รูปฌานและอรูปฌาน

รูปฌาน อรูปฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8

ฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จะขาดความรู้สึกตัว

เป็นเหตุปัจจัย ทำให้ไม่สามารถรู้ชัดในผัสสะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นอยู่

 

บางที่เรียกว่า เป็นสมาธิแบบฟลุ๊กๆ คือ นั่งแล้ว สว่างวาบทันที

นั่งทุกครั้งแสงสว่างเกิดตลอด ไม่ก็มีแต่เพียงความสงบ เงียบ นิ่ง

 

ขาดความรู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรม ที่มีเกิดขึ้นเป็นปกติ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

บางที่นิยมเรียกว่า สมาธิหัวตอ

 

ฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วม

เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

 

ถึงมีโอภาสเกิด ยังคงรู้อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกายเป็นปกติ

เช่น มีอาการปวดแข้งปวดขา ก็รู้ โอภาสเกิดขึ้นอยู่ ก็รู้

 

ถ้ากำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ล้ำหน้าสติ จะบดบังอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับกาย

รู้สึกว่า กายที่มีอยู่ หายไปหมด แต่รู้ว่า กายนั้นยังมีอยู่

 

รู้ซ้อนรู้ หรือจะเรียกว่าอะไร ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก

เพียงแต่มีสติรู้อยู่ รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้นว่า

 

ในความว่างที่ปรากฏขึ้นนั้น กายนั้นยังมีอยู่ แต่ไม่ปรากฏขึ้นเป็นรูป

จึงมีชื่อเรียกว่า อรูปฌาน ที่มีเกิดขึ้นในระดับต่างๆ ตามกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

 

นำมาบางส่วนจาก สันตวิโมกขสูตร

“ได้สัมผัส สันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูป เพราะล่วงรูปฌานเสียได้ด้วยกายอยู่”

โฆษณา

ทุกข์

๒๑ มิย.๕๗

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น พึงให้กำหนดรู้

เมื่อกำหนดรู้ ความรู้สึกที่คิดว่า ทำให้ทุกข์ จิตเกิดการคิดพิจรณาเนืองๆ

หากไม่เคยสร้างเหตุ ผลจะมาจากไหน

เมื่อยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี เป็นความปกติของเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

เป็นปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก

เคยได้ยินคำพูดประมาณว่า ก้มหน้ารับกรรม นั่นคือ เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

ไม่ใช่การก้มหน้ารับกรรม หากไม่เคยทำไว้ ผลจะมาจากไหน

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

มีหน้าที่รู้ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ชอบใจ ไม่ชอบใจ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

กับคู่ครอง ไม่เคยมีปัญหาต่อกัน

เพราะต่างฝ่าย ต่างรู้ชัดในเรื่องผัสสะ เหมือนๆกัน
รู้ชัดในเรื่องเหตุปัจจัย เหมือนๆกัน

ที่เจ้านายเชื่อ ในสิ่งที่วลัยพรบอก ไม่ได้เชื่อแบบงมงาย หลับหูหลับตาเชื่อ

ที่มาเชื่อกัน เกิดจาก สภาวะต่างๆ ที่เจ้านายได้พบเจอ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

คือ ทั้งที่เขารู้ชัด และสัมผัสด้วยตนเอง จึงทำให้เชื่อในสิ่งที่วลัยพรบอกเล่าให้ฟัง

กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่

นอกตัว แก้ไม่ได้ ยิ่งคุยกับผู้ที่มีอวิชชาหนาแน่น ยิ่งปวดกระโหลก

พอใช้ความเงียบ ก็โดนรุมกระหน่ำ เล็กๆน้อยๆก็เอา จะหันไปทางไหน โดนหมด

ค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเอง กับสิ่งที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุอยู่

ผลของการทำความเพียร มีให้เห็นอยู่

ดูพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง

เดินตามรอยพระพุทธองค์

 

๒๒ มิย.๕๗

น่าเบื่อ

เบื่อคน เบื่อความโลภโมโทสัน มีแต่ความอยากได้ของคนอื่น ความขี้อิจฉา ริษยา พวกชอบจับกลุ่มนินทาว่าร้ายผู้อื่น

ก็รู้นะว่าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และกิเลสที่มีอยู่ของแต่ละคน

แต่เห็นทีไร เบื่อมากกก เบื่อจนอยากอ้วก

ตราบใดที่ยังอยู่ในสังคม อยู่ในหมู่คน ยังไงก็ต้องเจอ

เงินกับสุขภาพ

๒๐ มิย.๕๗

เกี่ยวกับการจับจ่ายใช้ภายในครอบครัว วลัยพรคำนึงถึงสุขภาพ นึกถึงผลกระทบที่ได้รับ ความเจ็บป่วยที่อาจทำให้มีเกิดขึ้นได้

ภาชนะใส่อาหาร

เดิมเคยใช้วัสดุที่ทำจากเมลามีน พอมาศึกษาเกี่ยวกับภาชนะใส่อาหาร(ร้อน) อ่านแล้ว ทำให้เกิดระวังภาชนะที่ใช้อยู่มากขึ้น

http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9520000054959

เรื่องเงิน หากมีปัญหาในการจับจ่าย ต้องแก้ไขหาวิธีการกันเอง

สำหรับวลัยพร เรื่อง เงิน ไม่ใช่ปัญหา เพราะเจ้านาย เห็นด้วยกับการรักษาสุขภาพ จึงใช้ภาชนะให้เหมาะสมมากขึ้น(สนับสนุน)

ที่ห้อง จึงค่อยๆเปลี่ยนภาชนะในครัว จากเมลามีน มาเป็นสแตนเลส และภาชนะที่ทำจากแก้ว เลือกซื้อของที่ใส่ขวดแก้ว เพื่อนำขวดแก้วมาใช้ใส่อาหารได้

เงินกับสุขภาพ

โรคภัย ความเจ็บป่วย เป็นมะเร็ง เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ล้วนเกิดจาก การบริโภค การใช้วัสดุอุปกรณ์ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และการทำผิดศิลข้อปาณาติบาต

ถ้าให้เลือกระหว่างมีเงิน(รวย) มาพร้อมกับ เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาจถึงขั้นเป็นมะเร็ง(เกิดแบบค่อยๆเกิด กว่าจะรู้ ก็สาย) เป็นอัมพาต นอนแหงกอยู่กับเตียง เงินที่มีหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล

กับ มีเงิน(ไม่มาก) รู้จักจับจ่ายเพื่อสุขภาพ และ อัตตราเสี่ยงกับความเจ็บป่วย ลดน้อยลง

ระหว่างสองทางเลือกนี้ วลัยพรเลือกข้อ ๒ เพราะ เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่ง

หากไม่มีเงิน วัดมี ไม่กลัวอด

ตราบใดที่ยังทำความเพียร ไม่มีคำว่า อด ถึงแม้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ เป็นของตนก็ตาม

อุปกิเลส

อุปกิเลสเกิด

อุปกิเลส ที่กลับกลายเป็น อุปสรรค ปิดกั้น ไม่ให้เห็นสภาพธรรม ตามความเป็นจริงของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

๑. ปัจจัยจาก อวิชชา ที่มีอยู่ ทำให้ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ(สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ)

๒. ปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ในสัมมาสมาธิ(ที่ใช้ชื่อเรียกว่า ญาณ ๑๖ ตั้งแต่ ญาณที่๑-ญาณที่ ๑๖)

๓. ปัจจัยจาก ความทะยานอยาก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นในสิ่งที่เรียกว่า โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ เพราะคิดว่า ในความมี ความเป็น ในคำเรียกเหล่านี้ จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้

เหตุของอวิชชา

เหตุของการเกิด ณ ปัจจุบัน ขณะ เริ่มตั้งแต่ ผัสสะ

กับ เหตุของการเกิด การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร เริ่มตั้งแต่อวิชชาจนถึง มรณะ

ทั้งสองสภาวะนี้ เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร ถึงสภาวะจะแยกออกจากกัน แต่เหตุปัจจัย เกี่ยวเนื่องกัน

เหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร เกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน(ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น)

เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน เป็นเหตุทำให้เกิด การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

จนกว่า อวิชชาถูกทำลายลง ย่อมรู้วิธีการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

(ดับผัสสะ โดยการไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น/ไม่สานต่อ)

เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบันสั้นลง ภพชาติการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร ย่อมสั้นลง

จนกว่า อวิชชาถูกทำลาย จนหมดสิ้น
การเวียนว่ายตายเกิด ย่อมไม่มีเกิดขึ้นอีกต่อไป

การทำสมาธิ

คำบอกเล่า

“พอดีว่าจะเริ่มเข้ามาปฏิบัติ และที่ผ่านที่เคยปฏิบัติมาที่รู้ว่าผิดพลาดก็คือ ขี้สงสัยมากไปด้วย เลยพยายามไม่ไปเปิดอ่านค้นหาแบบโดยรวม จะยิ่งสับสนไปใหญ่ เอาอารมณ์ความคิดสงสัยในแบบตัวเองจริงๆนี่แชร์คนอื่น เผื่อจะได้เห็นบางมุมที่เรามองไม่เห็น หรือหลายลิงค์ที่แนะนำมา ก็เข้าไปดูบ้าง แต่ด้วยจิตที่ยังไม่เป็นสมาธิ และบางคำศัพก็ยากจะเข้าใจชัดเจน อ่านหลายรอบก็ไม่มั่นใจว่าจะเข้าใจถูก”

 

คำตอบ

วลัยพรเริ่มทำ สิ่งที่เรียกว่า นั่งสมาธิ ประมาณ ชั้นประถม

ในสมัยนั้น ยังไม่รู้จักคอมฯ ไม่รู้จักศัพท์คำเรียกต่างๆ คำเรียกนั่นนี่ ไม่รู้จักสักคำเดียว

รู้จักแค่ว่า ถ้าเห็นเขาจับกลุ่มนั่งหลับตา มีพระเทศน์ นั่นเรียกว่า นั่งสมาธิ

ที่รู้ว่า เป็นการนั่งสมาธิ รู้จากการได้ยินผู้ใหญ่พูดคุยกัน

 

จุดเริ่มต้นการทำนั่งสมาธิ เกิดจากความอยากรู้ อยากเห็น ที่ได้อ่านในหนังสือ

ซึ่งหลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม โยนให้ พร้อมกับบอกว่า เอาไปทำเอง

ตอนที่รับหนังสือมา ก็ไม่รุ้หรอกว่า คืออะไร และให้ทำอะไร

 

กลับมาบ้าน เปิดอ่านดูแล้ว เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฝึกกสิณ ในแบบต่างๆ

ลองทำดู เลือก เตโชกสิณ เพราะคิดว่า อุปกรณ์หาได้ง่ายสุด คือ เทียนไข

 

ทำตามหนังสือ ปิดห้อง ประตู หน้าต่าง ปิดหมด จุดเทียน นั่งจ้องแสงเทียน หลับตา สลับกับลืมตา

ท่องคำว่า เตโช หายใจเข้าเต หายใจออกโช

 

จนกระทั่ง แสงเทียนติดตา แม้ไม่ลืมตามองแสงเทียน ก็ยังปรากฏภาพแสงเทียนอยู่

เกิดอาการขนลุก ขนพอง ตัวโต บ้านโยกไปทั้งบ้าน

ใจก็คิด ผีแน่เลย กลัวผี ลืมตา เลิกทำ

 

วันต่อมา ทำอีก ครั้งนี้ ไม่ต้องลืมตสลับกับจ้องแสงเทียน

พอหลับตาลง มองเห็นแสงเทียนทันที

อาการเก่า เกิดขึ้นอีก ขนลุก ขนพอง หนังหัวตึงไปหมด รู้สึกบ้านโยก

 

ได้ยินเสียงมีคนอยู่ในห้อง ทั้งๆที่ อยู่นั่งอยู่คนเดียว

กลัวผี เลิกนั่ง

 

พอทำบ่อยๆ เริ่มชินกับอาการพวกนั้น เลิกกลัวผี

วันต่อมา พ่อเปิดห้อง เจอนั่งอยู่ พ่อให้เลิกทำ บอกว่า เดี่ยวเป็นบ้า ของพวกนี้ ต้องมีครูอาจารย์

 

วลัยพรมารู้ทีหลังว่า สิ่งที่วลัยพรทำนั้น เรียกว่า ทำสมาธิในอิริยาบทนั่ง

สมัยนี้ อุปกรณ์ เครื่องมือสื่อสาร ช่องทางวิชาการเยอะ

 

ผู้ปฏิบัติส่วนมาก คอยแต่จะใส่คำเรียกนั่นนี่ลงไป ในสิ่งที่คิดว่าน่าจะ ตรงตามคำเรียกนั้นๆ(ตามที่อยากให้เป็น)

เมื่อใจเต็มไปด้วยความอยาก ประกอบด้วยความไม่รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น

 

ผลคือ สิ่งที่เขาบอกเล่ามา

เรื่องราวของชีวิต

๒๓ มิย.๕๗

ไม่มีใครทำให้ รู้สึกทุกข์ได้
นอกจากตัวเราเอง

ยิ่งรู้ชัดในผัสสะ เป็นปัจจัยให้ รู้ชัดในทุกข์(เหตุปัจจัยที่มีอยู่/ที่มีกับผู้อื่น)

รู้ชัดในทุกข์ เป็นปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่าย ในเหตุของอวิชชา

ที่เป็นปัจจัยให้ หลงสร้างเหตุแห่งทุกข์(ที่เคยทำไว้ ด้วยความไม่รู้) ให้มีเกิดขึ้นกับตัวเอง

บางครั้ง ใช้ความอดทนอดกลั้น พยายามไม่สร้างเหตุกับอีกฝ่าย เพราะรู้ดีว่า เหตุปัจจัยจาก จิตที่หนาแน่นด้วยอวิชชา

บางครั้ง คิดพิจรณาถึงบุคคลที่ยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ จะมีภาพต่างๆผุดขึ้นมา เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงทำ หากเขารู้ เขาจะไม่ทำ ไม่แตกต่างจากพฤติกรรม ที่เราเคยกระทำไว้ในอดีต

เราไม่อาจปฏิเสธจากผลของเหตุที่เคยกระทำไว้ได้ มีแต่คอยระวังตัวเอง ต้องใช้สติอย่างมาก(ในบางครั้ง กับความไม่รู้ของอีกฝ่าย) อดกลั้น อดทน กดข่มใจ

ไม่เคยรู้สึกท้อแท้ต่อการกระทำของอีกฝ่าย มีแต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด ซึ่งมีปัจจัยจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อมีชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว ทุกข์จึงมีบังเกิดขึ้นพร้อมมูล

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

บุคคลทั้งหลาย สร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีบังเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ยังไม่รู้

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น

รากเง่ามาจาก เหตุของอวิชชาที่มีอยู่

คำแนะนำ

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ ยินดีให้คำแนะนำ

 

 

ในที่นี้ หมายถึงเฉพาะ ผู้ที่ตั้งใจทำความเพียร ส่วนผู้ที่สนใจแค่การสนทนา วลัยพรไม่ยินดีสนทนาด้วย

 

 

เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะการปฏิบัติ และ ที่มีเกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด หรือมีฐานะใดๆ ก็ตาม

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ของตัวเอง)

และเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น(นอกตัวทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต)

 

 

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงเกิดการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

 

 

หากรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มีชื่อเรียกว่า ผัสสะ

 

 

สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต และ มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร เป็นความปกติของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น

 

 

ความยึดมั่นถือมั่นต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้น ย่อมลดน้อยลงไป ตามความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น

 

 

การสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ย่อมลดน้อยลงไป ตามความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น

 

 

ที่หยิบยกมานี้ เป็นหนึ่งในผัสสะ ที่เกิดขึ้น ขณะทำความเพียร และ ที่มีเกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต

 

 

 

ถาม

 

 

เคยมีประสบการณ์ทำสมาธิวันละประมาณ 1ชม.ต่อเนื่องเป็นเวลา1เดือน

 

 

แต่ณ เวลานี้ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติต่อ

 

 

 

ตอบ

 

 

ปัจจุบัน ทำแบบไหนอยู่หรือคะ?

 

 

หรือตามคำบอกเล่าที่เขียนมาว่า “ณ เวลานี้ ไม่ได้ปฏิบัติต่อ”

 

 

 

ถาม

 

คุณ walaiporn ห่างมาหลายเดือนมากๆแล้วค่ะ ก่อนจะถอยออกมาก็เจออุปสรรคหนักๆมากมายหลายอย่าง

แต่ก็คิดว่าใจตั้งมั่นพอสมควร ไม่หวั่นไหวแม้จะต้องเจอเรื่องให้ลำบากขนาดไหน เหมือนจะเข้ามาทดสอบหลายๆด้านของอารมณ์

 

แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดปรุงแต่งอะไรต่อ ไม่เกิดทุกใจ หวั่นไหวใดๆทั้งสิ้น จนมาเจอปัญหาที่ไม่มีเวลามานั่งสมาธิได้

 

แม้ใจอยากมาก แต่ไม่อาจจริงๆ มันเป็นห่วงเกี่ยวกับภาระการงาน เหมือนหากเราหยุดแล้วอีกเป็นร้อยชีวิตต้องกระเทือน

 

แม้สักครึ่งชม. ยังหยุดไม่ได้ ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ก็เหมือนเรายอมแพ้

 

ก็เริ่มจากอยากปฏิบัติจริงๆแต่ไม่มีเวลา จนมาถึงอยากปฏิบัติแต่ไม่หาเวลา

 

ปกตินั่งวันละประมาน1ชม. +เจริญสติ(คือรู้ลมกับรู้ทันอิริยาบทต่างๆรึเปล่าคะ)เกือบตลอดเวลา

 

แต่พอห่างการนั่งมาก็เหมือนการรู้ทันสติระหว่างวันมันลดหายไปด้วยค่ะ

 

ตอนนี้อยากเริ่มใหม่ จึงมาตั้งกระทู้ว่าที่เราปฏิบัติมาเองแบบไม่มีใครแนะนำ ผิดหรือถูก ควรปรับปรุงยังไง เราหลงหรือติดตรงไหนรึเปล่า

 

ตอนนี้เริ่มมาได้ประมานอาทิตย์หนึ่งแล้วค่ะ ไม่อยากจะห่างหายไปอีก

 

 

 

 

ตอบ

 

คำศัพท์ต่างๆ ที่คุณใช้สำทับลงไป ในสิ่งที่คุณคิดว่า น่าจะเรียกว่าอะไร ก็ตาม

 

คุณสามารถใส่คำเรียกต่างๆ สำทับคำลงไปได้ เรียกได้ตามสะดวก เรียกได้ตามถนัด

 

หากคุณทำความเพียรต่อเนื่อง คำเรียกต่างๆที่คุณใช้อยู่ จะค่อยๆถูกปรับเปลี่ยนไปตามความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น

 

 

ผัสสะ

 

สิ่งสำคัญ สิ่งแรกที่คุณควรรู้ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียรอยู่

 

ไม่ว่าจิตจะเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิ หรือมีเกิดขึ้นใน อิริยาบทใดๆ ก็ตาม

 

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มีชื่อเรียกว่า สภาวะ ซึ่งเป็นสภาพธรรม

หรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

 

 

ทำไมจำเป็นต้องรู้ เกี่ยวกับผัสสะก่อนหากรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต และที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียรอยู่

 

ไม่ว่าจิตจะเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิ หรือมีเกิดขึ้นใน อิริยาบทใดๆ ก็ตาม

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ล้วนเป็นความปกติของผัสสะ ที่เกิดขึ้น

 

อย่างน้อยๆ อาจช่วยให้ การให้ค่า ให้ความหมาย ความติดใจในสภาวะที่เกิดขึ้น เบาบางลง

เมื่อรู้ชัดว่า เป็นเพียงความปกติของผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

 

 

สิ่งที่คุณบอกเล่ามาทั้งหมด เป็นความปกติของผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น

 

คำบอกเล่า

 

“เคยมีประสบการณ์ทำสมาธิวันละประมาณ 1ชม.ต่อเนื่องเป็นเวลา1เดือน จึงอยากจะอธิบายเพื่อขอคำชี้แนะ ติเตือนค่ะ ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า ณ ช่วงเวลาที่ปฏิบัติไม่ได้มีความรู้สึกยินดีกับทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแนวที่รู้สึกว่ามันพิเศษ นอกจากยินดี และรับรู้ภายใต้ความสงบ อารณ์ตอนนั้นนิ่งแทบจะไม่มีเรื่องใดมากระทบจนทำให้จิตกระเทือน เช่นหากตกใจ ใจมันกระตุกแวบเดียว เหมือนมันรู้มาพร้อมๆกันก็หยุด ไม่ติดใจสงสัย ซึ่งปกติต้องใจสั่นอะไรตามมา มันดับเร็วมาก ช่วงนั้นมีความรู้สึกเบื่อหน่ายการใช้ชีวิตเป็นกำลังมาก กระตุ้นจิตใจตลอดเวลา อยากบวช อยากมุ่งหน้าปฏิบัติ ต้องการความสงบ เพราะถ้าอยู่ณจุดนี้มันมีผลกระทบหลายอย่างทำให้จิตไม่สงบเต็มที่ ใจมันไม่อยากจะเบียดเบียนสิ่งใดก็ตาม หาอาหารการกินบางทีเราเป็นแม่บ้านพยายามหลีกเลี่ยงเพราะอยากถือศิล5ให้ครบยังรู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ลำบาก-ไม่รู้ว่าเกิดจากเรื่องมากเกินไปรึเปล่า-อีกอย่างจิตมันคอยนึกถึงคำภาวนาพุธโธหรือสลับกับแค่รู้ลมเข้าออก มันเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาแม้แต่เคลิ้มจะตื่นเหมือนมันตื่นขึ้นมาพร้อมกันเลย-หมกหมุ่นเกินใหม-อีกเช่นมองเห็นอะไรคิดถึงเป็นธรรมะตลอดจิตจะคอยบอกคอยแยกแยะเช่นเห็นบ้านรถของใดๆที่เคยชื่นชมกลับมองเป็นของธรรมดา มองแล้วทบทวนย้อนคิดถึงหาเหตุตั้งแต่มันเริ่มเกิด เก่า แก่ทรุดโทรมจนผุพังหายไป และอย่างวันหนึ่งมองดูพระอาทิตยขึ้นพอคิดว่าสวยปุ๊บ มันเหมือนมีสายใยอะไรสักอย่างเหนี่ยวดึงใจไว้ไม่ให้หลงในคำนั้น มันเป็นชั่ววินาทีแต่มันรู้สึกจริงนะ อธิบายยาก อย่างได้ยินเพลงเพราะ มันเห็นช่วงเวลาระหว่างที่เราจะวางเฉยหรือไปวิ่งตามอารมณ์นั้นๆ-เหมือนคนบ้ารึเปล่า-เพราะช่วงที่ปฏิบัติจะชอบอยู่สงบนึกถึงแต่ลมหายใจคือจะว่ากลัวก็ไม่ใช่แต่จะพยายามรักษาระดับจิตให้สงบอยู่เนื่องๆ เหตุหนึ่งเพราะมันคิดเกือบตลอดที่เราจะเผลอ ว่าความตายมันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจึงต้องระวังรักษาตัวแลจิตไม่ให้ก่อกรรมขึ้นทั้งกายวาจาใจ-มันมากเกินไปรึเปล่า-ก่อนหน้าเคยทรมานกันโรคร่างกายหาหมอหลายที่ก็ไม่ดีขึ้นไม่มีโรคบ่งชี้ ยิ่งปวดตานี่หมอยอมแพ้หาสาเหตุไม่ได้ส่งตรวจทุกอย่างก็แล้ว แต่มาปฏิบัตินี่หายหมดจริงๆ ไม่มีเจ็บไข้ ไม่มีอยากหรือไม่อยาก ขี้เกียจนั่นนี่ไม่มี ทรงอารมณ์เฉยๆอยู่เรื่อยๆ เหมือนตื่นตลอดเวลา มันเหมื่อนคนสดชื่นอิ่มใจแม้หลังตื่นคือรู้ตัวปุ๊บลุกปั๊บ เพราะปกติ2ทุ่มจะเข้านอนไม่ง่วงนะ แต่พอรู้ว่าหมดหน้าที่ระหว่างวันแล้วก็อยากปฏิบัติต่อ ทั้งลูก2และสามีเปิดทีวีวิ่งกันวุ่นวาย ไม่มีความรู้สึกรำคาญ นอนปุ๊ปกำหนดจิต คือก่อนนอนนี่จะใช้วิธีกำหนดลม+กับนึกถึงเปลวเทียน(เป็นความชอบแบบที่พยายามหลีก แต่ก็ยังอดไม่ได้ยังเอามาใช้ตอนนี้อยู่ พอหลังจะมองเห็นจริงๆไฟลุกพรึบๆ ก็จ้องไปบวกกับภาวนาด้วยจนหลับไป บางทีก็ตัวหมุนๆลอยๆถ้าได้ถึงตรงนี้ก็จะแผ่เมตตา และรู้ไปเรื่อยๆจนหลับ ท่านอนนี่จะตะแคงเอามือข้างหนึ่งหนุน ไม่เอาหมอน เท้าเหยียดตรงมืออีกข้างวางแนบลำตัว ใหม่ก็ฝืนลำบากหน่อยตื่นกลางดึกปวดแขนชามาก แต่สักพักถึงเช้าท่าเดียวเลยไม่เป็นไร ทีนี้นึกจะตื่นเวลาไหนตี4ตีห้า กี่นาทีตรงเป๊ะ อีกเรื่องตื่นเช้าจะลุกมาไหว้พระ อธิษฐานแล้วแผ่เมตตาเป็นประจำ พอเริ่มอธิฐานปุ๊ปจะเกิดความยินดีปลาบปลื้มขนลุกชันซาบซ่านภายในกาย น้ำตาไหลเออ เป็นจนกว่าเราจะหยุดเลย อาการอย่างนี้จะเกิดอีกเมื่ออ่าน/ฟังธรรมะบางประโยค,แผ่เมตตา,ชื่นชมยินดีเมื่อรู้เห็นใคร ไม่ว่าจะทำบุญหรือทำสิ่งดีๆ-เรียกว่าปิติรึเปล่า ทำไมมันเกิดขึ้นแรงและง่ายเหลือเกิน-แล้วอีกอารมณ์หนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันที ไม่ว่าตอนนั้นจะทำอะไรเช่นพอทรุดนั่งปุ๊บก็มาทันที คือจะรู้สึกสุขมาก อิ่มใจ เห็นสิ่งรอบกายแต่เหมือนอารมณ์ว่างเปล่าไร้ สภาวะใดๆ มันเป็นอารมณ์สุขที่สุดที่เคยสัมผัสมาจริงๆ ทุกครั้งที่เกิดก็จะหยุดเคลื่อนไหว ประคองจิตให้รู้อาการนั้นอย่างสงบ แต่จะเป็นแค่2-3นาทีก็หยุดไป-อันนี้คืออะไรคะ- อารมณ์นี้ยังตามมาหลังจากห่างการปฏิบัติมาเป็นครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มันเป็นปิติตัวหนึ่งรึเปล่าเพราะช่วงที่ปฏิบัติ จะรักษาสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ขอใช้คำว่าแทบตลอดเวลา แต่ว่าอารมณ์นี้ มันสุขมากๆ สุขแบบไม่หลง เหมือนสุขกับความว่าง แต่เราก็จะแค่หยุดมองและปล่อยให้มันผ่านไป-หรือควรทำตัวอย่างไร-เคยนั่งสมาธิ,อ่านหนังสือหรือตั้งใจทำอะไรสักอย่างก็จะเกิดอารมคล้ายๆกัน ตัวจะเบาๆหมุนๆไม่รู้ทิศหรือตัวใหญ่พองขึ้น และพอเกิดขึ้นก็จะยังทำอะไรต่อไปโดยก็กำหนดรู้ไปด้วย ต่างกันที่สุขละเอียด กว่ากัน และที่แปลกอีกเรื่องมักจะเห็นภาพแวบมา สถานที่บ้าง คนบ้าง แล้วก็จะได้พบเจอจริง บางทีเห็นก่อน ไม่กี่นาทีก็บังเอิญได้เจอ ลางสังหรก็แม่นด้วย เช่นเดี๋ยวใครจะมา จะว่าอะไร แบบลางสังหรนะคะไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว อีกอย่างเวลาโต้ตอบกับใครไม่ว่าเรื่องใดเคยรู้หรือไม่เคยรู้ ก็สามารถพูดให้เหตุผลกับเขาได้หมด อัศจรรย์มากไม่ต้องมีการเตรียมคิดหาคำตอบเหตุและผลมันพรั่งพรูออกมาเหมือนดังสายน้ำไหล(ไม่รู้จะเปรียบยังไง) สุดท้ายนี้ขอขอบคุณท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ด้วยค่ะ ถ้ายังอยู่ณ อารมนั้นคงไม่มีหลายๆคำถามมารบกวน เพราะตอนนั้นมันแทบจะไร้ความคิดนึกอยากใดๆ แต่จนถึงวันนี้ ห่างมาหลายเดือน ได้ย้อนไปคิดแล้วเกิดความสงสัยขึ้น ว่ามันแปลกและมีความผิดพลั้งประการใด สิ่งที่ทำถูกต้องใหม ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างกับจิตใจที่มากเหลือเกินในช่วงเวลา1เดือน มันดูเหมือนเราจะสงบมากเกินไป เข้าถึงธรรมะมากเกินไป หรือเราพยายามทำให้มันเกิดรึเปล่า ระหว่างที่ปฏิบัตินั้นก็เตือนตัวเองอยู่ตลอดเหมือนกันนะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะแม้แต่ความชอบในสุขก็ยังเป็นกิเลส เผื่อมีตัวไหนที่เรามองไม่เห็น เพราะยังไงก็คิดว่าทุกอาการที่เกิด เราจะคอยตามรู้และดูมันอย่างสงบ ความอยาก ใดๆไม่มี ในตอนนั้น นอนจากอยากบวช,อยากถือศิล,อยากปฏิบัติให้มากเพื่อลดการก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ อยากไปให้ถึงพระนิพพาน ลืมบอกไปว่าคำอธิษฐานที่ทำหลังไหว้พระเช้า,ก่อนนอน,นั่งสมาธิ คือขออำนาจพระรัตนตรัย ช่วยหนุนนำบุญกุศลใด ในชาติใดสูงสุดที่ข้าพเจ้าเคยได้ปฏิบัติถึงมาช่วยส่งผลให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสเข้าถึงจุดนั้นได้โดยเร็วเพื่อส่งผลการปฏิบัติให้ก้าวหน้าไปตามมรรค แห่งพระพุทธองทรงสอน ให้ได้ถึงพระนิพพานในชาตินี้เถิด อย่าได้หลงผิดทางใดเลย และวิธีนั่งสมาธิ ก็จะนึกอธิฐาน,แผ่เมตตาและกำหนดพุทโธ วันใดจิตฟุ้งมาก ก็จะเอาหลักธรรมคำสอนมาท่องวนไปมาด้วย จิตก็จะสงบส่วนมากก็กฏไตรลักษณ์ สงบในที่นี้ก็คือจะหายใจละเอียดขึ้นตัวเบาตัวหมุน นี่บ่อยๆกะตัวใหญ่พองขึ้น หลังจากนั้นจะหยุดและจะเห็นแสงจ้าและเปลี่ยนมาเป็นขาวนวลตอนนี้ลมจะเบาลงมาก จนเหมือนไหลเข้าออกเอง จิตสบาย รับรู้เสียงทุกอย่างเบาลง เราก็จะกำหนดรู้ดูเรื่อยๆแบบอารมจะเฉยๆ สักพักจะรูสึกอึดอัดแน่นไปทั้งร่าง จะเริ่มหายใจไม่สุด คือหายใจเข้ายาวนานมากๆ หรือออกนานมากๆ และพอเหมือนแน่นจนสุดละวูบเดียวก็สบายเบา เฉย ลมละเอียดมาก แต่ยังรู้สึกทางจิตตอนนี้จะมีแสงส่องมาจ้าขึ้นมากๆอีกละก็จะมาขาวนวลสว่างไสวกว่าเดิม แล้วก็จะเริ่มแวบคิดหรือรู้ลม วนมาปิติ วนมาแสง มาอึดอัด มันเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ไม่ก้าวหน้าเลยใช่ใหมคะ ทำไม่ถูกรึเปล่าช่วยแนะนำด้วยค่ะ ด้วยเหตุนี้ด้วยถึงมาคิดว่าตัวแปลกต้องมีสิ่งผิดพลาด เพราะสมาธิไม่เห็นจะก้าวหน้าแต่อารมทางธรรมดูจะเกินจริง เพราะอ่านประสบการจากคนอื่น เขาเห็นนู่นนี่ พระพุทธรูปบ้าง,ตัวเองบ้าง หูดับกายดับบ้างได้เข้าฝึกมโมยิทธิบ้าง สมาธิเขาก้าวหน้าดี แต่ก็ยังพูดคิดถึงคนรัก อยากเที่ยว อยากไปอยากได้อะไรในทางโลกอยู่ แต่ทำไมสมาธิเราไม่เห็นจะก้าวหน้าแต่ด้านอารมณ์สงบเหลือเกิน แค่คิดก็ดับเสียแล้ว ไม่รู้จะอธิบายยังไงตรงนี้ แต่ณ เวลานี้ เมื่อไม่ได้ปฏิบัติต่อ ทุกอารมที่เคยได้ก็หายไปด้วยค่ะ กลับมาเป็นตัวตนเดิมรัก โลภ โกรธ หลงเหมือนเดิม แต่จิตตั้งมั่นในบุญมากขึ้น พยายามมากขึ้น ต่างกับตอนปฏิบัติ จิตมันเป็นของมันเองจบแค่นี้ค่ะ หากผิดพลั้งประการใดขอขมาโทษด้วยนะคะ และขอคุณแห่งสิ่งศักสิทธ์คุ้มครองทุกท่านด้วยค่ะ”

 

 

 

เมื่อคุณยังไม่รู้ชัดใน สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

 

เหตุของความไม่รู้ชัดในผัสสะ

 

เป็นปัจจัยให้ คุณเกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตามที่เขียนมาทั้งเรื่องของคุณ และเรื่องจากคำบอกเล่าของผู้อื่น การเห็นโน่น เห็นนี่

 

หากรู้ชัดในผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่างๆที่คุณเขียนเล่ามาแบบนี้ จะไม่มีเกิดขึ้น

 

เพราะสักแต่ว่า ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น เป็นปกติ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่

 

 

การทำความเพียร

 

เรื่องการทำความเพียร จะเรียกว่า การปฏิบัติ หรือการเจริญสติ หรือการทำมาธิ หรือ วิปัสสนา

คุณจะใช้เรียกว่าอะไรก็ได้ ตามความรู้ เข้าใจของคุณ ในตอนนี้

 

เพราะคำเรียกต่างๆเหล่านี้ ไม่มีผลกระทบต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้นหากคุณ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในคำเรียกต่างๆ

 

 

การทำความเพียร ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นหลักอิริยาบทใหญ่ คุณทำแบบไหนถนัด ทำได้ตามสะดวก ให้เลือกทำแบบนั้นไปก่อน

 

เช่น คุณบอกว่า ไม่มีเวลา(ปัจจัยจาก คุณติดอยู่เพียง “นั่งสมาธิ”)

 

 

หากจัดสรรเวลาไม่ได้จริงๆ ให้ใช้เวลาก่อนนอน และ ตอนตื่นนอน เป็นการฝึกสติ

 

โดยการ ขณะที่นอนอยู่ ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ที่มีเกิดขึ้นปกติ รู้ไปตามนั้น

หรือชอบใช้การภาวนาต่างๆ แบบไหนก็ได้ ใช้ไปตามนั้นหรือชอบ

ใช้การกำหนดรู้ท้องพองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก รู้ไปตามนั้นจนกระทั่งหลับลงไป

 

เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นในตอนเช้า ก่อนลุกจากที่นอน จะอยู่ในท่านอน หรือ ลุกขึ้นนั่งบนที่นอนก็ได้

ให้ตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำ ตั้งจิตอธิษฐาน ก่อนที่จะลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวัน

 

การแผ่เมตตา กรวดน้ำ จะท่องในใจ ก็ได้หรือหากมีอาการง่วงนอน สะลึมสะลือ

ให้ใช้ปากขมุบขมิบท่องเมื่อกลับมารู้ที่กาย(ปากขมุบขมิบ) อาการง่วงนอน จะค่อยๆหายไปเอง

 

หากทำต่อเนื่องแบบนี้ทุกวัน จะเป็นปัจจัยให้ สติมีกำลังมากขึ้นเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกตัว(สัมปชัญญะ) มากขึ้น

เป็นปัจจัยให้ รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ ที่มีเกิดขึ้นในเวลานอน

 

 

หากต้องการรู้ชัดในรายละเอียดของคำเรียกต่างๆ เช่น สมถะ-วิปัสสนาควรศึกษาตามคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

 

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%C2%D8%A4%B9%D1%B7%B8&book=9&bookZ=33

 

 

คำแนะนำที่วลัยพรให้กับคุณคือ ปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า

หากมีข้อสงสัย เกี่ยวกับผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้อ่านตามลิงค์ ที่แนบมาให้ เกี่ยวกับสมถะ-วิปัสสนา

 

ตรงนี้ ว่าด้วย ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

 

ส่วน ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต คนละเรื่อง แต่เกี่ยวเนื่องต่อกัน

 

เพราะต่างเกื้อหนุน แก่กันและกัน ในการกระทำเพื่อ ดับเหตุแห่งทุกข์

มิถุนายน 2014
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: