ทุกข์-สุข

ท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ มันคือเส้นทางไปสู่ความสุข ชั่วนิรันดร์ เป็นคนชอบท่องเที่ยวตามเฟสต่างๆ เวลาเห็นคนอื่นมีความสุข มักจะมีมุมมองประมาณว่า ดีนะที่ชีวิตนี้ เจออุปสรรคฝากหนามมามากมาย เจอแต่ทุกข์ เห็นแต่ทุกข์ จึงทำให้เกิดการขวนขวายเกี่ยวกับความเพียร เหตุที่เพียร เพราะไม่อยากทุกข์

ดีนะที่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ จึงชอบท่องเที่ยวอยู่ภายในกายและจิต มากกว่าวิ่งออกนอกตัว ฉะนั้น ยอมทุกข์ ดีกว่าสุข เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ เป็นเส้นทางไปสู่ความสุข ชั่วนิรันดร์ ตัดเส้นทางเวียนว่ายตายเกิดให้สั้นลง สั้นลง สั้นลงไปเรื่อยๆ เป็นอะไรที่ ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจ ท่ามกลางความเบื่อหน่าย ที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ เห็นการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องน่าเบื่อ ที่ทำให้รู้สึกเบื่อ เพราะ รู้แล้วว่า ชีวิต มันก็มีแค่นี้เอง นอกนั้น หาแก่นสารสาระใดๆไม่ได้เลย มีแต่เรื่องของเหตุและปัจจัย เวลารู้สึกคับแค้นใจ ต่อการกระทำของผู้ไม่รู้ มักจะเตือนตัวเองเนืองๆว่า อดทนไว้ ไม่นาน มันก็จบ จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง เหตุมี ผลย่อมมี เพียงอดทนไว้ ชอบใจ ไม่ชอบใจ มันก็แค่นั้นเอง ชีวิตทุกชีวิต ที่มีเกิดขึ้นมา ล้วนเกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่ กิเลสต่างๆ เป็นเพียงปลายเหตุ หากรู้เท่าทัน ต่อสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ย่อมมีโอกาสน้อยมาก ที่จะหลงกระทำตามแรงตัณหา ความทะยานอยาก รากเง่าแท้จริง ที่ก่อให้เกิดการกระทำ ก่อให้เกิดภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ล้วนเกิดจากอวิชชา ที่มีอยู่ ใครเกิดในสภาพใด ฐานะใด เพศใด สัตว์ เปรต อสูรกาย นรก สวรรค์ ขึ้นอยู่กับ จิตระลึกถึงสิ่งใดอยู่ ขณะกำลังจะขาดอากาศหายใจ ระลึกถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมไปเกิดในสถานที่แห่งนั้น ทันที

รู้แล้ว เหนื่อยใจนะ

ยิ่งรู้ ยิ่งเบื่อหน่าย

จึงไม่ค่อยจะทนกับอะไรๆที่มองเห็นแล้วว่า เหตุมี ผลย่อมมี

หากหนีได้ จะหนีทันที

การพบปะกับผู้ไม่รู้
มักมีแต่เรื่องทำให้เหนื่อยใจ

เพราะคนพวกนี้ ขยันสร้างเหตุ มากกว่าคิดหยุด

โฆษณา

ชีวิต พลิกทันที

เช้านี้ คุยกับเจ้านายถึงเรื่องราวในอดีต บอกกับเขาว่า ถ้าไม่ได้หลวงพ่อจรัญ ชีวิตนี้ คงหลงไปอีกนาน

สมัยก่อน วลัยพรเกเรนะ มากลับตัวได้เพราะ หลวงพ่อจรัญนี่แหละ

จากที่เคยไปสำนักโน่นนี่ในหลายๆที่ หลวงพ่อนี่สุดยอดที่สุดละ ท่านรู้หนอจริงๆ
เวลาพูดถึงวัดอัมพวัน ต้องนึกถึงหมาตัวหนึ่ง ขนสีดำ ชื่อ หมี

ตอนนั้น ยังหาทางให้ตัวเองไม่เจอ ชีวิตนี่ ทุกข์มาก ที่รู้จักหลวงพ่อ ก็จากหนังสือปกอ่อน เขียนเกี่ยวกับหลวงพ่อ ซื้อมาทั้งหมด 8 เล่ม

อ่านหนังสือ ทำให้อยากเจอหลวงพ่อ ขึ้นรถทัวร์ตามคำบอกของพี่ที่ทำงาน ตอนนั้นขึ้นรถ นครสวรรค์ ค่ารถ 100 บาท

เข้าเรื่องเจ้าหมี
ช่วงนั้น เป็นบ้า เหตุจากชอบเช่าพระ คนขับรถที่บริษัท นำพระมาปล่อย ลักษณะเป็นเนื้อเม็ดมะขามหิน อันนี้คนอื่นบอก แต่ที่เราเห็นคือ เหมือนเนื้อทรายแบบศิราแลง มีจุดสีดำๆ ในเนื้อทรายนั้น รูปลักษณ์การหล่อ ประมาณสมัยทราวดี ความสูง 5 นิ้ว ปางอุ้มบาตร เหมือนพระประจำวัน

ตั้งแต่ได้พระหล่อรูปนี้มา ฝันทุกคืน ฝันว่าตัวเองเป็นผู้ชาย เป็นกษัตริย์ ยืนอยู่บนกำแพง มือถือดาบ ชี้สั่งฆ่าประชาชน และเผาเมืองให้หมด ดูจากการแต่งตัวของคนยุคนั้น น่าจะเป็นสมัยทราวดี

ในห้องบูชา มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังนั่งูชาพระรูปหล่อนี้อยู่
ฝันแบบนี้ทุกคืน พอรู้สึกตัว ก็ร้องไห้ ใจก็คิดว่า เรานี่โหดร้ายจริงหนอ ทำแบบนั้นได้ยังไง เกิดความทุกข์ใจจนทนไม่ไหว หลังเลิกงานห้าโมงเย็น นั่งรถทัวร์ไปวัดอัมพวัน กว่าจะถึง ปาเข้าไปสามทุ่มกว่าๆ

ท่ามกลางความมืด ตจว.น่ากลัวนะ ใจก็คิดถึงหลวงพ่อว่า จะเข้าไปวัดยังไง รถก็ไม่มีแล้ว

แปบเดียว มียามประจำป้อม ขี่มอไซค์ออกมาปากทาง เขาเข้ามาถามว่า จะไปไหน

เราบอกว่า ไปหาหลวงพ่อ

เขาบอกว่า มาจะไปส่ง เขาก็ศิษย์หลวงพ่อ

เวลาเขาพูด ก็ได้กลิ่นเหล้า ใจก็คิดนะ เอาเถอะ ลองดู ก็ซ้อนท้ายไปกับเขา

เขาขับไปถึงกุฏิ เสียงมอไซค์เก่าๆ ดังมาก เราบอกว่า ลงตรงนี้แหละ ขอบคุณมาก

ระหว่างยืนตรงด้านข้างกุฏิ ใจก็คิด จะไปนอนที่ไหนดี เขาหลับกันหมดแล้ว แปบเดียว มีหมาเดินเข้ามา ก็กลัวเหมือนกันนะ เรากับหมา ต่างคนต่างมองกัน แล้วหมาก็เริ่มเดินนำหน้า เราเดินตาม

หมาพาไปที่อาคารปฏิบัติ ภาวนา 1 พอเปิดรั้ว เปิดประตู เขาพาขึ้นชั้นบน เราก็เดินตาม เลือกที่ริมๆ ต่างคน ต่างล้มตัวลงนอน หมานอนอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน

เช้ามา เสียงแม่ชีไล่หมาให้ลงข้างล่าง ประมาณว่า เจ้าหมี ลงไปข้างล่างเร็วๆ เราได้ยินแล้ว แต่ไม่ลุก แบบว่า รู้สึกอายคนที่ขึ้นมาปฏิบัติ ก็นอนทั้งแบบนั้น จนเที่ยง ถึงลุก

มีคนเล่าให้ฟังว่า หมาตัวนี้ อดีตเป็นนายตำรวจ แต่มาเกิดเป็นหมา เคยมีคนมารับ บอกว่า เป็นญาติเขา ไปเข้าฝันเขา

นี่คือ ความระลึกถึงเจ้าหมี ที่พาไปหาที่นอน และนอนเป็นเพื่อน

เรื่องนี้ ถึงจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังจำได้ไม่เคยลืม เช่นเดียวกับเรื่องหลวงพ่อจรัญ ที่เราเคยแผลงฤทธิ์ ไว้กับหลวงพ่อเยอะมาก สุดท้าย ก็กลับตัวได้ มีชีวิตใหม่ได้ เพราะหลวงพ่อจรัญ
เกี่ยวกับพระ วันนั้นนำพระ(ที่ทำให้ฝันทุกคืน) ไปถวายหลวงพ่อ ท่านรับไว้ แล้วหันหน้าพระไปทางท่าน เรามองแล้วก็คิดว่า อยากเห็นหน้าพระรูปหล่อเป็นครั้งสุดท้าย คิดปุ๊บ หลวงพ่อจับพระรูปหล่อหันหน้ามาปั๊บ

เราถามท่านว่า ทำยังไง จึงจะเลิกฝัน

ท่านบอกว่า แผ่เมตตา นอกนั้นไม่มีอะไรแล้ว

หลังจากที่ถวายพระไปกับหลวงพ่อ ไม่เคยฝันเรื่องราวแบบนั้นอีกเลย

คลายกำหนัด

กว่าจะรู้ว่า คำเรียกแต่ละคำ ในพระธรรมคำสอนว่า คำเรียกนั้น มีลักษณะอาการเกิดขึ้น เป็นแบบไหน ต้องรู้สึกเบื่อหน่าย เบื่อชีวิตแบบสุดๆ

ความเบื่อหน่าย ที่มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับใครๆ ไม่อยากยุ่งกับใคร มันจะเกิดขึ้นทีละสเตป ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้ว ทำให้หยุดข้องเกี่ยวนอกตัวได้

คลายกำหนัด คำว่า กำหนัด สภาพธรรมตัวนี้หมายถึง ตัณหา ความทะยานอยาก ที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการสร้างเหตุ ซึ่งเกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

รู้-ละ

ในแง่ของการทำความเพียร ไม่มีกลับกลอก จิตมั่นคงต่อพระนิพพาน คือ การทำความเพียรเพื่อ การไม่เกิด

ในแง่ของความรู้ ต้องศึกษาพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้ มีร่องรอยให้เห็นอยู่ใน พระไตรปิฎก

ไม่ว่าใครจะแสดงทิฏฐิอย่างไร ต้องดูพระธรรมคำสอนเป็นหลัก ไม่ใช่ถือมั่นตามเหตุปัจจัยของตนที่มีอยู่(อวิชชา)

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น จึงหลงกระทำตามโลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดจากแรงตัณหาทะยานอยาก จึงทำให้เกิด เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล

มีบุคคลจำนวนมาก ที่หลงสภาพธรรม หลงในผัสสะที่เกิดขึ้น ใจจึงน้อมเข้าสู่สิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่ โดยไม่สนใจพระธรรมคำสอน ที่เป็นส่วนของแก่น

เมื่อความหลงครอบงำแล้ว จึงหลงเผยแผ่ ในสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่ พวกอวดอุตริ มีการกล่าวทำนองว่า แหวกครั้งที่หนึ่ง แหวกครั้งที่สอง แหวกครั้งที่สาม แหวกครั้งที่สี่

สรุปแล้ว ไอ้ที่คิดเอาเองว่า แหวก ล้วนเกิดจากอวิชชา เป็นเหตุและปัจจัย ให้เกิดการกระทำ เป็นการสร้างเหตุแห่งทุกข์ มากกว่ากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

คำสอนของอลัชชี เดียรถีย์ ล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ล้วนก้าวเข้าสู่ความมี ความเป็น มากกว่า การสลัดออก มีแต่ถ้อยคำกลับกลอก หลอกเอาเงินชาวบ้าน

ด้วยความหลงที่ครอบงำอยู่ ของผู้มีเหตุปัจจัยร่วม ที่ทำให้เชื่อกัน นั่นก็บุญ นี่ก็บุญ มีแต่วังวน มีแต่เหตุปัจจัยของ การเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏ

นี่แหละ ทุกข์ โทษ ภัย ของอวิชชา

แถไปเรื่อย

เห็นบางข้อความ ทำให้คิดว่า แมร่งแถไปเรื่อย พวกสัปปรับ กลับกลอก พวกเดียรถีย์ อลัชชี หากินบนความหลงของชาวบ้าน มันก็เป็นแบบนี้แหละ

ทั้งๆที่รู้ว่า การเวียนว่ายตายเกิด ล้วนเกิดจากอวิชชา แต่เห็นพวกอลัชชี พวกเดียรถีย์ เห็นทีไร จิ๊ดทุกที

ส่วนพวกที่หลง ปล่อยให้หลงต่อไป ทั้งๆที่บอกไปแล้วว่า ก่อนจะปลงใจเชื่อสิ่งใด ควรมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ควรศึกษาพระไตรปิฎก แต่พวกรั้นมีเยอะ

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายยังมีอยู่ ควรปล่อยให้เป็นไปตามเหตุและปัจจัยของผู้นั้น

รู้แล้ว เหนื่อยใจนะ

ยิ่งรู้ ยิ่งเบื่อหน่าย

จึงไม่ค่อยจะทนกับอะไรๆที่มองเห็นแล้วว่า เหตุมี ผลย่อมมี

หากหนีได้ จะหนีทันที

การพบปะกับผู้ไม่รู้
มักมีแต่เรื่องทำให้เหนื่อยใจ

ชีวิต…

เกิดมาแล้วนี่ พอรู้ชัดถึงเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจนะ

เมื่อรู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อรู้สึกเบื่อหน่าย ทำให้ยุ่งนอกตัวน้อยลง

เมื่อยุ่งนอกตัวน้อยลง ทำให้รู้อยู่ภายในมากขึ้น ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเบื่อหน่าย
บุคคลผู้ไม่รู้ ย่อมกระทำตามโลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดจาก ความทะยานอยาก

จะโลภไปทำไม หาแทบตาย ตายปั๊บ ทรัพย์สินที่มีอยู่ หมดค่าทันที เพราะเอาไปไม่ได้สักบาทเดียว

จะโลภของคนอื่นไปทำไม เพราะได้มา ต้องเสียไป สุดแต่ว่าจะเสียไปทางไหน ของฟรีไม่มีในโลก

จะโลภไปทำไม มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด มากกว่า การกดับเหตุของการเกิด

ความโกรธยังมีอยู่ แต่ไม่ถึงขั้นคิดพยาบาท ผูกใจเจ็บกับอีกฝ่าย ความคิดร้ายๆ กับอีกฝ่าย จึงไม่มี

จะพยาบาทไปทำไม จิตที่ยึดติดสิ่งใด ขณะหมดลมหายใจ จิตย่อมไปตามสิ่งที่ผูกใจอยู่

ความโกรธมีอยู่ แค่รู้ว่ามี แต่ไม่ถึงขั้นครุ่นคิดพยาบาท อาฆาต จองเวรกับอีกฝ่าย

เรื่องราวทั้งหมด ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เกิดจากการกระทำของเรานี่แหละ ที่หลงกระทำขึ้นมาเอง เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

สู้ไม่ไหว
กับความไม่รู้ของผู้อื่น หากหนีได้ หลบได้ จะทำแบบนั้นทันที เพราะผู้ไม่รู้ มีแต่ความกระหายหิว ไม่รู้จักกับคำว่า “พอ”

เมื่อไม่รู้จักคำว่า พอ เป็นเหตุให้ไม่รู้ว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ มีแต่ทำตามตัณหา ความทะยานอยาก ที่เกิดจากใจที่ไม่รู้จักคำว่า พอ

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว ยิ่งคิด ยิ่งเหนื่อยใจ ทั้งที่ไม่ได้อยากคิด มันคิดของมันเอง จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก

แม้พบปะพูดคุย มันก็ไม่อยากเจอ ทุกวาจาที่เอ่ยออกไป เหตุทั้งนั้น มันย้อนกลับมาหาตัวเองหมด หากรับมือไม่ไหว คนที่เหนื่อยใจ ก็คือตัวเรา
โอปะนะยิโก
ทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เห็นสิ่งใด มันจะโอปะนะยิโก นี่เห็นไหม ความไม่รู้
เมื่อเกิดการคิดพิจรณาเนืองๆ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย
เป็นความเกี่ยวเนื่องของสภาพธรรม ไม่ใช่ความวิเศษอันใด

สิ่งที่เกิดขึ้น มีความวิเศษสุดคือ สิ่งที่รู้ สามารถทำให้หยุดสร้างเหตุนอกตัวได้ ไม่หลงกระทำตามความทะยานอยากที่เกิดขึ้น นี่คือ ความวิเศษของสภาพธรรมที่รู้ ไม่ใช่ทำให้ตัวเราวิเศษแต่อย่างใด

ความรู้สึกทางใจ

ทุกคราที่ค้นหาเกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ

เมื่อเจอสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้

วลัยพรจะต้องยกมือจบท่วมหัว พร้อมกับกล่าวคำว่า สาธุ

ปุจฉา ใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของเรา
วิสัชนา เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เป็นเรื่องของอวิชชา ที่มีอยู่

http://www.buddha-quote.com/?p=22

ภัยในอนาคต ๕ ประการ

การทำความเพียร แข่งกับอนาคตภัย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ
ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น
อยู่ตลอดไป

เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น
คืออะไรบ้างเล่า ?

ห้าประการ คือ

( ๑ ) ภิกษุในกรณีนี้
พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้เรายังหนุ่ม ยังเยาว์วัย
ยังรุ่นคะนอง มีผมยังดำสนิท
ตั้งอยู่ในวัยกำลังเจริญ คือ ปฐมวัย

แต่จะมีสักคราวหนึ่ง
ที่ความแก่จะมาถึงร่างกายนี้
ก็คนแก่ถูกความชราครอบงำแล้ว
จะมนสิการถึงคำสอน
ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น
ไม่ทำได้สะดวกเลย

และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่ง
อันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ
( คือความแก่ )
นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร
เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว
แม้จะแก่เฒ่าก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้


( ๒ ) ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก
ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้เรามีอาพาธน้อย มีโรคน้อย
มีไฟธาตุให้ความอบอุ่นสม่ำเสมอ
ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก พอปานกลาง
ควรแก่การทำความเพียร

แต่จะมีสักคราวหนึ่ง
ที่ความเจ็บไข้จะมาถึงร่างกายนี้
ก็คนที่เจ็บไข้ถูกพยาธิครอบงำแล้ว
จะมนสิการถึงคำสอน
ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น
ไม่ทำได้สะดวกเลย

และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่ง
อันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ
( คือความเจ็บไข้ )
นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร
เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว
แม้จะเจ็บไข้ก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้

( ๓ ) ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก
ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้ข้าวกล้างามดี
บิณฑะ หาได้ง่าย
เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไป
ด้วยความพยายามแสวงหาบิณฑบาต

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่
ภิกษาหายาก ข้าวกล้าเสียหาย
บิณฑะหาได้ยาก
ไม่เป็นการสะดวกที่จะยังชีวิตให้เป็นไป
ด้วยความพยายามแสวงหาบิณฑบาต

เมื่อภิกษาหายาก
ที่ใดภิกษาหาง่าย
คนทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น
ความอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คนก็จะมีขึ้น
เมื่อมีการคลุกคลีปะปนกันในหมู่คน
จะมนสิการถึงคำสอน
ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น
ไม่ทำได้สะดวกเลย

และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่ง
อันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ
( คือภิกษาหายาก )
นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร
เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว
จักอยู่เป็นผาสุก
แม้ในคราวที่เกิดทุพภิกขภัย ดังนี้

( ๔ ) ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก
ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้ คนทั้งหลายสมัครสมาน
ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน
เข้ากันได้ดุจดั่งนมผสมกับน้ำ
มองแลกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กัน
เป็นอยู่

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่
ภัย คือ โจรป่ากำเริบ
ชาวชนบทผู้ขึ้นอยู่ในอาณาจักร
แตกกระจัดกระจายแยกย้ายกันไป

เมื่อมีภัยเช่นนี้
ที่ใดปลอดภัย
คนทั้งหลายก็อพยพกันไป ที่นั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น
ความอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คนก็จะมีขึ้น
เมื่อมีการอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่คน
จะมนสิการถึงคำสอน
ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น
ไม่ทำได้สะดวกเลย

และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่ง
อันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ
( คือโจรภัย )
นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร
เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว
จักอยู่เป็นผาสุก
แม้ในคราวที่เกิดโจรภัย ดังนี้

( ๕ ) ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก
ภิกษุพิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า
บัดนี้สงฆ์สามัคคีปรองดองกัน
ไม่วิวาทกัน มีอุเทสเดียวกัน
อยู่เป็นผาสุก

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่
สงฆ์แตกกัน

เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว
จะมนสิการถึงคำสอน
ของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น
ไม่ทำได้สะดวกเลย

และจะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด
ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

ก่อนแต่สิ่ง
อันไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ
( คือสงฆ์แตกกัน )
นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร
เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว
จักอยู่เป็นผาสุก
แม้ในคราวเมื่อสงฆ์แตกกัน ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล
ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น
อยู่ตลอดไป

เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุ สิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว

อริยสัจจากพระโอษฐ์ ( ภาคปลาย )
การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย
( หน้า ๑๑๕๘ – ๑๑๖๑ )

ปฏิจจสมุปบาท อรรถกถา

๖. ปัจจยาการวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[๒๕๕] สังขารเกิดเพราะอวิชาเป็นปัจจัย
วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย
นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เกิดเพราะชาติ
เป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
[๒๕๖] ในปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน
ความไม่รู้ทุกข์ ความไม่รู้ทุกขสมุทัย ความไม่รู้ทุกขนิโรธ ความไม่รู้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า อวิชชา
[๒๕๗] สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร กายสังขาร
วจีสังขาร จิตตสังขาร
ในสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน
กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จ-
*ด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร
อปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน
อกุศลเจตนาเป็นกามาวจร นี้เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร
อาเนญชาภิสังขาร เป็นไฉน
กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กายสังขาร เป็นไฉน
กายสัญเจตนา เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา เป็นวจีสังขาร มโนสัญ-
*เจตนา เป็นจิตตสังขาร
เหล่านี้เรียกว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
[๒๕๘] วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เป็นไฉน
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย
[๒๕๙] นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เป็นไฉน
นาม ๑ รูป ๑
ในนามและรูปนั้น นาม เป็นไฉน
เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม
รูป เป็นไฉน
มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูป
นามและรูปดังกล่าวมานี้ นี้เรียกว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
[๒๖๐] สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย เป็นไฉน
จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนาย-
*ตนะ นี้เรียกว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
[๒๖๑] ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เป็นไฉน
จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโน-
*สัมผัส นี้เรียกว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
[๒๖๒] เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เป็นไฉน
จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่า
เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
[๒๖๓] ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย เป็นไฉน
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม-
*ตัณหา นี้เรียกว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
[๒๖๔] อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย เป็นไฉน
กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า
อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
[๒๖๕] ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เป็นไฉน
ภพ ๒ คือ กรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑
ในภพ ๒ นั้น กรรมภพ เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร นี้เรียกว่า กรรมภพ
กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสู่ภพแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า กรรมภพ
อุปปัตติภพ เป็นไฉน
กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญา-
*นาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ นี้เรียกว่า อุปปัตติภพ
กรรมภพและอุปปัตติภพดังกล่าวมานี้ นี้เรียกว่า ภพเกิดเพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย
[๒๖๖] ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย เป็นไฉน
ความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งลง ความเกิดจำเพาะ ความปรากฏ
แห่งขันธ์ ความได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด
นี้เรียกว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย
[๒๖๗] ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย เป็นไฉน
ชรา ๑ มรณะ ๑
ในชราและมรณะนั้น ชรา เป็นไฉน
ความคร่ำคร่า ภาวะที่คร่ำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความ-
*ที่หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมสิ้นอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ
ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า ชรา
มรณะ เป็นไฉน
ความเคลื่อน ภาวะที่เคลื่อน ความทำลาย ความหายไป มฤตยู ความ-
*ตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่ง
ชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า มรณะ
ชราและมรณะดังกล่าวมานี้ นี้เรียกว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
[๒๖๘] โสกะ เป็นไฉน
ความโศกเศร้า กิริยาโศกเศร้า สภาพโศกเศร้า ความแห้งผากภายใน
ความแห้งกรอบภายใน ความเกรียมใจ ความโทมนัส ลูกศรคือความโศกเศร้า
ของผู้ที่ถูกความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค
ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ กระทบแล้ว ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อม
อย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว นี้เรียกว่า
โสกะ
[๒๖๙] ปริเทวะ เป็นไฉน
ความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาร้องไห้ กิริยาคร่ำครวญ สภาพร้อง-
*ไห้ สภาพคร่ำครวญ ความบ่นถึง ความพร่ำเพ้อ ความร่ำไห้ ความพิไรร่ำ
กิริยาพิไรร่ำ สภาพพิไรร่ำ ของผู้ที่ถูกความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์
ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ กระทบแล้ว ของ
ผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่าง-
*หนึ่งกระทบแล้ว นี้เรียกว่า ปริเทวะ
[๒๗๐] ทุกข์ เป็นไฉน
ความไม่สบายกาย ความทุกข์กาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย เป็น
ทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กาย
สัมผัส อันใด นี้เรียกว่า ทุกข์
[๒๗๑] โทมนัส เป็นไฉน
ความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
อันใด นี้เรียกว่า โทมนัส
[๒๗๒] อุปายาส เป็นไฉน
ความแค้น ความขุ่นแค้น สภาพแค้น สภาพขุ่นแค้น ของผู้ที่ถูกความ
เสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือ
ความเสื่อมทิฏฐิ กระทบแล้ว ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว นี้เรียกว่า อุปายาส
[๒๗๓] คำว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
อย่างนี้นั้น ได้แก่ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุม ความปรากฏ
แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=3732&Z=3845

ปฏิจจสมุปบาท

๒. มหานิทานสูตร (๑๕)

[๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ
นามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง
ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะ
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะ
เป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น
อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์
เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจ
ด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุง
กระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์
เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า
ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า
ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย
เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ
พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น
ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า อุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา
ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอ
ถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี
อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า เวทนามี
สิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอ
พึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ
พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป
เป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้า
เขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ
เธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า
วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด
นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด
เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น
ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ
[๕๘] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้
มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวก
เทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์
เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น
สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็น
สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ
เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติ
ดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ
ก็คือชาตินั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย
ประการทั้งปวง เพราะภพดับไป ชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ
ก็คือภพนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง
ต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน
สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ
อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งภพ
ก็คืออุปาทานนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เรากล่าวอธิบายดัง
ต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา
รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน
ก็คือตัณหานั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส
โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี
โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา
ก็คือเวทนานั่นเอง ฯ
[๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย
เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา
จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ
รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง
จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความ
ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น
อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ
แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ
ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความ
ข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม
อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การ
วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน
เมื่อไม่มีการป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน
ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้
บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด
ขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ
แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ
ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่
โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้
บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ
ป้องกัน ก็คือความตระหนี่นั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่จะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ
ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ
ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ยึดถือ ก็คือการพะวงนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก
ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง
ปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง
ก็คือความรักใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว
อธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ
โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่
พึงใจ ก็คือความตกลงใจนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ
ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ตกลงใจ ก็คือลาภนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา
ได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา
มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย
ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ
ก็คือ การแสวงหานั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ
ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ
แสวงหาก็คือตัณหานั่นเอง ฯ
[๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา
โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา-
*สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ
ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา
ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย
ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ
นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ
เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึง
ปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ
นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ
ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ
เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ
ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง
ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป
นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่
จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป
ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้
อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ
ต่อไปได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ
ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป
จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ
ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ
[๖๑] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ
ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อม
บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น
กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ
มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่
เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่
เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุด
มิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี
ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้
อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น
กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ
มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่
เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป
ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป
ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น
หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพ
ที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน
ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่า
นี้แล ฯ
[๖๒] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ
มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่
บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้
ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มี
รูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่
บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้
อานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น
ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความ
เห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้
อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็น
อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย
ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ
ไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน
ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย
ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาล
บัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ
อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย
ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้
หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน
ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณ
เท่านี้แล ฯ
[๖๓] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี
ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็น
อัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา
อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา
ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น
อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น ๓ อย่างนั้น ผู้ที่กล่าว
อย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา
มี ๓ อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา
๓ ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา
เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา
คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้
เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว
เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา
ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น
ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม-
*สุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ-
*คลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า
นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา
ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ
ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย
อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา
อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง
เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น
อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะ
เล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง
ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน
รูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว
แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่
ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของ
เรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้อง
ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับ
ไปแล้ว ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของ
เรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ
ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ
[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่
เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา
อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่
สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การ
กล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ
ข้อนั้น เพราะเหตุไร
ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ
การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร
ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี
ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น
นั้นไม่สมควร ฯ
[๖๕] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ เหล่านี้ วิญญาณฐิติ ๗
เป็นไฉน คือ-
๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพ
บางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑
๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่อง
ในชั้นพรหมผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณ
ฐิติที่ ๒
๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร
นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓
๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ
ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔
๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด
มิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕
๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด
มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖
๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗
ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑) และข้อที่ ๒
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง ๗ ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ ๑ มี
ว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก
พวกวินิบาตบางพวก ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ
และโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ
ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ
ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ
ฯลฯ ฯลฯ

วิญญาณฐิติที่ ๗ มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ
ว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัด
วิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติ
ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควร
เพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ
ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง ๒ นั้นเล่า ข้อที่ ๑ คือ อสัญญี-
*สัตตายตนะ ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ
และโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก
อสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินอสัญญีสัตตายตนะนั้น
อีกหรือ ฯ
ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ
ส่วนข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานา-
*สัญญายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานา-
*สัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ
ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ
และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ เหล่านี้ ตามเป็น
จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า
ปัญญาวิมุตติ ฯ
[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ
๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑
๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น
วิโมกข์ข้อที่ ๒
๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓
๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดย
ประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔
๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้
เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๕
๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วง
วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖
๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗
๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘
ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ ๘ ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ ๘ ประการ
เหล่านี้ เป็นอนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง
ออกบ้าง ตามคราวที่ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์
จึงบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะ
ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า
อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโตภาควิมุตตินี้ที่จะยิ่งหรือประณีตไป
กว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=1455&Z=1887&pagebreak=0

พฤษภาคม 2015
พฤ อา
« ก.พ.   มิ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: