วิชาคณิตศาสตร์

สดใสยามเช้า

มาลองวิชา คณิตศาสตร์ หลักความน่าจะเป็นไปได้

โจทย์ มีอยู่ว่า คุณมีเลขอยู่ในมือ

คุณจะทำยังไงกับเลขที่มีอยู่ ให้ตรงกับเลข 3 ตัวบน รางวัลที่ 1

กลุ่มตัวเลข ประกอบด้วย 0-1-2-3-4-7

เด่น 3-4

ให้หลักคิด นึดนึง(จะลองคิดแบบอื่นๆก็ได้) จัดแยกเป็นชุด 2 ชุด

0-1-2

3-4-7

=?

ยกตัวอย่างวิธีการคิด เช่น

งวด 1กย.

กลุ่มตัวเลข ประกอบด้วย 2-3-4-6-7-8

เด่น 8-3

จัดแยกเป็นชุด

2-3-4

6-7-8

เลขที่ออก คือ 763

งวด 16 สค.

กลุ่มตัวเลข ประกอบด้วย 1-2-4-7-8

เด่น 8-2

จัดแยกเป็นชุด

1-2-4

7-8

เลขที่ออก คือ 842

อยู่ในช่วงทดลองสูตร

โฆษณา

แค่คิด

8 กย. 57

บอกกับเจ้านายว่า หลังหวยออก ขอไปชาร์ทแบตนะ(ไปอยู่วัด แบบอยู่คนเดียว) เก็บกาย วาจา สัก 5 วัน

ส่วนใจ มโนทวารนี่ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ให้กระทำไว้ในใจ รู้แหละยอมรับ นี่แหละ ตัวตนแท้จริง ที่ยังมีอยู่(เหตุแห่งทุกข์)

พักหลังนี่ รู้สึกว่า สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยเด็กๆ เริ่มมีเกิดมากขึ้น(รู้นั่นนี่) เช่น เรื่องหวย แค่วลัยพรจดๆคิดๆ สูตรตามตำราหลายสำนัก จะมีภาพแว๊บๆ ผุดขึ้นมา พร้อมกับมีคำพูดประมาณว่า ทำแบบนี้สิ

ก็ลองทำตามความคิดที่เกิดขึ้น เออ … แฮะ แปลกดี กลายเป็นว่า ได้สูตรใหม่ ที่ฉีกแนวจากสูตรเดิม ที่มีความแม่นยำมากขึ้น คือ อัตตาความเสี่ยง(เสียเงิน) ลดน้อยลง

พอเห็นว่า พักนี้สภาพธรรมเหล่านี้ มีเกิดขึ้นบ่อยๆ รู้ดีว่า ไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก เกิดจากจิตที่เป็นสมาธิเนืองๆ เหมือนการสะสมแบตเตอร์รี่ คล้ายๆมีวงจรไฟฟ้า วิ่งวนอยู่ในหัว จึงทำให้เกิดภาพต่างๆผุดขึ้นมา เวลาที่ใจนึกคิดเรื่องใดอยู่ก็ตาม

ตอนนี้เหมือนกับว่า ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร เปรียบเหมือนการทำงาน ที่มีการประสพความสำเร็จ มากกว่าล้มเหลว

ที่ช่วยเจ้านายคิดและตรวจสูตรต่างๆ จนได้มีสูตรที่ตัวเอง ทำขึ้นมาใหม่ ที่เป็นแบบนี้ เพราะ ใจสงบ ไม่มีกิเลสต่างๆมารบกวน ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่า ไม่ได้ทำด้วยความอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น หรือมีความอยากได้อะไรๆๆ(เงินทอง)

เพียงทำตามหน้าที่ ที่ควรทำ ตรงไหนช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวได้ โดยไม่เป็นการเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่น ทำได้หมด ไม่เกี่ยง

นึกถึงนิทานในพระไตรปิฎก เรื่องที่ว่า ภรรยาช่วยเตรียมเครื่องมือให้สามี ที่ประกอบอาชีพล่าสัตว์ คือ ทำตามหน้าที่ แต่จิตมิได้มีส่วนในความอยากได้ ในสิ่งเหล่านั้นด้วย

เออนะ เมื่อก่อน ที่อ่านเจอเรื่องนี้ ยังคิดอยู่ประมาณว่า มีด้วยเหรอ ทำตามหน้าที่ คือ สักแต่ว่าทำ แต่ใจไม่มีส่วนด้วย พอมาเจอกับตัวเอง ก็รู้ว่า มีจริงๆ ไม่ได้ทำเพราะ ความอยากได้ แต่ทำเพราะ หน้าที่ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว

เรื่องภรรยานายพรานป่านี่ ที่นำมาอุปมาอุปมัย ไม่ได้ใส่ใจกับคำเรียกเหล่านั้นว่าคืออะไร เป็นอะไร แต่อุปมาอุปมัยให้เห็นประมาณว่า เรื่องนี้ มีอยู่จริง ผู้ที่ทำตามหน้าที่ ช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว ไม่ได้ทำเพราะ ความอยากได้นั้น มีอยู่จริง

ถ้าถามว่า แล้วไม่เป็นการสนับสนุนอีกฝ่าย ให้ประกอบอาชีพนั้นๆหรือ

คำตอบคือ เรารู้ดีว่า เรากระทำด้วยจิตอย่างไร ส่วนการประกอบอาชีพ/การกระทำ ของอีกฝ่าย เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เขาเลิกทำแบบนั้นเอง

ในเมื่อเขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว ถ้าไม่ถึงขั้น เบียดเบียนชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้อื่น จะไม่ท้วงติงแต่อย่างใด

เหมือนกรณีเจ้านายเล่นหวย วลัยพรไม่ห้าม เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของเขา ไม่ต้องไปคิดจัดการอะไรหรอก เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เขาจะกลับมาดำเนินชีวิตเป็นปกติ ของเขาเอง

ส่วนเรื่องหวย สำหรับวลัยพรแล้ว เป็นบททดสอบในเรื่องความโลภ ที่มีอยู่ ก็ยอมรับว่า มีอยู่นะ ยิ่งรู้ว่า มีโอกาสได้มากกว่าเสีย ก็มีนะ อยากได้

แต่ว่า มีความคิดเกิดขึ้นมาว่า เงินเหล่านี้ ถึงได้มา ก็ต้องมีเหตุให้เสียไป(ของฟรีไม่มีอยู่จริง) ส่วนจะเสียไปทางไหน ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว จึงไม่ได้มีความอยากได้มาก จนถึงขั้นลงไปเล่นด้วย แค่อยาก แต่ไม่เล่น มีครุ่นคิดอยากเล่น แต่ไม่เล่น

ในเมื่อได้มาแล้ว ต้องเสียไป จะเอามาทำไม สู้ทำสิ่งที่มีแต่ได้กับได้ จะดีกว่า การทำความเพียรต่อเนื่อง รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ และ สำรวม สังวร ระวัง เรื่องการสร้างเหตุนอกตัว

ทำ 2 อย่างนี้ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสียสักทางเดียว ก้าวหน้าทั้งการดำเนินชีวิต(ภพชาติสั้นลง) และ การทำความเพียร(ปฏิบัติไม่ลำบาก/สบาย/ไม่ทุกข์)

ไม่ให้

7 กย. 57

ขากลับจากแพร่ อยู่บนรถทัวร์ มีน้องพยาบาล(รพ.แพร่) ตอนแรกที่เจอกัน ก็คิดอยู่นะว่า น่าจะเป็นพยาบาล(ความรู้สึกมันบอก) พอได้พูดคุยกัน จึงรู้ว่า เป็นพยาบาลจริงๆ

น้องเขาไปบ้านญาติ เราได้พูดคุยเรื่องการทำงานกัน รพ.รัฐบางที่ ยังไม่เป็นระบบ ถึงจะมีคอมฯ ช่วยในการทำงานก็จริง ผู้ป่วย ยังต้องเสียเวลารอแหง่ก ยิ่งเป็นชาวบ้านด้วย ยิ่งน่าเห็นใจ เพราะ ไม่รู้อะไรกันเลยจริงๆ

คุยกันเรื่องงานเสร็จ คุยเรื่องการนำวิชาชีพ มาใช้ในการปฏิบัติธรรม

น้องขอเบอร์โทรฯ เราได้ปฏิเสธไป พร้อมทั้งอธิบายว่า ที่ไม่ให้เพราะอะไร

เพราะว่า หากเขาเจอปัญหาใดๆ แล้วนำมาปรึกษาเรา เมื่อเราให้คำแนะนำใดไป หรือพูดสิ่งใดไป สิ่งเหล่านั้น จะย้อนกลับมาหาเราหมด(ต้องเจอ) ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ไม่อยากเจอ จึงไม่ให้เบอร์โทรฯ เพราะเหตุนี้

น้องบอกว่า เขาเข้าใจแล้ว

การไม่ให้เบอร์โทร ไม่ใช่เฉพาะน้องคนนี้คนเดียว แม้คนที่วัดขอ(ผู้ปฏิบัติ) ก็ไม่ให้เหมือนกัน คือ ไม่อยากรับฟัง หรือ พูดคุยกับผู้ที่มาใหม่ ประมาณว่า ยังไม่รู้อะไรเลย

คนกลุ่มนี้ ส่วนมาก จะช่างพูด ชอบพูดคุย เรามองเห็นแต่เหตุ จึงดับที่ต้นเหตุ ก่อนที่จะมีการสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น คือ เจอมาเยอะแล้ว จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ที่จะพูดคุยด้วย

ตอนนี้ หากตัดเหตุตรงไหนได้ จะตัดหมด

ยิ่งรู้ชัด ยิ่งสบาย

7 กย. 57

ความสบาย คือ การที่ไม่ต้องยุ่งกับใครๆ ที่ยังมียุ่งๆ ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

เป็นตัวของตัวเอง ไม่เก็บกด ยิ่งรู้ชัด ยิ่งยอมรับ

ที่ยังยอมไม่ได้ เพราะ รำคาญ ถึงรู้ว่า ผลคืออะไร ก็ยอม แม้ชั่วคราว ก็ยังดี ดีกว่า รำคาญใจ

จนกว่าเกิดความเบื่อหน่าย ในผลของเหตุนั้นๆ นั่นแหละ ใจยอมสิโรราบเอง อยากทำอะไร ก็ทำไป อยากพูดอะไรมา ปล่อยให้พูด ใจแค่รู้ ทุกข์น้อยลง(รำคาญ) เพียงทำตามหน้าที่(งาน) ที่ตนเองควรทำ เท่านั้นเอง

กลับมาจากแพร่ครั้งนี้ เห็นการเปลี่ยนแปลงของตนเองมากขึ้น เป็นความก้าวหน้าทางจิต ที่เกิดจาก การยอมรับความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนอกและใน

ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องคิดทำอะไร เพราะ ทุกสิ่ง ดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยเอง ยิ่งหยุดได้(สร้างเหตุนอกตัว) จะเห็นความก้าวหน้าทั้งชีวิตและการทำความเพียร

ชีวิตก็สบาย การทำความเพียร ก็สบาย เพราะ ความยึดมั่นถือมั่นน้อยลง ทุกข์ย่อมน้อยลงเอง ตามเหตุและปัจจัย

คิดทบทวน

28 สค. 57

มักมีเกิดขึ้นเนืองๆ ทั้งๆที่ไม่ได้สนใจอะไร ทำอะไรอยู่ จิตมักเกิดการคิดพิจรณาเอง ย้อนไปในอดีต อยู่กับปัจจุบัน สาวไปหาเหตุ(อดีต) ย้อนกลับมาผล(ปัจจุบัน) ไม่มีไปข้างหน้า(คิดล่วงหน้า)

ภาพต่างๆผุดขึ้นมากมาย จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง วกกลับไปกลับมา แต่ละเรื่อง มีคำตอบในตัวมันเอง โดยไม่มีการคิดว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ไม่มีคำเหล่านี้ มีแต่สิ่งหนึ่ง(การกระทำ) ไปสู่สิ่งหนึ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีคำเรียก ไม่มีความเป็นอะไร ไตรลักษณ์ มรรค ผล นิพพานคำเรียกอะไรเหล่านั้น ไม่มีสักคำเดียว

มองเห็นแต่ภาพที่ ถูกใหฝึกละ ในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ โดยไม่มการรู้ตัวล่วงหน้า มาแบบเนียนๆ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป

แรกๆทุกข์ก่อน ทุกข์เกิดจากความไม่รู้ พอใจยอมรับสภาพ ทุกขเคยมี เบาบางลงไปเอง ไม่มีกำหนด ไม่มีคำเรียก

รู้อีกทีต่อเมื่อใจยอมรับ ทุกข์น้อยลง ใจเบาสบาย จิตจะเกิดการคิดพิจรณาขึ้นมาเอง บทจะคิดก็คิดขึ้นมาเอง ไม่ต้องเจาะจงที่จะคิด

สิ่งที่เห็น คือ ไม่จมแช่กับความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น อยู่ที่ไหนๆ ก็อยู่ได้

อยู่ในที่ไม่ชอบใจ ก็ถูกฝึกให้ละ ความไม่ชอบใจ ที่มีอยู่

อยู่ในที่ชอบใจ ก็ถูกฝึกให้ละ ความชอบใจที่มีอยู่

แม้ใครว่าเรา ใครนินทาเรา ใครกระทำสิ่งที่เราคิดว่า เขาทำไม่ดีกับเรา ความรู้สึกอย่างมาก แค่ไม่ชอบใจ ไม่ถึงขั้นผูกใจเจ็บ พยาบาท อาฆาตจองเวรกับอีกฝ่าย คือ มองทุกสิ่งด้วยใจปกติมากขึ้น

คำว่าปกติ หมายถึงการที่เกิดความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ได้ เกิดจากใจที่ยังมีกิเลส ที่ห้ามได้ คือ การกระทำ มีแต่สงบ ระงับ ขึ้นอยู่กับสติ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆด้วย

หากมีสติ รู้ทัน มันก็จบ ไม่คิดตอบโต้ใดๆ

หากอารมณ์ความรู้สึกมีกำลังมากกว่า หลงกระทำออกไปแล้ว ผลที่ย้อนกลับมาคือ ความทุกข์ใจ เป็นปัจจัยให้ พยายามหยุดให้ทัน มากกว่าที่จะกระทำออกไป

ที่ไม่ทำ เพราะ ไม่อยากทุกข์

เมื่อไม่อยากเจอทุกข์ ต้องพยายามดับเหตุแห่งทุกข์ ที่กำลังจะกระทำให้เกิดขึ้น

อันดับแรกของการอดกลั้น กดข่มใจ ไม่ให้สร้างเหตุนอกตัว ที่พยายามทำ เพราะ รู้ชัดว่า จะต้องเจอกับอะไร จึงไม่คิดจะทำ

อันดับต่อมา เพราะ เกิดความเบื่อหน่าย เห็นแต่ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด ขึ้นชื่อว่า เกิดขึ้นมาแล้ว ล้วนเป็นทุกข์ ที่คิดว่าสุข เพราะกิเลสที่เกิดขึ้น บดบังสภาพทุกข์ที่มีอยู่ ตามความเป็นจริง

การถูกให้อยู่ที่นั่น ที่นี่ โดยสภาวะ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทำให้เห็นสภาพธรรมต่างๆมากขึ้น ถูกให้เรียนรู้ ถูกให้ละ(โดยไม่รู้ว่า กำลังทำอยู่/ละ)

ที่เห็นเด่นชัด คือ ทุกข์น้อยลง ทุกข์ที่เกิดขึ้น เกิดแค่แว๊บๆ แล้วดับหายไปเอง จึงมีผลให้

ทุกข์ก็งั้นๆ

สุขก็งั้นๆ

ตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ

ถ้าไม่อยากเจอทุกข์ ก็อย่าหลงกระทำเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง สุขย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อทุกข์น้อยลง ใจย่อมเบาสบาย นิวรร์ต่างๆ ไม่ค่อยมี สมาธิย่อมเกิดขึ้นเอง เป็นเรื่องธรรมดา

ใช้ชีวิตแบบปกติ ทำความเพียรกลางๆ ไม่ทำด้วยความอยาก ไม่ทำด้วยความคาดหวัง ไม่ทำด้วยความไม่รู้ จึงไม่ทำให้รู้สึกทุกข์กับการปฏิบัติ

ทางโลกกับทางธรรม เป็นหนึ่งเดียว ก้าวไปด้วยกัน ทำเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องหักโหม ถ้ามีหักโหม เหตุใคร เหตุมัน เอามาว่ากันก็ไม่ได้

สิ่งที่สำคัญ หัวใจการปฏิบัติ คือ การพยายาม กดข่ม อดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น มีสรรเสริญมา ให้แค่รู้ มีนินทา ด่าว่าต่อหน้า ให้แค่รู้ หากทำได้ สติที่มีอยู่ จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จิตจะเกิดการคิดพิจรณาขึ้นเอง ถูกฝึกให้ละทางโลกเนืองๆ แต่ไม่รู้ว่า ละ(เหตุแห่งทุกข์)

ใครจะเลือกทำแบบวลัยพรก็ได้นะ ขีดเขียนความในใจออกมา อย่าเก็บกดไว้ในใจ ยิ่งเขียน ยิ่งเห็นตัวเองชัดเจน

ถ้าอายคนอื่น แอบเขียนไว้ก็ได้

วลัยพรชอบการประจานตัวเอง เขียนตามความเป็นจริงสิ่งทีมีเกิดขึ้นจริงๆ ไม่รู้สึกอาย(ใหม่ๆอาย ถ้าอาย คงไม่มาถึงจุดนี้/ไม่ปกปิดตนเอง)

เพียงแต่ตอนหลัง มีความระวังกับผู้มีเหตุปัจจัยร่วม ที่เขายังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า สภาวะ หรือ การปฏิบัติทางจิ

อาจเป็นปัจจัยให้ เขานำไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่

บางครั้ง ไม่อยากเขียนบันทึกให้ใครอ่าน เพราะ มีบางคน ไม่รู้ชัดเกี่ยวกับการปฏิบัติทางจิต ได้หลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง

เพราะ หารู้กันไม่ว่า สิ่งที่ตนเอได้กระทำออกมานั้น ผลย่อมย้อนกลับไปหาตัวเขาเอง ใครล่ะทุกข์ เขานั่นแหละทุกข์ แต่จะรู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้นนั้นไหมว่า เพราะอะไร เป็นเหตุปัจจัย

วลัยพรผ่านสิ่งเหล่านี้มาหมดแล้ว อันนี้ช่วยกันไม่ได้จริงๆ บอกไปก็แค่นั้น หากไม่ได้สร้างเหตุมาให้เชื่อกัน พูดกับผู้ทีไม่รู้นี่ เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง เบื่อพูดด้วย ตัดปัญหา ไม่คุยด้วย

รู้จักใช้เงินมาก

27 สค. 57

เมื่อเช้าคุยกับเจ้านายว่า วลัยพร รู้จักใช้เงินมากนะ

เขาถามว่า หมายความว่าไง

เราก็บอกว่า ก็รู้จักใช้เงินไง คือ รู้ว่า ควรจะใช้อะไร อย่างไร

เขาบอกว่า ต้องพูดว่า รู้จักจับจ่าย ไม่ใช่พูดว่า รู้จักใช้เงินมาก นั่นหมายถึง ใช้เงินเก่ง

เราก็หัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ก็หมายถึง รู้จักวิธีใช้เงินมากไง รู้ว่าควรซื้อ หรือไม่ซื้อ ควรใช้เงินแบบไหน ประมาณนั้น

สิ่งที่ได้ผ่านมา และที่ยังมีเกิดขึ้นเนืองๆ ที่มองเห็นได้ชัด คราใดที่เอ่ยปากประมาณว่า ต่อไปนี้ จะระวังของลดราคามากขึ้น ไม่หูตาโตแบบก่อนๆ เพราะ มีลดอยู่เนืองๆ

วันนี้ออกไปข้างนอก ปกติกว่าจะกลับถึงที่พัก ส่วนมากจะเย็น ไม่ก็ค่ำ(เดินตากแอร์) วันนี้กลับเร็ว เดินแค่ 2 ชม.

สรุปแล้ว ตั้งแต่ที่เคยจ่ายมา(ระยะเวลา 4(ระยะ 4 ปีกว่าๆ ที่อยู่กับเจ้านายมา) วันนี้เป็นครั้งแรกของเดือนนี้ ที่จ่ายของน้อยที่สุด และกลับที่พัก ไวที่สุด

ที่เป็นแบบนี้ เกิดจากการถูกขัดเกลาจิตใจ ถูกฝึกให้ค่อยๆละ ถ่ายถอนจากความอยากนานานับประการที่มีอยู่ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ตั้งใจทำให้เกิด แต่เกิดจากเหตุปัจจัย

โดยที่ไม่รู้ว่า กำลังถูกฝึกให้ละจากการคุ้นเคยเสพติด การบริโภค ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และความเป็นอยู่

หวยยยย

26 สค.57

ณ ตอนนี้ เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง ทั้งภายในและภายนอก(พยายามหยุดตัวเอง ที่จะสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น)

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ พฤติกรรมของตัวเอง มีแต่ความสงบมากขึ้น การดำเนินชีวิต เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ติดค่านิยม ไม่สนใจสินค้าแบรนแนมทั้งหลาย

ไม่สนใจเข้าสังคม

ไม่สนใจคลุกคลีตีโมงให้ความสนิทกับใครๆ

สนใจเรื่องนอกตัวน้อยลง สนใจ เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ในเรื่องเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่

ทำให้รู้ทันกิเลส ที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ทันมากขึ้น หยุดได้ไวมากขึ้น การตัดสินใจสร้างเหตุนอกตัว ช้าลง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับคน หรือการจับจ่ายต่างๆ ช้าลง

เกี่ยวกับเรื่องหวย ณ ตอนนี้ รู้สึกเฉยๆลงกว่าแรกๆมาก แรกๆไม่ชอบใจ ไม่อยากให้เจ้านายเล่น

ไม่ชอบใจ ที่ตัวเองต้องมีส่วนร่วม(ช่วยคิด ช่วยหา)

ตอนนี้อาการความรู้สึกเหล่านั้นไม่มีแล้ว ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี แค่ทำไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เบียดเบียนชีวิต หรือทรัพย์สินของใครๆ ไม่ได้ทำเพราะอยากได้ ในทรัพย์สินของคนอื่นๆ

การตั้งกลุ่มสูตรหวยขึ้นมา บอกกับเจ้านายว่า เราใช้สูตรในการคำนวณ ส่วนใครจะนำไปใช้อย่างไร นั่นแหตุของเขา วลัยพรไมไ่ด้บอกให้เชื่อ

เหมือนกับเจ้านาย วลัยพรบอกว่า ชอบตัวไหน อยากซื้อ อยากทำ ให้เขาทำไปปกติ เราไม่ห้าม แค่คอยลุ้นเอาใจช่วย โดยการช่วยหาสูตร ช่วยคิดคำนวณให้ เพราะเรื่องหวย เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข ความน่าจะเป็นไปได้ หากสูตรแม่น ต่อให้เลขล็อค ยังไงก็ถูก

วลัยพรจะไม่ออกความคิดเห็นว่า น่าจะเป็นตัวนั้น ตัวนี้ ถ้าพูดปั๊บ ไม่ออก ก็เคลื่อน ไม่เป็นไปตามที่พูด

สำหรับสูตร เป็นเรื่องของการคำนวณ ไม่ใช่เกิดจาก วลัยพรคิดขึ้นมาเอง หากไม่มีสูตร ก็คิดไม่เป็น

ใหม่อีกละ

ไม่ได้อัพบล็อกหลายวัน วันนี้นำของเก่ามาลง(ที่เขียนไว้)

พอเจอหน้าตาบล็อกใหม่ ไม่มีการให้แยกหมวดหมู่แบบของเก่า

เหมือนสมุดบันทึก ไม่มีผิด

ก็ดีนะ

กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

24 สค.57

วิตก วิจารณ์(ถูก-ผิด) นอกตัว มากเท่าไหร่(กระทำให้เกิดขึ้นเนืองๆ)
ยิ่งไม่เห็นเหตุปัจจัย ที่ตนยังมีอยู่

มีแต่การหลงสร้างเหตุ ด้วยความคึกคะนอง
ใครติก็ไม่ได้ (เรื่องของกรู)
แต่กรูติมัน ไม่เป็นไร

ไอ้คนติ ก็ลูกอีช่างติ หากไม่ชอบใจ ก็ดีดตัวเองออกมา
กลับมาติตัวเอง ยังได้ประโยชน์

นี่แหละ เหตุของความไม่รู้
ข้างนอกน่ะ หัดช่างหัวมันซะมั่ง

วลัยพรน่ะเหรอ ไม่เข้าไปยุ่งหรอก
ใจน่ะอยาก(แสดงข้อคิดเห็น) แต่ไม่เอา

เพราะรู้ว่า เอาเข้ามาแล้วมันยุ่ง
จึงไม่เอา

นับวัน ขีดๆเขียนๆแบบนี้ดีกว่า(คนเดียว)
เห็นจิต เห็นใจตัวเองชัดดี

นึกคิดว่าใครอยู่ ก็ยอมรับว่า ว่า
เพราะนึกหมั่นไส้ แหกปากว่านั่นว่านี่ แต่ไม่เคยดูตัวเอง

ไอ้นั่นถูก ไอ้นี่ผิด
เอาอะไรมาวัด ชั่งกิโลได้เหรอ

ฉันแค่ดูตัวเอง นึกคิดอะไรอยู่ ก็ยอมรับ
ไม่เก็บกด แต่คิดระงับ ไม่กระทำออกไป(กับคนอื่น)

หากใครคิดว่า ฉันว่าใคร
อันนี้แล้วแต่จะวิตก วิจารณ์กันไปเอง

เหตุของใครของมัน
ผลที่รับ ก็ของใครของมัน

บางคนเข้ามาอ่าน อาจคิดว่า ในเมื่อบอกว่า
เหตุของใครของมัน
ผลที่รับ ก็ของใครของมัน

แล้วยังนำมาวิตกวิจารณ์ อีกทำไม

มีคำตอบนะ ฉันก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า

ฉันแค่ดูตัวเอง นึกคิดอะไรอยู่ ก็ยอมรับ
ไม่เก็บกด แต่คิดระงับ ไม่กระทำออกไป(กับคนอื่น)

หากใครคิดว่า ฉันว่าใคร
อันนี้แล้วแต่จะวิตก วิจารณ์กันไปเอง

กันยายน 2014
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: