สงบศึกชั่วคราว

จากสิ่งที่ยังมีค้างคาใจ กับกิเลสของผู้อื่น(ความโลภ) พอรู้ชัดในความโลภ ที่ตนยังมีอยู่(ติดกับดัก ความมี และความเป็น แต่ไม่รู้ว่า ติดอยู่) ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น สงบลง

เนียนนะ

ความเนียน ความละเอียดของกิเลส ยิ่งละเอียดมากเท่าใด ยิ่งเนียนมาก การกล่าวโทษนอกตัว(โทษผู้อื่น) การเพ่งโทษผู้(ในสิ่งที่ผู้อื่นมีอยู่และเป็นอยู่)

การที่จะรู้ทันได้ ต้องทำผิดพลาดไปก่อน(เหมือนกับเรื่องเสียค่าโง่ ที่เขียนไว้)

สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละคน(กิเลส) เหมือนกันหมด ความแตกต่างที่เกิดขึ้น แค่เปลือก(ที่มองเห็น) เมื่อมองแต่นอกตัว นำเรื่องนอกตัวมาวิตก วิจารณ์ จึงไม่รู้ชัดในสิ่งที่ตนมีอยู่(กิเลส)

การเปรียบเทียบ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ที่มีอยู่ ทำให้คิดเอาเองว่า โลภะที่มีอยู่ ไม่ได้โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น แต่โลภในสินค้าลดราคา(ราคาถูก)

ไปมองว่า โลภะของผู้อื่น มีแต่เรื่องทรัพย์ภายนอก ทั้งๆที่โลภะที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็เป็นทรัพย์ภายนอกเหมือนกัน แต่รู้ไม่ทัน

เหตุที่ทำให้ไม่รู้ชัดในโลภะที่ตนมีอยู่ว่า ไม่แตกต่างกับผู้อื่นเลย(ภายนอกเหมือนกัน) เกิดจาก การเพ่งโทษ ในเหตุที่ผู้อื่นมีอยู่(ในสิ่งที่มี ที่กระทำออกมา)

เมื่อได้ขีดเขียนออกมาเรื่อยๆ เป็นการขุดแคะงัดแงะในเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่(เพ่งโทษ/กิเลส ของผู้อื่น แต่ไม่รู้ว่ากำลังเพ่งโทษผู้อื่นอยู่)

มีครุ่นคิด คำนึงถึงซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ก็แค่รู้ไปว่า เกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน(สิ่งที่คิดเป็นอันดับแรก)

ไม่เคยกระทำเพื่อให้หยุดคิด ไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ เพราะเหตุอันใด ทำให้มีความรู้สึกเฉยๆ ต่อความคิดเหล่านี้ ที่มีเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า คนเหล่านั้น เป็นคนใกล้ตัว เป็นคนในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเครือญาติกัน เป็นครูอาจารย์ที่เคารพ

เพราะว่า เป็นความปกติของกิเลส ที่มีอยู่ ที่มีเกิดขึ้นล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน(เคยกระทำกันไว้) ความคิดเหล่านี้ ไม่ถึงขั้นทำให้ทุกข์ แต่ทำให้รู้สึกรำคาญ ประมาณว่า จะคิดอะไรนักหนา มันก็เรื่องของเขา ใครจะตาย ใครจะเป็นยังไง มันก็เรื่องของเขา

พอคิดแบบนี้ จะหยุดคิดเป็นระยะๆ เดี๋ยวมีเกิดขึ้นอีกแล้ว ก้จะใช้วิธีขีดเขียนออกมาเรื่อยๆ คิดอะไรอยู่ เขียนออกมา ถึงเวลา เดี๋ยวทำให้รู้สึกตัวเอง เป็นเหตุให้ ความคิดเหล่านั้น หายไปเอง ไม่ต้องไปกดข่ม ไม่ต้องไปพยายามทำให้หาย เพราะ มันหายไปไม่ได้หรอก ตราบใดที่เหตุปัจจัยของตนเอง ยังมีอยู่(กิเลส)

กับดักความคิดตรงนี้ พอมาทบทวนดู ติดอยู่นานเหมือนกันนะ ไม่เรียน(ไม่ยอมรับ) ก็ไม่รู้ เมื่อเรียนรู้ ต่อเนื่อง (การยอมรับ/ขีดเขียนออกมา ไม่เก็บไว้ในใจ)

ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวรู้ทันความคิดที่เกิดขึ้น(เพ่งโทษผู้อื่น/กิเลส) เมื่อรู้ชัดว่า เขา เรา กิเลสที่เกิดขึ้น(โลภะ) เหมือนๆกัน เป็นทรัพย์ภายนอก เหมือนๆกัน จะเกิดการสงบ ระงับ ความคิดที่มีเกี่ยวข่้องกับสิ่งๆนั้นอยู่ จะดับหายไปเอง เลิกเพ่งโทษ(กิเลส) ของผู้อื่นไปเอง

จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง เมื่อตรงนี้สงบ ระงับลงไปได้ เดี๋ยวมีเหตุปัจจัยอื่นเกิดต่อ ตัวนี้หายไป ตัวอื่นเกิดต่อ สลับกันไปมาแบบนี้

บางครั้งเหตุตัวเดิม ที่คิดว่า หายไปแล้ว วันดีคืนดี โผล่มาแบบไม่รู้ตัว แท้จริงแล้ว ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

เมื่อรู้ดังนี้แล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดการ สักแต่ว่ารู้มากขึ้น เป็นปัจจัยให้ เกิดการยอมรับด้วยความสงบ(กาย วาจา) กับผู้อื่น มากขึ้น

ส่วนใจหากยังมีครุ่นคิดอยู่ ช่างหัวมัน เป็นเรื่องปกติของกิเลส ที่มีอยู่ ที่ยังครุ่นคิดอยู่ เกิดจาก ยังไม่รู้ชัดในสิ่งที่ตนติดขัดหรือขัดข้องอยู่ เท่านั้นเอง นอกนั้น ไม่มีอะไร ถ้าไม่หลงสร้างเหตุออกไปอีก

อย่างมากก็คับแค้น (แมร่งๆๆๆๆๆ) เพราะรักตัวเองมาก(ไม่อยากเกิด) จึงพยายามไม่กระทำ กรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

พยายามไม่ตอบโต้อะไรออกไป หลบสายตา ทำเมินมองไปทางอื่นเสีย ทำเหมือนเป็นปกติ เสียงที่เกิดขึ้น ไม่นานก็หายไป ใครจะมาอยู่พูดกับเราถึง ๒๔ ชม.ล่ะ

หากหลบหน้าได้ จะหลบเสีย หางานทำ ไม่ร่วมคลุกคลี หรือสนิทด้วย

มีแต่ตัณหาที่เรามีอยู่นี่แหละ ไอ้ตัวดี ที่คอยกระซิบ มากระตุ้นให้คำนึงถึง หากไม่มีเหตุ ผลจะมาจากไหน เมื่อยังมีเหตุอยู่(ภพ/มโนกรรม) ผลย่อมมี

มื้อเช้า

วลัยพรจะลุกขึ้นตอนตี ๕.๕๐น. กิจวัตรตอนเช้า ต้มน้ำร้อนบนเตาแก๊ส ใช้ไฟต่ำสุด

ระหว่างนั้น เตรียมกาแฟใส่แก้วไว้ เตรียมขนมปังโฮลวีต แฮม ชีส ทูน่า หมูหยอง ไข่ไก่ ๑ ฟอง เนยที่ทำจากน้ำมันมะกอก นมข้นหวาน แยมลาสเบอร์รี่ผสมสตอเบอร์รี่(ผสมใส่ขวดแก้วไว้แล้ว) มายองเนส และน้ำมันมะกอก

(เหตุที่ใช้นมข้นหวาน เพราะ ปรุงง่ายดี ใช้ยี่ห้อ พาเลซ จำนวการใช้ ๑ชช. ต่อแก้ว(ขนาด ๑๒๐ ซีซี)

เมื่อก่อนเคยใช้นมสด ทีนี้กินไม่ทัน นมบูด เสียดายของ

ส่วนนมกล่อง หากนำมาใช้ ต้องต้มก่อน ไม่งั้น จะมีนมลอยขึ้นมา เหมือนนมบูด ตัดปัญหาการต้ม เลยไม่ใช้)

พอน้ำเดือด เทใส่กระติกสูญญากาศ นำหม้อเทปล่อนใบเล็กวางบนเตาแก๊ส ใส่ขนมปังลงในหม้อ ขนมปังเกรียมได้ที่ ตักใส่จาน(๔ แผ่น)

นำแฮมใส่ในหม้อ แฮมสุก ตักใส่จาน

ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย(๑ ชช.) ตอกไข่ไก่ลงในหม้อ ใช้ช้อนคนๆ(ไข่คน) ปิดแก๊ส ความร้อนที่มีอยู่ ทำให้ไข่สุกพอดี ไม่แข็ง

ที่ไม่ทอดไข่ดาว เพราะ กินได้น้อย หากทำไข่คน สามารถนำไปใส่ในขนมปังหน้าต่างๆได้

เตรียมกาแฟ ๑ ชช. คอฟฟี่เมต ๒ ชช. น้ำตาลคาราเมล ๑ ชช. (จะมีกลิ่นหอมกว่าน้ำตาลอื่นๆ) สำหรับเจ้านาย ของวลัยพรชอบหวานน้อย ใส่น้ำตาล ๑/๒ ชช. ใส่น้ำร้อนๆครึ่งแก้ว คนๆให้เข้ากัน วางทิ้งไว้ให้น้ำตาลละลาย(น้ำตาลคาราเมล มีเกร็ดแข็ง ละลายช้า)

ขนมปังสารพัดไส้(ทำเอง)

ขนมปังที่ปิ้งแล้ว ตัดแบ่งครึ่งแผ่น ครึ่งแรก ป้ายมายองเนส ใส่แฮม ๑ แผ่น ชอบใช้แบบแผ่นเล็ก หากแผ่นใหญ่ จะเสียเวลา ตัดแบ่งครึ่ง

ใส่ไข่คนโรยหน้าแฮม นำขนมปังอีกครึ่งแผ่น ป้ายมายองเนส นำมาประกบหน้า

บางครั้ง ก็ทำไส้อื่นๆ สลับกันไป เพื่อจะได้ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ เช่น ไส้แฮมชีสบ้าง ไส้ทูน่าบ้าง ไส้หมูหยองบ้าง ไส้แยมลาสเบอร์รี่+สตอเบอร์รี่

หากเป็นเนื้อสัตว์ จะป้ายมายองเนส ไม่ก็เนยก่อนที่จะใส่ไส้ และโรยหน้าด้วยไข่คน เสร็จแล้วนำขนมปังอีกแผ่น ที่ป้ายมายองเนส หรือเนย นำมาประกบอีกที

ถ้าเป็นไส้แยม จะทาแยมให้ทั่ว ใส่ลูกสตอเบร์รี่ ๑ ลูกผมีอยู่ในแยมสตอเบอร์รี่ ที่บ้านใช้ยี่ห้อ smuckers เพราะปราศจากสารกันบูด/ไม่ใส่วัตถุกันเสีย น้ำตาลน้อย ทั้งเนื้อและลูกสตอเบอร์รี่ เยอะกว่าหลายๆยี่ห้อ ราคาอยู่ระดับกลาง/ไม่ถูก ไม่แพง/๑๐๖ บาท/๓๔๐ กรัม)

หากต้องการสอดไส้ชีส จะใช้เชสด้าชิส ชอบเชสด้าชิส เนื้อชีสจะมีกลิ่นหอม

ถ้าจะให้ชีสอร่อยมากขึ้น ควรใช้เครื่องทำแซนวิช ใช้นมปังชนิดตัดขอบ ทั้งแผ่น

จะทำขนมปังไส้อะไรก็ตาม ให้นำแยมหรือเนย หรือมายองเนส ป้ายที่ขนมปังก่อน แล้วค่อยใส่ชีส โดยจับชีสฉีกเป็นชิ้นๆ ชีสจะได้กระจายทั่ว ไม่แหมะอยู่แค่ตรงกลางขนมปัง

ขนมปังสุกแล้ว จะใส่ไส้ชนิดไหนลงไป ให้แหวกด้านข้างขนมปังออก แล้วนำไส้ที่ต้องการใส่ลงไป จะใส่มาก ใส่น้อย ตามใจชอบ

เท่าที่ทำมา ขนมปังสอดไส้บลูเบอร์รี่+ชีส หรือ หมูยอง ทูน่า มายองเนส +ชิส อร่อยสุดๆ อร่อยกว่าไส้แฮม+ชีส

เคยลองใช้ไส้กรอก ผัดใส่ไข่ ใช้เนยบ้าง น้ำมันมะกอกบ้าง ในการผัด

เสร็จแล้ว ตักใส่จาน กินแนมกับขนมปังปิ้ง และขนมปิ้งไส้แยม ทำแบบนี้ เจ้านายกินได้น้อย(ไส้กรอกเหลือ) สู้ทำขนมปังแบบสอดไส้ต่างๆไม่ได้ กินหมด เพราะมีหลากหลายหน้าให้เลือกกิน เขาบอกว่า ทำแบบนี้อร่อย

แก้ที่ตัวเอง

๒๑ สค.๕๗

การรับแอด มีหลายคน ที่แอดเข้ามา ไม่รู้จักสักคนเดียว ถ้าเป็นเมื่อก่อน เห็นมีแอดเข้ามา จะกดรับไว้ ตอนนี้ไม่ทำแบบนั้น

จะตรวจสอบข้อมุลของผู้นั้นก่อน บางคนตั้งค่าส่วนตัว จะตรวจสอบไม่ได้ จะรับแอดก่อน แล้วจึงตรวจสอบ

หากข้อมูลส่วนตัว หรือสิ่งที่ผู้นั้นติดตามอยู่ จัดเป็นประเภท ลามกจกกระเปรต มีแต่เรื่องในมุ้ง วลัยพรจะลบแอดคนนั้นทิ้ง คือ ไม่สนว่า แอดมาเพราะอะไร หากเขาต้องการอ่านสิ่งที่วลัยพรเขียน เขาตั้งค่าติดตามได้ ไม่จำเป็นต้องแอดมา

อีกพวก ประเภทชอบแท็ก ถึงจะเป็นธรรมะ วลัยพรก็ไม่สนใจที่จะให้แท็ก ยกเว้น คนที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่หากมากเกินไป ก็ตั้งค่าไม่ให้แท็กเหมือนกัน เพราะ หากวลัยพรต้องการดูความเคลื่อนไหว ของคนไหน เดี๋ยวเข้าไปอ่านเอง จึงไม่จำเป็นต้องแท็กเข้ามา(อันนี้ยังไม่เคยเจอ และไม่อยากเจอ)

อ่อ เคยเจออยู่สองครั้ง มีคนแท็กเข้ามา แต่วลัยพรไม่อนุญาติให้แท็ก เพราะ ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นกัน

ถ้าหากมาโฆษณาขายของ ถึงจะรู้จักกัน ก็ไม่รับการแท็กเหมือนกัน อะไรที่ยังมีความไม่ชอบใจอยู่ ดับเหตุเสียเนิ่นๆ ดีกว่าปล่อยให้เกิดการกระทบกระทั่งทางใจต่อกัน

ตอนนี้เจอเยอะ การต่อว่ากันทางเฟส เกี่ยวกับการแท็ก และการนำธรรมะไปโพสในไลน์ของผู้อื่น

ตรงนี้ก่อนที่จะต่อว่ากัน น้อยคนนัก ที่จะย้อนกลับมาดูการกระทำของตัวเอง ก็ตัวเองยังชอบแท็ก หรือยังชอบนำธรรมะไปโพสในไลน์ ของผู้อื่น ถึงแม้จะคุ้นเคยกันก็ตาม (อย่าเอาธรรมะมาอ้าง) เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะถ้าคนไหนเขาอยากรู้อะไร เขาเข้าไปอ่านกันเอง

เขียนไปเขียนมา หรือ มีวลัยพร กระทำแบบนี้อยู่คนเดียว

เกี่ยวกับการโพสในไลน์ของผู้อื่น และการแท็ก หากพูดได้ วลัยพรจะบอกว่า แก้ที่ตัวคุณเองก่อนดีกว่ามั๊ย เลิกแท็ก เลิกนำธรรมะไปโพสในไลน์ของคนอื่น

หากคุณทำแบบนี้(ไม่โพส ไม่แท็ก) โอกาสที่คนอื่นๆจะทำกับคุณแบบนั้น มีเกิดขึ้นน้อยมาก หรือหากมี ก็ตั้งค่าส่วนตัวเกี่ยวกับตรวจสอบก่อนที่แท็กนั้น จะโชว์ในไลน์

วลัยพรได้แค่คิด และเขียนออกมา แต่ไม่นำไปโพสกับใครๆ

ไม่อยากเสียค่าโง่

๒๑ สค.ค๗

ใหสัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้ หากเจอลดแหลก หรือลดกระหน่ำ หรือยังมีความอยากได้อะไรอยู่ ฉันจะหักห้ามใจ ไม่ซื้ออะไรอีกทั้งสิ้น เป็นเรื่องของ ความสิ้นเปลือง(กับกิเลส) ที่วลัยพรยังมีอยู่

สิ่งของนอกตัว อย่าไปสะสม เพราะ สะสมไปก็แค่นั้น พอถึงเวลา เจอของที่ดีกว่า คุ้มค่ากว่าสิ่งของที่สะสมไว้ ทำให้เกือบความเสียดายกับเงินที่จ่ายไป

สิ่งที่วลัยพรรู้ชัดคือ ยังมีความโง่ ความหลงชั่วครั้งชั่วคราว ตา หูลุกวาว ยามที่เจอสินค้าลดราคา ทำให้เกิดการเสียทรัพย์ไปแบบ บางครั้งพอมีสติกลับมา ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เสียที่กับกิเลสอีกแล้วสิเรา

ที่สำคัญ กับสิ่งที่ยังมีเหตุปัจจัยที่มีต่อกันอยู่(นอกตัว) เมื่อเรายังมีครุ่นคิดคำนึงถึง มองเห็นเหตุที่เขามีอยู่(ความโลภ)

เมื่อเรากล่าวโทษเขา ถึงความโลภที่เขามีอยู่ กลับมาดูตัวเอง เราเองก็ยังโลภ เพียงแตกต่างตรงเหตุปัจจัย สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ มีเหมือนๆกัน คือ มุ่งจะเอาให้ได้ ถ้ามีโอกาส

เบื่อตัวเองเหมือนกัน กับความรู้สึกนึกคิด ที่ยังมีเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆอยู่ เห็นแต่เหตุ เซ็งชะมัด ก็ดี ที่ยังรู้ทัน ดีกว่ายังหลงกระทำอยู่

เออนะ เออนะ มองนอกตัว เลยไม่เห็นตัวเอง

ให้สัญญากับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ อย่ายอมแพ้กับกิเลสที่เกิดขึ้น จงจับจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็นภายในครอบครัว (ที่เจ้านายต้องกิน) เกินจากนั้น (ที่อยากได้) เดี๋ยวมีเสียดายภายหลัง (เจอที่คุ้มราคากว่า ถูกกว่า) เช่น ถ้วย ชาม กว่าจะมารู้ว่า ใช้แสตนเลส คุ้มค่าเงิน ต้องเสียค่าโง่ไปก่อน

รองเท้าทำงานของเจ้านาย ก็เช่นกัน ใช้ของเก่ให้พังจนใช้งานไม่ได้ก่อน ไม่ต้องรีบซื้อ(ลดราคา) เพราะตราบใดที่ร้านนั้นๆยังไม่เจ๊ง ของลดราคาย่อมมีอยู่(ระบายสินค้า)

fighting

รู้ดีว่า เขียนอะไรลงไป เจอบทกระแทกใจอย่างแน่นอน(ความยั่วยวนของการลดราคา)

เมื่อตั้งใจทำแล้ว ต้องทำให้ได้

แรกพบ จิ๊ดๆๆ

๒๑ สค.๕๗
พอเวลาผ่านไป นั่งขำ กรูหรือมันบร้ากันแน่วะ

ไปอ่านเจอคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในบล็อกที่วลัยพรใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

มีหลายๆคน ที่ไม่รู้ บ้างเป็นคนรู้จักก็มี ก็คิดกันว่า เขียนเกี่ยวกับใคร หรือว่าใคร ซึ่งวลัยพรก็เบื่อที่จะชี้แจง

ประมาณว่า ฉันว่าตัวฉันเอง ฉันเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันนึกคิด ส่วนจะมีใครอยู่ในคามคิดหรือไม่ นั่นมันก็เหตุของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องมานั่งแจกจแงอธิบายอะไร นี่แบบสุภาพนะ

ถ้าหยาบหน่อย คงจะบอกว่า เรื่องของกรูทั้งนั้น แต่เสือกเข้าไปอ่านกันเอง อ่านแล้วดันผ่าเก็บไปคิดเอาเองว่า กรูเขียนว่าใครวะ

มีบางคน อ่านไม่พอ นำความหลงที่มีอยู่ เกี่ยวกับปริยัติ มาตั้งตนแนะนำฉัน ว่าจะต้องอย่างงั้น อย่างนี้ และถามกลับมาว่า ฉันเข้าใจไหม

ก็อยากตอบนะว่า ใครถามมรึง กรูเขียนเรื่องของกรูทั้งหมด กรูไม่ได้ถามใคร แต่มรึงน่ะเสือกเข้ามาอ่านเอง อ่านยังไม่พอ ดันผ่ามโนว่า กรูถาม มรึงถามเอง ตอบเองยังไม่พอ ดันผ่ามาถามกรูอีก

บางคน เข้ามาอ่าน แล้วก็ถามคำถามกลับมาที่ฉันประมาณว่า สิ่งที่ฉันเขียน มันดูขัดแย้งกัน ตกลงถูกหรือผิด

ก็อยากตอบนะว่า ถ้าแยกไม่ถูกว่า ตรงไหนฉันเขียน ตรงไหนฉันนะมายกเป็นตัวอย่าง อย่าไปอ่านมันเลย พาลให้ฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ เพราะมัวหาถูก-ผิด ตามใจตน

กับเรื่องราวเหล่านี้ จับลงถังขยะ เบื่อตอบ บางครั้งตอบไปแล้ว มีคำถามมาใหม่อีก

ใครล่ะสร้างเหตุ ใครล่ะรับผล เมื่อรู้แบบนี้แล้ว การคิดจะตอบกลับ จึงน้อยลง ปล่อยให้วิตกวิจารณ์กันไป

คนไหนที่รู้สึกปราณีกับเขาหน่อย เพราะเขาเข้ามาหาความรู้จริงๆ จะพูดคุยด้วยพอประมาณ ไม่มีแนะนำอะไร

ถ้าอยากรู้เรื่องราวที่เขียนไว้ทั้งหมด ให้เริ่มอ่านกันตั้งแต่ต้น จะได้ไม่ต้องมาตั้งคำถามกัน

สันดานนี่ฝังลึกนะ พื้นฐานสภาพแวดล้อมที่วลัยพรเติบโตมา มีแต่คำพูด กรู มรึงมาตั้งแต่เด็กๆ

เพียงแต่การกระทำภายนอก จะใช้เฉพาะในหมู่พี่น้องกัน กับคนอื่น พยายามไม่ใช้ นอกจากเขียนเองแบบนี้ แต่ไม่กระทำกับอีกฝ่าย

เหตุและปัจจัยที่มีอยู่

๒๑ สค.๕๗

เวลาที่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ เกิดขึ้น ดูความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นอันดับแรก

สิ่งที่ใจนึกคิด เกิดจากเหตุที่ยังมีอยู่ และปัจจัยที่ยังมีเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นอยู่

นี่แหละเหตุและปัจจัย ที่ยังมีอยู่

 

 

การแยกประเภทผ้า

๒๑ สค.๕๗

สมัยที่ยังทำงานอยู่ การซักผ้ากองโต เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก ถึงแม้จะแยกประเภทผ้าในการซักแล้ว ก็ตาม

ตอนนี้มีเวลามากขึ้น เพราะไม่ต้องวิ่งไปทำงานนอกบ้าน ทำแต่งานในบ้าน วิธีการซักผ้า ย่อมเปลี่ยนไปตามสถานะที่เป็นอยู่

ถ้าเป็นผ้าขาว จะแยกไว้ต่างหาก(ใส่ปลอกหมอน) ก่อนนำมาผ้าขาวมาซัก จะแช่ในน้ำยาซักผ้า+ผงซักฟอก ทิ้งค้างคืนไว้ เช้าอีกวัน ค่อยซัก ที่ต้องแช่ทิ้งไว้ เพื่อให้คราบต่างๆ ที่อาจมีการทำความสะอาดยาก ปล่อยให้คราบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ถูกละลายไปกับน้ำยาซักผ้า เวลาซักแล้ว เนื้อผ้าจะขาวสะอาด สีไม่หม่น ผ้าขาวนี่ หากไม่มีผ้าขนหนูเนื้อหนา จะไม่ใช้เครื่องปั่น ซักเสร็จแล้ว นำขึ้นตากเลย ไม่ต้องปั่นแห้ง

เสื้อผ้าสีต่างๆ(รวมทั้งชุดชั้นในของเจ้านายและของตัวเอง) นำมาซักรวมกันทีเดียว เวลาซักน้ำผงซักฟอกเสร็จ จะนำใส่เครื่องปั่นแห้ง แล้วจึงซักน้ำดี ต่อด้วยแช่น้ำยาปรับผ้านุ่ม เสร็จแล้วใส่เครื่องปั่นแห้ง แล้วนำขึ้นตาก ผ้าประเภทนี้ เวลานำใส่เครื่องซักผ้าเพื่อปั่นแห้ง จะนำผ้าทั้งหมด ใส่ปลอกหมอน ก่อนนำใส่เครื่องเพื่อปั่น กันเนื้อผ้าขึ้นขุย(ถึงจะช่วยได้น้อย ดีกว่าไม่ใส่ปลอกหมอน)

ผ้ายีนส์ต่างๆ ผ้าขนหนูเนื้อหนา(ผ้าสี) จะซักรวมกันทีเดียว ผ้าพวกนี้ เวลานำไปปั่นแห้ง ไม่มีปัญหาขุยสีผ้าต่างๆ ติดตามเนื้อผ้า

กางเกงทำงานสีดำของเจ้านาย ไม่ซักรวมกับผ้าทุกประเภท ซักอาทิตย์ละครั้ง ที่ไม่ซักรวมกับผ้าประเภทอื่นๆ เพราะขี้เกียจมาหยิบพวกเศษด้ายสีขาวที่ติดเป็นขนสีขาว ตามเนื้อผ้า จึงแยกซักต่างหาก

เสื้อทำงานของเจ้านาย เป็นเสื้อยืดที่บริษัทแจกให้ใส่เป็นยูนิฟอร์ม เนื้อผ้ารุ่นใหม่ ห่วยได้ใจ เวลาใส่เครื่องปั่นแห้ง จะใส่ปลอกหมอ ๒ ชั้น ใส่ชั้นเดียวไม่ได้ จะขึ้นขุย ขนาดซักมือ ยังขึ้นขุยเลย

การซักผ้า ทำให้เป็นคนที่มีความละเอียดในการทำงานต่างๆมากขึ้น เพราะเวลาซัก จะชอบสังเกตุเนื้อผ้าต่างๆ ก่อนซัก หลังซัก หลังผ้าแห้งแล้ว ทำให้รู้ว่า เนื้อผ้าประเภทไหน ควรใช้วิธีการซักที่เหมาะสมแบบไหน เสื้อผ้าตรงจุดไหนที่ต้องซ่อมแซม เส้นด้ายตรงไหนหลุดออกมา ตัดเก็บหมด ไม่มีปล่อยให้หลุดรุ่ย

เจ้านายบอกว่า วิธีการดูเสื้อผ้าอยู่ถูกคนจริงๆ

ทุกข์ของสังขาร(ร่างกาย)

๒๑ สค.๕๗

ครั้งก่อน เป็นที่กล้ามเนื้อบริเวณเข่า(ปวดมาก)

ครั้งนี้ เป็นที่ส่วนบนของแขน(เหนือกล้ามขึ้นไป) รู้สึกปวดมาก เวลานอนก็ปวด จะทำอะไรก็ปวด ลักษณะอาการเหมือนเกิดขึ้นบริเวณเข่า

อาการปวดแบบนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นแถวต้นคอ จู่ๆก็เป็นเอง ไม่ได้นอนตกหมอน รักษาทางกายภาพบำบัด เป็นอาทิตย์(ไม่เสียเงิน ทำที่ทำงาน)

นึกถึงเครื่องนวดคลายส้นกับเจลสีฟ้าๆ เย็นๆ จำชื่อไม่ได้ละ ที่จนท.กายภาพทำให้ ถ้าได้เครื่องนวดแบบนั้น คงจะเข้าท่า

นี่ขนาดยังไม่แก่เฒ่าอะไรมากมาย สภาพธรรมต่างๆมาสอนเนืองๆ ถ้าแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายจะเจ็บปวดขนาดไหน

ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น ปวดก็ให้รู้ว่าปวด มันไม่เที่ยง เดี๋ยวก็หายไปเอง หากไปให้หมอนวด นวดให้ แค่ทุเลา เดี๋ยวก็กลับมาย้ำเตือน เหมือนที่เข่า จึงเลิกหาหมอนวด รักษาตามอาการเอง ใช้ยานวดเบาๆ

ซักผ้า

เรื่องซักผ้า ออกแรงขยำขยี้ผ้าไม่ได้ ปวดแขนจิ๊ดๆ ต้องระวังการเคลื่อนไหว จึงใช้เท้าแทน กะละมังซื้อมาใหม่แล้ว พลาสติกอย่างดี ย่ำผ้าในกะมังได้สบาย

เวลานำใส่เครื่องซักผ้า เพื่อปั่นแห้ง จับผ้าใส่กระแป๋ง ไม่ต้องบิด ใส่ทั้งอย่างนั้น แล้วปั่นแห้ง

การซักน้ำดี แค่นำผ้าสรงๆน้ำ แล้วนำไปปั่นหมาดอีกที ค่อยนำมาแช่น้ำยาปรับผ้านุ่ม เวลาแช่เสร็จ นำผ้าไปปั่นแห้งทั้งอย่างนั้น ไม่ต้องบิดผ้า

ที่ไม่ใช้เครื่องซักผ้า ในการซักผ้า เพราะ ทำให้เนื้อผ้าเสื้อผ้า เสียหมด สีผ้าก็หม่น ทำให้เสื้อผ้าเก่าไว ถึงแม้จะใส่ถุงซักและปั่นก็ตาม

การใส่ถุงซัก บางครั้งซิปจากถุงซัก ไปเกี่ยวเนื้อผ้าเสียหาย จึงไม่ใช้เครื่องซักผ้า ในการซักผ้าเพราะเหตุนี้ มีไว้สำหรับปั่น เป็นเครื่องทุ่นเวลาในการซักน้ำดี และเวลานำผ้าไปตาก

การเรียนรู้มีเกิดขึ้นตลอดเวลา ให้เกิดการปรับสภาพตนเอง ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อยู่โดยทุกข์น้อยลงกับสภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น

เฮ้อชีวิต ….. ไม่ได้ทุกข์ ถึงแม้ทุกข์เกิด ก็เกิดขึ้นไม่นาน จางคลายหายไปเอง แต่ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย

เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด เกิดมาแล้ว มีแต่ทุกข์ ทุกข์มีเกิดขึ้นตั้งอยู่ในท้องแม่ จนกระทั่งลืมตาดูโลก ก็ยังไม่รู้ว่า นั่นคือ ทุกข์ และยังหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้นมาใหม่เนืองๆ ก็ยังไม่รู้ …..

สิโง่แท้(กับกิเลส) ก็ยังไม่รู้

กว่าจะรู้ ทำกรรมใหม่ไว้มากหลาย ทั้งของเก่าที่มีอยู่ เจอของใหม่ สะสมเข้าไปอีก

เมื่อรู้แล้ว ไม่ชักดาบ ยอมใช้คืนให้ กว่าจะทำใจให้ยอมรับได้(ทั้งๆที่รู้) ต้องเจอความบีบคั้นซะให้เข็ด เข็ดแล้วยอม เพราะ เบื่อหน่าย กับผลที่ได้รับ

เรื่องราวในชีวิต เกิดขึ้นเดิมๆซ้ำๆ นอกนั้นไม่มีอะไรเลย แค่รักษาใจให้ปกติ อยู่แบบปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รู้จักหลบหลีก(ภายนอก/เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่กับผู้อื่น)

รู้จักรักษาใจ (ทำความเพียร)

นี่แหละชีวิต เมื่อรู้แล้ว ต้องทำใจ อดทนอดกลั้น เพื่อตัวเองก่อน ในอันดับแรก และเพื่อผลของการเกิดขึ้นน้อยลง ในวันหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความโลภ

๑๙ สค.๕๗

เมื่อรู้เท่าทันกิเลส ที่มีเกิดขึ้น รู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

ความรู้ทันหรือรู้ชัดในกิเลสที่เกิดขึ้นนี้ จิตจะมีวิตก วิจารณ์เกิดขึ้นเนืองๆ

ความโลภของวลัยพร ไม่ได้มีความโลภในทรัพย์สิน เงินทองของผู้อื่น แต่เป็นความโลภในสินค้าลดราคา ยิ่งลดที ๕๐%-๗๐% เห็นแล้วจิ๊ด การขาดสติเกิดขึ้นก่อน เป็นลำดับแรก เห็นแล้ว หยิบทันที คือ จะเอา

เหตุเกิดที่โลตัส

วันก่อน ผ้าขนหนูนาโผ ผืนขนาด ๓๐ นิ้วx๖๐ นิ้ว ลดราคาจากเกือบ ๓๐๐ บาท เหลือ ๕๐% วันนั้ ก็เกือบไปละ หยิบๆๆๆๆๆ กะว่า จะให้เป็นของขวัญกับหลานที่กำลังเกิดใหม่(ยังไม่คลอด กะซื้อเผื่อไว้ก่อน สำหรับห่อเด็ก และใช้กับเด็ก)

พอหยิบของมาแล้ว ก็เดินดูของอื่นๆต่อ ระหว่างเดิน จิตมันก็คิดๆๆๆ คิดว่า ให้เงินดีกว่า พ่แม่เขายังนำไปซื้อของที่ต้องการได้ คิดเสร็จ เดินกลับไป นำผ้าขนหนู แขวนคืนที่เดิม

วันต่อมา ไปตลาด ขากลับแวะโลตัส เจออีก คราวนี้ลดเหลือ ๗๔ บาท โห ตาหูลุกวาว ด้วยความอยากได้ ถูกสุดๆ หยิบๆๆๆๆ ตอนแรกหยิบหลายผืน สุดท้ายเหลือไว้ ๒ ผืน ใส่รถเข็น เดินดูของอื่นๆ

ระหว่างเดิน จิตก็คิดๆๆๆๆอีก คิดว่า ผ้าขนหนูนี้ จะซื้อให้ยายเจ้านาย ผืนเก่าที่ยายใช้อาบน้ำอยู่ เก่ามาก

พอคิดเสร็จ มีอีกหนึ่งความคิดเกิดขึ้นมาว่า ผ้าขนหนูนาโน ที่ซื้อไว้ให้เจ้านายสำหรับไปวัดล่ะ(สีน้ำตาล) เอาอันนั้นไปให้ยายสิ จะได้ไม่ต้องเสียเงิน ของมีอยู่แล้ว

คิดเสร็จ มีอีกหนึ่งความคิดเกิดขึ้นมาว่า ตัวเราเอง ใช้ผ้าถุง(แบบไม่เย็บริม) ที่ดูเก่าช้า เพราะมีหลายผืนไว้เปลี่ยน ส่วนของยาย ที่ดูเก่า เพราะยายใช้อยู่ผืนเดียว คิดเสร็จ ตัดสินใจ นำผ้าขนหนูที่หยิบมา ไปเก็บที่เดิม

เช้านี้เล่าให้เจ้านายฟังเรื่อง ผ้าอาบน้ำที่ยายใช้อยู่ บอกว่า จริงๆแล้ว ผ้าถุงของยายเยอะมาก(เยอะจริงๆ) แต่ยายไม่ใช้

ยิ่งผ้าถุงเก่า(วลัยพรนำมาตัดที่เย็บไว้ออกหมด ซักและพับเก็บไว้) สามารถนำมาใช้สำหรับผลัดเปลี่ยนอาบน้ำได้ แต่ยายไม่ใช้ ความที่ว่า ผ้าที่นั่นเยอะมาก ยายจึงไม่ให้ความสำคัญกับผ้าถุงเก่าที่มีอยู่ว่า นำมาใช้ประโยชน์อื่นๆได้

วลัยพรจึงตัดสินใจไม่ซื้อผ้าขนหนูให้ยาย เพราะเห็นว่า ยายมีผ้าที่ไว้ใช้ผลัดเปลี่ยนเวลาอาบน้ำ มีเยอะอยู่แล้ว แต่ยายไม่ใช้เอง

อีกอย่าง หากซื้อไปให้(ยายไม่ค่อยสนใจเรื่องผ้า) ยายอาจจะบอกว่า เปลืองเงิน ก็ได้(จากที่เห็นๆมา เวลาซื้อของไปให้)

รู้สึกดี เมื่อไม่มีเงิน

วลัยพรจะรู้สึกดีมาก หากไม่มีเงินติดตัว เพราะ เป็นตัวช่วยลดความอยากที่ยังชอบซื้อของต่างๆไปได้เยอะ

จากสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ถูกฝึกให้ลดละความอยากที่มีอยู่ลงไปเยอะ ถูกละลายพฤติกรรมโดยสภาวะ แต่ไม่รู้ว่าถูกละลายพฤติกรรม

พอมาถึง ณ วันนี้ ใจจึงไม่ทุกข์กับความอยากได้ของชอบ (ของใช้ต่างๆ) ที่ยังมีอยู่ แค่รู้ว่ามี พอเกิดการตัดสินใจซื้อ จะมีจิตคิดพิจรณาเกิดขึ้นทุกครั้ง ช่วยฉุดกระชากสติ ให้คืนกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

เมื่อมีสติ การตัดสินใจซื้อ ย่อมช้าลง พอช้าลง เริ่มหาเหตุและผลของการซื้อ จำเป็นมากไหม ด่วนไหม รีบไหม คุ้มไหม เป็นเหตุให้ ไม่ซื้อตามที่อยากได้หลายๆครั้ง

ฉะนั้น ไม่ว่าจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน ไม่ทำให้รู้สึกเดือดร้อน หรือทำให้เป็นทุกข์ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับวลัยพร

สิ่งที่ วลัยพร ให้ความสำคัญ คือ การที่ยังมีความอดกลั้นไม่มากพอ ในการระงับตัวเอง ไม่ให้สร้างเหตุนอกตัว

ฉะนั้น เรื่องความอยากได้นั่นได้นี่ ที่ยังมีอยู่ เป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปในพริบตา จึงไม่ทำให้ทุกข์ (ปัจจัยจากโลภะ/ของลดราคา ที่ยังมีอยู่) เพราะเหตุนี้

การดำเนินชีวิตทางโลก การอยู่ท่ามกลางความชอบ ความชัง พอที่จะอดทนอดกลั้นได้ เพราะ มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า “อนุปาทาปริพนิพพาน” คือ การไม่เกิด

เมื่อรู้วิธีกระทำ หรือ ปฏิบัติ ใจจึงไม่ทุกข์กับการปฏิบัติอีกต่อ คือ ปฏิบัติสบาย

ส่วนทางโลก ทุกข์ สุขที่ยังมีเกิดขึ้นอยู่ เป็นเรื่องปกติของกิเลส ที่ยังมีอยู่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดการ สำรวม สังวร ระวังเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ต้องพยายามระวังอย่งหนักแบบก่อนๆ

เรื่องทางโลก ก็ทำให้เกิดทุกข์น้อยลง เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน เพราะ เหตุยังมีอยู่ ผลย่อมมี ยิ่งรู้ชัด ยิ่งยอมรับ มากกว่าขัดขืน หรือกล่าวโทษนอกตัว

Previous Older Entries

สิงหาคม 2014
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: