หากเขาได้อ่าน จะเข้าใจไหมเนี่ย เพราะ สภาวะสัญญาของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

ประมาณว่า บางคนถึงแม้สภาวะยังไม่ถึง ในสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของบทความที่วลัยพรนำมาเขียน เมื่ออ่านแล้ว เข้าใจในสภาวะได้ ก็มีอยู่

บางคน สภาวะยังไม่ถึง อ่านแล้ว ไม่เข้าใจ ก็มีอยู่

ถ้าวลัยพร เขียนในแบบของตัวเอง จะเป็นเรื่องของ เหตุของการสร้างเหตุของการเกิด และ วิธีการกระทำ เพื่อดับเหตุของการเกิด เขียนแบบนั้น เจ้านายอ่านแล้ว เข้าใจ

แต่ถ้ามีรายละเอียดลงไป ที่เป็นพระธรรมคำสอน โดยวลัยพรไม่ได้แนบคำอธิบายลงไป ก็เจอเจ้านายบอกแบบนี้เรื่อย คือ ยาว อ่านแล้ว ไม่เข้าใจ ช่วยเขียนกำกับสภาวะที่เกิดขึ้น ของแต่ละคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ด้วย

 

เตรียมตัวสอบ

สงกรานต์นี้ไปแพร่ เจ้านายจองตั๋วรถทัวร์ ทั้งขาไป และ ขากลับ เรียบร้อยแล้ว(แจ๋วจองให้ เจ้านายจ่ายเงิน)

ทะยอยเตรียมของที่จะนำไปแพร่ เตรียมเฉพาะ ของที่จำเป็นต้องใช้

รถทัวร์ เหลือไม่กี่ที่นั่ง ก็ยังมีเหตุ ให้จองได้ที่นั่ง ที่เคยนั่งประจำกัน ขาไป ใช้บุษราคัมทัวร์ สมบัติทัวร์เต็ม ขากลับ ใช้สมบัติทัวร์ วีไอพี ทั้งขาไปและขากลับ

เหตุที่ไม่จองบขส.ทัวร์ เพราะ ที่นั่งบชส.ทัวร์ กว้างใหญ่มาก วลัยพรตัวเล็ก นั่งไม่สะดวก คือ ลำบาก ขาก็สั้น เหยียดขาไม่ถึงที่วางเท้า เมื่อยขาสุดๆกว่าจะถึง ส่วนเจ้านาย นั่งไม่เจอปัญหา นั่งสบายด้วยซ้ำ

แต่เจ้านายก้ชอบสมบัติทัวร์ บอกว่า นั่งแล้ว พอดีตัว ที่นั่งไม่ใหญ่เกินไป บขส.ทัวร์ เหมาะสำหรับคนตัวใหญ่

วลัยพรมีปัญหาตรงตัวเล็ก ที่วางศรีษะของรถทัวร์ บางคัน ถอดออกไม่ได้ ต้องนั่งตะแคงตัว เพราะ คอพาดไม่ถึง จุดที่วางคอ

บางคัน ที่วางศรีษะ ถอดออกได้ น่าจะเป็นสมบัติทัวร์ เขาจะมีอุปกรณ์สำหรับวางศรีษะ แยกวางไว้ต่างหาก ในแต่ละเบาะ หากจะใช้ ก็หยิบเอาเอง

ที่วางเท้า เหยียดตามขนาดตัว วลัยพรจึงใช้ที่วางเท้าได้ ส่วนเจ้านาย ชอบนั่งตรงด้านใน ของทางลงบันได โดยถอดรองเท้าออก เอาขาไปพาดด้านหน้าได้ แล้วใช้ผ้าห่มคลุมปลายเท้า เพื่อไม่ให้ดูไม่น่าเกลียด

ดูความก้าวหน้า

สภาวะการทำความเพียร ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า ดูขณะที่ผัสสะเกิด ดูการสร้างเหตุของตัวเองว่า ทันไหม หรือ ผัสสะที่เกิดขึ้น ดับทันที ไม่มีการปรุงแต่งต่อ

รู้ชัดผัสสะ ทำให้สบาย

การรู้ชัดในสภาวะผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้ การทำความเพียร และ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ทำให้เกิดทุกข์มาก แบบแรกเริ่ม ที่ยังไม่รู้ และเพิ่งรู้

การเจอกับเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ) เป็นการปรับเปลี่ยนสภาวะที่ตนเอง มีอยู่ และเป็นอยู่ ได้ทันมากขึ้น ดับเหตุที่ตนเองได้ทันมากขึ้น

บางครั้ง ยังมีหลุดออกไปบ้าง เวลาผลส่งกลับมา ไม่เคยคิดโทษนอกตัว มีแต่การยอมรับมากขึ้น การทำความเพียร ทำปกติ ไม่ใช่ทำเพราะ ความอยากแบบก่อนๆ ทำตอนไหนได้ก็ทำ

เพราะรู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วว่า พลิกนิดเดียว เหตุของการเกิด เปลี่ยนไปทันที จุดเปลี่ยนอยู่ตรงสภาวะความตาย อยู่ตรงนั้น

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นการถ่ายถอนอุทานที่มีอยู่ ความยึดมั่นถือมั่นที่อยู่ เป็นการสร้างเหตุของ การดับเหตุ ที่เป็นเหตุของ ภพชาติใหม่ ที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้น คือ ดับก่อนที่จะทำให้เกิด

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ เป็นเหตุปัจจัยให้ กำลังของ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนการทำความเพียรต่อเนื่อง เป็นการฝึกให้มี สติ สัมปชัญญะ การรู้ชัดในสภาวะจิต ที่เป็นสมาธิ หากทำได้ชำนาญ รู้ชัดในรายละเอียดต่อสภาวะต่างๆ ย่อมมีผลต่อสภาวะขณะที่ จะต้องตาย ในโลกของความจริงด้วย

สมาธิ

สภาวะก่อนหลับทุกคืน หรือ ตอนกลางวันก็ตาม บางครั้ง จะมีความคิดๆๆๆๆ คิดโน่นคิดนี่ รู้ว่ามีอยู่

สักพักจะรู้ชัดถึงสภาวะความสงบเกิดขึ้น แล้วจะรู้สึกวูบลงไป หรือ วาบขึ้นมา(โอภาส) รู้ชัดถึงสภาวะที่จิตเกิดเป็นสมาธิ รู้แบบนั้นสักพัก จึงจะวูบลงไปอีกที จะเป็นแบบนี้มาตลอด

ความรู้สึกตัว จะรู้สึกตัวก่อนที่เสียงเวลาที่ตั้งปลุกไว้จะดังขึ้น จะรู้สึกตัวที่กายก่อน จึงรู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชีพจรตามจุดต่างๆของร่างกายที่เต้นอยู่ จะรู้แบบนี้

ถึงแม้ว่า การตั้งเวลา บางครั้ง อาจมีเปลี่ยนเวลาที่ตั้งไว้ แต่สภาวะความรู้สึกตัว ที่เกิดขึ้นก่อนเสียงตั้งเวลาดังขึ้น ยังคงเกิดขึ้นอยู่ คือ เกิดก่อนเสียงตั้งเวลาดัง

สุดยอดของยุค

ยุคนี้ เป็นยุคของอรหันต์แต่งตั้ง และยุคของ อริยะ แต่งตั้ง

ทั้งเกิดจาก การพยากรณ์จากผู้ที่ตนเคารพ นับถือ(สร้างเหตุมาร่วมกัน จึงเชื่อกัน)

ทั้งเกิดจาก การพยากรณ์ โดยการนำสภาวะที่เกิดขึ้นของตนเอง ไปเทียบเคียงกับคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้

เพราะเหตุนี้ ผู้ที่ถูกแต่งตั้ง และ ผู้ที่แต่งตั้งตัวเอง เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่ จึงนำสิ่งที่คิดว่าเป็น คิดว่าใช่ นำไปสร้างเหตุนอกตั

แทนที่จะแนะนำเรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ วิธีการกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ให้เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ ทำตามได้ ให้ผลได้

เกิดขึ้นในชาตินี้ ณ ปัจจุบัน ขณะ ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ว่าควรดับเหตุ ที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้น ตามแรงผลักดันของกิเลสที่เกิดขึ้น ควรทำอย่างไร

ไม่ต้องไปกล่าวถึง ชาติหน้า ชาติไหน หรือ ชาติอื่นๆ ทั้งในอดีต และที่ยังไม่เกิดขึ้น

ที่สำคัญ เรื่องกระดูก ที่อ้างว่า นี่อรหันต์ เพราะ กระดูกเป็นพระธาตุ

เขาให้ดู การกระทำ ของผู้นั้น ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ไปจ้องดูแต่กระดูก ที่แปรสภาพ ตามเหตุปัจจัยของผู้เป็นนั้น

พระธาตุ

เรื่องพระธาตุนี่ ไม่ว่าจะเขียนชื่อแปะไว้ว่า เป็นของใครก็ตาม วลัยพรรู้สึกเฉยๆ ไม่ให้ความสำคัญ เพราะ รู้ว่า พระธาตุที่แท้จริง มีอยู่จริง

เหตุจาก เคยตั้งจิต อธิษฐานขอดูว่า พระธาตุของจริง มีจริงไหม ไม่ใช่ตามวัด หรือ ตามที่นำมาโฆษณากันว่า กระดูกคนนั้น คนนี้ เป็นพระธาตุ คนนั้น คนนี้ เป็นพระอรหันต์

พระธาตุที่ได้พบเห็น มีมาจริงๆ เห็นด้วยตาปกติ แต่นำมาเป็นของตนไม่ได้ มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งห้อง

พระธาตุที่มาปรากฏให้เห็น จะฝังตัวอยู่ในพระพุทธรูป ทุกรูป ทั้งใต้ฐานของรูปหล่อทั้งหมดด้วย ที่บางฐาน มีการฝังรูปเหมือนเทวดา ไว้ใต้ฐาน

รูปหล่อที่ตั้งบูชาไว้ พระธาตุที่ฝังอยู่ มีชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ ไม่เท่ากัน มีประกายแวววาวดังเพชร จะแกะหรือแงะออก ก็ไม่ได้ เพราะ ฝังตัวกระจัดกระจาย เป็นเนื้อเดียวกับรูปหล่อพระพุทธรูป ตลอดทั้งรูปเหมือนพระอาจารย์ต่างๆ ที่บูชาอยู่ ไม่ใช่เกิดแค่ เม็ดเดียวต่อรูปหล่อ หนึ่งรูปหล่อ มีเกิดขึ้นหลายเม็ด เกิดแบบกระจายทั่วรูปหล่อ

มาปรากฏให้เห็นอยู่ ๗ วัน แล้วหายไปเอง

หลังจากนั้นมา เชื่อแบบสนิทใจว่า พระธาตุมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่เชื่อจาก คำบอกเล่า ของผู้อื่น ที่เล่าต่อๆกันมา

อันนี้มีพยายาน ยืนยันได้ว่า มีเกิดขึ้นจริง เหตุจาก ตอนนั้น ยังอยู่หอที่ทางบริษัท จัดให้อยู่ มีแม่บ้าน มาทำความสะอาดที่ตึกทุกเช้า

หน้าต่างที่ห้อง เป็นบานเกร็ด เปิดทิ้งไว้ ช่วงที่มีพระธาตุ มาปรากฏ เมื่อแม่บ้านทำความสะอาดทางเดิน ได้กลิ่นหอมจากห้อง จึงมาถามว่า ที่ห้องใช้น้ำหอมอะไร กลิ่นหอมมากก หอมไปไกล

ได้เปิดห้องให้แม่บ้าน บอกว่า เป็นพระธาตุ ยิ่งเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมมาก แม่บ้านอยากได้ บอกว่า ขอได้ไหม

ได้บอกแม่บ้านว่า อยากให้ แต่ให้ไม่ได้ เพราะ พระธาตุฝังแน่นในเนื้อโลหะ

แม่บ้านลองใช้นิ้วสะกิด ลองแงะดู ทำเท่าไหร่ แม้สะเก็ด ไม่มีหลุดออกมา คือ ไม่มีร่องให้แคะ หรือ แกะออกได้ แนบสนิท กับเนื้อโละ เหมือนถูกหล่อมาพร้อมกัน จึงเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณนั้น

พระพุทธรูป

สมัยก่อน บ้าเช่าพระ เหตุจาก ศรัทธามาก เช่าไว้เยอะมาก ทั้งที่ได้จากการทำบุญด้วย มีองค์ใหญ่สุด หน้าตัก ๙ นิ้ว ค่าเช่าพระ หมดไปเยอะมาก

ต่อมา ยกให้คนอื่นๆหมด มีเจาะจงให้เฉพาะในแต่ละคน มักเจอคำถามทำนองว่า รู้ได้ยังไงว่า กำลังนึกอยากได้พระ ที่มีลักษณะแบบนี้อยู่ หรือไม่ก็ถามว่า รู้ได้ไงว่า อยากได้รูปหล่อเหมือนพระอาจารย์ท่านนี้

วลัยพรบอกว่า ไม่รู้อะไรหรอก คิดว่า ควรให้แบบนี้ จึงให้ เท่านั้นเอง

มีรูปหล่อพระสังกัจจายน์ แหงนหน้ามองฟ้า อันนี้ฝากพี่ที่ทำงานเช่าให้ เป็นของหลวงพ่อนะ ปลุกเสก มีตลับทอง ใส่พระธาตุ ไว้ใต้ฐาน หล่อไว้ใต้ฐาน

ก็ไม่รู้นะว่า พระธาตุนั้น คือ ของผู้ใด รู้แต่ว่า มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เวลาเขย่าดู หรือ จับส่องดูในกล่อง แรกๆมี ๓ ชิ้น ต่อมามีเพิ่มขึ้น และ มีขนาดโตขึ้นด้วย รอบๆตลับที่ใส่พระธาตุ มีเกล็ดขาวๆ แววาว เกาะรอบตลับ ก็ไม่ได้สนใจ

ต่อมา พระท่านขอพระที่เหลืออยู่ รวมทั้ง พระสังกัจจายน์ องค์นี้ด้วย ให้ท่านไปทั้งหมด ไม่เหลือไว้สักอย่างเดียว

ต่อมา ท่านเล่าให้ฟังว่า โยมรู้ไหม พระสังกัจจายน์ ที่โยมให้มา มีพระธาตุมาเกาะเต็มรอบๆตลับ ที่รู้ว่าเป็นพระธาตุ เพราะ นำไปทดสอบตามตำรา เพื่อดูว่า ใช่พระธาตุจริงไหม

ท่านนำผ้าไปปู เอานิ้วรูดๆรอบตลับ ที่ใส่พระธาตุอยู่ มีคนมาขอ ท่านก็แบ่งให้ คนที่มาขอไปบูชา

ทุกวันนี้ ไม่รู้ว่ายังมีเกิดขึ้นอีกไหม เพราะ ไม่ได้ถามท่าน คือ ไม่ได้สนใจ

พระธาตุเส้นผม

มีอยู่คราวหนึ่ง ช่วงนั้น มีเรื่องฮือฮากัน เกี่ยวกับ เส้นผมเป็นพระธาตุ ทั้งของผู้ที่มีชีวิตอยู่ และที่ตายไปแล้ว

ก็อยากรู้นะว่า เส้นผมที่เป็นพระธาตุ มีลักษณะอย่างไร อยากรู้ ก็ต้องลองดู เพราะ เคยได้ยินมาว่า ผู้ที่มีสมาธิมาก(ฌาน) กระดูก หรือ ส่วนต่างๆของร่างกาย ทั้งที่ตายแล้ว และยังไม่ตาย กลายเป็นแก้ว(ภายใน) หรือ กลายเป็นพระธาตุได้

อยากรู้ ต้องลองดูด้วยตัวเอง ช่วงนั้น สภาวะของวลัยพร เป็นผู้ที่มีสมาธิมากก นั่งคราใด มีโอภาส แสงสีขาวสว่างจ้า เกิดขึ้นร่วมด้วย ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เกิดทุกครั้ง

แม้บางครั้ง ไม่ได้นั่งสมาธิแค่นั่งหลับตา พักสายตาจากงาน โอภาสเกิดสว่างจ้า

การทดสอบ เริ่มต้นจาก เวลาตัดผม(ตัดเอง ไม่เข้าร้าน) จะเก็บเส้นผมใส่กล่องไว้

ผ่านไปหลายวัน เปิดกล่องดู อะเมซิ่งนะ มีอะไรบางสิ่ง เกิดที่เส้นผม ที่ตัดเก็บไว้ เกิดหลายเส้น ไม่ใช่เส้นเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้น มีมีใส ลักษณะยาวรี คล้ายเมล็ดงา ไม่ได้เกาะเส้นผม(ด้านนอก)

แต่เกิดบนเส้นผม คือ เคลือบเส้นผมไว้ข้างใน ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะตอนนั้น ทำไปแค่อยากรู้

นำเส้นผม ที่มีเมล็ดงาใสๆ ที่เกิดขึ้น ห่อเส้นผมเส้นนั้นไว้ เส้นอื่นๆ ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นตรงกลางของเส้นผม

ไปให้ข้างบ้าน ใช้แว่นสำหรับส่องพระดู นำมาส่องเม็ดใสๆ ที่คล้ายเมล็ดงา ที่หุ้มช่วงกลาง ของเส้นผมไว้

ลักษณะความใส ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า พอนำกล้องส่องพระ ไปส่องดู จะเห็นลักษณะคล้ายๆ เส้นเอ็น ที่ร้อยรอบตรงส่วนกลางเส้นผมไว้ เม็ดอื่นๆ พอส่องดู เหมือนกันหมด เก็บใส่กล่องไว้ ไม่ได้ทิ้ง

ต่อมา ไปวัดตาลเอน เจอเหมือนที่หลาๆยวัด มีอยู่ คือ ที่ใส่พระธาตุ หลายๆพระธาตุ

มีอยู่อันหนึ่ง แปะป้ายไว้ว่า เป็นพระธาตุเส้นผม ของหลวงพ่อจรัญ เข้าไปดูแบบใกล้ๆ ลักษณะที่เรียกว่า พระธาตุเส้นผมนั้น เหมือนที่เกิดขึ้นกับเส้นผม ที่เราตัดเก็บไว้ เหมือนกันเป๊ะ เกิดตรงกลางเส้นผม หุ้มเส้นผมไว้

แต่ของหลวงพ่อจรัญ เป็นสีแดง ของวลัยพร เป็นแบบใส ลักาณะยาวรี เหมือนเม็ดงา เช่นกัน

ตั้งแต่นั้นมา เวลาใครมาพูดทำนองว่า คนนั้น คนนี้ เส้นผมเป็นพระธาตุ กระดูก เป็นพระธาตุ หรือ ส่วนอื่นๆ เป็นพระธาตุ คนนั้น คนนี้ เป็นพระอรหันต์

วลัยพร มักจะจดจำชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวอ้าง นำไปหาในกูเกิ้ล แล้วดูสภาวะที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติ ทั้งคำสอน และ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ส่วนมาก เท่าที่อ่านๆมา เหตุของการแปรสภาพ ล้วนเกิดจาก กำลังของสมาธิ หมายถึง ผลของการทำความเพียร และมีติดสภาวะอุปกิเลสอยู่ ก็มี

เพราะเหตุนี้ เมื่อมีผู้ใด มากล่าวสรรเสริญ หรือ ยกย่อง ทำนองว่า คนนั้น คนนี้ กระดูกเป็นพระธาตุ นี่คือ พระอรหันต์ จะไม่เข้าไปยุ่งนะ ใครว่าอย่างไร นั่นเหตุของเขา

แหมมม ถ้าพูดได้ ก็อยากพูดเหมือนกัน งั้นฉันก็เป็นพระอรหันต์สิ ขนาดยังไม่ตาย ที่เขาพูดๆกันว่า เส้นผมเป็นพระธาตุ เส้นผมของฉัน ยังเป็นได้เลย

โม้ไป ก็เหม็นขี้ปาก มีแต่การสร้างเหตุ เสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะทุกวันนี้ รู้ชัดดีว่า ยังมีกิเลสอยู่ แต่พยายาม ไม่นำกิเลสที่มีอยู่ ไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้น

ขอแค่เขียนระบาย ทางตัวหนังสือพอ ส่วนชีวิตจริงน่ะ พยามหยุดตัวเองให้ทัน ก็ยังมีอยู่ ไม่ต้องพยายามหยุด ก็มีอยู่

สภาวะก็เลย ไปแบบเรื่อยๆ มีการบ้านให้ทำเรื่อยๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และ เหตุที่สติยังไม่ทัน ยังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ก็ยังมีอยู่ แต่น้อยลง คือ สติทัน มากกว่า ไม่ทัน

ที่เขียนมาทั้งหมด เพียงจะบอกว่า อย่าไปตื่นข่าวลือ เรื่องพระธาตุต่างๆ แค่ความปกติของวัตถุ ที่แปรสภาพ ไปตามเหตุปัจจัย

แต่ให้ดู วิชาที่ว่าด้วย ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ วิธีกระทำ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากอวิชชา เป็นเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆ

เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

เหตุของ การเกิดขึ้นของ ภพชาติปัจจุบัน(เพราะ ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

และ การเวียนว่าย(เพราะอวิชชา เป็นเหตุปัจจัย) ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ในวัฏฏสงสาร จึงมีบังเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

พึงระวัง(อุปกิเลส)

๒๓ มค.๕๗

มีสภาวะที่ควรรู้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ถ้าพบเจอสภาวะทำนองนี้

เมื่อ บวชได้เพียง ๑๑ วัน ท่านตั้งใจภาวนาไม่ลดลาความพากเพียร ได้นิมิตว่า “ตนเองเดินทางเข้าไปในป่ากว้าง ผ่านห้วยหนองคลองบึง มีขอนไม้ชาติยาวใหญ่ดำสุดสายตา จึงเดินปีนขึ้นไปไต่ตามขอนนั้นไปเรื่อยๆ พอสุดปลายขอนไม้ชาตินั้น พลันเจอป่าอันรกชัฏมีขวากหนามรกรุงรัง จะหันหลังกลับก็ไม่ได้ จึงต้องพยายามแหวกคมหนามมุดมอดบุกผ่าเข้าไปให้ผ่านป่าอันแสนจะข้ามยากนั้น เมื่อผ่านมาได้ด้วยความยากลำบาก เจอทุ่งโล่งอันเวิ้งว้างมีหอพระไตรปิฏกอันวิจิตรตระการตาตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ จึงก้าวเดินขึ้นไป เห็นห้องหอประตูตู้ กำลังจะเดินเข้าไปเปิด แต่ยังไม่ทันได้เปิด แต่ได้เข้าไปถึง จิตก็ถอนออกจากนิมิตนั้น”

ท่านสรุปความให้ผู้เขียนบันทึกฟังด้วยความตื่นเต้นในธัมโมชปัญญาว่า

คำว่า “ไปจนสุดปลายขอนชาติ” นั้นหมายถึงชาตินี้เป็นปลายชาติ คือ ชาติสุดท้าย

คำว่า “ป่ารกและขวากหนาม” นั้นหมายถึงท่านต้องฟันฝ่าและต้องใช้ความเพียรพยายามเป็นอย่างมากถึงจะถึงวิมุตติ

คำ ว่า “พบทุ่งโล่ง” นั้น หมายถึง เมื่อข้ามทางอันแสนทรหดและกันดารมาได้ ถึงความเป็นผู้สบายกายใจ โล่งจากกิเลสตัณหา ไม่มีเสี้ยนหนามคือกิเลสตันหาใดเข้ามาทิ่งแทงได้

คำว่า “เห็นตู้พระไตรปิฏก” นั้น หมายความว่า เห็นธรรมที่สัมผัสด้วยใจ ทั้งพระอภิธรรม พระสูตร และพระวินัย

คำว่า “เข้าถึงแต่ไม่ได้เปิดดู” นั้น หมายความว่าถึงธรรมแล้ว แต่ไม่เก่งในเทศนาโวหารในการสอนคน

สิ้นกิเลส

…คืนนั้นฝนตกทั้งคืน เพลิดเพลินในการภาวนา ธรรม คือ สติ สมาธิ และปัญญา หลั่งไหลเหมือนสายน้ำ จิตเต็มอิ่มในธรรม เดินจงกรมคล้ายกับว่าเท้าไม่ได้เหยียบพื้นดิน นั่งภาวนาคล้าย กับว่าตัวลอยอยู่เหนือพื้น ทำสมาธิทั้งคืนไม่นอน ไม่พักผ่อน ในขณะที่พิจารณาเข้าด้ายเข้าเข็มธรรมขั้นสุดท้าย เสียงเทวดาไชโยโห่ร้องก้องทิวเขาพนา เสียงฆ้องทิพย์ดังกระหึ่มมาเป็นระยะๆ สลับกับเสียงเทวดาไชโยแว่วมาแต่ไกล เสียงสาธุการปานว่าโลกธาตุทั้งมวลหวั่นไหว น้ำตาร่วงอัศจรรย์เกินที่จำมาเล่าได้

คืนนั้นเสวยวิมุตติสุขสุดที่จะพรรณนา ต่อมาท่านได้นำเรื่องธรรมที่ได้รู้เห็นไปกราบเรียน ผู้เป็นอาจารย์ทุกประการ”

หมายเหตุ:

สภาวะที่เกิดขึ้นแบบนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มาปรากฏในรูปของนิมิตต่างๆ อย่าหลงเชื่อ หลงคิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ตามที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา

หากติดอยู่แค่ตรงนี้ จะมีแต่การหลงสร้างเหตุนอกตัว โดยนำสิ่งที่ตนเองคิดว่าใช่ ไปสร้างเหตุนอกตัว เป็นที่มาของอามิสบุชา(จากผู้มีเหตุปัจจัยร่วม) จะทำให้เนิ่นนานออกไป

ผู้ใดที่บเจอสภาวะพิศดารต่างๆ วลัยพรไม่มีที่อ้างอิงหรอก แต่จะบอกว่า แนะนำให้ฟังหลวงพ่อเยื้อน ให้มากๆ(มีหลวงพ่อเยื้อนนี่แหละ ที่พูดให้เห็นสภาวะ ได้ชัดที่สุด)

ต้องเจอสภาวะความตาย และผ่านสภาวะความตายก่อนนะ(พบเจอขณะจิตเป็นสมาธิอยู่นี่แหละ แต่เหมือนเจอความตายจริงๆ)

ส่วนสภาวะวิจิตรพิศดาร หรือนิมิตต่างๆ ล้วนก่อให้เกิดอุปกิเลส หากไปยึดมั่นถือมั่น

บางครั้ง เรื่องสภาวะของผู้อื่น ที่นำมาเป็นตัวอย่าง มีคิดเหมือนกันนะว่า นำสภาวะผู้อื่นมาเป็นตัวอย่าง จะมีผลอะไรไหม

ดูที่เจตนาเป็นหลัก คือ ดูจิต ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า มีการก้าวล่วงอะไรทางมโนกรรมบ้างไหม ตอบได้ทันทีว่า ไม่มี

มีเจตนาเพียง ต้องการยกมาให้เห็น ความพิศดาร ที่เกิดจาก กำลังของสมาธินั้น มีมากมาย หลายแบบ ยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เห็นว่า

ถ้าพบเจอแบบนี้กัน อย่าไปเชื่อ จะโดนกิเลสหลอกเอา แทนที่จะก้าวหน้า กลับกลายเป็น ติดอุปกิเลส แต่ไม่รู้ว่าติด เพราะ ความศรัทธา กับ กิเลสที่เกิดขึ้น บดบังไม่ให้สภาวะ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

พูดยากนะ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ของแต่ละคน

ใครเชื่อใคร หรือ ไม่เชื่อใคร ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

ไม่เที่ยง

๒๗ มีค.๕๗

 

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสภาวะใดก็ตาม อะไรที่คิดวางแผนไว้ล่วงหน้า

อะไรที่คิดว่า ทำแบบนี้ น่าจะช่วยเซฟ ช่วยประหยัด

อะไรที่คิดว่าฯลฯ

ปรากฏว่า สภาวะมาสอนตลอด คือ ความไม่เที่ยง

เช่น เคยตั้งใจจะไปทำวัตรเย็น ที่วัดเทพลีลา ก็ไม่ได้ไป เพราะ เจ้านายกลับถึงที่พักไม่แน่นอน เขาทำงานมาทั้งวัน ไหนจะเดินทางอีก เข้าใจความรู้สึกนะว่า เหนื่อย

จึงดับเหตุ ที่เป็นการกระทำ เบียดเบียนคนในครอบครัว ก่อนที่จะทำให้เกิดขึ้น ตัดสินใจ ไม่ไปไหน ยกเว้น ไปด้วยกัน(ไปวัด) เพราะ อยู่ที่ห้อง ก็ทำความเพียรทุกวันอยู่แล้ว

การซักผ้า มีเหตุให้ ไม่ได้ซักทุกวัน เหมือนเมื่อก่อน โดยดูน้ำใช้สำหรับใช้ราดชักโครกในห้องน้ำ เป็นหลัก

เหตุจาก เสื้อเชิตของเจ้านาย ที่ซักตากไว้ตรงระเบียงนอกห้องพัก ถูกขโมย หายไปสองตัว

แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง เปลี่ยนวิธีการซักผ้าประจำวัน ที่เคยทำทุกวันใหม่ โดยการซักเสื้อกล้าม เฉพาะที่ตัวเองใส่ ผ้าเช็ดมือ เช็ดเท้า ที่ใช้อยู่ทุกวัน

โดยดูน้ำ ที่ใช้สำหรับราดชักโครกในห้องน้ำ เป็นหลัก หากน้ำมีพอ จะไม่ซักผ้า

ถ้าวันไหนมีไม่พอ จะซักผ้า

ส่วนเสื้อผ้า เสื้อนอน ชุดทำงานของเจ้านาย เอาไว้ซักรวมกันทีเดียว(ซักมือ) แล้วจึงปั่นหมาดก่อนตาก หลังห้อง ไม่ตากตรงระเบียงนอกห้อง กลัวหาย

เหตุที่ไม่ใช้น้ำในชักโครก เพราะ เสียดายน้ำเปล่า ที่เป็นน้ำดี รวมทั้งน้ำอาบ สำหรับตัวเอง(ปล่อยน้ำไหลช้าๆ รองใส่ถังหลังห้อง แล้วนำมใส่ในถัง ที่อยู่ในห้องน้ำอีกที)

เหตุจาก ตัวเองอยู่ห้องทุกวัน อะไรที่เซฟได้ ควรเซฟ ไม่ได้ยากลำบากอะไร ในการทำแบบนี้ ถือว่า เป็นการออกกำลังกายด้วย

น้ำที่ใช้สำหรับชักโครก เวลากดใช้ รู้ไหมว่า ใช้วันละกี่ลิตร

เฉพาะวลัยพรใช้คนเดียว ดูจากการใช้น้ำในถัง ถ้ากดชักโครก เท่ากับใช้น้ำถึง ๒ ถัง รวมแล้วประมาณ ๓๐ ลิตร(แกลลอน) ต่อวัน

นี่คนเดียวนะ ค่าน้ำจึงตกเดือนละ ๕๐ บาท แทนที่จะเสียเดือนละ ๑๕๐-๑๘๐ บาท(รวมเจ้านายด้วย) แบบเมื่อก่อน ที่เคยเสีย ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการใช้ ปล่อยน้ำหยด ใส่ไว้ในถัง

ส่วนเจ้านาย ให้ใช้ฝักบัวและชักโครก เป็นปกติ ให้ใช้ตามสบาย ไม่มีว่ากัน เขาทำงานเหนื่อยแล้ว กลับถึงห้อง ทำอะไรก็ได้ ที่ทำให้เขา ไม่ต้องเหนื่อยอีก

ฉะนั้น เมื่อเขากลับถึงห้อง เขาไม่ต้องทำอะไรอีก วลัยพรเตรียมไว้ให้หมด

๒๓-๒๖ มีค.๕๗

หลังทำงานบ้านเสร็จ ทำสมาธิต่อ ประมาณ ๓-๕ ชม. ทุกวัน

 

๒๕ มีค.๕๗

 

ฝนมาแล้ว

เดือนนี้ เดือนมีค. ปลายเดือน ฝนก็มาแล้ว เริ่มมาถี่ขึ้น

ไม่เที่ยงจริงๆ

สภาพอากศ แปรปรวนตลอดเวลา สภาวะมาสอนเรื่องความไม่เที่ยงตลอด แม้กระทั่งสภาพอากาศ

สองวันก่อนที่ฝนจะตก หลังจากแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ ได้ยินเสียงฝนตก รีบออกไปเก็บเสื้อผ้า ที่ไหนได้ ไม่มีฝนสักเม็ด

วันต่อมา ฝนตกหนักมากกก ทั้งฟ้าผ่า ทั้งไฟดับ

เมื่อวานนี้ แผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ ได้ยินเสียงฝนตก เริ่มไม่แน่ใจว่า ตกจริงไหม แต่ก็ออกไปดู ไม่มีฝนสักเม็ด

วันนี้ ฝนตกหนัก แต่ยังไม่มีฟ้าผ่า

อยากให้ฝนตกบ่อยๆนะ สถานการณ์บ้านเมือง อาจจะเบาบางลงไปบ้าง อะไรที่คิดว่าแย่ อาจจะไม่ได้แย่ อย่างที่คิดๆกัน

โสดาบัน(ฉบับภาษาบาลี)

เผื่อมีคนสนใจอ่าน ที่มาของโสดาบัน ที่เป็นภาษาบาลี

มีเหตุให้พบเจอ จึงนำลิงค์ มาแนบไว้

 

http://larndham.org/index.php?/topic/41439-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%9B/

มีนาคม 2014
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: