เตรียมตัวสอบ

2 กค.57

๒ กค.๕๗

การพัฒนาของสติ

ไม่ว่าลงมือทำกิจใดๆ จะมีการทบทวน คิดพิจรณา เกิดขึ้นเนืองๆ

บางครั้ง เป็นเรื่องราวในอดีต เพราะเคยกระทำแบบนี้ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงเป็นแบบนี้

เห็นความละเอียด ในการทำงานบ้าน รู้ชัดในรายละเอียดของการแยกงาน ออกเป็นส่วนๆ

ยังมีความชอบเล่นเกมส์ เป็นบางเกมส์ ยังมีความชอบดูหนังอยู่ ไม่รู้สึกทุกข์กับกิเลสที่มีอยู่ แค่รู้ว่า ยังมี

เรื่องนอกตัว กับบุคคลที่ยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ บางครั้งการกระทำของอีกฝ่าย ก้ทำให้เกิดความทุกข์ แต่ทุกข์ไม่นาน ก็หายไปเอง

ยอมรับผัสสะที่เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ใจน้อมเข้าไปสู่ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี หากไม่เคยสร้างเหตุไว้ ผลจะมาจากไหน ที่ยังมีผลอยู่ เพราะ ยังมีเหตุอยู่

เมื่อยอมรับได้มากขึ้น กลับมาแก้ในเหตุปัจจัยที่ตน มากกว่า กล่าวโทษอีกฝ่าย เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงทำ หากรู้แล้ว จะพยายามหยุด เท่าที่จะหยุดได้ทัน

สิ่งที่ช่วยให้แก้ในเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่ ได้มากที่สุด คือ การพยายามไม่ตอบโต้อีกฝ่าย แค่รู้ว่ามีความรู้สึกนึกคิด จบแค่ตรงนั้น

และที่สำคัญ ไม่มีใครช่วยเราได้ หรือเป็นที่พึ่งให้กับเราได้ นอกจาก ตัวเราเอง โดยอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง

7 กค.57

สภาวะที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว และที่กำลังจะมีเกิดขึ้นในครั้งนี้ วลัยพรรู้ดีว่า ไม่ใช่สภาพธรรม ตามความเป็นจริง เพราะเรามีโล่ป้องกันตัวหนึ่งชั้น(เจ้านาย) สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น จึงเบาบางลงไป ตามเหตุปัจจัย หากเจ้านายอยู่ด้วย จะไม่ค่อยมีผัสสะอะไรมากมาย จนดูเหมือนว่า ไม่มีอะไร ถ้าไม่รู้มาก่อน อาจมีหลงในผัสสะที่เกิดขึ้นอีก ประมาทน้อยลง ผัสสะต่างๆที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องเหตุ(เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และที่มีอยู่ของตนเอง/กิเลส) และปัจจัย โอกาสที่จะหลุดออกไปทางวาจา กาย ที่ยังมีอยู่ ยิ่งรู้ชัดในเหตุและปัจจัย ยิ่งเห็นรายละเอียดในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่จะมีบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นปัจจัยให้ เกิดการสำรวม สังวร ระวัง มีเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ทำให้รู้สึกทุกข์มาก แบบแรกเจอ คือ เริ่มเกิดความเคยชินกับผัสสะที่เกิดขึ้น เดิมๆซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ การกระทำเดิมๆ ทั้งนี้เกิดจาก เหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่ ความรู้ชัดในผัสสะ เมื่อเริ่มอยู่กับผัสสะ ที่มีเหตุปัจจัยต่อกันได้(ความเคยชิน) จะเจอบทเรียนใหม่ เป็นผัสสะ ที่เกิดจากสิ่งที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง การเรียนรู้ผัสสะต่างๆ ที่ย้ำเตือนว่า อย่าประมาท ทุกสิ่งไม่ได้จบลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี รับมือกันในชาตินี้แหละ ไม่ต้องไปรอชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ไม่ใช ๑ ชาติ ๒ ชาติ ๓ ชาติ ๔ ชาติ ๕๐๐ ชาติ แต่เป็นทุกๆขณะ ที่มีผัสสะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา จนกระทั่งหลับลงไปในที่สุด แม้กระทั่งผัสสะ ที่มาในรูปของความฝัน นั่นแหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ หลุมพรางกิเลส กับดักหลุมพรางกิเลส มีหลากหลายรูปแบบ หากหลงยึดมั่นถือมั่น ในผัสสะที่เกิดขึ้น นั่นคือ เสียท่ากิเลส ตกหลุมพรางทันที บางครั้งมีหลงบ้าง เมื่อจิตเกิดการทบทวน คิดพิจรณา กลับมารู้ชัดภายในมากขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิด สภาพธรรมตามความเป็นจริงของผัสสะ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆ อ้าว นี่ตกหลุมพรางอีกแล้ว รู้ดังนี้แล้ว จะทำยังไงดี ทางมีเห็นอยู่ มีทางเดียว พยายามตั้งสติให้มาก ขณะผัสสะเกิด จากผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน หากเขาดีมา อย่าหลงดีใจ หากเขาร้ายมา เรายิ่งต้องระวังมากขึ้น เพราะเรากำลังเป็นต้นเหตุให้ผู้อื่น หลงสร้างเหตุด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ อยู่ในคนหมู่มาก โอกาสพลาดพลั้งในการสร้างเหตุ ย่อมมีอยู่ เป็นความปกติ หากยังไม่รู้เท่าทันต่อผัสสะที่เกิดขึ้น อยู่อย่างสันโดษ โอกาสหลง ก็มีเยอะ หากไม่รู้เท่าทันต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีอาชีพใด หรืออยู่ในเพศใด สถานะใด อยู่ในสถานที่ใด ใช้ชีวิตแบบไหนก็ตาม ก็ตาม หากอวิชชา ยังหนาแน่นอยู่ นั่นคือ เหตุปัจจัยของ ความบังเกิดขึ้นแห่งภพ ย่อมยังมีอยู่ หากยังไม่รู้เท่าทันต่อผัสสะที่เกิดขึ้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิด(ชาติ/ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง วจีกรรม กายกรรม) ให้มีเกิดขึ้น ย่อมยังมีอยู่ เป็นพระ ก็หลงแบบพระ หลงในอามิสบูชา หลงในคำสรรเสริญเยินยอ ฆราวาส ก็ไม่แตกต่างกัน ในเรื่องของความหลง อยู่ในฐานะใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ก็ไม่แตกต่างกัน ในเรื่องของความหลง ความแตกต่าง อยู่ที่เปลือกภายนอกที่มองเห็น ภายใน ล้วนไม่แตกต่าง หากยังหนาแน่นด้วยอวิชชา     ๑๙ กค.๕๗ “เตรียมตัวสอบ สภาวะที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว และที่กำลังจะมีเกิดขึ้นในครั้งนี้ วลัยพรรู้ดีว่า ไม่ใช่สภาพธรรม ตามความเป็นจริง เพราะเรามีโล่ป้องกันตัวหนึ่งชั้น(เจ้านาย) สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น จึงเบาบางลงไป ตามเหตุปัจจัย” จากตรงนี้ ที่เคยเขียนไว้ ก็โดนซะ ต้องกลับไปแพร่อีก ครั้งนี้ไปคนเดียว พายายเจ้านายไปหาหมอ ตามนัด ไปวันที่ ๒๒ กค.นี้ ส่วนกลับ ดูผลการตรวจชิ้นเนื้อของยายก่อน หากแผลยายแห้งดี ผลชิ้นนื้อปกติ อาจจะอยู่สักไม่กี่วัน จึงกลับ การอยู่ที่โน่น มีโอกาสเบียดเบียนชีวิตสัตว์ต่างๆเยอะมาก วลัยพรไม่ได้กลัวสิ่งที่เรียกว่า บาป แต่ไม่อยากทุกข์ เพราะผลของเหตุการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ถึงจะไม่เจตนาก็ตาม ส่งผลกลับมาที่สุขภาพ ภูมิแพ้ที่ยังเป็นอยู่ คันทั้งตัว นอนไม่ค่อยได้ เป็นทุกข์ ไม่อยากทุกข์ เหมือนที่ยายเจ้านายเป็นอยู่ เป็นผลของการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เคยพูดแล้วยายก็ไม่เชื่อ เพราะเป็นวิถีชีวิตของเขา ก็เลยเลิกพูด ปล่อยไป อยากทำอะไร ก็ทำไป ไม่ห้าม เดี่ยวมีปัญหาต่อกันอีก ไปครั้งก่อน แกให้ซื้อปลาช่อนเป็นๆ จะนำมาขังไว้ เพื่อทำเป็นอาหาร ซึ่งแกไม่ได้ฆ่าเองหรอก แกบอกว่า เดี๋ยวให้คนอื่นทำให้ ทั้งเราและเจ้านาย ไม่มีใครซื้อให้ เราสงสาร น้องสาวของยายนะ แกรักยายมากจริงๆ จะฆ่าสัตว์อะไร ยอมทำให้พี่สาวหมด ไม่ยอมให้พี่สาวทำ(ยาย)

โฆษณา

แบบตรวจสอบองค์กร

วลัยพรเคยทำสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจขายตรง ปัจจุบันธุรกิจนี้ ไม่ได้ทำแล้ว แต่ยังเป็นสมาชิกซื้อสินค้าใช้อยู่ เพราะคุณภาพของสินค้านี้ ให้ประโยชน์ คุ้มค่าเงินที่เสียไป
เคยช่วยคนในองค์กรไว้ ปัจจุบันน้องเขายังทำอยู่ มีองค์กรเป็นของตัวเอง ระดับเปอร์เซ็น ขึ้นๆลง

เหตุที่เคยช่วยเหลือเขาไว้ในตอนแรกๆ จนกระทั่งเขาทำด้วยตัวเองได้ ผลตรงนี้ เมื่อเขาได้เปอร์เซ็นเท่าไหร่ หากวลัยพรซื้อของ จะได้ลดราคาตามเปอร์เซ็นที่เขาได้ หากไม่ซื้อ ก็ไม่มีสิทธิ์ในส่วนเปอร์เซ็นตรงนั้น

นี่คือ ความยุติธรรมของธุรกิจนี้ ใครทำใครได้ หากเคยช่วยเขาไว้ เมื่อเขาเติบโตด้วยตัวเอง เราจะมีสิทธิได้ส่วนลดตรงนั้น ต้องมีการซื้อสินค้า หากไม่ซื้อ ไม่มีสิทธิใช้สิทธิตรงนั้น

นี่คือ แผนการตลาดที่ยอดเยี่ยมของธุรกิจนี้ ไม่มีใครสามารถเอาเปรียบใครได้ ไม่มีการกินต่อแบบงูกินหาง ใครทำก่อน ทำหลัง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ทำไมวลัยพรถึงเลิกทำเป็นธุรกิจ เพราะ เป็นคนไม่มีฝัน ฝันแบบอยากได้นั่น ได้นี่ หรืออยากร่ำรวย วลัยพรไม่มีตรงนั้น

ผู้ที่จะประสพความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้ ต้องมีฝัน ประมาณว่า ยิ่งได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ต้องมีความอยากเยอะๆ ความอยากได้ จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการหาลูกค้า

วิธีตรวจสอบองค์กร ที่วลัยพรเจอมา เขาจะให้คอสเซเว่นแฮปบิท ปรากฏว่า ตัวเองไม่มีฝันในแบบที่ควรจะเป็น

เขาถามว่า อยากรวยไหม

วลัยพรถามว่า คำว่ารวย นี่คือ แค่ไหน ถึงจะเรียกว่า รวย

เขาถามว่า อยากมีเงินไหม

วลัยพรถามว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ล่ะ ถึงจะพอ

เขาถามว่า อยากมีบ้าน อยากมีรถไหม

วลัยพรถามว่า ต้องจำกัดไหมว่า บ้านกี่หลัง บ้านแบบไหน รถกี่คัน รถแบบไหน

เขาบอกว่า อันนี้ต้องจินตนาการเอาเอง พร้อมกับถามต่อว่า วลัยพรมีความฝันอะไรบ้างไหม เช่นอยากมีชีวิตแบบไหน อยากร่ำรวยไหม อยากมีเงินไหม อยากไปเที่ยวเมืองนอกไหม อยากเที่ยวรอบโลกไหม โดยที่มีเงินจับจ่ายได้แบบเต็มที่

วลัยพรบอกว่า ไม่มีฝันแบบนี้ แค่มีกิน มีใช้ กินอิ่ม นอนหลับ ไม่เป็นหนี้ แค่นี้พอ ส่วนเรื่องเงิน ก็ไม่รู้ว่า เงินที่ว่านี้ มีเท่าไหร่ ถึงจะพอ ยิ่งความรวยยิ่งแล้วใหญ่ คำว่า คนรวย ต้องรวยแบบไหน ต้องมีเท่าไหร่ ถึงจะพอ

เขาบอกว่า คุณไม่เหมาะกับธุรกิจนี้ เพราะคุณไม่มีฝัน ไม่รู้จักจินตนาการ คุณเหมาะที่จะไปบวช

การเกิดน่ากลัว

๖ กค.๕๗

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์
เพราะ ไม่อยากทุกข์ เป็นปัจจัยให้ ไม่อยากเกิด

เมื่อไม่อยากเกิด จึงยอมรับผัสสะต่างๆ จากผู้มีเหตุปัจจัยต่อกันมากขึ้น

คำว่า คำให้ร้าย คำใดๆก็ตาม ที่เกิดจากความชอบใจ ไม่ชอบใจ ตลอดทั้งการกระทำของอีกฝ่าย ที่กระทำมา

สิ่งเหล่านี้ ล้วนอยู่ไม่นาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยเอง

เพียงอดทน อดกลั้น กดข่มใจ ในระยะๆแรกๆ อาจทำได้ ค่อนข้างลำบากใจ

เมื่อทำบ่อยๆ เป็นปัจจัย ให้เกิดการยอมรับทุกสิ่งทุกอย่าง มากขึ้น

เมื่อยอมรับมากขึ้น ความบีบคั้น ใจที่เคยทุกข์ ทุกข์น้อยลง แค่รู้ว่ามี แต่ไม่เอามาเป็นอารมณ์ กระทบปั๊บ แค่มองมากขึ้น

มองเห็นเหตุปัจจัยจากอวิชชา ที่มีอยู่ของอีกฝ่าย มองเห็นอนาคตที่จะมีเกิดขึ้นของอีกฝ่าย เขากับเรา ล้วนไม่แตกต่างกันเลย หากยังหนาแน่นด้วยอวิชชา

เราก็เคยเป็นแบบที่เขาเคยเป็น เมื่อผ่านมาแล้ว พอมาเจอกับตัวเองอีก เป็นปัจจัยให้เกิด ความสงบทางกาย วาจา มากขึ้น

พูดในสิ่งที่คิดว่า ควรพูด เมื่อกระทำออกไป เห็นผลกลับมา หากเป็นเหตุปัจจัยให้อีกฝ่าย ยังคงสร้างเหตุอยู่ เป็นปัจจัยให้ตัวเอง เกิดการรับฟัง ไม่ตอบโต้ รับรู้ แค่นั้น

นอกตัว แก้ไม่ได้ แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตัวเอง ค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเอง ทำงานให้เสร็จ อย่าคลุกคลี การคลุกคลี มองเห็นแต่เหตุที่ทำให้เกิดขึ้นใหม่ มากกว่าการกระทำเพื่อดับเหตุ

ผัสสะที่เกิดขึ้น มีแต่การเรียนรู้ ทั้งภายใน และภายนอก

ภายนอก กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน ปรับสภาพตนเอง แก้ที่ตัวเอง ในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ ซึ่งยังมีโกาสที่จะกระทำลงไปตามแรงกิเลส ที่เกิดขึ้น

ชีวิต มีแค่นี้เอง รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก

ว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ

[๔๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง นหาตกะบ้าง เวทคูบ้าง โสตติยะบ้าง อริยะบ้าง อรหันต์บ้าง.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า สมณะ?

เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น ระงับเสียแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า สมณะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า พราหมณ์?

เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มี ชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น ลอยเสียแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพราหมณ์.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า นหาตกะ?

เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น อาบล้างเสียแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่านหาตกะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า เวทคู?
เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น รู้แจ้งแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเวทคู.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าโสตติยะ?
เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น ให้หลับไปหมดแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าโสตติยะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าอริยะ?
เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะ

ต่อไป ห่างไกลภิกษุนั้น
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าอริยะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าอรหันต์?
เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง
นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย
มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป

อันภิกษุนั้น กำจัดเสียแล้ว
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าอรหันต์.

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว
ภิกษุนั้นชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล.

หมายเหตุ:

สำหรับลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คงค้างไว้ก่อน
ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ในพระไตรปิฎก เพื่อนำมาเทียบเคียง ในสิ่งที่วลัยพรรู้
คือ สิ่งที่รู้ ไม่มีคำเรียก ต้องอาศัยพระะรรมคำสอน เทียบเคียง ในลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของคำเรียกนั้นๆ 

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=8507&Z=8743

 

การให้ความหมาย โดยอรรถกถาจารย์

http://www.tripitaka91.com/91book/book19/201_250.htm

 

ความรู้ชัดในผัสสะ

๕ กค.๕๗
เมื่อรู้ชัดในผัสสะ เป็นปัจจัยให้ รู้ชัดในเหตุปัจจัย ที่มีอยู่

จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง

จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เมื่อรู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้ เริ่มอยู่กับสิ่งนั้น ได้มากขึ้น เมื่ออยู่ได้ โดยใจมีทุกข์น้อยลง หรือไม่ทุกข์

จะเจอผัสสะใหม่ ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน ผัสสะที่เกิดขึ้น อาจแตกต่างแค่รูป ที่ปรากฏ ผลที่ได้รับไม่มีความแตกต่าง คือ ความทุกข์ ที่มีเกิดขึ้นจาก ผัสส

เป็นปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่าย ในเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

ความเบื่อหน่าย เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดการทำความเพียร เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดอยู่ภายใน มากกว่า ข้องแวะนอกตัว

ความรู้ชัด

ยิ่งรู้ชัดภายในมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่าย ทั้งสุข ทุกข์ ทางโลก(โลกธรรม ๘)

เพราะ ล้วนเป็นเหตุปัจจัย ของความบังเกิดขึ้นแห่งภพ ที่ยังมีอยู่

ช่วงนี้ ไม่อยากออกไปข้างนอก เนื่องจาก ต้องจัดการเกี่ยวกับความเป้นอยู่ในครอบครัว จำเป็นต้องออก

ที่ไม่อยากออก เพราะ เวลาที่เกิดผัสสะ รู้จัก หรือไม่รู้จัก กิเลสภายใน กล่าวว่าแหลกราน ไม่ถึงขั้นแช่งชักอีกฝ่าย แค่ว่าด้วยความสะใจ

แค่รู้ว่ามี บางครั้งทนไม่ไหว ก็จะบอกว่า ไปว่าเขาทำไม รู้จักก็ไม่รู้จัก เขามาทำอะไรให้ จะบ้าไปรึเปล่า ท่าจะบ้าแล้วนะเนี่ย

พอโดนว่า ก็สงบลงไปแปบนึง พอเผลอ เอาอีกละ กระทบปั๊บ ว่าปุ๊บ(ในใจ)

ขนาดรู้จักกัน มาเยี่ยมมาหา ก็ยังว่าเขา เอากับมันสิ จิตนี่โสโครกจริงๆ

จะเป็นแบบนี้แหละ เป็นเรื่องของ กิเลสที่ยังมีอยู่

ถ้าถามว่า ทำให้เกิดทุกข์ไหม

คำตอบ คือ ไม่ทุกข์ แต่รำคาญ เหมือนเจอคนพูดมาก แล้วไม่อยากฟัง อยากอยู่เงียบๆ มากว่า

สภาวะด่าหายไป กลับมาเป็น สภาวะ ว่าคนอื่น ซึ่งเคยเกิดขึ้น แล้วก็หายไป นี่มาอีกละ

ถ้าไม่รู้มาก่อน คงทำให้ทุกข์นะ ตอนนี้ถึงจะรู้ แต่ก็ยังทำให้เกิดความรำคาญ ถึงยังไง เดี่ยวก็หายไปเอง

สัญญา

๕ กค.๕๗

การรับรู้ เกิดการศึกษา เกิดการค้นหา จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง

สัญญาจึงไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย

หากยึดมั่นถือมั่นในสัญญา(ความจำได้หมายรู้ ในผัสสะ)

เป็นปัจจัยให้ ตัณหาบดบังผัสสะ

เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด สภาพธรรม ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของผัสสะ

ไวจังแฮะ

๒๙  มิย.๕๗

วันเวลาผ่านไป แป๊บๆ ก็จะใกล้หมดปีเก่า ขึ้นปีใหม่อีกแล้ว

ชีวิตจะยืนยาว หรือสั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สิ่งที่สำคัญ ได้ใช้วันเ เวลา ที่มีอยู่ อย่างคุ้มค่าหรือเปล่า

หรือแค่ หายใจทิ้ง ใช้ชีวิตแบบผ่านไปวันๆ จนหมดอายุขัย

กรกฎาคม 2014
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: