นิวรณ์

การสนทนานอกตัว ที่เกี่ยวกับสภาพะรรมต่างๆ

ซึ่งไม่ใช่เรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ผลคือ ทำให้ฟุ้ง เสียเวลาหาพระธรรมคำสอน ซึ่งมีแต่สัญญา

ทำให้รู้สึกว่า การพูดคุย มันแค่นั้นเอง เสียเวลาไปกับเรื่องนอกตัว

การรู้อยู่ภายใน มักจะเกิดปีติเนืองๆ ความสงบ ความสุข มักมีเกิดขึ้นเองเนืองๆ

ทั้งๆที่ ตอนนี้สมาธิไม่ได้มีอะไรมากมายแบบเมื่อก่อน

การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์(ตัณหา)

การเพียรละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่(ผัสสะ)

ความสันโดษ การไม่คุลกคลีด้วยหมู่คณะ

ผลของการเพียรแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่า เกิดมาแล้ว ไม่ชื่อว่า เป็นผู้ตายเปล่า

ไม่เป็นผู้ประมาท ปล่อยลมหายใจทิ้งไปวันๆ

ผลของการทำความเพียร จะรู้ชัดตามความเป็นจริง ก็ต่อเมื่อ

ผัสสะที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

และช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด คือ ขณะที่กำลังจะหมดลมหายใจ

จิตระลึกถึงสิ่งใด(บาป บุญ เฉยๆ) ปรากฏทางทวารทั้ง ๖

จะเกิดเป็นอะไร หรือไม่มีที่ตั้งแห่งวิญญาณ(ไม่เกิด) ซึ่งมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ไม่ได้เกิดจากน้อมเอา คิดเอาเอง ใช้วัดกันตรงนั้นแหละ

ช่วงนี้เกิดปีติเนืองๆ สุข สงบ

อาจจะมียุ่งนอกตัวบ้าง

แต่ก็กลับมารู้ที่กาย ด้วยความเคยชิน คือ แล่นออก แต่ไม่นานแบบเมื่อก่อน

เมื่อไม่ปรารถนาการเกิด มันก็ละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ ได้ว่องไว

นี่แหละผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

ทุข์ก้ทำ สุขก็ทำ ไม่ประมาท

เพราะความตาย เป็นของแน่น

เรื่องนอกตัว ไม่แน่นอน แปรปรวนตามเหตุและปัจจัยของสิ่งๆนั้น

ถึงแม้จะไม่มีเราอยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม

เนวสัญญานาสัญญายตน

อุปาลีสูตร
[๙๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่า
และราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและ
ราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว
ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าว
อย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนมี
ห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง มาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึง
คิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่น
บ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมากลับไปตามต้องการ ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้ว
พึงขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตาม
ต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การ
ลงในน้ำลึก ครั้นกระต่ายหรือเสือปลามาถึง (ห้วงน้ำนั้น) เข้า กระต่ายหรือเสือ
ปลาพึงคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นอะไรและช้างใหญ่เป็นอะไร ไฉนหนอ เราพึงลงสู่
ห้วงน้ำนี้แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมา
แล้วกลับไปตามต้องการ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทัน
ได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักลอยขึ้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้นเป็นสัตว์มีร่างกายเล็ก ย่อม
ไม่ได้การลงในห้วงน้ำลึก แม้ฉันใด ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อ
ไม่ได้สมาธิ จักซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวัง
ข้อนี้ คือ จักจมลงหรือฟุ้งซ่าน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตรและคูถของ
ตน ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นของ
เด็กอ่อนอย่างเต็มที่สิ้นเชิงมิใช่หรือ ท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้น
พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความ
แก่กล้าแห่งอินทรีย์ ย่อมเล่นเครื่องเล่นทั้งหลายที่เป็นของเล่นของพวกเด็กๆ คือ
เล่นไถน้อยๆ เล่นตีไม้หึ่ง เล่นกังหันไม้ เล่นกังหันใบไม้ เล่นตวงทราย เล่น
รถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การ
เล่นนี้ เป็นการเล่นดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สมัยต่อมา เด็กนั้นแล อาศัยความเจริญ อาศัยความ
แก่กล้าแห่งอินทรีย์ เป็นผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรออยู่ด้วยรูปทั้งหลาย
อันบุคคลพึงรู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด ด้วยเสียงทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยหู … ด้วยกลิ่นทั้งหลายอัน
บุคคลพึงรู้ด้วยจมูก … ด้วยรสทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยลิ้น … ด้วยโผฏฐัพพะ
ทั้งหลายอันบุคคลพึงรู้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้ เป็น
การเล่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการเล่นที่มีในครั้งก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า
พ. ดูกรอุบาลี ก็พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของ
พระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้
ตาม ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตร
แห่งคฤหบดี หรือผู้เกิดมาในภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น
แล้วได้ศรัทธาในตถาคต ประกอบด้วยการได้ศรัทธาแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้
อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัด
แล้วไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกบวช
เป็นบรรพชิตเถิด สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่
แล้วปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและอาชีพเสมอด้วยภิกษุทั้งหลาย ละปาณาติบาต เว้นขาดจาก
ปาณาติบาต วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน
รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้
สะอาดอยู่ ละอพรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจาก
เมถุนธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่คำ
จริง ดำรงคำสัตย์ พูดเป็นหลักฐาน ควรเชื่อถือได้ ไม่พูดลวงโลก ละวาจาส่อเสียด
เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด ฟังข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตก
ร้าวกัน หรือฟังข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน
สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้
พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน
กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ
กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วน
มากรักใคร่ พอใจ ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ
ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง
มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร ภิกษุนั้นเว้นขาดจากการ
พรากพืชคามและภูตคาม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลา
วิกาล เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องการประโคมดนตรีและการดูการเล่นอันเป็น
ข้าศึกแก่กุศล เว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของ
หอมและเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว เว้นขาดจากการนั่งการ
นอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นขาดจากการรับทองและเงิน เว้นขาดจากการ
รับธัญญาหารดิบ เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ เว้นขาดจากการ
รับไก่และสุกร เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน เว้นขาดจากการประกอบทูต
กรรมและการรับใช้ เว้นขาดจากการซื้อการขาย เว้นขาดจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง
การฉ้อโกงด้วยของปลอม และการฉ้อโกงด้วยเครื่องตวงวัด เว้นขาดจากการรับ
สินบน การล่อลวง และการตลบแตลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ
การตีชิง การปล้น และกรรโชก ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหาร
กาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง ซึ่งตนจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไป
ได้เอง นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด
ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหาร
ท้อง ซึ่งตนจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุนั้น
เป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่มีโทษเฉพาะตน ฯ
ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อม
ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอัน
ลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่าย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่า
ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู … ดมกลิ่นด้วยจมูก … ลิ้มรส
ด้วยลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือ
นิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว
จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่า
ย่อมรักษามนินทรีย์ ชื่อว่าย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบ
ด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสเฉพาะตน ฯ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ ย่อมทำความ
รู้สึกตัวในการแล ในการเหลียว ย่อมทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า ในการเหยียด
ออก ย่อมทำความรู้สึกตัวในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ย่อมทำความรู้สึก
ตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ย่อมทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น
การพูด การนิ่ง ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ ประกอบด้วยอินทรีย์
สังวรอันเป็นอริยะนี้ และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะนี้ ย่อมซ่อง
เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ
ที่แจ้ง ลอมฟาง ภิกษุนั้นอยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่างเปล่า ย่อมนั่งคู้
บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ภิกษุนั้นละความโลภในโลกแล้ว มีจิต
ปราศจากความโลภอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความโลภ ละความประทุษร้าย
คือ พยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลสัตว์ทั้งปวงอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือ พยาบาท ละถีนมิทธะแล้ว เป็น
ผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา
แล้ว เป็นผู้ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระ
จิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา ฯ
ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ ทำปัญญาให้ทุรพล ๕
ประการนี้ได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก
วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อ
นั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ ดูกรอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการ
อยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับ
ปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึง
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ ดูกรอุบาลี
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีต
กว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึงว่า วิญญาณไม่มี
ที่สุด ดังนี้ … เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึง
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงว่า หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ … เพราะก้าวล่วง
อากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน-
*ฌาน โดยคำนึงว่า ธรรมชาตินี้สงัด ธรรมชาตินี้ประณีต ดังนี้ ดูกรอุบาลี เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการ
อยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ฯ
ดูกรอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
โดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอยู่ และอาสวะของ
ภิกษุนั้นเป็นกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอุบาลี เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่า
การอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ ฯ
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมแม้นี้ (ว่ามี
อยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด แต่ว่าสาวก
เหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ดูกรอุบาลี เธอจงอยู่ในสงฆ์
เถิด เมื่อเธออยู่ในสงฆ์ ความสำราญจักมี ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=4610&Z=4792

คิดช้า

เพิ่งรู้สึกถึงมีการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

เกิดเนื่องจากวันก่อน ไปพูดคุยเริ่อง เนวสัญญานาสัญญายตนะ และนิโรธ

ตอนแรกก็โพสแค่เรื่องรูปฌานและอรูฌาน แต่มันมีเหตุนะ มันไม่มีอะไรมากหรอก

ดันไปโพสเรื่องการหาพระธรรมคำสอน ปนกับเรื่องมุดรู ของหลวงพ่อเยื้อน

ทีนี้คนอ่าน เข้าใจไปว่า เป็นอรูปฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนะ (มุดรู)

คือ มันคนละเรื่องกัน เรื่องมุดรู เป็นสภาพธรรมที่เรียกว่า ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่วลัยพรตั้งชื่อว่า สภาวะหุ่นยนต์ มันคนละสภาวะมุดรู

ที่ไม่เข้าไปอธิบาย เพราะคิดเองว่า ปล่อยไป  ใครจะรู้แค่ไหน นั่นก็เหตุของเขา

สภาวะหุ่นยนต์(เนวสัญญฯ) ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนา

ตอนนี้เพิ่งรู้ว่า เป็นคนคิดช้า การกระทำก็ช้าลง

เหมือนมีการกำหนดอิริยาบทต่างๆเนืองๆ ทั้งๆที่ไม่ได้คิดกำหนดใดๆ

คงสะสมมาจาก การคิดก่อนลงมือทำสิ่งใด ไม่ว่าจะงานบ้าน หรือจับจ่ายซื้อของต่างๆ

การสังคยานาพระไตรปิฎก ครั้งแรก

สาทิกสูตร สังคีติสูตร และการสังคายนา

ในสมัยปลายพุทธกาล นิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นศาสดาของศาสนาเชนได้สิ้นชีวิตลง

สาวกของท่านไม่ได้รวบรวมคำสอนไว้ และไม่ได้ตกลงกันไว้ให้ชัดเจน
สาวกลูกศิษย์ก็แตกแยกทะเลาะวิวาทกันว่า ศาสดาของตนสอนว่าอย่างไร

ครั้งนั้น ท่านพระจุนทะได้นำข่าวนี้มากราบทูลแด่พระพุทธเจ้า
พระองค์ได้ตรัสแนะนำให้พระสงฆ์ทั้งปวง ร่วมกันสังคายนาธรรมทั้งหลายไว้
เพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน

พระพุทธพจน์
เพราะเหตุดังนี้นั่นแหละ จุนทะ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด อัน
เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
บริษัททั้งหมดเทียว พึงพร้อมเพรียงกันประชุม รวบรวมตรวจตรา
อรรถด้วยอรรถ พยัญชนะด้วยพยัญชนะ ในธรรมเหล่านั้น
โดยวิธีที่พรหมจรรย์นี้จะพึงเป็นไปตลอดกาลยืดยาว ตั้งมั่นอยู่สิ้นกาลนาน
พรหมจรรย์นั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็น
อันมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ
สุขแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ปาสาทิกสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=11&A=2537&Z=3181&bgc=lavender

คราวหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรปรารภเรื่องนี้
แล้วได้แสดงวิธีการสังคายนาไว้เป็นตัวอย่างเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้า ซึ่งมีพระสงฆ์ประชุมเฝ้าพร้อมอยู่
ท่านได้รวบรวมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อธรรมต่างๆ  ตั้งแต่หมวด ๑ ไปจนถึงหมวด ๑๐
เมื่อท่านพระสารีบุตรแสดงจบแล้ว พระพุทธเจ้าทรงประทานสาธุการหลักธรรมที่ท่านพระสารีบุตรแสดงจบแล้ว
เรื่องราวตอนนี้มาในพระสูตรชื่อ สังคีติสูตร ซึ่งแปลว่า พระสูตรว่าด้วยการสังคายนา หรือ สังคีติ
แปลตามตัวอักษรว่า การสวดพร้อมกัน (จาก สํ “พร้อมกัน” + คายน หรือ คีติ “การสวด”)

หลังพุทธปรินิพพาน ท่านพระมหากัสสปะดำริเรื่องการทำสังคายนาพระธรรมวินัย
โดยปรารภเรื่องสุภัททภิกษุผู้บวชเมื่อแก่กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย

การสังคายนา เป็นวิธีการรักษาพระพุทธพจน์โดยการรวบรวมคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ให้จดจำได้ง่าย และซักซ้อมทบทวนกันจนลงตัว
แล้วสวดสาธยายพร้อมกันแสดงความยอมรับเป็นแบบแผนเพื่อทรงจำสืบต่อกันมา

คำว่า การประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าวางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียว;
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=สังคายนา

สังคีติสูตร (ย่อ)
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นมัลละ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงนครของพวกมัลลกษัตริย์อันมีนามว่า ปาวา แล้วประทับอยู่ ณ สวนมะม่วง
ของนายจุนทกัมมารบุตร
พวกเจ้ามัลละได้สดับข่าวนี้ จึงได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
กราบทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงใช้ท้องพระโรงหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จชื่อว่า อุพภตกะ เป็นปฐมฤกษ์
หลังจากนั้น พวกเจ้ามัลละจึงจะใช้ท้องพระโรงนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่พวกเจ้ามัลละตลอดกาลนาน
พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ
เมื่อพวกเจ้ามัลละตระเตรียมสถานที่เสร็จแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปยังท้องพระโรงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
พระองค์ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก
ภิกษุสงฆ์นั่งพิงฝาด้านตะวันตก อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระองค์
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
พวกเจ้ามัลละนั่งพิงฝาด้านตะวันออก อยู่เบื้องพระพักตร์ (หน้า) ของพระองค์
หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาแ่ก่พวกเจ้ามัลละจนเกือบสว่าง
แล้วตรัสให้พวกเจ้ามัลละกลับไปได้
เมื่อพวกเจ้ามัลละกลับไปแล้ว พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนะ
และมิทธะ (หดหู่และเซื่องซึม)
จึงตรัสสั่งให้ท่านพระสารีบุตรแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงเมื่อยหลัง
จะทรงพักผ่อน
ท่านพระสารีบุตรทูลรับสนองพระดำรัส พระผู้มีพระภาคจึงทรงสำเร็จสีหไสยา
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=จุนทกัมมารบุตร
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=ธรรมีกถา
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=สีหไสยา

สมัยนั้น นิครนถ์นาฏบุตรได้ถึงแก่กรรมแล้วไม่นานที่นครปาวา เพราะการถึงแก่กรรมของ
นิครนถ์นาฏบุตรนั้น พวกนิครนถ์จึงแตกกัน เกิดแยกกันเป็น ๒ พวก
แม้พวกสาวกของนิครนถ์นาฏบุตรที่เป็นคฤหัสถ์ นุ่งขาวห่มขาว ก็มีอาการเบื่อหน่าย
คลายความรัก รู้สึกท้อถอยในพวกนิครนถ์ผู้เป็นสาวก
ทั้งนี้เพราะธรรมวินัยที่นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ประกาศไว้ไม่ดี
ไม่เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ
มิใช่ธรรมที่ท่านผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ เป็นธรรมวินัยที่มีที่พำนัก (ศาสดา) ถูกทำลายแล้ว
เป็นธรรมวินัยที่ไม่มีที่พึ่งอาศัย
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=นิครนถนาฏบุตร&detail=on

ท่านพระสารีบุตรปรารภความที่นิครนถ์นาฏบุตรถึงแก่กรรม สาวกแตกกันเป็น ๒ ฝ่าย ฯลฯ  และกล่าวว่า
ส่วนธรรมนี้แหละ พระผู้มีพระภาคของพวกเราตรัสไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว
เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้
พวกเราทั้งหมดนี้แหละพึงสังคายนา (สงฺคายิตพฺพํ) ไม่พึงวิวาทกันในธรรมนั้น
เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน

ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ธรรมดังกล่าว จัดเป็นหมวดดังนี้

๑. ธรรมหนึ่ง คือ
๑.   สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร (กพฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร)
๒.   สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร (อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อาหาร_4

๒. ธรรมสอง คือ
๒.๑  – นาม (คือ อรูปขันธ์ ๔ (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์) และ นิพพาน ๑)
– รูป (มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ คืออุปาทายรูป ๒๔)
๒.๒  อวิชชา (ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔) และ ภวตัณหา (ความปรารถนาภพ)
๒.๓  – ภวทิฐิ (สัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง)
– วิภวทิฐิ (อุจเฉททิฏฐิ  คือเห็นว่าอัตตาและโลกขาดสูญ)
๒.๔  ความไม่ละอาย (อหิริกะ) และ ความไม่เกรงกลัว (อโนตตัปปะ)
๒.๕  ความละอาย (หิริ) และ ความเกรงกลัว (โอตตัปปะ)
๒.๖  ความเป็นผู้ว่ายาก (โทวจัสสตา) และ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (ปาปมิตตตา)
๒.๗  ความเป็นผู้ว่าง่าย (โสวจัสสตา) และ ความเป็นผู้มีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา)
๒.๘  – ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ (อาปัตติกุสลตา เช่น รู้ว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นอาบัติหรือไม่)
– ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ
(อาปัตติวุฏฐานกุสลตา เช่น อาบัตินั้นออกได้ด้วยการแสดงหรือเปิดเผยแก่พระภิกษุรูปอื่น)
๒.๙  – ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ (สมาปัตติกุสลตา)
– ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ (สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา)
๒.๑๐ – ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑๘ (ธาตุกุสลตา)
– ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการในธาตุเหล่านั้น (มนสิการกุสลตา)
๒.๑๑ – ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑๒ (อายตนกุสลตา)
– ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท (ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา)
๒.๑๒ – ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ [คือเหตุที่เป็นได้] (ฐานกุสลตา)
– ความเป็นผู้ฉลาดในอัฏฐานะ [คือเหตุที่เป็นไปไม่ได้] (อัฏฐานกุสลตา)
๒.๑๓ การกล่าววาจาอ่อนหวาน (สาขัลยะ) และ การต้อนรับ (ปฏิสันถาร (ด้วยอาิมิสและด้วยธรรม))
๒.๑๔ – ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา ด้วยเอ็นดู กรุณาเจโตวิมุตติ)
– ความสะอาด (โสเจยยะ ด้วยไมตรี เมตตาเจโตวิมุตติ)
๒.๑๕ ความเป็นผู้มีสติหลงลืม (มุฏฐสัจจะ) และ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ (อสัมปชัญญะ คือ อวิชชา)
๒.๑๖ สติ (ความระลึกได้) และ สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)
๒.๑๗ – ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินทริเยสุ อคุตตทวารตา)
– ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ (โภชเน อมัตตัญญุตา)
๒.๑๘ – ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินทริเยสุ คุตตทวารตา)
– ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ (โภชเน มัตตัญญุตา)
๒.๑๙ – กำลังที่เกิดแต่การพิจารณา (ปฏิสังขานพละ)
– กำลังที่เกิดแต่การอบรม (ภาวนาพละ ก็คือโพชฌงค์ ๗)
๒.๒๐ กำลังคือสติ (สติพละ) และ กำลังคือสมาธิ (สมาธิพละ)
๒.๒๑ สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) และ วิปัสสนา (ปัญญา ความเห็นแจ้ง)
๒.๒๒ นิมิตที่เกิดเพราะสมถะ (สมถนิมิต) และ นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร (ปัคคหนิมิต)
๒.๒๓ ความเพียร (ปัคคหะ) และ ความไม่ฟุ้งซ่าน (อวิกเขปะ)
๒.๒๔ ความวิบัติแห่งศีล (สีลวิบัติ) และ ความวิบัติแห่งทิฐิ (ทิฏฐิวิบัติ เช่น ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล)
๒.๒๕ ความถึงพร้อมแห่งศีล (สีลสัมปทา) และ ความถึงพร้อมแห่งทิฐิ (ทิฏฐิสัมปทา)
๒.๒๖ ความหมดจดแห่งศีล (สีลวิสุทธิ) และ ความหมดจดแห่งทิฐิ (ทิฏฐิวิสุทธิ)
๒.๒๗ – ความหมดจดแห่งทิฐิ (ทิฏฐิวิสุทธิ)
– ความเพียรของผู้มีทิฐิ (ยถาทิฏฐิปธานะ ความเพียรที่สมควรแก่สัมมาทิฏฐิ)
๒.๒๘ – ความสลดใจ (สังเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สังเวคะ ความสลดใจในภัยของชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ)
– ความเพียรโดยแยบคายของผู้สลดใจแล้วในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ
(สังวิคคัสสะ โยนิโส  ปธานะ)
๒.๒๙ – ความปรารถนายิ่งๆ ขึ้นไปในธรรมอันเป็นกุศล (กุสเลสุ ธัมเมสุ อสันตุฏฐิตา)
– ความเป็นผู้ไม่ท้อถอยในการตั้งความเพียร (ปธานัสมิง อัปปฏิวานิตา)
๒.๓๐ – วิชชา ๓ (ความรู้แจ้ง)
– วิมุตติ ๒ (ความหลุดพ้น คืออธิมุตติแห่งจิต (สมาบัติ ๘) ๑ และนิพพาน ๑)
๒.๓๑ – ญาณในอริยมรรคอันทำให้กิเลสสิ้นไป (ขยญาณ)
– ญาณในอริยผลในความไม่เกิดกิเลส (อนุปปาทญาณ)

๓. ธรรมสาม คือ
๓.๑  อกุศลมูล (เป็นมูลรากแห่งอกุศลทั้งหลาย) ๓ คือ
โลภะ (ความอยากได้) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) โมหะ (ความงมงาย)
๓.๒  กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
๓.๓  ทุจริต ๓ คือ ความประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ (กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต)
๓.๔  สุจริต ๓ คือ ความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ (กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต)
๓.๕  อกุศลวิตก ๓ คือ ความตริในทางกาม พยาบาท เบียดเบีบน (กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก)
๓.๖  กุศลวิตก ๓ คือ ความตริในทางออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
(เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก)
๓.๗  อกุศลสังกัปปะ (คำเดียวกับอกุศลวิตก) ๓ คือ ความดำริในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน
(กามสังกัปปะ พยาปาทสังกัปปะ    วิหิงสาสังกัปปะ)
๓.๘  กุศลสังกัปปะ ๓ คือ ความดำริในทางออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
(เนกขัมมสังกัปปะ อัพยาปาทสังกัปปะ อวิหิงสาสังกัปปะ)
๓.๙  อกุศลสัญญา ๓ คือ ความจำได้ในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน
(กามสัญญา พยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา)
๓.๑๐ กุศลสัญญา ๓ คือ ความจำได้ในทางออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
(เนกขัมมสัญญา อัพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา)
๓.๑๑ อกุศลธาตุ ๓ คือ ธาตุคือกาม ความพยาบาท ความเบียดเบียน
(กามธาตุ พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ)
๓.๑๒ กุศลธาตุ ๓ คือ ธาตุคือความออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
(เนกขัมมธาตุ อัพยาปาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ)
๓.๑๓ ธาตุอีก ๓ อย่าง คือ กามธาตุ [ความตรึก วิตก ความดำริผิด ที่ประกอบด้วยกาม]
รูปธาตุ [ธาตุคือรูป] อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป]
๓.๑๔ ธาตุอีก ๓ อย่าง คือ
รูปธาตุ [ธาตุคือรูป] อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป] นิโรธธาตุ [ธาตุคือความดับทุกข์]
๓.๑๕ ธาตุอีก ๓ อย่าง คือ
หินธาตุ [ธาตุอย่างหยาบ] มัชฌิมธาตุ [ธาตุอย่างกลาง] ปณีตธาตุ [ธาตุอย่างประณีต]
๓.๑๖ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา    [ตัณหาในกามคุณ ๕]
ภวตัณหา [ตัณหาในรูปภพและอรูปภพเพราะเห็นว่าเที่ยง]
วิภวตัณหา [ตัณหาในปราศจากภพเพราะเห็นว่าดับสูญ]
๓.๑๗ ตัณหาอีก ๓ อย่าง คือ กามตัณหา [ตัณหาในกามภพ]
รูปตัณหา [ตัณหาในรูปภพ] อรูปตัณหา [ตัณหาในอรูปภพ]
๓.๑๘ ตัณหาอีก ๓ อย่าง คือ รูปตัณหา [ตัณหาในรูปภพ]
อรูปตัณหา [ตัณหาในอรูปภพ] นิโรธตัณหา [ตัณหาในความดับสูญ] [อุจเฉททิฏฐิ]
๓.๑๙ สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ [พิจารณาเห็นรูปว่าเป็นตัวตน]
วิจิกิจฉา [ความลังเลสงสัย] สีลัพพตปรามาส [เห็นว่าหมดจดได้ด้วยศีลพรต]
๓.๒๐ อาสวะ ๓ คือ กามาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากได้]
ภวาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากเป็น] อวิชชาสวะ [อาสวะคือความเขลา]
๓.๒๑ ภพ ๓ คือ กามภพ [ภพที่เป็นกามาวจร] รูปภพ [ภพที่เป็นรูปาวจร] อรูปภพ [ภพที่เป็นอรูปาวจร]
๓.๒๒ เอสนา (การแสวงหา) ๓ คือ กาเมสนา [การแสวงหากาม]
ภเวสนา [การแสวงหาภพ]
พรหมจริเยสนา [แสวงหาความประพฤติที่ประเสริฐไปตามทิฐิที่ตนยึดถือจนสุดเหวี่ยง]
๓.๒๓ วิธา (ความถือตัว) ๓ คือ เสยโยหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราประเสริฐกว่าเขา]
สทิโสหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเสมอกับเขา] หิโนหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเลวกว่าเขา]
๓.๒๔ อัทธา (กาล) ๓ คือ อดีตอัทธา    [อดีต] อนาคตอัทธา    [อนาคต] ปัจจุบันนอัทธา [ปัจจุบัน]
๓.๒๕ อันตะ ๓ คือ สักกายอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นกายตน]
สักกายสมุทยอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเหตุก่อให้เกิดกายตน]
สักกายนิโรธอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเครื่องดับกายตน]
๓.๒๖ เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา [ความรู้สึกสุข]
ทุกขเวทนา [ความรู้สึกทุกข์] อทุกขมสุขเวทนา [ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข]
๓.๒๗ ทุกขตา ๓ คือ ทุกขทุกขตา    [ความเป็นทุกข์เพราะทุกข์]
สังขารทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร] วิปริณามทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน]
๓.๒๘ ราสี (กอง) ๓ คือ
– มิจฉัตตนิยตราสี กองแห่งธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน คือ อนันตริยกรรมพร้อมทั้ง
นิยตมิจฉาทิฐิ ไปสู่ทุคติแน่นอน
– สัมมัตตนิยตราสี กองแห่งธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน คืออริยมรรค ๔
ย่อมถึงอริยผล ๔ แน่นอนและไม่ไปสู่ทุคติแน่นอน
– อนิยตราสี กองแห่งธรรมที่ให้ผลไม่แน่นอน คือ ทำทั้งกรรมดีกรรมชั่ว
จึงไม่แน่ว่ากรรมใดจะส่งผลก่อน
๓.๒๙ กังขา ๓ คือ เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส
โดยปรารภอดีตกาล ปรารภอนาคตกาล ปรารภปัจจุบันกาล
๓.๓๐ ข้อที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา (อรักเขยยะ) ๓ อย่าง คือ
– ทรงมีกายสมาจาร (ความประพฤติทางกาย) บริสุทธิ์
ไม่ทรงมีกายทุจริตที่พระองค์จะต้องรักษาไว้  โดยตั้งพระทัยว่าไม่ให้คนอื่นรู้
– … วจีสมาจาร (ความประพฤติทางวาจา)
– … มโนสมาจาร (ความประพฤติทางใจ)
๓.๓๑ กิญจนะ (เครื่องกังวล) ๓ คือ เครื่องกังวลคือ ราคะ โทสะ โมหะ
(ราคกิญจนะ โทสกิญจนะ โมหกิญจนะ)
๓.๓๒ อัคคี (ไฟ) ๓ คือ ไฟคือราคะ โทสะ โมหะ (ราคัคคิ    โทสัคคิ โมหัคคิ)
๓.๓๓ อัคคีอีก ๓ อย่าง คือ
– อาหุเนยยัคคิ [ไฟคืออาหุเนยยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่เครื่องสักการะ)
เช่น เพราะปฏิบัติต่อบิดามารดาไม่ดี จึงเกิดในอบาย]
– ทักขิเณยยัคคิ [ไฟคือทักขิเณยยบุคคล (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ (ปัจจัย ๔) คือภิกษุสงฆ์)]
– คหปตัคคิ [ไฟคือคฤหบดี (สามี)]
๓.๓๔ รูปสังคหะ ๓ คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นได้และสัมผัสได้)
อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้ แต่สัมผัสได้)
อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป (รูปที่เห็นไม่ได้และสัมผัสไม่ได้)
๓.๓๕ สังขาร ๓ คือ
– ปุญญาภิสังขาร    (กุศลเจตนาเป็นกามาวจร รูปาวจร สำเร็จด้วยทาน สำเร็จด้วยศีล สำเร็จด้วยภาวนา)
– อปุญญาภิสังขาร (อกุศลเจตนาเป็นกามาวจร)
– อเนญชาภิสังขาร (กุศลเจตนาอันเป็นอรูปาวจร สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว)
๓.๓๖ บุคคล ๓ คือ เสกขบุคคล [บุคคลผู้ยังต้องศึกษา (คือ บุคคล ๗ ที่ยังต้องไตรสิกขา)]
อเสขบุคคล [บุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา คือ พระขีณาสพ]
เนวเสกขนาเสกขบุคคล [บุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็ไม่ใช่ ผู้ไม่ต้องศึกษาก็ไม่ใช่ คือ ปุถุชน]
๓.๓๗ เถระ ๓ คือ ชาติเถระ (พระเถระโดยชาติ คือพระที่อายุมาก)
ธรรมเถระ (พระเถระโดยธรรม คือ พระที่มีศีล เป็นพหูสูต ได้ฌาน ๔ สิ้นอาสวะทั้งหลาย)
สมมติเถระ    (พระเถระโดยสมมติ คือ พระภิกษุผู้บวชนาน 10 พรรษา)
๓.๓๘ ปุญญกิริยาวัตถุ ๓ คือ ทานมัย [บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน]
สีลมัย [บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล] ภาวนามัย    [บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา]
๓.๓๙ เหตุสำหรับโจทน์ (การฟ้องร้อง) ๓ คือ
ทิฏฺเฐนะ    [ด้วยได้เห็น] สุเตนะ [ด้วยได้ยินได้ฟัง] ปริสังกายะ (ด้วยความระแวงสงสัย)
๓.๔๐ กามอุปบัติ (การได้มาซึ่งกามคุณของสัตว์ทั้งหลาย) ๓ คือ
– สัตว์ประเภทที่มีกามปรากฏมีอยู่ (เห็นรูป เสียง … น่ายินดี น่าใคร่) เมื่อกามปรากฏแล้ว
ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามทั้งหลาย เช่น มนุษย์ เทพดาบางจำพวก และวินิบาตบางจำพวก
– สัตว์ประเภทที่นิรมิตกามได้ ปรารถนากามอย่างใด ก็สามารถนิรมิตวัตถุกามนั้นได้
เช่น เทพดาเหล่านิมมานรตี
– สัตว์ประเภทที่ผู้อื่นนิรมิตกามให้ ปรารถนากามใด จะมีผู้อื่นนิรมิตให้
เช่น เทพดาเหล่าปรนิมมิตวสวตี
๓.๔๑ สุขอุปบัติ (การเข้าถึงความสุข) ๓ อย่าง คือ
– สัตว์พวกที่ทำความสุขให้เกิดขึ้นๆ แล้วอยู่เป็นสุขมีอยู่ เช่น พวกเทพชั้นพรหมกายิกา
– สัตว์พวกที่อิ่มเอิบด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นบางครั้งก็เปล่งอุทานว่า สุขหนอๆ
เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ
– สัตว์พวกที่อิ่มเอิบด้วยความสุขมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นสันโดษ เสวยความสุขทางจิตอันประณีตเท่านั้น
เช่น พวกเทพเหล่าสุภกิณหา
๓.๔๒ ปัญญา ๓ คือ เสกขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษา)
อเสกขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษา)
เนวเสกขานาเสกขปัญญา (ปัญญาของบุคคลผู้ยังต้องศึกษาก็มิใช่ ของผู้ไม่ต้องศึกษาก็มิใช่)
๓.๔๓ ปัญญาอีก ๓ อย่าง คือ จินตามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด]
สุตมยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง] ภาวนามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการอบรม]
๓.๔๔ อาวุธ ๓ คือ สุตาวุธ [อาวุธคือการฟัง]
ปวิเวกาวุธ    [อาวุธคือความวิเวก : กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก] ปัญญาวุธ [อาวุธคือปัญญา]
๓.๔๕ อินทรีย์ ๓ คือ
– อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยคิดว่าเราจักรู้ธรรมที่เรายังไม่รู้คือ
โสดาปัตติมรรคญาณ)
– อัญญินทรีย์ [อินทรีย์คือความตรัสรู้ คือตั้งแต่โสดาปัตติผลญาณถึงอรหัตตมรรคญาณ]
– อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์คือความรู้ทั่วถึงคือ อรหัตตผลญาณ]
๓.๔๖ จักษุ ๓ คือ มังสจักขุ [ตาเนื้อ] ทิพพจักขุ [ตาทิพย์] ปัญญาจักขุ [ตาคือปัญญา]
๓.๔๗ สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา [สิกขาคือศีลยิ่ง (ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์)]
อธิจิตตสิกขา [สิกขาคือจิตยิ่ง (ฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนา)]
อธิปัญญาสิกขา [สิกขาคือปัญญายิ่ง (วิปัสสนา)]
๓.๔๘ ภาวนา ๓ คือ กายภาวนา [การอบรมกาย คือ กายอันเป็นไปในทวาร ๕ ของพระขีณาสพ]
จิตตภาวนา [การอบรมจิต คือ สมาบัติ ๘]
ปัญญาภาวนา [การอบรมปัญญา คือ ปัญญาในอรหัตตผล]
๓.๔๙ อนุตตริยะ ๓ คือ ทัสสนานุตตริยะ [ความเห็นอย่างยอดเยี่ยม]
ปฏิปทานุตตริยะ [ความปฏิบัติอย่างยอดเยี่ยม] วิมุตตานุตตริยะ [ความพ้นอย่างยอดเยี่ยม]
๓.๕๐ สมาธิ ๓ คือ สวิตักกวิจารสมาธิ [สมาธิที่ยังมีวิตกวิจาร]
อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ [สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร] อวิตักกวิจารสมาธิ [สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร]
๓.๕๑ สมาธิ ๓ อย่าง คือ สุญญตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาเห็นความว่าง)
อนิมิตตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาธรรมอันไม่มีนิมิต ยึดถือโดยความเป็นของไม่เที่ยง)
อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิที่พิจารณาธรรมหาที่ตั้งไม่ได้ หลุดพ้นโดยความเป็นทุกข์)
๓.๕๒ โสเจยยะ (ความสะอาด) ๓ คือ ความสะอาดทางกาย วาจา ใจ
(กายโสเจยยะ วจีโสเจยยะ มโนโสเจยยะ)
๓.๕๓ โมเนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี (นักปราชญ์)) ๓ คือ
ธรรมที่ทำให้เป็นมุนีทางกาย วาจา ใจ (กายโมเนยยะ วจีโมเนยยะ มโนโมเนยยะ)
๓.๕๔ โกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาด) ๓ คือ อายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ)
อปายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม)
อุปายโกสัลละ (ความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญและความเสื่อม)
๓.๕๕ มทะ (ความมัวเมา) ๓ คือ ความมัวเมาในความไม่มีโรค ความเป็นหนุ่มสาว ชีวิต
(อาโรคยมทะ โยพพนมทะ ชาติมทะ)
๓.๕๖ อธิปเตยยะ (ความเป็นใหญ่) ๓ คือ
– อัตตาธิปเตยยะ [ความมีตนเป็นใหญ่]
เตือนตนเองว่า บวชแล้วยังดำริถึงกามบ้าง แสวงหากามบ้าง เป็นต้น เป็นความเลวทราม ไม่สมควรแก่ตนเลย
– โลกาธิปเตยยะ [ความมีโลกเป็นใหญ่]
กลัวถูกรู้และถูกตำหนิจากผู้ที่กำหนดรู้จิตผู้อื่นได้ จึงทำความเพียรที่เหมาะสม
– ธัมมาธิปเตยยะ    [ความมีธรรมเป็นใหญ่]
เตือนตนเองว่า ก็เราบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ไม่ควรดำริถึงความเลวทราม
๓.๕๗ กถาวัตถุ ๓ คือ
– ปรารภกาลส่วนอดีตกล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ล่วงไปแล้วได้มีแล้วอย่างนี้
– ปรารภกาลส่วนอนาคตกล่าวถ้อยคำว่า กาลที่ยังไม่มาถึงจักมีอย่างนี้
– ปรารภกาลส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในบัดนี้ กล่าวถ้อยคำว่า กาลส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าบัดนี้
เป็นอยู่อย่างนี้
๓.๕๘ วิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักระลึกชาติก่อนได้]
จุตูปปาตญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักการจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย]
อาสวักขยญาณวิชชา [วิชชาคือความรู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป]
๓.๕๙ วิหารธรรม ๓ คือ ทิพยวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของเทพดา คือ สมาบัติ ๘]
พรหมวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม คือ อัปปมัญญา ๔]
อริยวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ คือ ผลสมาบัติ]
๓.๖๐ ปาฏิหาริยะ ๓ คือ อิทธิปาฏิหาริยะ [ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์]
อาเทสนาปาฏิหาริยะ [ดักใจเป็นอัศจรรย์] อนุสาสนีปาฏิหาริยะ [คำสอนเป็นอัศจรรย์]

๔. ธรรมสี่ คือ
๔.๑  สติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณาเห็นกายในกาย … เวทนา …จิต …ธรรม
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สติปัฏฐาน

๔.๒  สัมมัปปธาน ๔ คือ
– เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
– เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
– เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี
– เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญขึ้น
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สัมมัปปธาน

๔.๓  อิทธิบาท ๔ คือ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร
…. วิริยสมาธิปธานสังขาร … จิตตสมาธิปธานสังขาร … วิมังสาสมาธิปธานสังขาร
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อิทธิบาท

๔.๔  ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=รูปฌาน

๔.๕  สมาธิภาวนา ๔ คือ
– สมาธิภาวนาที่เจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม (โลกปัจจุบัน)
คือ การบรรลุรูปฌาน ๔
– … เพื่อได้ญาณทัสสนะ คือ ทิพพจักขุญาณ (พระภิกษุที่มนสิการแสงสว่าง หรือเพ่งแสงสว่าง
การมนสิการอย่างนั้นเป็นปัจจัยให้ได้ญาณทัสสนะคือทิพพจักษุญาณ)
– … เพื่อสติและสัมปชัญญะ คือ รู้แจ้งเวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป
… สัญญา … วิตก …
– … เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย คือ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
ในอุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สมาธิภาวนา

๔.๖  อัปปมัญญา ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อัปปมัญญา

๔.๗  อรูป ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อรูป

๔.๘  อปัสเสนะ (อุปนิสัย) ๔ คือ
พิจารณาของอย่างหนึ่งๆ แ้ล้วเสพ … แล้วอดกลั้น … แล้วเว้น … แล้วบรรเทา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อปัสเสนะ

๔.๙  อริยวงศ์ ๔ (แบบแผนของพระอริยะ หมายถึงวงศ์ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก)
คือ สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ มีปหานะ (ธรรมอันพึงละ)
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=สันโดษ
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อริยวงศ์
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยวงศ์

๔.๑๐ ปธาน ๔ คือ
– สังวรปธาน [เพียรระวัง] สำรวมทวารทั้ง ๕ อย่าให้อภิชฌา (โลภอยากได้ของคนอื่น)
และโทมนัส (ความทุกข์ใจ) ครอบงำ
– ปหานปธาน [เพียรละ] ละ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อกุศลวิตก
– ภาวนาปธาน [เพียรเจริญ] เจริญโพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ
สมาธิ อุเบกขา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=โพชฌงค์
– อนุรักขนาปธาน [เพียรรักษา] ตามรักษาสมาธินิมิตที่เกิดขึ้นแล้ว คือ
อัฏฐิกสัญญา ปุฬุวกสัญญา วินีลกสัญญา วิจฉิททกสัญญา อุทธุมาตกสัญญา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ปธาน_4
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อสุภะ_10

๔.๑๑ ญาณ ๔ คือ ธัมมญาณ [ความรู้ในธรรม] อันวยญาณ [ความรู้ในการคล้อยตาม]
ปริจเฉทญาณ [ความรู้ในการกำหนด] สัมมติญาณ [ความรู้ในสมมติ]
http://84000.org/tipitaka/read/?35/825

๔.๑๒ ญาณ ๔ อย่าง คือ ทุกขญาณ [ความรู้ในทุกข์] ทุกขสมุทยญาณ [ความรู้ในทุกขสมุทัย]
ทุกขนิโรธญาณ [ความรู้ในทุกขนิโรธ] ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ [ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา]
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยสัจ

๔.๑๓ องค์ของการบรรลุโสดา ๔ คือ สัปปุริสสังเสวะ [การคบสัตบุรุษ] สัทธัมมัสสวนะ    [การฟังพระสัทธรรม]
โยนิโสมนสิการ [การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย] ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ [การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม]
๔.๑๔ องค์แห่งพระโสดาบัน ๔ อย่าง คือ
เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้นในพระพุทธ … พระธรรม … พระสงฆ์ มีศีลที่บริสุทธิ์
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=โสตาปัตติยังคะ

๔.๑๕ สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยบุคคล_4

๔.๑๖ ธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ [ธาตุดิน] อาโปธาตุ [ธาตุน้ำ] เตโชธาตุ [ธาตุไฟ] วาโยธาตุ [ธาตุลม]
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=มหาภูต

๔.๑๗ อาหาร ๔ คือ กวฬิงการาหาร [อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด] ผัสสาหาร [อาหารคือผัสสะ]
มโนสัญเจตนาหาร [อาหารคือมโนสัญเจตนา] วิญญาณาหาร [อาหารคือวิญญาณ]
๔.๑๘ วิญญาณฐิติ ๔ คือ
– วิญญาณที่เข้าถึงซึ่งรูป มีรูปเป็นอารมณ์ เข้าไปเสพซึ่งความยินดี (มีความกำหนัดในรูป)
วิญญาณย่อมตั้งอยู่ ย่อมเจริญเติบโตได้
– … เวทนา …
– … สัญญา …
– … สังขาร …
๔.๑๙ การถึงอคติ ๔ คือ ลำเอียงเพราะชอบ … ชัง … เขลา … กลัว
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อคติ_4

๔.๒๐ ความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ คือ
เพราะเหตุแห่งจีวร … บิณฑบาต … เสนาสนะ … ความมียิ่งๆ ขึ้นไป
๔.๒๑ ปฏิปทา (แนวปฏิบัติ) ๔ คือ
– ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา [ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า]
– ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา    [ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว]
– สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา [ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า]
– สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา [ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว]
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ปฏิปทา_4

๔.๒๒ ปฏิปทาอีก ๔ อย่าง คือ
– อักขมา ปฏิปทา [ปฏิบัติไม่อดทน]
– ขมา ปฏิปทา [ปฏิบัติอดทน]
– ทมา ปฏิปทา [ปฏิบัติฝึก]
– สมา ปฏิปทา [ปฏิบัติระงับ]
๔.๒๓ ธรรมบท ๔ คือ ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ไม่คิดร้าย ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ
(ธรรมบทคืออนภิชฌา อพยาบาท สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
ธรรมปทสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=21&A=767

๔.๒๔ ธรรมสมาทาน (การถือปฏิบัติธรรม) ๔ คือ
– ธรรมสมาทานที่ให้ทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากต่อไปมีอยู่
– ธรรมสมาทานที่ให้ทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากต่อไปมีอยู่
– ธรรมสมาทานที่ให้สุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไปมีอยู่
– ธรรมสมาทานที่ให้สุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไปมีอยู่
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สมาทาน

๔.๒๕ ธรรมขันธ์ ๔ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ธรรมขันธ์

๔.๒๖ พละ คือ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=พละ_5_(&detail=on

๔.๒๗ อธิฏฐาน (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) ๔ คือ ปัญญา สัจจะ จาคะ (ความสละ) อุปสมะ (ความสงบ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อธิษฐาน

๔.๒๘ ปัญหาพยากรณ์ ๔ คือ
– เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องตอบโดยนัยเดียว
– ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องย้อนถามแล้วจึงตอบ
– วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องจำแนกแล้วจึงตอบ
– ฐปนียปัญหา ปัญหาที่ควรงดตอบ
ปัญหาสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=1234&Z=1248

๔.๒๙ กรรม ๔ คือ
– กรรมดำ มีวิบากดำ
– กรรมขาว มีวิบากขาว
– กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว
– กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่ (คือ มรรค ๔)
๔.๓๐ สัจฉิกรณียธรรม (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง) ๔ คือ
– ควรทำชาติก่อนๆ ให้แจ้งด้วยสติ
– ควรทำการจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายให้แจ้งด้วยจักษุ
– ควรทำให้วิโมกข์ ๘ แจ้งด้วยกาย
– ควรทำให้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแจ้งด้วยปัญญา

http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=วิโมกข์_8

๔.๓๑ โอฆะ (กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ) ๔ คือ
กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา (กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ)
๔.๓๒ โยคะ (สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ๔ คือ
กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา (กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ)
๔.๓๓ วิสังโยคะ (ความพราก) ๔ คือ คือพรากจากโยคะคือกาม … ภพ … ทิฐิ … อวิชชา
(กามโยควิสังโยคะ ภวโยควิสังโยคะ ทิฏฐิโยควิสังโยคะ อวิชชาโยคะวิสังโยคะ)
๔.๓๔ คันถะ (กิเลสที่ร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่) ๔ คือ
เครื่องรัดกายคืออภิชฌา … พยาบาท … สีลัพพตปรามาส … ความยึดถือแน่วแน่ว่าสิ่งนี้จริง
(อภิชฌากายคันถะ พยาปาทกายคันถะ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ)
๔.๓๕ อุปาทาน (ความถือมั่น) ๔ คือ ความถือมั่นในกาม … ทิฐิ … ศีลและพรต … วาทะตน
(กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อุปาทาน

๔.๓๖ โยนิ (กำเนิด) ๔ คือ กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ … ในครรภ์ … ในเถ้าำไคล … เกิดผุดขึ้น
(อัณฑชโยนิ ชลาพุชโยนิ สังเสทชโยนิ โอปปาติกโยนิ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=โยนิ_4&detail=on

๔.๓๗ การก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ คือ
– เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์
– เป็นผู้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์
– เป็นผู้รู้สึกตัวก้าวขณะลงสู่ครรภ์ เป็นผู้รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ แต่เป็นผู้ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์
– เป็นผู้รู้สึกตัวขณะก้าวลงสู่ครรภ์ เป็นผู้รู้สึกตัวขณะอยู่ในครรภ์ เป็นผู้รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์
๔.๓๘ การได้อัตภาพ ๔ คือ
– การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนอย่างเดียว ไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่น
เช่น พวกเทวดาขิฑฑาปโทสิกะ (มุ่งแต่จะเล่น)
ไม่ต้องอาศัยเจตนาของเทวดาเหล่าอื่น เล่นเองเกินเวลา ก็จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้อัตภาพใหม่
– การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ตรงกับความจงใจของตน
คือ เทวดาโกรธฝ่ายเดียวจะยังไม่จุติ แต่เมื่ออีกองค์โกรธตอบจึงจะจุติทั้งคู่
เช่น มโนปโทสิกา (ทวยเทพผู้ทำร้ายทางใจ) ย่อมจุติเพราะสัญเจตนาของผู้อื่นเป็นเหตุ
– การได้อัตภาพที่ตรงกับความจงใจของตนด้วยตรงกับความจงใจของผู้อื่นด้วย
เช่น มนุษย์บางพวกโกรธตนเอง ทำร้ายตนเอง และขอให้ผู้อื่นทำร้ายด้วย จึงตาย
จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้อัตภาพใหม่
– การได้อัตภาพที่ไม่ตรงกับความจงใจของตนทั้งไม่ตรงกับความจงใจของผู้อื่น
เช่น เทวดาทั้งหลายผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
๔.๓๙ ทักขิณาวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ในทาน) ๔ คือ
– ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้มีศีลมีกัลยาณธรรม)
ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับทานทุศีล มีบาปธรรม)
(ไทยธรรมเป็นธรรม เหมือนทิกษิณาของพระเวสสันดร)
– ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
(ไทยธรรมไม่เป็นธรรม เหมือนทักษิณาของคนฆ่าโจร)
– ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก (ไทยธรรมไม่เป็นธรรม)
– ทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก (ไทยธรรมเป็นธรรม)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ทักขิณาวิสุทธิ

๔.๔๐ สังคหวัตถุ (ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว) ๔ คือ
ทาน เจรจาอ่อนหวาน ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ วางตนเหมาะสม
(ทาน ปิยวัชช อัตถจริยา สมานัตตตา)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สังคหวัตถุ_4_(ธ&detail=on

๔.๔๑ อนริยโวหาร (โวหารของผู้มิใช่อริยะ) ๔ คือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
(มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาป)
๔.๔๒ อริยโวหาร (โวหารของผู้เป็นอริยะ) ๔ คือ เว้นจากการพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ
(มุสาวาทา เวรมณี, ปิสุณาย วาจาย เวรมณี, ผรุสาย วาจาย เวรมณี, สัมผัปปลาปา เวรมณี)
๔.๔๓ อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง คือ
– การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น
– การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง
– การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ
– การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้
๔.๔๔ อริยโวหารอีก ๔ อย่าง คือ การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ฯลฯ
๔.๔๕ อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง คือ การกล่าวสิ่งที่เห็นว่าไม่ได้เห็น ฯลฯ
๔.๔๖ อริยโวหารอีก ๔ อย่าง คือ การกล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าเห็น ฯลฯ
๔.๔๗ บุคคล ๔ คือ
– เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน (เช่น อเจลกะ)
– เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
– เป็นผู้ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน (เช่น คนบูชายัญ)
– ไม่เป็นผู้ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน
เป็นผู้ดับสนิท เสวยความสุขเสมือนพรหม (เช่น ผู้ปฏิบัติชอบในศาสนา)
๔.๔๘ บุคคลอีก ๔ อย่าง คือ
– เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น (เหมือนพระวักกลิเถระ)
– เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน (เหมือนพระอุปนันทะ)
– เป็นผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น (เหมือนพระเทวทัต)
– เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย (เหมือนพระมหากัสสปะ)
๔.๔๙ บุคคลอีก ๔ อย่าง คือ
– บุคคลผู้มืดมา กลับมืดไป (เกิดในอัตตภาพที่เลว มีการเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง
ได้แก่ ตระกูลคนจัณฑาลที่ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์)
– บุคคลผู้มืดมา กลับสว่างไป (เหมือนจำพวกแรก แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์)
– บุคคลผู้สว่างมา กลับมืดไป (บังเกิดในอัตตภาพที่สมบูรณ์
ได้แก่ ตระกูลกษัตริย์เป็นต้น แต่ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์)
– บุคคลผู้สว่างมา กลับสว่างไป (เหมือนจำพวกที่ ๓ แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ทุจริต_3
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สุจริต_3

๔.๕๐ บุคคลอีก ๔ อย่าง คือ
– สมณมจละ [เป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว ได้แก่ พระโสดาบัน]
– สมณปทุมะ [สมณะดอกปทุม เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวหลวง ได้แก่ พระสกทาคามี]
– สมณปุณฑรีกะ [สมณะดอกบุณฑริก เป็นสมณะเปรียบด้วยดอกบัวขาว ได้แก่ พระอนาคามี]
– สมเณสุ สมณสุขุมาละ (สมณะสุขุมาล เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ ได้แก่ พระอรหันต์)

๕. ธรรมห้า คือ
๕. ๑ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ขันธ์_5

๕. ๒ อุปาทานขันธ์ (ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น) ๕ ได้แก่ เบญจขันธ์
คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณที่ประกอบด้วยอาสวะ
(รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์)
๕. ๓ กามคุณ ((ส่วนที่น่าใคร่น่าปรารถนา) ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย
(รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ)
๕. ๔ คติ (ภพที่สัตว์ไปเกิด) ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน ภูมิแห่งเปรต มนุษย์ เทวดา
(นิรยะ ติรัจฉานโยนิ ปิตติวิสัย มนุสสะ เทวะ)
๕. ๕ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๕ คือ ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่สกุล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรม
(อาวาสมัจฉริยะ กุลมัจฉริยะ ลาภมัจฉริยะ วัณณมัจฉริยะ ธัมมมัจฉริยะ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=มัจฉริยะ

๕. ๖ นีวรณ์ (สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดี) ๕ คือ
กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=นิวรณ์

๕. ๗ โอรัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องต่ำ] ๕ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=โอรัมภาคิยสังโยชน์&detail=on

๕. ๘ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องบน] ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อุทธัมภาคิยสังโยชน์&detail=on

๕. ๙ สิกขาบท ๕ คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา
(ปาณาติปาตา เวรมณี, อทินนาทานา เวรมณี, กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี,
มุสาวาทา เวรมณี, สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา  เวรมณี)
๕.๑๐ อภัพพฐาน (ฐานะที่เป็นไปไม่ได้) ๕ คือ
– พระภิกษุขีณาสพ (พระอรหันต์) จะไม่จงใจฆ่าสัตว์
– … ไม่ลักทรัพย์
– … ไม่เสพเมถุนธรรม
– … ไม่พูดเท็จทั้งรู้อยู่
– … ไม่สะสมบริโภคกามเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์
๕.๑๑ พยสนะ (วิบัติ) ๕ คือ
ความวิบัติแห่งญาติ .. แห่งโภคะ … เพราะโรค … แห่งศีล … แห่งทิฐิ
ถ้าญาติเสื่อม โภคะเสื่อม เสื่อมด้วยโรค เมื่อตายแล้วไม่ต้องเข้าถึงทุคติ
แต่ถ้าศีลเสื่อม ทิฐิเสื่อม เมื่อตายแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ
๕.๑๒ สัมปทา (ความถึงพร้อม) ๕ คือ
ความถึงพร้อมด้วยญาติ … โภคะ … ความไม่มีโรค … ศีล … ทิฐิ
ความถึงพร้อมด้วยญาติ โภคะ ความไม่มีโรค เมื่อตายไปไม่ได้เป็นเหตุให้เข้าถึงสุคติ
ความถึงพร้อมศีล ทิฐื เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ
สัมปทาสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=22&A=3439

๕.๑๓ โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีล ๕ อย่าง คือ
– ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคะเป็นอันมาก
– เกียรติศัพท์อันเสียหายของคนทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมระบือไป
– ไม่กล้า มีความเก้อเขินในการเข้าบริษัทใดๆ
(ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท)
– ตายอย่างหลงลืมสติ
– เมื่อตาย ย่อมเข้าสู่ทุคติ
๕.๑๔ อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ๕ อย่าง คือ (ตรงข้ามกับข้อ  ๕.๑๓)
เวสารัชชกรณสูตร
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=22&A=2923&Z=2941
๙. เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ [๔๑]
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=14&p=9#w

๕.๑๕ ธรรมสำหรับโจทน์ ๕ อย่าง
ภิกษุผู้เป็นโจทก์ (ผู้ฟ้องร้อง) ที่ประสงค์จะโจท (ฟ้องร้อง) ผู้อื่น พึงปฏิบัติดังนี้
– กล่าวในเวลาที่เหมาะสม
– กล่าวด้วยถ้อยคำจริง
– กล่าวด้วยถ้อยคำอ่านหวาน ไม่หยาบคาย
– กล่าวด้วยถ้อยคำที่ประกอบด้วยประโยชน์
– กล่าวด้วยเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน
๕.๑๖ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕ อย่าง
– เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง ฯลฯ
– เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุอันมีวิบากพอดี แก่ความเพียร
– เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เปิดเผยตนตามเป็นจริงในพระศาสดา หรือสพรหมจารีที่เป็นวิญญูชน
ทั้งหลาย
– เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม
– เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นเกิดและดับ เป็นไปเพื่อชำแรกกิเลส
จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
๕.๑๗ สุทธาวาส (ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือพระอนาคามีและพระอรหันต์) ๕ ชั้น คือ
อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สุทธาวาส_5_(&detail=on

๕.๑๘ พระอนาคามี (ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก) ๕ คือ
– อันตราปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง]
– อุปหัจจปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้ว จวนถึงที่สุด]
– อสังขารปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก]
– สสังขารปรินิพพายี [พระอนาคามีผู้ที่จะปรินิพพานด้วย ต้องใช้ความเพียร]
– อุทธโสโต อกนิฏฐคามี [พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ชั้นอกนิฏฐภพ]
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อนาคามี_5

๕.๑๙ ความกระด้างแห่งจิต (กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู) ๕ อย่าง
– ผู้ที่เคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร ฯลฯ คือ
ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา ไม่เชื่อว่าพระสรีระของพระพุทธเจ้าประดับด้วยลักษณะมหาบุรุษ  ๓๒  ประการ
ไม่เชื่อว่าพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าสามารถรู้อดีต อนาคต และปัจจุบันได้
– … พระธรรม … คือสงสัยในในปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรมเช่น สงสัยว่า พระพุทธพจน์
คือพระไตรปิฎกมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธพจน์นั้นมีอยู่หรือไม่ นิพพานมีอยู่หรือไม่
– … พระสงฆ์ … คือสงสัยว่า พระผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ พระผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ มีอยู่หรือไม่
– … สิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา) … คือสงสัยสัยว่า
อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา มีอยู่หรือไม่
– ผู้ที่มีจิตโกรธเคือง  ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร ฯลฯ
๕.๒๐ ความผูกพันธ์แห่งจิต ๕ อย่าง
– ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ฯลฯ ในกาม ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร ฯลฯ
– … กาย …
– … รูป …
– ผู้ที่บริโภคอาหารอิ่มเกินไป ประกอบความสุขในการนอน …
– ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นเทพเจ้า ด้วยศีล พรต ตบะ พรหมจรรย์ …
๕.๒๑ อินทรีย์ (สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน) ๕ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย (จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์)
๕.๒๒ อินทรีย์อีก ๕ อย่าง คือ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา
(สุขุนทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์)
๕.๒๓ อินทรีย์อีก ๕ อย่าง คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
(สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=พละ_5

๕.๒๔ นิสสารณียธาตุ (ธาตุที่สลัด) ๕ คือ
– หากมนสิการถึงกาม จิตย่อมไม่แล่นไป ฯลฯ แต่หากมนสิการถึงเนกขัมมะ จิตย่อมแล่นไป ฯลฯ
พ้นจากอาสวะอันมีกามเป็นปัจจัย ย่อมไม่เสวยเวทนานั้น
– … ความพยาบาท … ความไม่พยาบาท …
– … ความเบียดเบียน … ความไม่เบียดเบียน …
– … รูป … อรูป …
– … กายของตน … ความดับแห่งกายของตน …
๕.๒๕ วิมุตตายตนะ [แดนแห่งวิมุตติ] ๕ คือ
– พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดงธรรม (อริยสัจ ๔) แก่ภิกษุ
ในพระธรรมวินัยนี้ เธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นแล้ว ย่อมเกิดปราโมทย์ ใจปีติ กายสงบ
ได้รับสุข จิตย่อมตั้งมั่น
– … ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แต่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมา
แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ฯลฯ
– … ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรม ฯลฯ แต่ภิกษุสาธยายธรรม
ตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร ฯลฯ
– … ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรม ฯลฯ ไม่ได้สาธยายธรรม ฯลฯ
แต่ภิกษุตรึกตามตรองตามเพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา ฯลฯ
– … ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรม ฯลฯ ไม่ได้สาธยายธรรม ฯลฯ
และไม่ได้ตรึกตาม ฯลฯ แต่เธอเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี
แทงตลอดดีด้วยปัญญา เธอรู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น ตามที่เธอได้เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง
มาดี ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ
วิมุตติสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=22&A=461

๕.๒๖ สัญญาอบรมวิมุตติ (สัญญาที่ควรเจริญเพื่อวิมุตติ) ๕ อย่าง
– อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
– อนิจเจ ทุกขสัญญา (กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
– ทุกเข อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์)
– ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
– วิราคสัญญา (กำหนดหมายเพื่อคลายเสียซึ่งความกำหนัด)

๖. ธรรมหก คือ
๖. ๑ อายตนะภายใน ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๖. ๒ อายตนะภายนอก ๖ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรม
๖. ๓ วิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ
๖. ๔ ผัสสะ ๖ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส
๖. ๕ เวทนา ๖ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา
๖. ๖ สัญญา ๖ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา
๖. ๗ สัญเจตนา ๖ คือ ความจงใจที่ยึดรูปเป็นอารมณ์ … เสียง … กลิ่น … โผฏฐัพพะ … ธรรม
(รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา)
๖. ๘ ตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา
๖. ๙ อคารวะ (ความไม่เคารพ) ๖ อย่าง คือ ไม่เคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา
ความไม่ประมาท การปฏิสันถาร
๖.๑๐ คารวะ ๖ คือ (ตรงข้ามกับข้อ ๖.๙)
๖.๑๑ โสมนัสสุปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส) ๖ อย่าง
๑. เห็นรูปด้วยตาแล้ว เข้าไปใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส
๒. ได้ยินเสียงด้วยหู …
๓. ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก …
๔. ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น …
๕. ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว …
๖.๑๒ โทมนัสสุปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส) ๖ อย่าง
๖.๑๓ อุเปกขูปวิจาร (การใคร่ครวญอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา) ๖ อย่าง
๖.๑๔ สาราณียธรรม (ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึง) ๖ อย่าง
๑. ตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน
เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
๒. ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรม …
๓. ตั้งมั่นเมตตามโนกรรม …
๔. บริโภคโดยไม่แบ่งแยกลาภทั้งหลายอันประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม
โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต (อาหารในบาตร) บริโภคกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล …
๕. มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ
ที่ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ เสมอกันกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย  …
๖. มีอริยทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิในอริยมรรค) อันเป็นธรรมเครื่องนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์ (มรรค  ๔)
โดยชอบแก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย …
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=สาราณียธรรม

๖.๑๕ มูลเหตุแห่งการวิวาท ๖ อย่าง
๑. เป็นผู้มักโกรธ ฯลฯ ย่อมอยู่อย่างไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์
และไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์
ภิกษุเช่นนี้ย่อมก่อวิวาทให้เกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก ฯลฯ
ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาเห็นมูลเหตุแห่งวิวาทเช่นนี้ภายในหรือภายนอก พึงพยายามเพื่อละมูลเหตุ
แห่งวิวาทอันเลวทรามนั้นเสีย
ถ้าท่านทั้งหลายไม่พิจารณาเห็น ฯลฯ พึงปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีมูลเหตุแห่งวิวาทอันเลวทรามอีกต่อไป
๒. เป็นผู้ลบหลู่ ตีเสมอ ฯลฯ
๓. เป็นผู้ริษยา มีความตระหนี่ ฯลฯ
๔. เป็นผู้โอ้อวด มีมายา ฯลฯ
๕. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด ฯลฯ
๖. เป็นผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน มักถือรั้น สละสิ่งที่ตนยึดมั่นได้ยาก ฯลฯ
๖.๑๖ ธาตุ ๖ อย่าง ปฐวีธาตุ [ธาตุดิน] อาโปธาตุ [ธาตุน้ำ] เตโชธาตุ [ธาตุไฟ] วาโยธาตุ [ธาตุลม]
อากาศธาตุ [ธาตุอากาศ ช่องว่างมีในกาย] วิญญาณธาตุ [ธาตุวิญญาณ ความรู้อะไรได้]
๖.๑๗ นิสสารณียธาตุ (ธาตุที่สลัด) ๖ อย่าง
๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาจกล่าวอย่างนี้ว่า
เจโตวิมุติที่ประกอบด้วยเมตตา เราอบรมแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพยาบาทก็ยังครอบงำจิตของเราอยู่
การกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะคำกล่าวเช่นนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะธรรมชาติคือเจโตวิมุติที่ประกอบด้วยเมตตานี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความพยาบาท
๒. … เจโตวิมุติที่ประกอบด้วยกรุณา … วิเหสา (วิหิงสา ความเบียดเบียน) ก็ยังครอบงำจิต …
๓. … เจโตวิมุติที่ประกอบด้วยมุทิตา … อรติ (ความไม่ยินดี) ก็ยังครอบงำจิต ..
๔. … เจโตวิมุติที่ประกอบด้วยอุเบกขา … ราคะก็ยังครอบงำจิต …
๕. … เจโตวิมุติที่ไม่มีนิมิต … วิญญาณที่แล่นไปตามนิมิต …
๖. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
เมื่อการถือว่าเรามีอยู่ (อัสมิมานะ) ดังนี้ ของเราหมดไปแล้ว
เราก็มิได้พิจารณาเห็นว่า เรานี้มีอยู่ (ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นนี้) แต่ถึงอย่างนั้น
ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ …
เมตตาสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=6886&Z=6940

๖.๑๘ อนุตตริยะ ๖ อย่าง คือ
การเห็น การฟัง การได้ (อริยทรัพย์ ๗ อย่าง) การศึกษา การช่วยรับใช้ การระลึกถึงอย่างยอดเยี่ยม
(ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ ปาริจริยานุตตริยะ อนุสสตานุตตริยะ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อนุตตริยะ_6

๖.๑๙ อนุสสติฐาน (ที่ตั้งแห่งความระลึกถึง) ๖ อย่าง คือ
การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีล ทานที่ตนบริจาค เทวดา
(พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อนุสติ
มหานามสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=6756&Z=6837

๖.๒๐ สตตวิหาร [ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองๆ (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ของพระขีณาสพ)] ๖ อย่าง
๑. เห็นรูปด้วยนัยน์ตาแล้วย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๒. ฟังเสียงด้วยหู …
๓. ดมกลิ่นด้วยจมูก …
๔. ลิ้มรสด้วยลิ้น …
๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย …
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจ …
๖.๒๑  อภิชาติ ๖ อย่าง
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ (ตระกูลต่ำ) ประสพธรรมฝ่ายดำ
๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ ประสพธรรมฝ่ายขาว
๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ดำ ประสพพระนิพพานซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่ดำไม่ขาว
๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว (ตระกูลสูง) ประสพธรรมฝ่ายขาว
๕. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว ประสพธรรมฝ่ายดำ
๖. บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดในที่ขาว ประสพพระนิพพานซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่ดำไม่ขาว
๖.๒๒ นิพเพธภาคิยสัญญา (กำหนดหมายในญาณอันเป็นส่วนชำแรกกิเลส) ๖ อย่าง
๑. อนิจจสัญญา [กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร]
๒. อนิจเจ ทุกขสัญญา [กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยงแห่งสังขาร]
๓. ทุกเข อนัตตสัญญา [กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็นทุกข์]
๔. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
๕. วิราคสัญญา [กำหนดหมายเพื่อคลายเสียซึ่งความกำหนัด]
๖. นิโรธสัญญา [กำหนดหมายเพื่อความดับสนิท]

๗. ธรรมเจ็ด คือ
๗. ๑ อริยทรัพย์ ๗ อย่าง คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา (ปัญญาประเสริฐที่สุด)
(สัทธาธนัง สีลธนัง หิริธนัง โอตตัปปธนัง สุตธนัง จาคธนัง ปัญญาธนัง)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยทรัพย์
๗. เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ [๕๑]
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=7#คนมีอริยทรัพย์_๗_เป็นผู้ไม่ขัดสน

๗. ๒ โพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้) ๗ อย่าง คือ
สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
(สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเปกขาสัมโพชฌงค์)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=โพชฌงค์

๗. ๓ บริขารของสมาธิ (บริวารของสมาธิ) ๗ อย่าง คือ
เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ
(สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ)
๗. ๔ อสัทธรรม ๗ อย่าง คือ
เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ สุตะน้อย เกียจคร้าน สติหลงลืม ปัญญาทราม
๗. ๕ สัทธรรม ๗ อย่าง คือ
เป็นคนมีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีพหูสูต ปรารถความเพียร สติมั่นคง มีปัญญา
๗. ๖ สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล บริษัท บุคคล
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=สัปปุริสธรรม
ธัมมัญญูสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=2385&Z=2459

๗. ๗ นิททสวัตถุ (เหตุให้ได้ชื่อว่า ไม่มีการเกิดอีก) ๗ อย่าง คือ
๑. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา (ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา)
ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการสมาทานสิกขาอย่างต่อเนื่องด้วย
๒. … การไตร่ตรองธรรม (พิจารณาเห็นธรรมโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา) …
๓. … การปราบปรามความอยาก (กำจัดหรือข่มตัณหาได้ด้วยอำนาจภังคานุปัสสนาญาณ
(ญาณที่พิจารณาเห็นความดับ)) …
๔. … การเร้นอยู่ …
๕. … ความเพียร …
๖. … ในสติและปัญญาเครื่องรักษาตน (สติและสัมปชัญญะ) …
๗. … ในการแทงตลอดซึ่งทิฐิ …
นิททสวัตถุสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=368&Z=388
นิททสสูตรที่ ๑
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=853&Z=900
นิททสสูตรที่ ๒
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=901&Z=948

๗. ๘ สัญญา ๗ อย่าง คือ
๑. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
๒. อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)
๓. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)
๔. อาทีนวสัญญา (กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ)
๕. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
๖. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)
๗. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)
๗. ๙ พละ ๗ อย่าง คือ ศรัทธา ความเพียร หิริ โอตตัปปะ สติ สมาธิ ปัญญา
๗.๑๐ วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ๗ อย่าง
๑. สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก
(ชั้นกามาวจรภูมิ  ๖) พวกวินิปาติกะบางพวก (พวกเวมานิกเปรตที่พ้นจากอบายภูมิ  ๔)
๒. สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพผู้นับเนื่องในพวกพรหม
(พรหมกายิกา) ซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน
๓. สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพเหล่าอาภัสสระ
๔. สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพเหล่าสุภกิณหา
๕. สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ
๖. สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ
๗. สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ (หรือ สัญญัคคะ (ที่สุดแห่งสัญญา)
เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญา)
๗.๑๑ ทักขิเณยยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา) ๗ อย่าง คือ
๑. อุภโตภาควิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนทั้งสอง]
๒. ปัญญาวิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอำนาจปัญญา]
๓. กายสักขิ [ท่านผู้สามารถด้วยกาย]
๔. ทิฏฐิปัตต [ท่านผู้ถึงแล้วด้วยความเห็น]
๕. สัทธาวิมุตต [ท่านผู้พ้นแล้วด้วยอำนาจศรัทธา]
๖. ธัมมานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามธรรม]
๗. สัทธานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามศรัทธา]
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อริยบุคคล_7

๗.๑๒ อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) ๗ อย่าง คือ
๑. กามราคานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความกำหนัดในกาม]
๒. ปฏิฆานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความกระทบกระทั่งแห่งจิต]
๓. ทิฏฐานุสัย (สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความเห็นผิด)
๔. วิจิกิจฉานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความสงสัย]
๕. มานานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความถือตัว]
๖. ภวราคานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความกำหนัดในภพ]
๗. อวิชชานุสัย [สภาพที่นอนเนื่องในสันดาน คือความไม่รู้]
๗.๑๓ สัญโญชน์ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ๗ อย่าง (เหมือนอนุสัย ๗)
๗.๑๔ อธิกรณสมถะ (ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ (เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ)) ๗ อย่าง
๑. พึงให้สัมมุขาวินัย วิธีระงับในที่พร้อมหน้า
๒. พึงให้สติวินัย วิธีระงับโดยถือสติเป็นหลัก
๓. พึงให้อมุฬหวินัย วิธีระงับสำหรับผู้หายจากเป็นบ้า
๔. พึงปรับตามปฏิญญา การทำตามที่รับ
๕. พึงถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ
๖. พึงปรับตามความผิดของจำเลย
๗. พึงใช้ติณวัตถารกวิธี [ประนีประนอมดังกลบไว้ด้วยหญ้า]
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อธิกรณ

๘. ธรรมแปด คือ
๘. ๑ มิจฉัตตะ (ความเป็นธรรมที่ผิด) ๘ อย่าง คือ
เห็นผิด ดำริผิด วาจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีวิตผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งจิตผิด
(มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ)
๘. ๒ สัมมัตตะ (ความเป็นธรรมที่ถูก) ๘ อย่าง (ตรงข้ามกับมิจฉัตตะ ๘)
๘. ๓ ทักขิเณยยบุคคล (ผู้ควรแก่ทักษิณา) ๘ คือ
ท่านที่เป็นพระโสดาบัน ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ฯลฯ ท่านที่เป็นพระอรหันต์
ท่านที่ปฏิบัติเพื่อทำพระอรหัตตผลให้แจ้ง
๘. ๔ กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ๘ คือ
๑. กลัวจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน จึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๒. ทำงานเสร็จแล้ว ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๓. กลัวจะเหน็ดหนื่อยจากการเดินทาง จึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๔. เดินทางไปถึงแล้ว ร่างกายเหน็ดเหนื่อย จึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๕. เที่ยวบิณฑบาตแต่ยังไม่ได้เพียงพอแก่ความต้องการ กลัวเหน็ดเหนื่อย จึงนอนเสีย
ไม่ปรารภความเพียร
๖. เที่ยวบิณฑบาตและได้เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ร่างกายเหน็ดเหนื่อย จึงนอนเสีย
ไม่ปรารภความเพียร
๗. ป่วยเพียงเล็กน้อย แล้วนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๘. หายป่วยแล้ว คิดว่าร่างกายยังอ่อนแอ จึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร
๘. ๕ อารัพภวัตถุ (เหตุแห่งการปรารภความเพียร) ๘ อย่าง (ตรงข้ามกับกุสีตวัตถุ ๘)
๑. กลัวว่าการทำงานจะทำให้การใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ง่าย จึงรีบปรารภความเพียร
๒. เมื่อทำงานอยู่ ไม่สามารถใส่ใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ บัดนี้ทำการงานเสร็จแล้ว
จึงรีบปรารภความเพียร
๓. กลัวว่าการเดินทางจะทำให้การใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ง่าย จีงรีบปรารภความเพียร
๔. เมื่อเดินทางอยู่ ไม่สามารถใส่ใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ บัดนี้เราเดินทางไปถึงแล้ว
จึงรีบปรารภความเพียร
๕. เที่ยวบิณฑบาตแต่ยังไม่ได้เพียงพอแก่ความต้องการ ดังนี้ร่างกายจึงเบา ควรแก่การงาน
จึงรีบปรารภความเพียร
๖. เที่ยวบิณฑบาตและได้เพียงพอต่อความต้องการแล้ว ร่างกายจึงมีกำลัง ควรแก่การงาน
จึงรีบปรารภความเพียร
๗. ป่วยเพียงเล็กน้อย คิดว่าเป็นไปได้ที่การป่วยจะรุนแรงขึ้น จึงรีบปรารภความเพียร
๘. หายป่วยแล้วแต่หายป่วยยังไม่นาน คิดว่าเป็นไปได้ที่การป่วยกลับกำเริบขึ้น
จึงรีบปรารภความเพียร
กุสีตวัตถุสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=7061&Z=7099
อารัพภวัตถุสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=7100&Z=7142

๘. ๖ ทานวัตถุ (เหตุแห่งการให้ทาน) ๘ อย่าง
๑. ให้ทานเพราะประจวบเหมาะ (เมื่อพบว่าเขามาหา ให้รอสักครู่ก็สามารถให้ทานได้
ไม่รู้สึกหนักใจที่จะถวายทาน)
๒. ให้ทานเพราะกลัว (เพราะกลัวตำหนิติเตียน  หรือกลัวอบายภูมิ)
๓. ให้ทานโดยคิดว่า เขาได้เคยให้แก่เรา
๔. ให้ทานโดยคิดว่า เขาจักให้แก่เรา
๕. ให้ทานโดยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี
๖. ให้ทานโดยคิดว่า เราหุงต้ม คนเหล่านี้มิได้หุงต้ม เราหุงต้มอยู่ จะไม่ให้แก่ผู้ที่มิได้หุงต้ม
ย่อมไม่สมควร
๗. ให้ทานโดยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ เกียรติศัพท์อันดีงาม ย่อมจะระบือไป
๘. ให้ทานเพื่อประดับจิต และเป็นบริขารของจิต
(หมายถึงให้ทานเครื่องประดับจิตในการเจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน
เพราะทานจะทำจิตใจให้อ่อนโยน เหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐานทั้งสอง ทานชนิดนี้สูงสุดกว่าทานทั้งปวง)
๘. ๗ ทานุปบัติ (ผลที่เกิดจากการให้ทาน) ๘ อย่าง คือ
๑. ผู้มีศีลที่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ แล้วตั้งจิตอธิษฐานอยากเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล
พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล
เจริญจิตนั้นอยู่ จิตของเขานั้นน้อมไปในทางต่ำ เจริญให้ยิ่งขึ้นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น
๒. … พวกเทพเหล่าจาตุมหาราชิกา มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข…
๓. … พวกเทพเหล่าดาวดึงส์มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
๔. …  พวกเทพเหล่ายามามีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
๕. … พวกเทพเหล่าดุสิตามีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
๖. …  พวกเทพเหล่านิมมานรดี มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
๗. … พวกเทพเหล่าปรนิมมิตวสวัตดี มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
๘. ผู้มีศีล ปราศจากราคะให้ทาน ฯลฯ… พวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม มีอายุยืน
มีวรรณะ มากด้วยความสุข …
ทานูปปัตติสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=4950&Z=4991

๘. ๘ โลกธรรม (ธรรมที่มีประจำโลก, ธรรมดาของโลก) ๘ อย่าง คือ
มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์
๘. ๙ บริษัท ๘ อย่าง คือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ พวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา
พวกเทพชั้นดาวดึงส์ พวกเทพชั้นนิมมานรดี พรหม
๘.๑๐ อภิภายตนะ (อายตนะที่ยอดเยี่ยมด้วยกำลังฌาน) ๘ อย่าง คือ
๑. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี
ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น
๒. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี …
๓. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี …
๔. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี …
๕. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสีเขียว
เปรียบด้วยของเขียว ฯลฯ ฉันใด
บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสีเขียว
เปรียบด้วยของเขียว ฯลฯ …
๖. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง
เปรียบด้วยของเหลือง ฯลฯ ฉันใด
บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง
เปรียบด้วยของเหลือง ฯลฯ …
๗. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง
เปรียบด้วยของแดง ฯลฯ ฉันใด
บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง
เปรียบด้วยของแดง ฯลฯ …
๘. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว
เปรียบด้วยของขาว ฯลฯ ฉันใด
บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว
เปรียบด้วยของขาว ฯลฯ ..
๘.๑๑ วิโมกข์ (ความหลุดพ้น) ๘ อย่าง คือ
๑. บุคคลผู้มีรูป (หมายถึงรูปฌานที่เกิดจากการทำบริกรรมในรูปภายในตน เช่นทำบริกรรมผม เป็นต้น
โดยวิธีการบริกรรมเป็นสีต่าง ๆ  เช่น สีเขียว) เห็นรูปทั้งหลาย
๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก
๓. บุคคลเป็นผู้น้อมใจไปว่า งาม
๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
๕. บุคคลบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน
๖. บุคคลบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
๗. บุคคลบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
๘. บุคคลบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ

๙. ธรรมเก้า คือ
๙. ๑ อาฆาตวัตถุ (เหตุผูกอาฆาต) ๙ อย่าง คือ
๑. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
๒. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
๓. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
๔. … ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา
๕. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา
๖. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา
๗. … ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา
๘. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา
๙. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา
อาฆาตสูตรที่ ๑
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=23&A=8710
อาฆาตวัตถุสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=24&A=3511

๙. ๒ อาฆาตปฏิวินัย (อุบายเป็นเครื่องกำจัดอาฆาต) ๙ อย่าง คือ
๑. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน
๒. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา …
๓. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา …
๔. … ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นทีรักที่ชอบพอของเรา …
๕. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา …
๖. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา …
๗. … ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา …
๘. … ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา …
๙. … ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา …
อาฆาตสูตรที่ ๒
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=8723&Z=8747
อาฆาตปฏิวินยสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=24&A=3525

๙. ๓ สัตตาวาส (ภพเป็นที่อยู่ของสัตว์) ๙ อย่าง คือ
๑. สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก
๒. สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นพรหมกายิกา
(เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดในปฐมฌาน
๓. สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นอาภัสสระ
๔. สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นสุภกิณหะ
(เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม)
๕. สัตว์บางพวกไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ คือ พวกเทพชั้นอสัญญีสัตตพรหม
๖. สัตว์บางพวกบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
๗. สัตว์บางพวกบรรลุวิญญาณัญจาญายตนฌาน
๘. สัตว์บางพวกบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
๙.  สัตว์บางพวกบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
๙. ๔ อขณะอสมัยเพื่อพรหมจริยวาส (กาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์) ๙ อย่าง
๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลกนี้ และธรรมที่พระองค์ทรงแสดง
ก็เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้
แต่บุคคลนี้เข้าถึงนรกเสีย นี้เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
๒. … แต่บุคคลนี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย …
๓. … แต่บุคคลนี้เข้าถึงวิสัยแห่งเปรตเสีย …
๔. … แต่บุคคลนี้เข้าถึงอสุรกายเสีย …
๕. … บุคคลนี้เข้าถึงพวกเทพที่มีอายุยืนพวกใดพวกหนึ่งเสีย
(อสัญญภพ อรูปภพ เพราะไ่ม่มีสัญญา ไม่มีรูป ) …
๖. … แต่บุคคลนี้เกิดเสียในปัจจันติมชนบท ในจำพวกชนชาติมิลักขะผู้โง่เขลา
ไร้คติของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา …
๗. … แม้บุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เขาเป็นคนมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า
ทานที่บุคคลให้ไม่มีผลการบูชาไม่มีผล ฯลฯ ไม่มีสมณพราหมณ์ ผู้ดำเนินไปดี ปฏิบัติชอบแล้ว
กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วยังผู้อื่นให้รู้ …
๘. … แม้บุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เป็นคนโง่เซอะซะ เป็นคนใบ้
ไม่สามารถที่จะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ …
๙. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้เสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ
เป็นไปเพื่อความดับ ให้ถึงความตรัสรู้ เป็นธรรมอันพระสุคตประกาศไว้ ก็มิได้มีผู้ทรงแสดงไว้
แม้บุคคลนี้เกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญาไม่เซอะซะ ไม่เป็นคนใบ้ สามารถที่จะรู้อรรถแห่ง
สุภาษิตและทุพภาษิตได้ …
อักขณสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=4639&Z=4716

๙. ๕ อนุปุพพวิหาร (ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ) ๙ อย่าง คือ
รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 สัญญาเวทยิตนิโรธ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อนุบุพพวิหาร
นิพพานสูตร
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=8870&Z=8945

๙. ๖ อนุปุพพนิโรธ (ความดับไปตามลำดับ) ๙ อย่าง คือ
๑. กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป
๒. วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป
๓. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป
๔. ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป
๕. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป
๖. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌานดับไป
๗. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌานดับไป
๘. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานดับไป
๙. สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธดับไป

๑๐. ธรรมสิบ คือ
๑๐.๑ นาถกรณธรรม (คุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้) ๑๐ อย่าง คือ
๑. ศีล (ความประพฤติดีงามสุจริต รักษาระเบียบวินัย มีอาชีวะบริสุทธิ์)
๒. พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง)
๓. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร, การคบคนดี ได้ที่ปรึกษา และผู้แนะนำสั่งสอนที่ดี)
๔. โสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย รับฟังเหตุผล)
๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา (ความเอาใจใส่ช่วยขวนขวายในกิจใหญ่น้อยทุกอย่างของเพื่อน
ร่วมหมู่คณะ รู้จักพิจารณาไตร่ตรอง สามารถจัดทำให้สำเร็จเรียบร้อย)
๖. ธัมมกามตา (ความเป็นผู้ใคร่ธรรม คือ รักธรรม ใฝ่ความรู้ใฝ่ความจริง รู้จักพูดรู้จักฟัง
ทำให้เกิดความพอใจ น่าร่วมปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดีปรีดาในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียด
ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป)
๗. วิริยารัมภะ (ความขยันหมั่นเพียร คือ เพียรละความชั่ว ประกอบความดีมีใจแกล้วกล้า
บากบั่นก้าวหน้า ไม่ย่อท้อ ไม่ทอดทิ้งธุระ)
๘. สันตุฏฐี (ความสันโดษ คือ ยินดี มีความสุขความพอใจด้วยปัจจัย ๔ ที่หามาได้
ด้วยความเพียรอันชอบธรรมของตน)
๙. สติ (ความมีสติ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกการที่ทำคำที่พูดไว้ได้ ไม่มีความประมาท)
๑๐. ปัญญา (ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้จักคิดพิจารณา เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=นาถกรณธรรม_10
นาถสูตรที่ ๑
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=625&Z=676
นาถสูตรที่ ๒
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=24&A=677&Z=757

๑๐.๒ กสิณายตนะ (บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์) ๑๐ อย่าง คือ
๑. บุคคลหนึ่งจำปฐวีกสิณ (ดิน) ได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ไม่มีประมาณ
๒. … อาโปกสิณ (น้ำ) …
๓. … เตโชกสิณ (ไฟ) …
๔. … วาโยกสิณ (ลม) …
๕. … นีลกสิณ (สีเขียว) …
๖. … ปีตกสิณ (สีเหลือง) …
๗. … โลหิตกสิณ (สีแดง) …
๘. … โอทาตกสิณ (สีขาว) …
๙. … อากาสกสิณ (อากาศ) …
๑๐. … วิญญาณกสิณ …
๑๐.๓ อกุศลกรรมบถ (กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม) ๑๐ อย่าง คือ
ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
ความโลภอยากได้ของเขา ความปองร้ายเขา ความเห็นผิด
(ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาป
อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อกุศลกรรมบถ_10

๑๐.๔ กุศลกรรมบถ (กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ) ๑๐ อย่าง (ตรงข้ามกับอกุศลกรรมบถ ๑๐)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=กุศลกรรมบถ_10

๑๐.๕ อริยวาส (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐ อย่าง คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้มีองค์ห้าอันละขาดแล้ว (ละนิวรณ์ ๕)
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก (เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
… ฟังเสียงทางหู … ดมกลิ่นทางจมูก … ลิ้มรสทางลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย
… รู้ธรรมารมณ์ทางใจ)
๓. เป็นผู้มีอารักขาอย่างหนึ่ง (มีสติ)
๔. เป็นผู้มีที่พิงสี่ รู้จักพิจารณาปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง
(พิจารณาแล้วเสพ  พิจารณาแล้วอดกลั้น พิจารณาแล้วเว้น พิจารณาแล้วบรรเทา)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อปัสเสนะ

๕. เป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาได้ (บรรเทา สละ คลาย ปล่อย ละ สละคืนความยึดถือ
ที่ว่า ความเห็นนี้เท่านั้นจริง อันมีมากมายของสมณะและพราหมณ์)
๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ (ละการแสวงหากาม ภพ พรหมจรรย์ ได้)
๗. เป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว (ละความดำริในกาม พยาบาท วิหิงสา ได้)
๘. เป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ (บรรลุจตุตถฌาน)
๙. เป็นผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว (มีจิตหลุดพ้นจากราคะ โทสะ โมหะ)
๑๐. เป็นผู้มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว (ละราคะ โทสะ โมหะ ได้อย่างเด็ดขาด ถอนรากถอนโคน)
๑๐.๖ อเสขธรรม (ธรรมที่เป็นอเสขะ) ๑๐ อย่าง คือ
๑. ความเห็นชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๒. ความดำริชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๓. เจรจาชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๔. การงานชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๕. การเลี้ยงชีวิตชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๖. ความเพียรชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๗. ความระลึกชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๘. ความตั้งใจชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๙. ความรู้ชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๑๐. ความหลุดพ้นชอบที่เป็นของพระอเสขะ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=อเสขธรรม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้น แล้วตรัสกับท่านพระสารีบุตรว่า
กล่าวสังคีติปริยาย (บรรยายเรื่องสังคายนา) ได้เป็นอย่างดี
พระศาสดาทรงพอพระทัย และภิกษุเหล่านั้นต่างก็ดีใจ ชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตร

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=11&A=4501&Z=7015

หมายเหตุ;

ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด ลอกมาเก็บไว้ก่อน

ขอบคุณ คุณ  gravity-of-love

ที่นำข้อความจากพระธรรมคำสอน มาแสดง

และพระธรรมคำสอนต่างๆ  จากพระไตรปิฎก

พร้อมทั้งได้แนบลิงค์พระะรรมคำสอน ในแต่ละหมวด

เพื่อความสะดวก สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาพระธรรมคำสอน

ขออนุโมทนาและสาธุการ มา ณ ที่นี้

อินทรีย์ 5 ประการ

http://www.tripitaka91.com/tripitaka91_1.php?book_code=31

ทิฏฐธรรมนิพพาน

ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗
[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ภาษิตคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้ประสบโอกาส ในที่คับแคบหนอ
ผู้ใดได้รู้ฌาน เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้หลีกออกได้อย่างองอาจ เป็นมุนี ฯ

[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ
เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=1495&Z=1504

ปัญจาลวรรคที่ ๕

ปัญจาลสูตร
[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนคร
โกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนา
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโส เทพบุตร
ชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ได้ทรงรู้แล้วซึ่งโอกาสอันไปแล้วในที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัสการบรรลุโอกาส
ในที่แคบเป็นไฉน ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ
๕ ประการนี้ว่าเป็นที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่
จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็น
ที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕
ประการนี้แล ว่าเป็นที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
ปฐมฌานนั้น วิตกวิจารยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้
เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้
นี้ชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อตติยฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่
ดับไปในตติยฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับ
ไปในจตุตถฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ เมื่อ
อากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสา-
*นัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญ-
*จายตนฌานนั้น วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ
แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
อากิญจัญญายตนฌานนั้น อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตน-
*ฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับไปใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ ฯ
จบสูตรที่ ๑ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9544&Z=9603

กามเหสสูตรที่ ๑
[๒๔๗] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายสักขีๆ ดังนี้
โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกายสักขี ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน … ตติยฌาน … จตุตถฌาน …
และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วย
อาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัส
กายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนะ … และอายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกร
อาวุโสโดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้อง
อายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
จบสูตรที่ ๒

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9604&Z=9623

กามเหสสูตรที่ ๒
[๒๔๘] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นด้วย
ปัญญาๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัส
บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
จบสูตรที่ ๓

[๒๔๙] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นโดย
ส่วนสองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกาย
ด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียง
เท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะ
เห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
จบสูตรที่ ๔

สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑
[๒๕๐] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึง
เห็นเองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มี-
*พระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๕
สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
[๒๕๑] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเองๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพาน
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๖
นิพพานสูตร
[๒๕๒] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๗
ปรินิพพานสูตร
[๒๕๓] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปรินิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๘
ตทังคสูตร
[๒๕๔] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตทังคนิพพานๆ
ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๙
ทิฏฐธัมมิกสูตร
[๒๕๕] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่าทิฏฐธรรมนิพพานๆ
ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสทิฏฐธรรมนิพพาน ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบปัญจาลวรรคที่ ๕
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัญจาลสูตร ๒. กามเหสสูตรที่ ๑ ๓. กามเหสสูตรที่ ๒
๔. กามเหสสูตรที่ ๓ ๕. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑ ๖. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
๗. นิพพานสูตร ๘. ปรินิพพานสูตร ๙. ตทังคสูตร ๑๐. ทิฏฐธัมมิกสูตร ฯ
—————————————————–

http://84000.org/tipitaka/read/?23/250-255

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9662&Z=9673


	

อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน  เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ  ได้แก่ สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

อารัมมณสูตร

๕. อารัมมณสูตร
ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นและฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ นับเป็นผู้เลิศ

[๕๘๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้.

๔ จำพวกเป็นไฉน?

คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๑.

บางคนไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

บางคนฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ.

นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น

เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้ม
เกิดจากนมสด ฯล

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=6778&Z=6788

อาเนญชสัปปายสูตร

  • ๖. อาเนญชสัปปายสูตร (๑๐๖)
    [๘๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมชื่อกัมมาสธรรม ของชาวกุรุ
    ในแคว้นกุรุ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
    [๘๑] พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็น
    ของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวง
    เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่ง
    มาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้
    เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อม
    เกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ
    [๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น
    ดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้ง
    ที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อ
    แห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ
    คืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อ
    เป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมี
    จิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็น
    มหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่
    อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้
    จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรม
    ดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็น
    ดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่
    มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูต
    ทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทา
    นั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ
    หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไป
    ในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่
    มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อ
    ที่ ๒ ฯ
    [๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควร
    ยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหว
    มิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด
    ที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่น
    เป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตน-
    *สมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี
    อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตน
    หรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วย
    ปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญ-
    *จัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณ
    อันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็น
    ฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ
    [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และ
    สิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย
    เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใส
    ในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีใน
    ภพนี้ ทั้งที่มีในภพนี้ รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา
    สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดี
    ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ
    จะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปใน
    ภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็น
    ที่สบาย ฯ
    [๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล
    พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ
    แล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และ
    จักไม่มีแก่เรา เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพ
    นี้ก็มี บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
    บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    [๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
    ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขา
    นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัย
    อุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพาน
    ไม่ได้ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
    ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐ
    สุดที่ควรเข้าถือเอาได้ ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้ คือ เนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนะ ฯ
    [๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อม
    ได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจ
    อุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณก็
    ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มี
    ความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ
    อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า
    อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่
    พวกข้าพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ
    [๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
    ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มี
    ในภพหน้า ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งอาเนญชสัญญา ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา ซึ่งเนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนสัญญา ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้ ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิต
    เพราะไม่ถือมั่น ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายแล้ว เราแสดงปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว เรา
    แสดงปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว อาศัยเหตุนี้ เป็น
    อันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว ดูกรอานนท์
    กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์
    พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้
    นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนใน
    ภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดี
    พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=1440&Z=1570

ไม่เอา เพราะกลัวทุกข์

ยิ่งกำหนดรู้ ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)
มันเห็นแต่ทุกข์ เกิดมาแล้วต้องทุกข์ เกิดมาแล้วต้องเจ็บป่วย ต้องแก่  ต้องตาย

ทุกข์ โทษ ภัยของสังขาร อัตภาพร่างกายนี้ ไม่มีอะไรที่น่ายินดีด้วยเลย เห็นแต่ทุกข์

ยิ่งเวลาใกล้ตาย ใกล้จะหมดลมหายใจ ตรงนั้นแหละ คือจุดเปลี่ยนของการเกิด
๓๑ ภพภูมิ มีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ เหตุปัจจัยของ อวิชชา ที่มีอยู่
จึงหลงกระทำ(สร้างเหตุนอกตัว ปัจจัยจาก ผัสสะที่มีเกิดขึ้น) ตามแรงตัณหา ความทะยานอยากที่เกิดขึ้น

พอเห็นแบบนี้ มันขยาด
ต่อให้นำความมี ความเป็นอะไรๆ มันก็ไม่เอา
เพราะกลัวการเกิด ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

Previous Older Entries

มิถุนายน 2015
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: