ครุ่นคิด

การคุ่นคิดหาเหตุ(สิ่งที่กระทำ ไม่ว่าจะเกิดจากความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม) และผล(สิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนั้น)

เวลาที่มองเห็นสภาพธรรมต่างๆที่เกิดขึ้น หลังจากที่สร้างเหตุใดออกไปก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับมา ทำให้เกิดการระวังมากขึ้น แม้กระทั่งบนโลกโซเชี่ยล

เรื่องราวที่ได้ขีดเขียนออกมา ตามความเป็นจริงของเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่ และที่ยังมีสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ จากเหตุปัจจัยที่ตนยังมีอยู่

มีหลายๆครั้ง ที่ทำให้เกิดการนึกเปรียบเทียบสภาพธรรมที่ตนเป็นอยู่ ตราบใดที่ยังมีวิ่งออกนอกตัว(สร้างเหตุ) ตราบนั้น ย่อมมีผลกลับมา

มองเปรียบเทียบว่า ถ้าอยู่ในป่า ห่างไกลความเจริญ ห่างไกลผู้คน ห่างไกลสังคม ถึงแม้ยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังห่างไกลจากการวิ่งนอกตัว(สร้างเหตุ)

คิดแล้ว มองย้อนกลับมาปัจจุบัน เหตุที่ทำให้ใจครุ่นคิดตอนนี้ เกิดจากสิ่งใด เมื่อยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี เพียงดับเหตุเสีย ผลย่อมไม่มี

ต้องเห็นผลกระทบกลับมา ที่ทำให้ใจครุ่นคิด เดิมๆซ้ำๆ ทำเพื่ออะไร ผลข้างเคียงกับคนรอบข้างเป็นยังไง เมื่อเห็นแบบนี้ จึงทำให้เกิดการค่อยๆละ ในเหตุที่ยังมีกระทำอยู่

ถามตัวเองทุกครั้ง ทำเพื่ออะไร มองจุดประสงค์ให้ชัด มองความอยากให้ออก

ตอนนี้ เข้าไปอยู่ในสังคมวงการหวย ที่ใดมีสังคม ที่นั่นย่อมมีเหตุอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเกิดขึ้นในรูปแบบไหน

บางครั้งก็มีผิดเพี้ยนไปจากจุดประสงค์เดิมไปบ้าง พอมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น จะย้อนกบับมาดูตัวเอง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

ความอยากให้กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วม ยังมีอยู่ แต่จะเลี่ยงจากเหตุที่ยังมีอยู่กับบุคคลที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน(ชอบใจ/ไม่ชอบใจ) ก็บอกกับตัวเองว่า ครั้งนี้ มีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า จะงดซะ(บางพื้นที่)

ก็อย่างว่าแหละ มีหลงตามอารมณ์บ้าง พอมีผลกลับมา ก็บอกกับตัวเองว่า งดกับพื้นที่ตรงนี้เถอะ เห็นแต่เหตุ พอเจอกับคนคุ้นเคย เอาอีกละ หลุดอีก

ความโลภ

ครั้งหลังนี่ เจอความโลภ ประมาณว่า หากเลขที่ลงในกระทู้ ไม่เกิน 25 ชุด(ตรง) ถ้าเลขเข้าติดต่อกันถึง 5 งวด ทางเว็บมีเงินให้ 5000 บาท หารแบ่งตามจำนวคน

เมื่อคิดว่า น่าจะเป็นไปได้ เอาอีกละ ตั้งกระทู้อีก ทั้งๆที่คิดว่า จะไม่ตั้งแล้ว ที่จะไม่ตั้ง เพราะเบื่อเรื่องการโพสกระทู้ตอบ

ประมาณว่า หากเข้าไปโพสกระทู้อีกคน และคนอื่นๆไม่ได้โพสให้ ก็ทำให้เกิดการคิดกันไปต่างๆนานาว่าทำไม ไม่โพสในกระทู้อื่น หรือ กระทู้อื่นมีการโพสให้กัน ทำไมของเรา เขาไม่โพสให้(จากที่เคยโพสให้กัน) เออนี่นะ มันเป็นเหตุได้จริงๆ ความคิดนี่ไวมาก ขนาดเรายังคิด คนอื่นไม่ต่างกัน

พอเห็นผลกระทบกลับมาบ่อยๆเข้า ใจมันเกิดความเบื่อหน่าย แม้กระทั่งความโลภที่เคยเกิดขึ้น ก็เอาไม่อยู่ ความเบื่อหน่ายมีกำลังมากกว่า ไม่ต่างกับเรื่องสรรเสริญ-นินทา

ก็มีคิดนะ หากละตรงนี้ได้ ก็อยากละ
แต่ที่ต้องตั้งกระทู้ มีเหตุผลส่วนตัวคือ หากเรากลัวคนอื่นถูกกิน ทำให้เกิดการตรวจทานซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

หากคิดให้เจ้านายคนเดียว มันไม่ค่อยสนใจตรวจทาน จึงตั้งกระทู้ขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เอาความกลัวมาทำให้เกิดการตรวจทาน

พอตั้งกระทู้แล้ว เห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตามมามากมาย ใจมันก็เริ่มเบื่อ เบื่อระวังการโพส

ก็บอกกับตัวเองอีกครั้งว่า เมื่อเลิกตั้งกระทู้ เหตุตรงนี้จบ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี แน่นอนว่า ต้องมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี คิดแล้ว น่าเบื่อจริงๆ จนทำให้เกิดความรู้สึกอยากหนีเข้าป่า ฮ่าๆๆๆ นั่งฟาดฟัดกับกิเลสของตัวเองดีกว่า

พอคิดแบบนี้ มันก็มีคำตอบขึ้นมาทันทีว่า ไม่สำคัญหรอกว่าจะอยู่ที่ไหน เรื่องราวทั้งหมด ที่เราครุ่นคิดอยู่ในตอนนี้ เกิดจากเราทำมันขึ้นมาเอง หากเราไม่ไปทำมันขึ้นมา มันจะมีเกิดขึ้นได้ไหม เกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน

นี่แหละความพลั้งเผลอ การปล่อยใจให้เคลื่อนออกนอก ไหลไปตามกิเลสที่เกิดขึ้น ผลก็เลยเป็นแบบนี้

ยังดีนะที่ยังมีลมหายใจอยู่ นั่นคือ ยังมีโอกาสดับเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ หากเหตุปัจจัยยังมีอยู่ ก็ยังต้องเกิดใหม่อีก เกิดมาแล้ว ก็ต้องโง่กับกิเลสอีก กว่าจะรู้ล่ะ ต้องเจอทุกข์อีกเท่าไหร่

คิดไปคิดมา คิดถึงทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต ใจไม่อยากเจอทุกข์ มันเบื่อหน่าย พอเกิดความเบื่อหน่าย ใจมันก็ครุ่นคิดหาเหตุและผล สติขุดแคะงัดแงะเรื่องราวต่างๆออกมา เหมือนนั่งเครื่องย้อนเวลา เห็นแล้วเบื่อ เกิดเป็นอะไรก็น่าเบื่อ เดิมๆซ้ำๆ แต่ไม่เคยรู้ เดินวนอยู่ในเขาวงกต ซ้ำแล้วซ้ำอีก เดินนวนกลับมาที่เดิม ก็ยังไม่รู้ แค่ภาพรอบตัวเปลี่ยน

เฮ้อชีวิต ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ โอกาสของการดับเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ เพิ่งรู้คุณค่าของการมีลมหายใจ(มีชีวิต)

เมื่อก่อนนะ ความหลง อยากจะตายท่าเดียว ดีนะที่ยังไม่ตาย ทำให้มีโกาสได้ทำความเพียรสูงสุด กระทำเพื่อดับเหตุของการเกิดที่ยังมีอยู่

ขอบคุณตัวเอง ในการพยายามดับเหตุที่ยังมีอยู่ การกลับมาทบทวนการกระทำของตัวเอง ทำให้มีสติมากขึ้น แทนที่จะหลงสร้างเหตุให้เนิ่นนาน ทำให้หยุดได้ทันมากขึ้น

ขอบคุณการทำความเพียร ถึงจะกระท่อนกระแท่น ไม่ว่าจะทำด้วยเหตุผลใด รูปแบบไหน ก็ยังทำ รู้ชัดในกายมากเท่าไหร่ ก็ทำให้สงบจากเรื่องราวภายนอกมากขึ้น

ธรรมชาติของกิเลส

12-12-14

ธรรมชาติของกิเลส

หลังจากที่ขีดเขียนสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ ความสงบ มีเกิดขึ้นชั่วขณะ ไม่ครุ่นคิดกับเรื่องที่ยังติดขัดอยู่

คุยกัน
วลัยพรกับเจ้านาย มีข้อตกลงกันว่า มีเรื่องอะไร ต้องคุยกันตรงๆ อย่าปิดบังกัน จะได้รู้ว่า อีกฝ่าย คิดอะไรอยู่ แต่ส่วนมาก ไม่ค่อยคุยกันหรอก เดี๋ยวถึงเวลา มีเหตุให้ต้องคุย ก็คุยกัน

เมื่อวาน นั่งคุยกัน เล่าให้เขาฟังว่า ธรรมชาติของกิเลส มันชอบเหวี่ยงแห หากเอาใกล้ตัวไม่ได้ เหวี่ยงไปหาไกลตัวแทน

เรื่องหวย เขาบอกว่า มันเป็นโอกาส ที่จะมีรายได้เพิ่มอีกทาง

เราบอกว่า แรกๆก็ไม่เห็นด้วยหรอก พอมาใช้การคำนวณตามสูตร ในแต่ละงวดที่ผ่านมา ก็เห็นแล้ว มีความเป็นไปได้สูง ที่จะมีรายได้จากหวย แรกเริ่มเสียไปก่อน เพราะยังจับจุดไม่ถูก ผิดครั้งหนึ่ง เห็นรายละเอียดมากขึ้น พอแก้ถูกจุด ก็เริ่มที่จะได้กลับคืนมา(ที่เคยเสีย)

กับเรื่องหวยนี่ ตอนนี้จิตที่เคยคิดแช่ง หรือคิดว่าเขาแบบเมื่อก่อนนั้น มันไม่มี เพราะมันปิดข้อโต้แย้งที่เคยคิดว่า เป็นไปไม่ได้ พอเรื่องเขาจบ มันไม่คิด มันเหวี่ยงไปหายายของเขาแทน

คือมีความคิดว่า สิ่งที่ยายต้องการทำทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่ทำทีละอย่างได้ คือ รอสิ้นปี ทั้งเงินที่เรากำลังจะเก็บช่วยเขาและเงินโบนัสเขา(ถ้ามี) พอมีเงินแล้ว ค่อยทำ เขาเองจะได้ไม่ต้องวิ่งเต้นหาเงิน หรือต้องกู้ยืมบัตรเครดิต

เมื่อมีความคิดแบบนี้อยู่ จากที่เคยเหวี่ยงเขา(ในใจ) เมื่อหมดข้อโต้แย้งกับเขา มันก็หมดทางเหวี่ยงใส่ได้ มันก็เลยหันไปหาทางอื่น เหวี่ยงใส่แทน

เราบอกกับเขาว่า จิตนี่มันสุดยอดนะ ถึงแม้ไม่ได้กล่าวเพ่งโทษ ว่าเป็นเพราะอย่างนั้น อย่างนี้ มันเสาะหาวิธีอื่นแทน ซึ่งไม่ต่างกับการกล่าวโทษหรอก

เขาฟังแล้ว หัวเราะ และบอกว่า นี่บอกกับยายไว้แล้ว เดี๋ยวลงไปค่อยคุยกันว่า จะทำยังไงต่อ ต้องวางแผนก่อน

เราบอกว่า เดี๋ยวเหมือนห้อง ผนังห้อง เจาะไม่ได้เลย เพราะเป็นอิฐบล็อก ก็อย่างว่าแหละ ยายไม่มีความรู้ด้านนี้ ตัดสินใจเอง ตอนแรกต้องการแค่ที่เล็กๆ ก็เลยคิดว่า ใช้แค่อิฐบล็อก ก็พอแล้ว

การที่จะผ่านเรื่องราวต่างๆได้ ต้องไม่ปกปิดตนเอง ไม่เอาดีเข้าตัว โยนชั่วใส่คนอื่น

อย่างว่าแหละ เป็นธรรมดา ธรรมชาติของกิเลส ของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ยากนัก ส่วนมากมีแต่ปกปิด เพราะลืมไปว่า ความลับไม่มีในโลก

เราโกหกคนอื่นได้ แต่เราโกหกตัวเองไม่ได้หรอก มันเห็น มันรู้อยู่ทนโท่ ที่ยังทำอยู่ เพราะ ไม่รู้ว่า กำลังโกหกแม้กระทั่งตัวเอง

กิเลสมันเนียนนะ สิบอกให้

หมดแรง-แบตเต็ม

8-12-14

หมดแรง

เมื่อวาน น้องที่วลัยพรให้คำแนะนำกรรมฐาน และการดำเนินชีวิต พาวลัยพรไปเลี้ยงข้าว (เขาจะทำแบบนี้ทุกปี เขาบอกว่า วลัยพรเป็นเหมือนครูของเขา)

กลับมาบ้านหมดแรง จะมีอาการแบบนี้ทุกครั้ง หากต้องอยู่ในกลุ่มคนมากๆ และอยู่นาน เหมือนคนหมดแรง ไม่มีแรง อ่อนเพลีย

เช้านี้รีดผ้าเสร็จ ล้างชามเสร็จ ข้าวปลาไม่กิน ทำสมาธิตั้งแต่เช้า รู้สึกตัวเป็นระยะๆ มองนาฬิกา เกือบเที่ยง ลุกขึ้นมากินข้าว เสร็จแล้ว ทำสมาธิต่อ จนถึงเวลาเกือบ ๑๗.๒๗ น. ตั้งจิตแผ่เมตตา กรวดน้ำ อธิษฐานจิต

เจ้านายกลับมา ถามเรื่องหวย บอกไปว่า ไม่มีแรงทำอะไร หมดแรง เอาไว้ก่อน ขอพักก่อน

เขาบอกว่า ไม่เป็นไร รู้ละว่า ต้องชาร์ทแบต จนกว่าแบตจะเต็ม เดี่ยวมีแรง

เมื่อวาน คุยกับน้องหลายเรื่อง รู้สึกภูมิใจในตัวน้องเขา เขาก้าวหน้าขึ้นมาก ทั้งทางการปฏิบัติและการใช้ชีวิต

9-12-14

แบตเต็ม

ใช้เวลาชาร์ทแบตตัวเอง รวมเวลา 15 ชม. พลังกลับมาเต้มเปี่ยม หลังจากทำสมาธิเสร็จ สิ่งแรกที่รู้สึกชัดมากคือ หิวข้าว กินข้าวมือแรกเวลา สี่โมงเย็น

กับข้าว เป็นทอดมันหมู ที่หมูซื้อมาฝาก ต้องรีบทอดกินให้หมด แช่แข็งไว้หลายวัน กลัวเนื้อหมูจะแข็ง เวลานำมาทอด จะทอดยาก

กินข้าวเสร็จเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับมา จิตมีคิดพิจรณาถึงสิ่งที่อยากทำ เพราะรู้สึกเบื่อกับสภาวะที่ตนเองพบเจออยู่ ก็รู้นะว่า เดี่ยวก็หายไปเอง สภาวะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผลัดกันหมุนเวียนกลับมา เปลี่ยนแค่เปลือกใหม่ แต่ความรู้สึกเดิมๆ ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

นี่แหละเรื่องราวของชีวิต ล้วนเกิดจากสิ่งที่เคยกระทำไว้ทั้งสิ้น และที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่ ในแต่ละขณะ ที่เกิดจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย(ความรู้สึกนึกคิด วจีกรรม กายกรรม)

บางครั้งก็มองดูความนึกคิดที่เกิดขึ้น คิดอะไร ปล่อยให้คิดไป ไม่ได้ทุกข์เพราะคิด แต่เบื่อในเหตุปัจจัยที่ตนเอง ยังมีอยู่ เบื่อมากกก นี่แหละเหตุของความไม่รู้ ที่ทำให้หลงสร้างเหตุเดิมๆซ้ำๆ เมื่อยังไม่รู้ จึงหลงกระทำ(สานต่อ) ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่อีกร่ำไป

เรื่องของกิเลส จะติดดี หรือติดชั่วก็ตาม ล้วนบดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นปัจจัยให้ เกิดการสร้างเหตุใหม่(สานต่อ) ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าสิ่งที่กระทำ จะด้วยจิตใดก็ตาม ล้วนส่งผลให้ได้รับทั้งสิ้น

เหตุจากความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงขวนขวายสิ่งนอกตัว มากกว่าจะกลับมารู้ในตัว กลับมารู้สึกตัว รู้ชัดในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ กระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

เรื่องราวนอกตัว ขวนขวายมากเท่าไหร่ ยิ่งตกอยู่ในวังวนของกิเลส ตัวละครที่เปลี่ยนแค่เปลือก วนกลับมาเล่นบทบาทเดิมๆซ้ำๆ ก็ยังไม่รู้ หลงเล่นต่อ สังสารวัฏ ยาวนานเพราะเหตุนี้ ความไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

เศร้าใจ ทุกข์ใจ

คราใดที่จิตเกิดการคิดทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต จะเกิดความเศร้าใจ กับสิ่งที่เคยทำไว้กับคนอื่นๆ(กรรม) และผลกระทบ ที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง(วิบากกรม) เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

รัก โลภ โกรธ หลง กิเลสต่างๆ ไม่ใช่ปัญหา ตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาในการสร้างเหตุมากที่สุด คือ อวิชชา หรือ ความไม่รู้

กิเลสต่างๆ เป็นเพียงตัวกระตุ้น เป็นแรงผลักดัน ให้เกิดการสร้างเหตุ หากรู้เท่าทันต่อผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ว่าเพราะอะไรเป็นเหตุปัจจัย สิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมมีผลให้เกิดความรู้สึกนึกคิด และที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เฉยๆ)

ถ้ารู้ชัดในผัสสะ รู้ชัดในเหตุและผล ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เพียงหยุด รู้อยู่แค่ในใจ ทุกเรื่องราว ก็จบลงเพียงแค่นั้น

วิธีรับมือกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีอยู่สองทาง

๑. หยุดสร้างเหตุนอกตัว แต่โดยเนื้อแท้ ของความไม่รู้ที่มีอยู่ มีแต่สร้าง มากกว่าหยุด

๒. การทำกรรมฐาน หากไม่เจอเรื่องราวที่ทำให้เกิดทุกข์ มาบีบคั้นมากมายเท่าไหร่นัก การทำกรรมฐาน จึงเลือกทำตามสัปปายะมากกว่าทำเพราะต้องการหลีกเร้น ให้พ้นจากสภาพธรรม ที่เป็นอยู่

มองคนละมุม

สำหรับสิ่งที่คิดอยู่ในตอนนี้ เกี่ยวกับความต้องการของยายและเจ้านาย การต่อกันสาดหน้าบ้าน ให้ยื่นไปข้างหน้าอีก(ของเดิมมีอยู่แล้ว)

๑. เรื่องที่ยายคิดต่อกันสาดให้ยาวกว่าเดิม เพราะ เวลาฝนตก ฝนสาดได้ วิธีแก้มีอยู่ แค่ยายย้ายโต๊ะ ที่ยายชอบนั่ง ย้ายเข้ามาด้านใน ทำแค่นี้ก็จบ ไม่จำเป็นต้องรีบ หากอยากต่อ ก็รอได้ ในมุมมองของวลัยพร ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน รอได้

๒.เรื่องที่เจ้านายอยากซ่อมแซมและต่อเติมตบแต่งบ้าน ห้องครัว ที่พักท้ายสวน สำหรับเวลาอยากปลีกวิเวก ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน รอได้

และมีเรื่องอื่นๆเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งวลัยพรมองว่า ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รอได้ แต่ความปกติของความไม่รู้ เมื่ออยากได้อะไร จะต้องคิดเอาให้ได้

สิ่งที่ยายต้องการคือ เงิน เพื่อจะนำไปทำสิ่งที่ยายอยากทำ ทางออกสำหรับเจ้านายคือ หวย ที่เขาคิดว่า น่าจะเป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง

สำหรับตัวฉันเองแล้ว ทางออกมีทางเดียวเท่านั้น ที่จบเรื่องราวทุกอย่างได้คือ การทำกรรมฐานเท่านั้น วิธีการอื่น มีแต่ทำให้เกิดความทุกข์ ไม่เขา ก็เรา

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่กล่าวโทษใคร เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่วลัยพรมีอยู่ การเดินทางไกล การอยู่ไม่เป็นที่ การปรับตัว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการทำความเพียร

เมื่อความเพียรหย่อน เรื่องราวต่างๆ จึงมีเกิดขึ้นมากมาย ผลคือ ความทุกข์ใจ ที่มีเกิดขึ้น

เมื่อความเพียรหย่อน เจ้านายที่เดินตามฉันอยู่ ในเมื่อเขายังไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง จะไปเหลืออะไร ที่เขาเคยเพียรหนัก เพียรเพราะ เห็นการทำความเพียร ที่ฉันทำอยู่ เป็นตัวอย่างให้เห็น

สิ่งที่คิด ส่วนมากมองไปข้างหน้า มองถึงสิ่งที่ต้องมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากเจ้านายต้องจากไปก่อนยาย ยายก็ไม่เดือดร้อน บ้านมีอยู่ ข้าวมีกิน เงินมีใช้(บริษัทเจ้านายมีทั้งเงินประกัน และเงินเก็บสำหรับพนักงาน หักจากเงินเดือน)

สำหรับตัวฉันแล้ว ไม่เดือดร้อนอะไร ฉันคงไม่คิดใช้ชีวิตแบบนี้อีกแล้ว ฉันไม่สนใจเรื่องทรัพย์สินนอกตัว สิ่งเหล่านี้ มีแต่หลอกลวง มีแต่หลุมพราง ที่ล่อลวงให้จมแช่

สำหรับยายเจ้านาย ตราบใดที่ยังมีทรัพย์สมบัติ ทั้งเงิน ที่ ๗ ไร่ บ้านหลังใหญ่ บนเนื้อที่เกือบ ๔๐๐ ตรว. ลูกหลาน ญาติพี่น้องของยายมีเยอะ เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่ คนส่วนมาก ทำอะไร ย่อมหวังผลตอบแทน

กว่าจะรู้ชัดว่าเพราะอะไร ทำไม วิถีชีวิต จึงเป็นแบบนี้อีก ต้องเจอทุกข์ ความทุกข์ที่บีบคั้น จิตจะเกิดการดิ้นรน หาทางออกให้กับตัวเอง

ความคิดที่เกิดขึ้น แค่รู้มาเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวก็เจอทางออกเอง เดี๋ยวรู้เองว่า ปัญหาทั้งหมด เกิดจากตรงไหน

คำตอบทั้งหมด เพราะ ความเพียรหย่อน คิดแค่ว่า การหยุดสร้างเหตุนอกตัว อย่างมากแค่ทุกข์ใจ แค่แป๊บๆ เดี๋ยวก็หายไปเอง

พอเจอเข้าจริงๆ ทุกข์ที่เกิดขึ้น แค่แป๊บๆจริง แต่เหมือนถูกสะสมความรู้สึกเอาไว้ ถูกสะสมมาเรื่อยๆ

คนที่รู้จักคำว่า “พอ”(ฉัน) กับ ผู้ที่ยังไม่รู้จักคำว่า “พอ”(ยาย) กับอีกคน ที่อยากรู้จักคำว่า “พอ ” แต่ยังไม่รู้ด้วยตนเอง(เจ้านาย) ฝ่ายที่ยังไม่รู้ด้วยตนเอง ย่อมดิ้นรนไปตามวิธีการที่คิดว่า น่าจะใช่

เรื่องราวนอกตัว คิดแก้ไขอะไรไม่ได้ แก้ได้ที่ตัวเอง จิตมันจะคิดๆมาตลอด นั่งมองปฏิทินทุกวัน วางแผนมาตลอดว่า ควรทำอย่างไร คือ รู้ แต่ใจยังไม่ยอม จะมีข้ออ้างให้กับตัวเองตลอด เช่น เสื้อผ้าชุดทำงานเจ้านายไม่พอมั่งล่ะ ห่วงเรื่องอาหารการกินของเขามั่งล่ะ

ถูกละลายอุปทาน

เหตุที่ต้องเดินทางไกล เป็นการถูกละลายอุปทานที่มีอยู่ ความห่วงเรื่องเสื้อผ้า อาหารการกินของเจ้านาย

เมื่อต้องอยู่ห่างกันบ่อยๆ เห็นแล้วว่า เขาไม่ได้เดือดร้อน หรือต้องลำบากอะไรนักหนา ที่ยังมีอุปทานอยู่ ค่อยๆเบาบางลงไป

เรื่องเสื้อผ้าชุดทำงาน ก็มีเหตุอีก ปีนี้บริษัทเขาให้เสื้อเพิ่มถึง สี่ตัว เท่ากับเขามีเสื้อทำงาน ๑๑ ตัว

กางเกงทำงาน มีเหตุให้เจอร้านขายกางเกง แบบที่เขาชอบใส่ทำงาน(ปรับเอวได้) ตอนนี้เขามีกางเกงทำงาน ๑๕ ตัว

อะไรๆ ที่เคยใช้เป็นข้ออ้างกับตัวเอง ทุกอย่างเริ่มลงตัว เมื่อหาข้ออ้างอะไรไม่ได้ ปัจจัยจากความทุกข์ที่บีบคั้น เกิดจากความไม่ชอบใจ ในสิ่งที่ตนเองมองว่า ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน รอได้

นั่งมองความรู้สึกนึกคิด สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มีที่มา ล้วนเกิดจากตัวเราเองทั้งหมด เกิดจาก ความเพียรหย่อน

จากภาพที่มองเห็น ผลของความเพียรที่เคยทำ เปรียบเสมือนมีกำแพงปกป้องคุ้มกัน ป้องกันสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ให้อยู่ห่างจากตัวเรา

เมื่อความเพียรหย่อนลง กำแพงที่เคยมีป้องกันอยู่ ย่อมคลายตัวลง กิเลสต่างๆ จึงมีเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ความประมาทย่อมมีเกิดขึ้นได้ เหตุมี ผลย่อมมี เรื่องราวต่างๆ จึงมีเกิดขึ้นมากมาย เพราะเหตุนี้

รู้ในกับรู้นอก

รู้ในตัว รู้แล้ว ไม่มากความ มีแต่หยุด และก็หยุด

รู้นอกตัว รู้นั่น รู้นี่ รู้แล้วคิดว่า จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ รู้แบบนี้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ และทำให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

ที่เป็นแบบนี้เพราะ ยังไม่รู้จัก โอปนยิโก ไม่รู้จักน้อมสิ่งที่มีเกิดขึ้น เข้ามาใส่ตัว ที่จะหยุดคิดพิจรณาว่า เพราะเหตุใด สิ่งเหล่านี้ จึงมีเกิดขึ้นในชีวิต

คำสอนนั้นก็ดี คำสอนนี้ก็ดี พอเจอเหตุปัจจัยที่ยังมีต่อกันอยู่ คำสอนที่คิดว่าดี หายไปหมดสิ้น ที่นำมาเผยแผ่ ช่วยให้หยุดกระทำไม่ได้เลย ช่วยอะไรไม่ได้เลย ที่ช่วยได้แค่ปลอบใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หลอกตัวเอง ก็ยังไม่รู้ จะดีขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยคิดหยุด มีแต่สร้าง

หากรู้จักที่จะหยุดคิดพิจรณาก่อนว่า หากไม่เคยกระทำไว้ ผลจะมีให้ได้รับ ได้อย่างไร(สิ่งที่เกิดขึ้น) ส่วนมาก ปล่อยจิตปล่อยใจ ให้ไหลไปตามแรงผลักดันของกิเลสที่กำลังเกิดขึ้น(ความรู้สึกนึกคิด) ชีวิตจึงตกอยู่ภายใต้วังวนของโลกธรรม 8

ข่าวลือไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม สงครามโลกครั้งที่ 3 โลกกำลังจะแตก วันสิ้นโลก สิ่งต่างๆเหล่านี้ ที่อาจจะมีเกิดขึ้น ล้วนเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมดาของสังสารวัฏ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไม่รู้กาลเวลา กี่อสงไขย กี่กัปป์ กี่กัลป์

เคยตั้งคำถาม ถามกับตัวเองมั่งไหมว่า หากต้องตาย ตายแล้วไปไหน? หรือใช้ชีวิตแบบไปวันๆ

ชีวิตหลังความตาย ไม่อาจคาดเดาได้ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ มีเหตุที่จะต้องให้เกิดอีก

บางคนอาจคิดว่า หมั่นทำบุญ ทำทาน รักษาศิลให้มากๆ ทำกรรมฐานให้มากๆ อย่างน้อย ตายไปไม่ตกนรก นี่เป็นเพียงการคาดเดาเพียงฝ่ายเดียว

เพราะชั่วขณะวินาทีก่อนหมดลมหายใจ มีอะไรที่ติดค้างอยู่ในใจ จิตไปตามนั้นทันที

ต้องหมั่นทำความสะอาดใจ กวาดขยะที่มีอยู่ในใจ ตะกอนที่มีอยู่ในใจ หมั่นทบทวนการกระทำของตัวเอง วันนี้ทำอะไรบ้าง คิดอย่างไรกับสิ่งที่มีเกิดขึ้นบ้าง เหมือนกับการทำบัญชี ขนาดเงินทองของนอกาย ยังทำบัญชี กิจวัตรต่างๆในชีวิต ที่ยังมีนึกคิดถึงเรื่องนอกตัว ก็ต้องทำบัญชีเช่นกัน

การคิดพิจรณาในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการช่วยผ่อนคลายในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ ที่ยังมียึดอยู่ ก็ทำให้ยึดน้อยลง เห็นทุกข์มากๆ จิตก็วางจากเรื่องนั้นลงไปเอง ที่ยังมีครุ่นคิดอยู่ เป็นเรื่องธรรมดาของเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

การว่ากัน

วลัยพรยังมีอยู่นะ บางเรื่องที่ยังมีค้างคาใจ ทำให้เกิดความหงุดหงิด จะใช้วิธีเขียนออกมา ไม่ปล่อยให้หมักหมมไว้ในใจ ไม่ไปสร้างเหตุโดยตรง (เสียเวลา และกลายเป็นเหตุใหม่)

พอเห็นเรื่องราว ที่เกิดขึ้นเดิมๆซ้ำๆ เห็นแล้วเอียน เกิดความเบื่อหน่าย มันก็ละไปเอง ไม่ข้องเกี่ยวด้วย เรื่องนอกตัว แก้ไม่ได้ หนีไปไหน ก็หนีไม่พ้น ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี

ความหลง เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ กิเลสไม่เคยปราณีใคร หยุดไม่ได้ ทุกข์ต่อไป

สุขที่เกิดจากสมาธิ

ก่อนหลับ กำลังจะหลับ และ หลับอย่างเป็นสุข

เล่าให้เจ้านายฟังว่า เดี๋ยวนี้ชอบเวลานอนนะ รู้ชัดในสมาธิที่กำลังเกิดขึ้น มักจะเกิดสุข ก่อนที่จะหลับลงไป

บางครั้งรู้สึกตัวขึ้นมากลางดึก สุขที่มีเกิดขึ้นอยู่ ก็รู้ เข้าห้องน้ำ จะยังรู้สึกสุข

เช้ามา ไม่ค่อยอยากลุก สุขเกิดตลอด แม้ขณะกำลังแผ่เมตตา ต้องใช้นิ้วโป้งหัวแม่มือสองข้าง วนขึ้นลงไปมา(นิ้ว) เพื่อให้เกิดความรู้สึกตัว ขณะที่กำลังแผ่เมตตา

ยิ่งเป็นวันหยุดของเขาด้วย ช๊อบชอบ เพราะตื่นสายได้ คือ ลุกมาทำงานประจำตอนเช้าก่อน แล้วกลับไปนอนต่อ ส่วนเขานั้นกินข้าวสาย พอตื่นขึ้นมาแล้ว คิดแต่หวย

พอรู้สึกตัว จะถามเขาว่า หิวหรือยัง หากเขาบอกว่ายัง จะนอนต่อ จนรู้สึกว่า สุขเริ่มจางหาย ถึงจะลุก บางครั้งนอนถึงบ่ายโมง

แต่ถ้าเขาบอกว่าหิวแล้ว หรือกำลังจะหิว เราก็จะเปลี่ยนจากท่านอน(บนโซฟา กึ่งนั่งกึ่งนอน) เปลี่ยนเป็นท่านั่ง ตั้งจิตแผ่เมตตา กรวดน้ำ อธิษฐานจิต ในสิ่งที่ตัวเองเจตจำนงค์ตั้งใจกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

สุขที่เกิดจากสมาธินี่ ชอบนะ ไม่ต้องไปตั้งใจทำให้เกิด เดี๋ยวมีเกิดขึ้นเอง

ไม่น่าเชื่อ

4-12-14

มีอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเติมเงินผิด เงินที่เติม เข้าเบอร์คนอื่น โทรไปบอกเขา เขาก็ไม่คืนให้ มีครุ่นคิดอยู่หลายวัน เสียดายเงิน ถึงจะ 100 บาท ก็เสียดาย

ประมาณ 1 อาทิตย์ ไปโลตัส ตรงทางเดิน หน้าเอ็มเค ด้านข้างเป็นร้านขายกีตาร์ พนักงานกำลังนั่งห่อของอยู่

เราก็เดินปกติ มีสิ่งหนึ่งแตะตา เป็นแบงค์ 100 บาท ก็หยิบขึ้นมา ถามพนักงานที่กำลังห่อของว่า มีคนมาเดินถามเงินตกแถวนี้บ้างไหม เขาบอกว่า ไม่มี

เราก็คิดนะ เจ้าของเงิน ถ้าเขารู้ว่าเงินหายไป คงเสียดาย เหมือนที่เราเสียดาย ตั้งใจไว้ว่า เงิน 100 บาทนี้ จะนำไปทำบุญ เพราะหาเจ้าของไม่เจอ ไม่รู้ว่าของใคร และไม่กล้านำไปใช้

ของฟรีไม่มีในโลก ดีไม่ดี อาจต้องจ่ายมากกว่าที่เก็บได้อีก กลัวเสียเงิน มากกว่าที่จะคิดดีใจว่า ได้เงินฟรี

เที่ยงแท้ แน่นอน

29-11-14

ปีเก่ากำลังจะเคลื่อน ปีใหม่ กำลังจะมา

วลัยพรเคยเขียนไว้เมื่อต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นปีทองของชีวิต แล้วก็เป็นจริง แม่นยำยิ่งกว่าคำทำทายใดๆ

ขอทำนายชีวิตอีกต่อไปว่า นับต่อแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นปีไหนๆ ชีวิต ไม่มีคำว่า ตกต่ำ อีกต่อไป

รู้ที่จิต จบที่จิต สำคัญจริงๆ พลิกชีวิตทันที

ที่เกินจากรู้ (ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น) ล้วนเกิดจาก เหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

เมื่อยังมี ย่อมมีเหตุให้เกิดการปรุงแต่ง ไปตามสภาพธรรม ที่ปรากฏ

แต่กว่าจะรู้ กว่าจะหยุดได้ โฮ๊ะๆๆๆๆๆๆๆ ไม่อยากจะเซดกับเรื่องราวของชีวิต

ถะะะะะะะถูกหวยยยย

27-11-14

วลัยพรจะถูกหวยก่อนหวยจริงจะออกรางวัล ถูกหวยในที่นี้คือ เงินเดือนออก

น่ารัก

เจ้านายยังคงเสมอต้นเสมอปลาย เวลาส่งเงินค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวให้ ยังคงจบเงิน อธิษฐานจิต ก่อนส่งเงินให้ทุกครั้ง

การที่เขาได้แบ่งปันรายได้บางส่วน ให้วลัยพรได้จับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวปลาอาหาร สิ่งของจำเป็นที่จำเป็นต้องใช้ในครอบครัว ทั้งวลัยพรสามารถอยากกินอะไร ก็สมความปรารถนาทุกอย่าง กินจนเบื่อเลิกกินไปเอง แล้วจะกลับมากินปกติ วันละมื้อเหมือนเดิม(ข้าว/อาหารหลัก) เท่ากับว่า เขาได้สร้างเหตุการทำทานกับวลัยพรมาตลอด

ค่าใช้จ่ายส่วนตัว พวกแป้ง เครื่องสำอางค์ เครื่องประทินผิวต่างๆ เลิกใช้มานานแล้ว ไม่เคยเสียเงินกับเรื่องพวกนี้

ค่ายกทรงหรือบราแพงๆ ไม่ได้แอ้มเงินหรอก เพราะใส่ของแบบนั้นไม่ได้ ใส่แบบธรรมดา เหมือนเสื้อกล้าม ซื้อครั้งเดียว ตอนนั้นลดราคาเหลือตัวละ 50 บาท เหมามาหมดเลย หนึ่งโหล ไม่ต้องซื้ออีกเลย ใส่จนพังกันไปข้างหนึ่ง

เสื้อผ้า หยุดซื้อมานานแล้ว ใส่ยีนส์เป็นหลัก เนื้อผ้าทนทาน พังยาก หากมีขาดก็ปะเอง เย็บเอง ไม่สวยไม่เป็นไร ใส่อยู่กับบ้าน เสื้อผ้าสำหรับออกนอกบ้าน มีกางเกงยีนส์ขายาวแค่ 2 ตัว นี่ก็ซื้อมือสอง สามตัวร้อย

เวลาอยู่ห้อง วลัยพรจะดูซอมซ่อนะ กางเกงยีนส์ขาสั้น เสื้อยืดย้วย ใส่แบบสบายตัวไว้ก่อน ไม่สนชาวบ้าน จึงไม่ค่อยอยากให้ใครมาพบ หรือมาหาที่ห้อง เพราะต้องแต่งเปลือกใหม่ ไม่อยากให้ใครคิดตำหนิในใจ คือ เคยเจอมาแล้ว ไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนั้น เกิดขึ้นอีก

เสื้อผ้าที่เคยใช้ตอนมีงานต่างๆ สมัยที่ทำงาน ยกให้น้องๆหมด รวมทั้งรองเท้าหนัง สภาพยังดี ก็ยกให้น้องที่เคยทำงานร่วมกัน เพราะเขายังใช้ประโยชน์ได้

ส่วนตัวเอง มีรองเท้าหนังของฮัท ที่ใช้ประจำ มีอยู่สองคู่ ก็พอแล้ว คู่เก่า ซื้อมือสอง เจ้าของเก่าใส่มาห้าปี วลัยพรนำมาใส่ต่อผ่านไปห้าปี ทนจริงๆคุ้มค่า ห้าสิบบาท

ถ้าไปติดต่อซื้อของ สถานที่บางที่ ต้องแต่งเปลือกให้ดูดี จะใช้รองเท้าของฮัทเหมือนกัน คู่นี้ยังใหม่กิ๊ก ซื้อมือสองเหมือนกัน แต่สภาพเอี่ยมมาก

แต่ก็ยังชอบเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เวลาอยากซื้อ จะแค่ไปเดินชมผ่านตา ผ่านมือ ลูบคลำๆ ถูกใจจริงๆ เดินชมจนหนำใจ ก็พอละ ไม่ซื้อ เพราะรู้ว่า ซื้อมาแล้ว ก็แค่นั้นเอง

เงินเล็กเงินน้อย ก็มีค่า

ค่าน้ำ หลังจากที่คอนโดคิดตามราคาจากการใช้น้ำตามความเป็นจริง ไม่คิดเหมาแบบกลุ่มบริหารชุดก่อน ตอนนี้ค่าน้ำจ่ายตามจริง การใช้น้ำประมาณเดือนละ 1-2 ยูนิต จึงเสียค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 18-36 บาท เท่ากับมีเงินเหลือจากค่าน้ำเดือนละ 100 บาท

ค่าใช้จ่ายประจำครอบครัว จึงไม่มีอะไรมาก เพราะเหตุนี้แหละ คิดก่อนซื้อ เขียนรายการก่อน ดูความสำคัญที่จะต้องซื้อ รีบไหม เหลือเยอะไหม รอได้ไหม จำเป็นต้องซื้อไหม คือ คิดละเอียด ไม่ตัดสินใจซื้อทันที

นับว่าเป็นเหตุของวลัยพร ที่ตัดสินใจเลือกเจ้านายด้วย เลือกไม่ผิดคน เพราะนิสัยเราสองคน ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันมาก ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่มีสังคม ไม่ชอบทัวร์บุญ

ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน มีความสุขอยู่กับการรเรียนรู้เรื่องราวของตัวเอง เรียนรู้ในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ แค่เหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ ก็มีมาให้เรียนรู้ไม่หวาดไม่ไหว นับประสาอะไรกับเรื่องนอกตัว หยุดทันได้ มีแต่ความสบายกาย สบายใจ พยายามระวังการกระทำ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับใคร หรือเรื่องใดก็ตาม

เราสองคน จึงเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ทั้งทางโลกและทางธรรม ต่างฝ่ายต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จุดมุ่งหมายของการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราสองคน มีเหมือนๆกันคือ การทำความเพียร เพื่อละเหตุแห่งทุกข์ที่มีอยู่

ยังไม่อยากทำนิ

27-11-14

สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ณ ตอนนี้ ก็รู้นะว่า ควรทำอย่างไร รู้จากอะไร ก็รู้จากการเรียนรู้สภาพธรรมต่างๆ ที่ผ่านมา(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

วิธีแก้เหมือนไม่ได้แก้ เพราะไม่ได้แก้ไขอะไรจริงๆ ทั้งหมด แก้ที่ตนเอง ในเหตุปัจจัยที่ตนมีอยู่ และยังทำอยู่

ทั้งๆที่รู้ว่า ควรทำอย่างไร ก็ยังไม่อยากทำนิ

วิธีแก้ที่ตัวเอง ในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ มีทางเดียวเท่านั้น คือ ทำความเพียรให้มาก เหมือนที่เคยทำแบบเมื่อก่อนนี้ ก็รู้นะ แต่ใจยังไม่อยากทำ

ชอบแบบนี้แหละ เลือกเอง การปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ส่วนการทำความเพียรตามรูปแบบ ทำนะ ไม่ใช่ไม่ทำ

ที่ทำแบบนี้เพราะอะไร เพราะรู้ว่า สิ่งที่ควรแก้หลักๆ แก้ให้ถูกจุด ควรแก้ตรงไหนก่อน การสร้างเหตุนอกตัวนี่แหละ ตัวแปรของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หากยังหลงกระทำตามแรงตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ เรื่องราวของชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงละ ทายอนาคตได้ล่วงหน้าเลยว่า ชีวิต จะเป็นยังไง

การมีกัลยาณมิตร จึงเป็นสิ่งสำคัญ คบผู้หลงสังสารวัฏ ก็หลงสร้างแต่เหตุใหม่ ให้เกิดขึ้นร่ำไป นั่นก็กุศล นี่ก็กุศล กุศลทั้งนั้น ทีเรื่องในตัวแท้ๆ กลับไม่คิดสร้างกุศลให้กับตัวเอง

เอาเรื่องในตัวนี่แหละ จับให้มั่น ดูให้ทัน รู้ให้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้น รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส ความนึกคิด และที่กำลังจะก่อให้เกิดการกระทำ

ซื้อของ

เวลาจะซื้อของ จะจดรายการก่อน อะไรที่ขาดอยู่ ไล่เรียงลำดับความสำคัญ ความจำเป็น ความเร่งด่วนที่จะต้องใช้

หากไม่รีบ รอได้ จะตัดรายการนั้นออกไปก่อน เพราะทำแบบนี้ จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ที่จำเป็นต้องซื้อจริงๆ ตกประมาณเดือนละไม่เกิน 2000 บาท รวมทั้งค่ากินของตัวเองด้วย ไม่ได้อดอยาก หรือทำตัวเองให้ลำบาก

ชอบนั่งมองความคิดที่เกิดขึ้น นึกคิดสิ่งใดอยู่ จะนั่งมอง มองจิต มองใจของตัวเอง เรื่องนอกตัว จึงไม่ค่อยมี ถึงจะมี ก็น้อยครั้งที่จะไปครุ่นคิด ยกเว้น รำคาญใจจริงๆ จึงจะขีดเขียนออกมา

อะไรที่ผ่านมาแล้ว ทุกคนไม่แตกต่างกันเลย ผู้ไม่รู้ ย่อมหลงกระทำ ขนาดรู้แล้ว ยังมีหลงเลย แต่สั้นลง เพราะกลัวความทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ทุกข์นอกตัว แต่เป็นทุกข์ในตัว

หากพลั้งเผลอเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ผลคือ ความทุกข์กาย ความเจ็บป่วย จึงทำให้เกิดการระวังเพราะเหตุนี้ ยิ่งตรงไหนรู้ว่า เป็นจุดที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุได้ง่ายสุด ยิ่งคิดที่จะละ มากกว่าเข้าหา

ยังไงก็ตาม รู้แล้วบังคับให้ตัวเอง หยุดที่คิดจะลงมือกระทำได้ ยังดีกว่า ไม่รู้ แล้วหลงกระทำเหตุใหม่ ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ

รู้ในตัว ย่อมรู้นอกตัว

ขีดเขียนเรื่องราวของตัวเองออกมา ทำให้รู้ชัด เห็นรายละเอียดในเหตุปัจจัยที่ตนยังมีหลงกระทำอยู่ นี่แหละแก่นแท้ของพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นนักหนา ให้รู้ในตัว รู้แล้วหยุด

ธันวาคม 2014
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: