วิบากกรรม

มีบ่อยนะ ที่เกิดการครุ่นคิด ผลของกรรม ไม่ต้องตอนตายหรอก หรือไม่ต้องรอว่าจะส่งผลในชาติไหน ส่งผลให้มีเกิดขึ้นในชาตินี้แหละ

หวย หวย หวย

ณ ช่วงเวลานี้ หนีไม่พ้นเรื่องหวย เป็นเรื่องสิ่งที่เคยกระทำไว้ ในสมัยที่เคยทำงาน

เมื่อก่อน ไม่เคยคิดว่า เรื่องหวยๆ ก็ส่งผลให้ทุกข์มีเกิดขึ้น ได้เหมือนกัน(ไม่ชอบใจ)

จริงๆแล้ว ไม่ยุ่งเลยก็ได้ เจ้านายไม่เคยว่า แต่จะถามว่า วลัยพร เลขอะไรมา เราก็บอกว่า ร้องเป็นเพลง ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ เขาก็หัวเราะ

ที่จำเป็นต้องยุ่ง(ช่วยคำนวณ) เพราะไม่อยากเห็นเขาอดหลับอดนอน เพราะนั่งคำนวณตัวเลข

สเตตัสช่วงนี้ เซ็งกับชีวิต แต่ก็อย่างว่าแหละ เกิดเป็นพักๆ เดี๋ยวก็หายไปเอง จนกว่าจะชิน ยอมรับสภาพได้ อารมณ์เหล่านี้ ก็หายไปเอง เจอเรื่องใหม่ต่อ

เฮ้อชีวิต นี่แหละทุกข์ โทษ ภัย ของความไม่รู้

ถึงรู้ ก็ยังต้องเจอทุกข์ เพราะยังหลงกระทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความอดทน ที่ยังมีไม่มากพอ

เหมือนว่ายน้ำ ทวนกระแส ย่อมมีบ้าง ที่ปล่อยตัวตามกระแสของน้ำที่เชี่ยวกราก(กิเลส) หันหลังกลับไปมอง เจอไอ้เข้ไล่กรวด(เวลา) ทำให้เกิดกำลังยอมว่ายไปข้างหน้า ดีกว่าถูกไอ้เข้กิน(ปล่อยให้เวลาหมดไปวันๆ)

ความคมชัดของความรู้

ปุจฉา อะไรหนอ เป็นของปกปิด เป็นของที่คว่ำอยู่ เป็นของอยู่ในที่มืดสนิท นานกว่าแสนโกฏิกัปนับไม่ได้

วิสัชนา อวิชชา

มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่รูปฌาน จนถึง อรูปฌาน

สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่รูปฌาน จนถึง อรูปฌาน

ปุจฉา การเจริญสติปัฏฐาน เป็นวิปัสสนาเพียงส่วนเดียวหรือ

วิสัชนา สมถะ-วิปัสสนา ดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลัก จะเกิดก่อนหรือเกิดหลังก็ได้

หากรู้ชัดในความเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ถือมั่นไม่ได้ วิปัสสนาเกิดก่อน เมื่อจิตละจากสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ จิตเกิดความสงบ สมถะเกิดหลัง

หากจิตเกิดความสงบ สมถะเกิดก่อน แล้วจิตเกิดการคิดพิจรณา ไม่ว่าจะคิดพิจรณาเรื่องใดก็ตาม น้อมลงที่ ความเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ วิปัสสนา เกิดหลัง

หมายเหตุ:

อย่าไปนำเรื่องเขียนเก่าๆ ที่วลัยพรเคยเขียนไว้เกี่ยวกับสมถะ-วิปัสสนา เรื่องที่เคยเขียนไว้ นั่นคือ รู้ ณ ตอนนั้น จึงเขียนไว้แบบนั้น

หยุด

ความรู้จะคมชัด เกิดจากจิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง เพียรเพื่อละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ วิธีละ คือ หยุด จึงจะรู้ชัด ในเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

หนีไปไหน ก็หนีไม่พ้น อย่างมากก็กระเสือกกระสน ดิ้นรน เพราะยังเกิดการยอมรับ ยังไม่ได้

เดิมๆซ้ำๆ จนทำให้เกิดความเคยชิน ก็เกิดการยอมรับได้เอง จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง เรื่องนี้จบ เรื่องอื่นเกิดต่อ

โอ้หนอ อวิชชา ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เวียนวนอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น เดิมๆซ้ำๆก็ยังไม่รู้

เมื่อยังไม่รู้ ก็สานต่อ(กระทำ) ไม่จบไม่สิ้น สังสารวัฏ จึงมีบังเกิดขึ้น เพราะ อวิชชา

กิเลส ที่ก่อให้เกิดการกระทำ หากรู้เท่าทัน หยุดได้ ก็จบ ที่ยังหยุดไม่ได้ เพราะยังตกเป็นทาสของกิเลส

วลัยพรก็ยังเป็นหนึ่งในนั้น ที่ยังตกเป็นทาสของกิเลส ความประมาทที่ยังมีอยู่ จึงเพียรเพื่อละในเหตุแห่งความประมาท ที่ยังเป็นเหตุให้เหตุแห่งทุกข์ มีกระทำให้เกิดขึ้นอยู่

เรื่องของ “ผม”

๒๒ พย.๕๗

เป็นเรื่องของ “ผม” จริงๆ ไม่ใช่ผมประเภท เธอ ฉัน เรา เขา
วลัยพรมักชอบใส่หมวก จะไปไหนก็ใส่หมวก ไม่ได้ใส่เพราะความสวยงาม เหตุผลหลักที่ต้องใส่ เพราะ ชอบตัดผม ฟังดูแปลกๆเนอะ แล้วเกี่ยวอะไรที่จะต้องใส่หมวกด้วย

การตัดผม ไม่ได้ตัดตามร้าน ตัดเอง ใช้ใบมีดสำหรับตัดผม ถากๆเอา ตรงไหนที่มือขยุ้มแล้ว มีส่วนยาว ใช้หวีแบบใช้ใบมีด รูดเลย ผลคือ ส่วนมากด้านข้างจะแหว่ง ไม่เคยเท่ากัน เหตุเพราะ ขี้เกียจใช้กระจกส่องด้านหลัง ทำให้รู้สึกลำบากในการตัดผม ใช้มือได้ทีละข้าง ขี้เกียจทำแบบนั้น จึงส่องแต่ด้านหน้า ด้านหลังใช้มือขยุ้มจับเส้นผมอย่างเดียว ตรงไหนยาวเกิน รูอผมออกไป จนกว่าจะจับขยุ้มไม่ได้

ที่ต้องตัดผมสั้นแบบนี้ เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมด้านข้าง ที่อาจมีจุ๊กจิ๊ก ทิ่มแทงอยู่ข้างใบหู ทำให้รู้สึกเหมือนมีแมลงไต่อยู่แถวหู ต้องถากผมด้านข้างให้สั้น ยิ่งเกลี้ยง ยิ่งดี ทำให้ไม่รู้สึกรำคาญข้างใบหู

ปัญหาตามมาคือ หากตัดผม เวลาออกนอกบ้าน คนจะมองแต่หัว ไม่มองได้ยังไง ผมแหว่งทั้งหัว แหว่งขนาด ช่างตัดผมเห็นแล้วทนไม่ได้ แอบด่าวลัยพรลับหลัง ทั้งที่หัวของฉันแท้ๆ แต่เขารู้สึกทนไม่ได้ ที่เห็นสภาพผมที่ฉันตัดเอง เออนะ มนุษย์ ฉันก็มนุษย์ ผมของฉันเป็นยังไง ไม่เห็นจะเดือดร้อนเลย ขอให้สบายข้างหู ไม่มีผมคอยทิ่มแทงก็พอแล้ว

เป็นเรื่องปกติของผู้คน โดยเฉพาะคนที่ยังรักสวยรักงาม พอมาเห็นสิ่งที่เขารู้สึกว่า ทุเรศมาก จนทนไม่ได้ ขอได้ด่าลับหลัง ก็ยังดี เขาด่าแบบหยาบคาย มีคนมาเล่าให้ฟัง คนเล่าถามว่า โกรธไหม เราตอบว่า ไม่รู้สิ ไม่ได้ด่าต่อหน้า หากโดนด่าต่อหน้า อาจจะตอบได้ว่า รู้สึกยังไง(เป็นความรู้สึก ณ ตอนนี้)

เพราะการตัดผมของฉัน(ทั้งๆที่มันเป็นผมของฉันแท้ๆ ไม่ได้หยิบยืมเส้นผมใครมาสักนิด) ทำให้เป็นการสร้างเหตุของผู้อื่นได้ ฉันแก้ปัญหาโดยการใส่หมวก เหตุที่ใส่หมวกไปไหนมาไหนประจำ ก็เพราะ หัวของฉัน เป็นจุดสนใจแก่คนอื่นมากไป

ที่ต้องใส่หมวกประจำ เพราะต้องถากผมด้านข้างประจำ รวมทั้งตรงด้านล่างท้ายทอยด้วย มีเส้นผมระต้นคอไม่ได้ รู้สึกรำคาญ

ที่สำคัญ หากผมยาว ต้องสระผมบ่อย(ทุกวัน) เพราะเป็นคนที่มีเส้นผมมันมาก หากผมสั้น ผมจะมันก็มันไป เหมือนใช้น้ำมันใส่ผม อย่างน้อยไม่ทำให้รู้สึกรำคาญ เหมือนผมยาว ถึงจะยาวแบบดูเหมือนผมสั้นปกติ ในสายตาของคนอื่น แต่มันคือผมยาว สำหรับตัวฉัน

หากต้องไปแพร่ จะตัดผมล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ อย่างน้อย ผมที่ถูกถากออกไป ผมที่ยาวขึ้นมาใหม่ ทำให้สภาพผมดูแหว่งน้อยลง อยู่ที่แพร่ ไม่เคยตัดผม พอกลับมากทม. จะตัดทันที

ทำสีผม

ฉันเป็นคนมีเส้นผมหงอก่อนวัย มีผมหงอกตั้งแต่อายุ 20 ปี น้องๆก็เป็นเหมือนกัน ครอบครัวฉันทั้งบ้าน มีเส้นผมหงอกก่อนวัยอันควร ทุกคน

อยู่ที่กทม. เรื่องผม ไม่สร้างปัญหาให้กับเจ้านาย ผมจะเว้าจะแหว่ง ผมจะหงอกขาวทั้งหัว เขาไม่เคยสนใจ เคยถามเหมือนกันว่า เห็นแล้ว รู้สึกยังไง เขาบอกว่า เฉยๆ อาจเพราะเห็นจนชิน

หากจะต้องไปไหนด้วยกัน ฉันจะต้องทำสีผมทุกครั้ง คือ คิดแทนเขา กลัวทำให้เขารู้สึกอาย เหมือนเวลาต้องไปแพร่ จะทำสีผมก่อนไป เรื่องอายุที่มากกว่าเขา ก็สร้างปัญหาการไม่ยอมรับจากยายของเขา ก็มากพอละ อย่าให้สีผม(หงอก) ไปตอกย้ำ สร้างปัญหาให้กับยายมากขึ้น

สัญญาเก่า

สำหรับตัวฉันเอง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกรำคาญเส้นผมบนหัว รำคาญเส้นผมเล็กๆน้อยๆ ที่อาจมีบ้างมาระๆแถวข้างหู หรือต้นคอ

หรือแม้กระทั่ง การแพ้เครื่องประดับต่างๆ ใส่เครื่องประดับไม่ได้ แม้กระทั่งบราแบบมีตะขอ ก็ใส่ไม่ได้ ต้องใส่แบบเบบี้ คือ เนื้อผ้าล้วนๆ ถึงจะสบายตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คิดเอาเองว่า น่าจะเป็นสัญญาเก่า ที่เคยเกิดอยู่ในเพศของสมณะ ไม่ใช่เป็นแต่ฉันคนเดียว เจ้านายก็เป็นเช่นกัน ก็เคยเล่าให้เขาฟังนะ ประมาณว่า เราสองคน อาจจะเคยเกิดอยู่ในเพศสมณะด้วยกัน และอาจจะเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ชาตินี้ จึงมีเหตุให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันอีก ทั้งทางการดำนินชีวิตทางโลก และทางสภาวะของการปฏิบัติ

เขาเองก็เคยเล่าให้ฟังว่า เขาเคยฝันเห็นตัวของเขาเอง เป็นพระเกจิชื่อดัง มีหุ่นขี้ผึ้งของตัวเขาในสมัยนั้น นั่งอยู่(ซึ่งน่าจะเป็นยุคปัจจุบัน) แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ชื่ออะไร

ฉันชอบอยู่กทม.มากกว่าที่จะอยู่แพร่ เพราะที่กทม. การสร้างเหตุนอกตัว สั้นมาก ฉันไม่คลุกคลีกับใครๆ ไม่มีการเข้าสังคม อยู่แบบเงียบๆ ถึงจะมีครอบครัว การมีครอบครัว ก็ไม่ได้สร้างปัญหา เพราะเจ้านายและฉัน ต่างชอบทำสมาธิเหมือนๆกัน ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัว จึงไม่ทำให้เกิดการมีปัญหากระทบกระทั่งต่อกัน

ส่วนการอยู่ที่แพร่ เหตุเยอะจริงๆ หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะ ถึงเราไม่วิ่งไปหาเหตุนอกตัว แต่จากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ สิ่งนั้น จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง เหนื่อยใจนะ เหนื่อยกายพอทนได้ การทำงาน ทำให้มีสมาธิ แต่เรื่องนอกตัวนี่สิ เล่นเอากระเจิงเหมือนกัน จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ กับความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้อื่น ที่ขยันสร้างเหตุกันซะจริง

ยิ่งหนี ยิ่งเจอ หากสู้ด้วย คนที่ซวยคือตัวเรา หนีก็ไม่พ้น สู้ไปก็ย่ำแย่ เรื่องมาไม่จบไม่สิ้น ต้องทนอย่างเดียว ทนจนกว่าจะเกิดความเคยชินกับพฤติกรรมนอกตัว เมื่อชิน ก็รับมือได้เอง แต่กว่าจะชินนี่สิ เล่นเอาแทบจะหอบผ้ากลับกทม.หลายครั้ง สุดจะทานทนจริงๆ(ณ ตอนนี้)

แม้กระทั่งการกลับบ้าน ที่สัตหีบ ไม่อยากกลับ เหตุที่ไม่ค่อยกลับบ้านตัวเอง เพราะเหตุนี้แหละ ความคุ้นเคย ความสนิทสนม เป็นตัวทำให้เกิดการสร้างเหตุนอกตัวได้ง่ายที่สุด ทั้งเขาและเรา

ฉันจึงใช้วิธีแก้ปัญหาที่ตัวเอง ยังมีอยู่ทั้งสองที่ คือ ที่แพร่(ยาย) ที่สัตหีบ(ครอบครัวฉัน แม่ พี่น้อง ญาติ) โดยการแผ่เมตตา ตั้งจิตอธิษฐาน หลังทำความเพียรทุกครั้งว่า ขอให้เขาเหล่านั้น จงมีความสุข(เอ่ยชื่อทั้งหมด)

เพราะหากเขามีความสุข จะมีฉันหรือไม่มีฉัน จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขาเหล่านั้น

ฉันจะใช้วิธีโทรถามน้องว่า แม่เป็นยังไงบ้าง(เช็คสถานะภาพ) น้องจะบอกว่า แม่ไปวัด เงินที่แม่ได้ไปทำบุญ ได้จากน้องๆเป็นหลัก แม่ไม่ขาดแคลนเรื่องเงินทำบุญ มีทำตลอด ฉันฟังแล้ว สบายใจ

ส่วนยายเจ้านาย จะคอยถามจากเจ้านายว่า โทรหายายหรือยัง ยายเป็นยังไงบ้าง น้องสาวยายเป็นยังไงบ้าง

หากเขายุ่งจนลืมโทรหาไปบ้าง ฉันจะบอกเขาว่า ต้องโทรทุกวันนะ บางทีเขาโทรไปแล้ว ยายไม่ได้รับ(ช่วงเย็น) ก็จะบอกกับเขาว่า ยายจะอาบน้ำเร็ว บางทียายอาบน้ำอยู่ จะก้าวย่างก็ช้า ให้โทรตอนเที่ยง ยายจะกินข้าว หากมีคนอื่นมารับแทนก็ยังดี

เฮ้อชีวิต เกิดมาแล้ว ก็เป็นแบบนี้แหละ เวียนวนอยู่อย่างนี้ ยิ่งถ้ายังไม่สามารถมีตน เป็นที่เกาะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยแก่ตนได้ คิดแล้วสยอง จะต้องทนทุกข์ไปอีกนานแค่ไหน ตายด้วยความหลง เกิดมาพร้อมกับความหลง ต้องหลงก่อน ก่อนที่จะรู้ กว่าจะรู้ล่ะ หลงสร้างเหตุใหม่ ไปตั้งเท่าไหร่

คิดแล้ว รู้สึกขนพองสยองเกล้า ใครจะรู้สึกนึกคิดแบบไหน ฉันไม่สนใจ สำหรับฉันแล้ว เมื่อไม่อยากทุกข์ ต้องทนลำบากใจ(เหนื่อยใจ) เพราะสักวัน ไม่ต้องลำบากใจ(เหนื่อยใจ) อีกต่อไป

เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน จึงเพียรละเหตุแห่งทุกข์(การสร้างเหตุนอกตัว) จะเรียกว่า กุศลหรืออกุศล ล้วนเกิดจากอุปทานที่มีอยู่

เอาในตัวก่อนนี่แหละ ทุกข์อย่างมาก แค่ใจ ตามอุปทานที่มีอยู่ ดีกว่าทุกข์ที่เกิดไม่จบไม่สิ้น(สร้างเหตุนอกตัว)

หยุดสร้างเหตุนอกตัว มากเท่าไหร่ สุขทั้งนอก(การดำเนินชีวิต) สุขทั้งใน(สมาธิ) ที่ยังมีทุกข์อยู่ เกิดจากความประมาทพลาดพลั้ง ที่ยังมีอยู่(การสร้างเหตุนอกตัว)

ทุกก้าวย่าง รู้สึกมั่นคงมากขึ้น

เมื่อรู้ชัดว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นวิชาที่ต้องเรียน แต่มีจุดเด่นที่ เรียนแล้วจบ จบแล้วจบเลย จบภพจบชาติ ไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป

หุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ

๒๑ พย.๕๗

เบื่อกินข้าวเย็น

เมื่อก่อน เวลาหุงข้าวสวย จะใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เพราะหุงแบบไม่เช็ดน้ำ ยังทำไม่เป็น ยิ่งใช้หม้อแบบไม่มีช้องระบายอากาศยิ่งแล้วใหญ่ น้ำข้าวเวลาเดือด ล้นเลอะเทอะ

ข้าวที่หุงด้วยหม้อไฟฟ้า ส่วนมากจะแบ่งใส่กล่อง แล้วแช่ช่องแช่แข็ง เพราะถ้ากินไม่ทัน ข้าวบูด(หลายวันเกิน) เสียดายข้าว

หุงเป็นละ

การที่ต้องกินข้าวแช่เย็นทุกมื้อ(ขี้เกียจใช้ไมโครเวฟ) กินทุกวัน ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ข้าวที่ค่อนข้างแข็ง และเย็น

ลองใช้หม้อใบเล็ก ใส่ข้าว 1 ถ้วย ใช้นิ้วชี้จุ่ม กะน้ำแค่ข้อแรกของนิ้ว หม้อที่ใช้ ก็เพิ่งรู้ว่า มีส่วนในการหุงข้าวด้วยเหมือนกัน ฝาหม้อ ต้องมีรูระบายอากาศด้วย เมื่อเวลาข้าวเดือด หากน้ำกะไว้พอดี จะไม่ล้นออกมา

ใช้เตาแก๊ส เปิดไฟอ่อนสุด(วงใน) ตั้งแป๊บเดียว ข้าวเดือด คนข้าว ดูข้าวว่า ข้าวเริ่มสุกนิดๆ ปิดแก๊ส ปล่อยให้ข้าวระอุ สักพักตักกินได้เลย ทำแค่นี้ ได้กินข้าวร้อน หุงพอดีสำหรับกินคนเดียว มื้อเดียว จะใช้ข้าวประมาณ 1 ถ้วยตวง ที่มีมากับหม้อหุงข้าว

หุงเป็นแล้ว หุงข้าวแบบไม่ต้องเช็ดน้ำ ตอนนี้ก็เลยได้กินข้าวร้อนทุกวัน กับข้าวหลัก ที่ต้องมีติดตู้เย็น คือ หมูหยอง ไม่ก็ทูน่าผัดกระเพราะแบบซองสำเร็จรูป(โรซ่า) ปลาทูน่าแบบก้อน(เนื้อแน่นกว่าปลาทูน่าสำหรับทำแซนวิช) แต่หากมีทูน่าชนิดทำแซนวิช ลดราคาแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือลดสัก 10 บาท:กระป๋อง ก็จะซื้อเก็บไว้เหมือนกัน ของพวกนี้ ไม่เน่าไม่เสีย กินได้ตลอด นี่แหละกับข้าวหลัก ที่มีกินกับข้าว เกือบทุกวัน

ถ้าถามว่า กินเดิมๆซ้ำๆแบบนี้ทุกวัน ไม่เบื่อเหรอ

ตอบได้เลยว่า ไม่เบื่อหรอก เพราะชอบกินหมูหยอง กับ ทูน่า กินยังไงก็ไม่เบื่อ อีกอย่าง ที่กิน เพราะไม่อยากปวดท้อง กลัวโรคกระเพราะด้วย

ปลาทูน่า เวลาจะกิน ก็น้ำมายำ น้ำยำทำไม่ยาก จะซื้อร้านยำเจ้าหนึ่ง ซื้อของเขา มีไส้กรอก ลูกชินปลา วุ้นเส้น มาม่า ทุกอย่างๆละ 5 บาท จะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ หากวลัยพรซื้อ จะซื้อพวกลูกชิ้นปลา 4 ไม้ 20 บาท ขอน้ำยำแยก

กลับมาบ้าน หากทำยำแล้ว น้ำยำเหลือ จะเก็บใส่ขวดแก้ว แช่ไว้ในตู้เย็น เก็บไว้สำหรับเวลาอยากกินยำ โดยไม่ต้องมานั่งทำน้ำยำเอง ส่วนผักที่ใช้ ก็แบบง่ายๆ มีผักอะไรในตู้เย็น ก็ใส่ลงไป แค่นี้ก็ทำให้ไม่ปวดท้องไปหนึ่งมื้อ

“ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม”

“ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม”

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล
ชุด 91 เล่มมหามกุฎราชวิทยาลัย
เล่ม 59 หน้า 879-892 (ปกสีน้ำเงิน)
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕

๙. มหาธัมมปาลชาดก
ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม

[๑๔๑๐] อะไรเป็นวัตรของท่าน
อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน
การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้
เป็นผลแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว

ดูก่อนพราหมณ์
ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา
เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๑] พวกเราประพฤติธรรม
ไม่กล่าวมุสา งดเว้นธรรมชั่ว
งดเว้นธรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๒] พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษ
และของสัตบุรุษแล้ว
เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย
ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๓] ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน
พวกเราเป็นผู้ตั้งใจดี
แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว
ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๔] พวกเราเลี้ยงดูสมณะ
พราหมณ์ คนเดินทาง วณิพก ยาจก
และคนขัดสนทั้งหลาย
ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๕] พวกเราไม่นอกใจภรรยา
ถึงภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา
พวกเราประพฤติพรหมจรรย์
นอกจากภรรยาของตน
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๖] พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก
ไม่ดื่มของเมา
ไม่กล่าวปด
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๗] บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น
เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๘] มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา
และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๑๙] ทาสทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต
คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด
ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

[๑๔๒๐] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ธรรมบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
นี้เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว
ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.

[๑๔๒๑] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น
ธรรมปาละบุตรของเรา
อันธรรมคุ้มครองแล้ว
กระดูกที่ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น
บุตรของเรายังมีความสุข.

จบ มหาธัมมปาลชาดกที่ ๙

อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก
ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดา
ในพระราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้
มีคำเริ่มต้นว่า กินฺเต วตํ ดังนี้.

ความย่อว่า ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวาร
ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์
เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาในระหว่างภัต ได้ตรัสว่า
พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่
มีหมู่เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า
สิทธัตถกุมารโอรสของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว
เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย

เมื่อพระศาสดาตรัสว่า
มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ ?

จึงตรัสว่าหม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า
ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศเสียอีกว่า
พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า
ที่โคนต้นโพธิ์แล้วจะยังไม่ปรินิพพาน

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้
พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร
แม้ในครั้งก่อน ครั้งหม่อมฉันเกิดเป็นมหาธรรมปาลกุมาร
เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดงบอกว่า
บุตรของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน
พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อกล่าวกับอาจารย์ว่า
ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มี
ก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า ?

พระพุทธบิดาทูลอารารนาให้ตรัสเรื่องราว
จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติ
อยู่ในพระ นครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี
บ้านนั้นที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาลพราหมณ์
ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้น ปรากฏชื่อว่าธรรมบาล
เพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐
ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกร
ก็ให้ทานรักษาศีลทำอุโบสถกรรม.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้น
ได้นามว่า ธรรมปาลกุมาร
ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง
ส่งไปเรียนศิลปะ ณ เมืองตักกศิลา
ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว
เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์
ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก ๕๐๐ คน

ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง
อาจารย์มีศิษย์มาณพแวดล้อม
พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่
ทำฌาปนกิจศพบุตรในป่าช้า
ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น
ธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ
เมื่อมาณพ ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว
ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนักอาจารย์ว่า
น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้
พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว

ธรรมปาลกุมารกล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม
ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกันเสียแต่ยังหนุ่ม
เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ ?

มาณพเหล่านั้นกล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า
แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์เหล่านี้ดอกหรือ ?

ธรรมปาลกุมาร
เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม
ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.

มาณพทั้งหลาย
สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่หรือ ?

ธรรมปาลกุมาร
จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ตายแต่ยังหนุ่ม
ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง.

มาณพทั้งหลาย
แน่ะเพื่อนธรรมปาละ
ในเรือนของท่านไม่มีใครตายหรือ ?

ธรรมปาลกุมาร
ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี
มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้วทั้งนั้น.

มาณพทั้งหลาย
ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ ?

ธรรมปาลกุมาร
ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา.

มาณพทั้งหลาย ได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว
จึงพากันบอกแก่อาจารย์
อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า
พ่อธรรมปาละ. ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน
คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริงหรือ ?

ธรรมปาลกุมารตอบว่า
จริง ท่านอาจารย์
อาจารย์ฟังคำของเขา แล้วคิดว่า
กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน
เราจักไปสำนักบิดาของกุมารนี้ถามดู
ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง
อาจารย์นั้นครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว
ล่วงมาได้ ๗ , ๘ วัน ได้เรียกธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า
แน่ะพ่อ เราจักจากไป
เจ้าจงบอกศิลปะแก่มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา
สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัว ๑ มาล้างเอาใส่กระสอบ
ให้คนรับใช้ผู้ ๑ ถือตามไป
ออกจากเมืองตักกศิลาไปโดยลำดับ
ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่าหลังไหน
รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู.

พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน
ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือของอาจารย์
และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้
เมื่ออาจารย์กล่าวว่า
พวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า
อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตรของท่านมายืนอยู่ที่ประตู

พวกทาสรับคำว่า
ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอกพราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู
เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน
แล้วนำอาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์
ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น
อาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย
จึงแสร้งกล่าวว่า ท่านพราหมณ์
ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญา
เรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว
แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรคอย่าง ๑
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.

พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น
เมื่ออาจารย์ถามว่า
ท่านพราหมณ์ ท่านหัวเราะอะไร ?

ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่น

อาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์
ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้วจงเชื่อเถิด
แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า
นี่กระดูกบุตรของท่าน

พราหมณ์กล่าวว่า นี้จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข
แต่ลูกฉันยังไม่ตาย เพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว
ไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่มเลย ท่านพูดปด
ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่

อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น แล้วมีความโสมนัส
เมื่อจะถามว่า ท่านพราหมณ์
ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่ม ๆไม่ตาย
ถ้าไม่มีเหตุ คงไม่อาจเป็นไปได้
เพราะเหตุไร คนหนุ่ม ๆ จึงไม่ตาย ?
ดังนี้ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน
การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้
เป็นผลแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว
ดูก่อนพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา
เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือเป็นวัตตสมาทาน.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือเป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด.
บทว่า กิสฺสสุจิณฺณสฺส ความว่า
การที่คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตาย
เป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน ?

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว
เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เป็นเหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย
จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา
งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐทั้งหมด
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษแล้ว
เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษเลย
ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจดี
แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว
ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์
คนเดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย
ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

พวกเราไม่นอกใจภรรยา
ถึงภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา
พวกเราประพฤติพรหมจรรย์นอกจากภรรยาของตน
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก
ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น
เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา
และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต
คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด
ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า
เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่มๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่
ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่า
พวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต
เพราะเหตุแห่งชีวิตตน
และไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต
อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้พิสดาร
ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา
แต่กล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า
ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จ
จะไม่ทำย่อมไม่มี
ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่พูดเท็จ
แม้ด้วยประสงค์จะให้หัวเราะ.

บทว่า ปาปานิ ได้แก่
กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรกแม้ทุกอย่าง.

บทว่า อนริยํ ได้แก่
งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็นกรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี
ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด.
หิ อักษร ในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต
อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย
คือขึ้นชื่อว่า อกาลมรณะในระหว่างย่อมไม่มีแก่พวกเรา
บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี.

บทว่า สุโณม เป็นต้น ความว่า
ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษก็ฟัง.
ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น
แต่พวกเราก็เป็นสักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น
ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลย
แต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น
แม้ฟังแล้ว ได้แล้ว ก็ประพฤติตามสัตบุรุษ
ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว
ละอสัตบุรุษคือบาปมิตรเสียแล้ว
เป็นผู้ซ่องเสพแก่กัลยาณมิตรเท่านั้น.

บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราเลี้ยงดู สมณพราหมณ์
คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบแล้วแล
มีบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือบ้าง
ชนที่เหลือมีมารเดินทางเป็นต้นบ้าง
ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลัง
คาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือนกัน.

บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตน
กระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก.

บทว่า อญฺตฺร ตาหิ ความว่า
พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตน
แม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน

บทว่า ชายเร แปลว่า ย่อมเกิด.

บทว่า สุตฺตมาสุ คือในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลดีทั้งหลาย.

ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุด
ผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้
คือเป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่าง
จักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า
แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย.

บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการ
เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก.

หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่า ทาสี.

ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรม
ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ ว่า :-

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
นี้เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว
ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น
ธรรมปาละบุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว
กระดูกที่ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น
บุตรของเรายังมีความสุข.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า
ธรรมดาว่า ธรรมที่บุคคลรักษาแล้วนี้
ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษาแล้ว.

บทว่า สุขมาวหาติ คือ
ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
กับนิพพานสุขมาให้.

บทว่า น ทุคฺคตึ คือย่อมไม่ไปสู่ทุคติ
อันต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น.

พราหมณ์นั้นแสดงว่า
ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรมอย่างนี้
แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน.

บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต คือ
อันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว.

บทว่า อสฺญสฺส อฏฐีนิ ความว่า
ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูกของสัตว์อื่น
คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม
ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้นเสีย บุตรของเรายังมีความสุข.

อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า
การมาของข้าพเจ้าเป็นการมาดี มีผล ไม่ไร้ผล
แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละ
แล้วกล่าวว่า นี้เป็นกระดูกแพะ.
ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตรของท่านสบายดี
ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง
ดังนี้แล้วเขียนข้อความลงในสมุด
อยู่ในที่นั้น ๒,๓ วันแล้ว ไปเมืองตักกศิลา
ให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้
มาแสดงแก่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชแล้ว
ทรงประกาศสัจธรรมในเวลาจบสัจจะ
พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า
มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธมารดาพุทธบิดาในบัดนี้
อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้
บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้
ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙

ทุกข์-ความกลัว-ระวัง-ละ

สิ่งที่รู้ จะมาเป็นจังหวะ

ก่อนรู้ ต้องผิดพลาด ผล คือ จะเรียกว่า อะไรก็ได้ เช่น เสียทรัพย์ เสียใจ กังวล ฟุ้งซ่านฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ผลสรุป คือ ทุกข์ ทุกข์มาก ทุกข์น้อย รวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์

ความกลัว

เมื่อเจอทุกข์บ่อย จะทุกข์เพราะเหตุใด ก็ตาม

ความทุกข์ ทำให้เกิดความกลัว จะกลัวเพราะเหตุใดก็ตาม ล้วนตกอยู่ภายใต้ ความกลัวเป้นหลัก

การระวัง

เมื่อกลัว การระวัง เฝ้าระวัง จึงมีเกิดขึ้น เกิดทีละเล็กละน้อย จนในที่สุด ระวังโดยอัตโนมัติ จิตจะเกิดการคิดพิจรณา ก่อนที่จะลงมือกระทำ

เหมือนย้ำคิดย้ำทำ แต่เป็นการย้ำคิดย้ำทำแบบ หาเหตุและผล เป็นการหยุด มากกว่าคิดที่จะทำ

ละ

ทุกขั้นตอน ระบบที่ผ่านมา ในแต่ขั้น เริ่มจาก ทุกข์ ความกลัว การระวัง จนกระทั่ง เบาบางลง หรือที่เรียกว่า ละ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ค่อยๆสักแต่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องคิดจัดการ แก้ไข ปรับเปลี่ยนใด

การคิดแก้ไข การปรับเปลี่ยน เกิดจาก พฤติกรรม ความเคยชิน เช่น การอยู่ร่วมกับสังคม อยู่ร่วมกับหมู่คณะ

หวยอีกละ

วกหลับเข้ามาเรื่องหวยอีกละ แต่นี่คือ อีกหนึ่งของการเรียนรู้ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

แรกๆทำเพราะ จำใจ ไม่ชอบใจ แต่ต้องทำ ความรู้สึกแรกเริ่มคือ ทุกข์

ทำเดิมๆซ้ำๆ จากทุกข์ กลายเป็นคึกคะนอง(ประมาท/ทำให้เกิดการเสียทรัพย์ ทั้งนอกและใน/ผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน)

เสียทรัพย์หลายครั้ง ความคึกคะนองเริ่มลดกำลัง สติเริ่มมีกำลังมากขึ้น เริ่มมีวิตก วิจารณ์ เพราะสิางนี้มี สิ่งนี้จึงมี ความประมาท ความไหลตามกิเลส ทำให้มองไม่เห็นสิ่งที่ควรทำ

ไม่อยากให้บุคคลในครอบครัวเสียทัพย์(เหตุมี ผลย่อมมี) ทำให้เกิดการระวัง โดยอัตโนมัติ

ค่อยๆละ ในเหตุปัจจัย ที่ยังกระทำอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี พอผลเกิด ความมีสติ ย่อมมีมากขึ้น เห็นว่า เหตุที่ทำให้เกิดขึ้นนั้น อยู่ตรงไหน ค่อยๆละ จากสิ่งที่เคยกระทำ

หยุดมากขึ้น รู้ทันมากขึ้น วิธีการเริ่มมองเห็น การอยู่ท่ามกลางได้-เสีย โดยไม่ต้องเข้าไปคลุกคลี ทั้งได้-เสีย

หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆมากขึ้น นำมาใช้กับข้อมูลที่มีอยู่ ไม่โอ้อวด ไม่โฆษณา ไม่สร้างแรงจูงใจ ไม่สนับสนุนความโลภ ทำแบบเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่

เมื่อสงบลงได้ ข้อมูลต่างๆ เริ่มมีหลั่งไหลเข้ามาให้เห็นเอง โดยที่ตัวเอง ไม่ต้องไปคิดแก้ไขสิ่งใด แค่สงบจากเหตุ ที่ยังหลงกระทำอยู่

เหมือนกับการดำเนินชีวิต ทุกข์จากสิ่งไหน ให้เฝ้าดู เฝ้าระวังการกระทำของตนเอง หากยังมีหลงกระทำอยู่(เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่) ผลคือ ทุกข์ที่เกิดขึ้น จะทุกข์มาก ทุกข์น้อย ขึ้นชื่อว่าทุกข์ ล้วนส่งผลต่อจิต มีผลต่อการทำความเพียร

เออนะ เป็นการถูกให้ตอกย้ำเนืองๆว่า ไม่ต้องคิดทำสิ่งใด เพียงรู้ชัดในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เฝ้ามอง แค่รู้ว่า ไม่ชอบใจสิ่งใด สภาพแวดล้อมแบบไหน แค่รู้ไป เดี๋ยวธรรมะจัดสรรให้เอง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองด้วย

เหมือนการกระทำตามเว็บบอร์ด กับการดำเนินชีวิต เป็นคนไม่ชอบไปคลุกคลีตีโมงกับใคร หรือไปเที่ยวแวะเวียนบ้านใคร เรื่องนอกตัว ล้วนเอื้ออำนวย ต่อการให้หลงสร้างเหตุใหม่ ให้มีเกิดขึ้นทั้งสิ้น

เมื่อไม่ชอบทุกข์ ไม่อยากเจอทุกข์ ทั้งไม่อยากเป็นเหตุปัจจัยให้ผู้อื่น สร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น นอกตัว แก้ไข ไม่ได้ ที่แก้ได้ คือ ตัวเราเอง จุดเริ่มต้น เกิดจากการกระทำของตัวเอง

หากหยุดได้ รอบๆตัว ย่อมหยุดตาม ส่วนจะไปกระจัดกระจายที่ไหนกัน นั่นเรื่องของเขา เลือกทำกันเอง แค่ดู แค่รู้ พยายามหยุด ไม่ไปข้องเกี่ยว เพราะ หลุดเข้าไปข้องเกี่ยวเมื่อไหร่ ผลคือ ทุกข์ที่เกิดขึ้น

พอทุกข์เกิด โทษใครล่ะ ต้องโทษตัวเอง ที่ยังมีสติ ไม่ทัน หลงกระทำอีกแล้ว

สมาธิ

สมาธิสำคัญมาก หากจิตไม่ได้เสพสมาธิ(ทางใดทางหนึ่ง) หรือ ถึงได้เสพ แต่ไม่มากพอ หากกิเลสมีแรงกล้ากว่า จะทำให้รู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยใจ อ่อนเพลีย หมดแรง ทำให้ขาดปัญญา(ไม่มีการคิดพิจรณา) ซึมเซื่อง

วลัยพรจึงชอบทำสมาธิ อิริยาบทใดก็ได้ จิตพักในสมาธิ ยิ่งมาก ยิ่งดี เป้นเหตุปัจจัยให้ จิตเกิดการคิดพิจรณา ถ่ายถอนอุปทาน ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ซึ่งมักปรากฏเป็นภาพ หนังเงียบ แต่ละเรื่องที่ได้ดู ให้เห็นถึง ทุกข์ของการเกิด เกิดมาแล้ว ต้องทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดในสภาพแวดล้อมแบบไหน สถานะใด เพศใด ร่ำรวยมหาศาลขนาดไหน ใหญ่โต มีอำนาจขนาดไหน ล้วนหนีไม่พ้นทุกข์

ตายแล้วเกิด เกิดแล้ว กระทำเรื่องเดิมๆซ้ำๆ หลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีเกิดขึ้นในชีวิต ก็ยังไม่รู้

บางชาติ เกิดมาฐานะสูงส่ง เกิดเป็นกษัตริย์(หลายชาติ เป็นทั้งหญิงและชาย) มีอำนาจมาก ความหลง ย่อมมีมาก การหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีเกิดขึ้น ย่อมมีมาก เหมือนหลายๆคน ที่หลงกระทำกันอยู่

ผ่านมาหมดแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านั้น จึงเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นดี และไม่คิดจะกล่าวโทษใครอีก ไม่ว่าชาติบ้านเมือง จะเป็นอย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านมาแล้ว ลิ้มรสมาแล้ว จะไปคิดกล่าวโทษนอกตัวอีกได้อย่างไรกัน

บางชาติ เกิดมาในสมณะเพศ ก็หลงแบบสมณะ ทั้งสมณะธรรมดา และมีฐานนันดรศักดิ์ ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ก็เคยผ่านมาแล้ว ในหลายๆชาติ ผ่านมาหมดแล้ว ลิ้มรสมาหมดแล้ว

เกิดมาแล้วทั้งสามโลก ผ่านมาหมด เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เคยเป็น

ภาพต่างๆเหล่านี้ ทำให้เกิดความอะนาถใจ เกิดความสลดสังเวช ในเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ได้เคยหลงกระทำไว้ เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงถูกความหลงครอบงำ ให้หลงกระทำตามแรงโลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้น

รัก โลภ โกรธ หลง นอกตัวน่ะ อย่าไปเอาเข้ามากันเลย แค่ในตัวนี้ จะรู้กันบ้างไหมว่า แบกกันไว้มานานแค่ไหนแล้ว กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย เพราะไม่รู้ จึงหลงกระทำ นำทุกข์นอกตัว มาทับถมให้เกิดขึ้นใหม่ ก็ยังไม่รู้

อย่าไปเอาเข้ามาเลย ความมี ความเป็นทั้งหลาย

กุศลที่แท้จริง อยู่ในภายในนี้ทั้งหมด นอกตัว ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เมื่อไม่รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์ ก็หลงนำเรื่องนอกตัว มากระทำให้เกิดเหตุแห่งทุกข์ ขึ้นมาใหม่ เป็นการสานต่อ ไม่จบไม่สิ้น

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยู่ในสถานที่สงบเงียบแค่ไหน หากยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ก็หนีไม่พ้นหรอก ไม่ยุ่งภายนอก ก็จะถูกภายในจัดการแทน

ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ มีทางเดียวเท่านั้น หยุดนอก รู้ใน รู้ภายในให้มากๆ

เรื่องราวต่างๆข้างนอก ที่มีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ หากยังกล่าวโทษนอกตัว(ทางใด ทางหนึ่ง ก็ตาม โดยเฉพาะ ที่กระทำออกมาทางกาย วาจา แม้กระทั่งการโพสข้อความ) เท่ากับเอาทุกข์มาทับถมตัวเอง ให้จมลงไปเรื่อยๆ

หากคิดว่า ดีกว่าคนอื่น นั่นแหละตัวบ่งบอกว่า ยังเลวสิ้นดี ที่กล่าวว่าเลว เพราะ ขนาดกิเลสของตัวเอง ยังรู้ไม่ทัน นับประสาอะไร ที่คิดว่าดีกว่าคนอื่น หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ก็ยังไม่รู้

หากคิดว่า ตนเลวกว่าคนอื่น นั่นแหละตัวบ่งบอกว่า ยังเลวสิ้นดี ที่กล่าวว่าเลว เพราะ ขนาดกิเลสของตัวเอง ยังรู้ไม่ทัน นับประสาอะไร ที่คิดว่าเลวกว่าคนอื่น หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ก็ยังไม่รู้

ทุกชีวิต บนโลกใบนี้ ไม่มีใครดีกว่าใคร เลวกว่าใคร วิถีชีวิต จะเป็นแบบไหน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาก การระทำของตนเองทั้งหมด

ใครต้องการเกิดต่อ หรือต้องการมีวิถีชีวิตแบบไหน จงคิด ใคร่ครวญพิจรณาอย่างหนัก ก่อนที่จะก่อให้เกิดการกระทำ

ไม่จำเป็นต้องนำไปเปรียบเทียบกับใครๆ

ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องใดๆ ที่เกิดขึ้นนอกตัว มาวิพากย์ วิจารณ์

จงเอาเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในตัวเองน่ะแหละ นำมาวิพากย์ วิจารณ์ ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่า กล้ายอมรับในสิ่งที่ตนคิดว่า มีอยู่ และเป็นอยู่ ได้หรือยัง

ถุงเท้าเก่าๆ ขาดๆ ก็มีค่า

ถุงเท้าหากขาด หรือเก่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะโยนทิ้ง เดี๋ยวนี้ไม่

ถุงเท้าจะเก่า จะขาด คร่ำคร่าขนาดไหน ก็นำมาใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะโยนทิ้ง

ถุงเท้าเจ้านายที่ยืดย้วย้วย ขาดก็มี วลัยพรจะตัดตรงส่วนขาด แล้วตัดด้านข้าง ขยายออกมาเป็นแผ่น ไว้ใช้สำหรับ เช็ดเตาแก๊ส ทำความสะอาดเตาแก๊ส ก่อนที่จะทิ้งไป

ที่นำมาเย็บเป็นผืน ไว้ให้เจ้านายเช็ดทำความสะอาดรถ(ของบริษัทมีไว้ให้ใช้ เวลาออกต่างจังหวัด หรือให้บริการลูกค้า) ใช้แล้ว โยนทิ้งได้เลย

ถุงขนมปัง

ทุกเช้า เขาจะกินกาแฟกับแซนวิช เวลาขนมปังหมด จะเก็บถุงไว้ ถุงสามารถใช้ใส่ซ้อนถุงใส่ผักอีกที ช่วยยืดความสดให้กับผัก ที่เก็บไว้ในตู้เย็น

ติดนิสัย
เขาติดนิสัยจากวลัยพร เวลาเขาซื้อขนมหรืออาหาร เวลากินเสร็จแล้ว หากเป็นผลไม้ มีพริกกะเกลือเหลือ เขาจะนำกลับมาบ้าน ไม่เคยทิ้ง วลัยพรจะนำใส่กระปุก เก็บรวมๆไว้ สำหรับจิ้มมะม่วง

ถุงพลาสติก ที่ใช้ใส่อาหารที่เขากินแล้ว หรือจากการซื้อของ เขาจะเก็บกลับมาบ้าน ไม่เคยทิ้ง เอาไว้ใส่ขยะที่บ้าน วลัยพรจะจับม้วน แล้วมัดด้วยหนังยาง เพื่อสะดวกในการหยิบใช้ ที่ห้องจึงไม่ต้องซื้อถุงขยะ

มีวินัย
การทิ้งเศษอาหาร จะใส่ถุง ขยะทุกชิ้น ใส่ถุงหมด ไม่ทิ้งเปลือยๆลงในถังขยะ ขยะจึงไม่สามารุส่งกลิ่นมารบกวนได้

ก้นถังใส่ขยะ จะใช้หนังสือพิม(ได้มาฟรี) รองก้นไว้ กันถุงขยะบางถุง ที่อาจมีรอยรั่ว เวลานำขยะไปทิ้ง จะซ้อนถุงใหญ่อีกชั้น มัดปากถุงเรียบร้อย จึงนำไปทิ้ง

เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก

รู้ชัดสภาพธรรม(ผัสสะ) ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ว่า สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ให้มีเกิดขึ้น

และทำให้รู้ชัดว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัย ทำให้มีเกิดขึ้น ตลอดจนชั่วอายุขัยของชีวิต ที่ยังมีอยู่

ความทุกข์

ถึงแม้จะรู้ชัด แต่ก็ยังทำให้เกิดความทุกข์นะ ทุกข์เกิดจาก กิเลส ที่ยังมีอยู่

ถึงจะรู้ แต่ถ้ายังมีกิเลส ก็ทำให้เกิดความทุกข์ได้นะ แต่เป็นความทุกข์ที่ เป็นความรู้สึกอธิบายได้ยาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต

ไม่ใช่ความทุกข์ที่เกิดจาก ความอยากเป็นนั่น เป็นนี่ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดแบบนั้น เพราะรู้แล้ว ความอยากเป็นนั่น เป็นนี่ มันไม่มี เพราะเรื่องความคิดว่า เป็นนั่น เป็นนี่ ล้วนเป็นความบังเกิดขึ้นแห่งภพ ที่ยังมีอยู่ จะไปอยากทำไม

ความหลงในสังสารวัฏ

ความหลง มีตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด ความเนียนของกิเลส กว่าจะรู้ ต้องหลงก่อน หลงทำความผิดพลาด พลาดไปแล้ว ถึงจะรู้

บางคน ทำผิดพลาดทั้งชีวิต แม้กระทั่งตาย ก็ยังไม่รู้ ที่ยังเกิดๆกันอยู่ ล้วนเกิดจากความหลงที่ครอบงำ ให้หลงกระทำเหตุใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป

พักนี้ ทุกข์เกิดขึ้นบ่อยนะ มักจะภาพต่างๆผุดขึ้นมา ให้เห็นว่า นี่เห็นไหม เกิดมาแล้ว ต้องมีชีวิตเป็นแบบนี้ เพราะอะไร แต่ละเรื่องราว ชี้ชัดให้เห็นในเรื่อง เกิดมาแล้ว ต้องทุกข์นะ พอรู้แล้ว ใช่ว่าจะสบาย ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ต้องทุกข์

พระพุทธเจ้า จึงทรงเน้นเรื่องความเพียร เป็นพิเศษ เพราะเหตุนี้แหละ บางคน จึงทำความเพียรชนิดที่เรียกว่า ถวายชีวิต เพราะไม่อยากเกิด

ห่วง

ความห่วง ไม่ว่าจะห่วงเรืองอะไร ล้วนเป็นบ่วงผูกมัด เป็นปัจจัยให้มีนิวรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเนืองๆ จะไปไหนก็ห่วง ห่วงหน้า พะวงหลัง คิดเอง เออเอง ทั้งๆที่ ไม่มีอะไรที่จะต้องห่วง ทำตัวเองทั้งนั้น

ความคิดต่างๆ ที่เป็นข้ออ้าง(เหมือนจะดูดี) ล้วนเป็นเหตุปัจจัย ให้ความเพียรย่อหย่อน

ช่วงนี้ รู้สึกเหนื่อยใจกับเหตุปัจจัยของตนเอง ที่มีอยู่ ความฟุ้งย่อมมีเกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติ มันเกิดแค่แว๊บๆ เดี๋ยวก็หายไป ระบายออกมา ดีกว่าเก็บเอาไว้ เดี๋ยวพอเกิดความเบื่อ(เดิมๆซ้ำๆจนชิน) ก็เลิกระบายไปเอง

สรุป ที่ความเพียรหย่อน ไม่มีอะไรมาก ก็แค่รู้มากไป รู้ว่าควรทำแบบไหน จึงจะได้ผลเร็ว ก็เลยต้องเจอทุกข์ ที่ไม่ใช่ทุกข์ แบบนี้แหละ เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ ก็เลือกเอง ระหว่างลำบากใจ กับ ลำบากกาย เมื่อเลือกลำบากใจ ก็ต้องตกอยู่ในสภาพนี้แหละ

เจ้านายเป็นคู่ครองที่ตัวเองคิดว่า หาได้ยากนะ คือ ให้อนุญาติทุกอย่าง ทุกสิ่งที่เราอยากทำ ได้กินทุกสิ่ง ที่อยากลิ้มลอง(จนทำให้เกิดการเบื่ออาหาร) แพงแค่ไหน กินไปเถอะ ไม่เคยว่า (เพราะเขารู้ว่า เดี๋ยวพอเบื่อ ก็หยุดหาของกินเอง) อยากไปไหน ก็อนุญาติ ไม่เคยห้าม (เพราะเขารู้ว่า เดี๋ยวก็หยุดเอง) เรียกว่า ให้อิสระแบบเต็มที่

กล่าวคือ มีศิลเสมอกัน ชีวิตคู่ของเราสองคน จึงอยู่แบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตแบบพอประมาณ

อยู่ร่วมกันมา ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้งเดียว พูดจาเหน็บแนมกัน ไม่เคยมี ต่อว่ากันประมาณว่า เธออย่างงั้น ฉันอย่างงี้ ไม่เคยมี

พียงแต่ตอนนี้ การใช้เงิน เริ่มเขียมๆ(ไม่ถึงขั้นทำตนให้ลำบาก) เพราะ อยากช่วยสานฝันของเขาให้เป็นจริง(ทำที่ปฏิบัติธรรม ที่แพร่)

โพสปุ๊บ โดนปั๊บ

วันนี้โดนไปหนึ่งดอก ฮ่าๆๆๆๆ ฉันล่ะอยากจะบ้าตาย กับเจ้าเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

หลังจากโพสโน่นี่ ที่อยากโพส เรื่องอื่นๆ ไม่เท่าไหร่ เพราะเริ่มชินชากับสิ่งเหล่านั้น

มีเรื่องหนึ่งที่มีกำลังมาก เกี่ยวกับความอยากได้ ในสินค้าลดราคา และของสิ่งนั้น เป็นที่ถูกใจยิ่งนัก

เกือบไปละ เกือบเสียเงิน

ที่โลตัส มีผ้าขนหนูนาโนแบบห่มได้ (ลักษณะคล้ายๆผ้าเช็ดตัว ที่เป็นเนื้อผ้านาโนผืนใหญ่) จากราคา 800 บาท ลดเหลือ 300 บาท

วันก่อนซื้อมาแล้ว 4 ผืน ว่าจะให้แม่(สีน้ำตาล) ให้ยายเจ้านาย(สีน้ำตาล) และสีม่วง 2 ผืน กะว่า จะนำไปใช้ที่แพร่ เพราะเดือนธค.จะไปที่นั่น อากาศคงหนาวเย็นมาก

ผ้าห่มของยายมีเยอะ แต่เป็นผ้าประเภทเก่า คือ ถ้าห่มใหม่ๆ ผ้าจะเย็นมาก ต้องรอสักพัก ถึงจะอุ่น หากลุกจากที่นอน กลับมาห่มผ้าใหม่ ผ้าจะเย็น รวมทั้งเนื้อผ้า ที่เป็นแบบผ้าขนหนูที่ใช้ห่มได้ก็ตาม แรกเริ่มห่มเหมือนกันหมด คือ เย็น

ส่วนผ้าห่มเนื้อผ้านาโน จะผิดกับผ้าจำพวกนี้ ห่มแล้ว อุ่นสบาย ถึงจะห่มใหม่ๆ หรือลุกจากที่นอน แล้วกลับมาห่มใหม่ ก็ยังอุ่นสบาย

ความอยากได้

พอนั่งคิดไปคิดมา อยากได้หนอ จะซื้อเก็บไว้ก่อน หากเจ้านายกลับไปอยู่ที่แพร่ จะได้มีผ้าพวกนี้ใช้ กะเตรียมไว้ล่วงหน้า จะไปเหมาผ้าที่ลดราคาทั้งหมด น่าจะเหลืออยู่ไม่ถึงสิบผืน

คิดเสร็จแต่งตัว เตรียมตัวออกจากบ้าน เกิดความง่วง ผสมกับความคิด ถามเองตอบเอง

มีคำถามว่า ซื้อมาเพื่ออะไร
คำตอบ ของถูกนะ ดีด้วย ซื้อเก็บไว้ก่อน วันหน้าถ้าจะใช้ จะได้ไม่ต้องซื้อของแพง

มีคำพูดต่อมาว่า แน่ใจหรือว่า ชีวิตจะอยู่รอดถึงวันนั้น แน่ใจหรือว่า จะได้ใช้อย่างแน่นอน แน่ใจหรือว่า ใช้ทรัพย์แบบถูกทาง แน่ใจหรือว่า หากมีเหตุใดเกิดขึ้นก่อน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง(เจ้านาย) คิดทบทวนให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

จำได้ไหม ถ้วยชามสมัยก่อน เมลามีน สุดท้ายเป็นไง พอเจอสแตนเลส ที่ดีกว่า คงทนกว่า คุ้มค่าเงินที่เสียไป แล้วเป็นไง เงินที่เสียไปกับถ้วยชามเมลามีนทั้งหลาย ที่เคยคิดว่า ดี น่าใช้ หล่นแตกหัก บิ่น คุ้มไหม อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ข้าวของเครื่องใช้ มีการพัฒนาตลอดเวลา

อีกความคิด นิ่งลงไป มันก็จริงนะ ทุกวันนี้ เวลามองถ้วยชามที่ใช้ เสียดายเหมือนกันว่า กว่าจะรู้ว่า ภาชนะสแตนเลส เหมาะสำหรับเครื่องครัว ถึงดูไม่สวยงาม แต่การใช้งานคุ้มค่า และปลอดภัยต่ออาหาร

เริ่มง่วงมากขึ้น(เขียนดูเยอะนะ แต่ตอนที่คิด แค่แว๊บเดียว)

พอง่วง ก็คิดว่า นอนก่อนดีกว่า เผื่อจะทำให้มีสติมากขึ้น กับการตัดสินใจ

ผ่านไปสี่ชม. พอรู้สึกตัว มันก็เริ่มคิดๆๆๆๆๆ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอความคิดสงบลง ตั้งจิตแผ่เมตตา กรวดน้ำ อธิษฐานจิต

ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ซื้อ เพราะทุกสิ่งคาดเดาอะไรไม่ได้ หากวันข้างหน้า มีเหตุให้จำเป็นต้องใช้ อันนั้นก็เรื่องของวันข้างหน้า ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไป จริงแล้ว เป็นไง ไม่จริงแล้ว เป็นไง มันก็แค่การคาดเดาเท่านั้นเอง ที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการตัดสินใจซื้อ-ไม่ซื้อ

จงใช้เท่าที่ควรใช้ ใช้แบบเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องคิดเผื่อ หรือคิดล่วงหน้าว่าจะต้องอย่างงั้น อย่างงี้ นี่กำลังจะเสียท่ากิเลสแล้ว เกือบไปแล้ว

ขอบคุณนิวรณ์ ที่มาช่วยสะกัดไว้ชั่วคราว พอจิตได้พักเต็มอิ่ม สติก็มีกำลังมากขึ้น ความอยากได้ ก็เบาบางลงไปเอง ใคร่ครวญถึงความพอควร ใจก็หยุดได้ ถึงยังมีความอยากได้อยู่ แต่ก็ไม่ทำให้ร้อนรน ทุรนทุราย อยากจะได้เหมือนตอนแรก

ยุคทอง

ยุคปีพศ.2557 ถือว่า เป็นยุคทองเกี่ยวกับสัปปายะของผู้ปฏิบัติ ทำไมวลัยพรจึงกล่าวแบบนี้

มีสถานปฏิบัติหลายๆที่ ให้การสนับสุนเต็มที่กับผู้ที่ต้องการหาสัปปายะเหมาะสำหรับตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการปลีกวิเวก ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเรื่องนอกตัว ยุ่งแต่ในตัว

เมื่อก่อนที่สถานปฏิบัติธรรม ธรรมโมลีมาก สภาพบรรยากาศโดยรวม ถูกใจตัวเองมาก เพียงแต่ ค่าเดินทางค่อนข้างสูง ไปกลับเกือบพันบาท

ตอนนี้มีอีกที่ ที่อยากไป วันก่อนได้คุยกับท่านจิ๋ว ท่านบอกว่า ที่วัดตาลเอน หากผู้ที่สามารถทำความเพียรได้ด้วยตนเองแล้ว อยากปลีกวิเวก พักคนเดียว ไม่ยุ่งกับใครๆ เขามีที่พักให้พร้อม หากไม่ต้องการติดต่อกับใครๆ ข้าวปลาอาหาร มีจัดส่งให้พร้อม ที่พักมีห้องน้ำในตัว

เราบอกว่า อยากไปเหมือนกันนะ เหมาะสำหรับเวลาที่อยากพักผ่อน เรื่องอาหาร เดินลงไปหากินเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาส่ง ไม่อยากสนับสนุนความโลภให้กับใคร(ให้เงินคนที่มาส่งอาหาร)

ที่ยังไม่ไป เพราะ แค่อยากไป แต่คงยังไม่ถึงเวลา ที่จะต้องไป เท่านั้นเอง

เชื่อในคำทำนาย

วลัยพรเป็นคนเชื่อในคำทำนาย ที่มีอ้างอิงถึงพระพุทธเจ้า ที่เชื่อ เชื่อเพราะอะไร เชื่อเพราะ รู้เห็นด้วยตนเองว่า ผู้ที่ทำความเพียร เพื่อละเหตุแห่งทุกข์ คนเหล่านี้ เหมือนถูกเตรียมตัวล่วงหน้า ให้อยู่ได้ทุกสถานะการณ์ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นก็ตาม ผลกระทบ มีเกิดขึ้นกับบุคคลกลุ่มนี้ มีน้อยมาก

กล่าวคือ คำว่า อด ความยากลำบาก ความยากจนข้นแค้น จะไม่มีเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้ เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะคนกลุ่มนี้ มีแต่การกระทำเพื่อสละออก แล้วจะเอาความอดอยาก ความยากลำบาก ความยากจนค้นแค้นมาจากไหน เมื่อไม่มีอะไรเป็นของตนเอง

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2014
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: