สมถะ-วิปัสสนา

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้

ย่อมเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้น

เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่
มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อรรถกถาจารย์
[๕๓๖] ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

………………………………

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
วิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%C2%D8%A4%B9%D1%B7%B8&book=9&bookZ=33

นี่เป็นสภาพธรรม ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่เรียกว่า สมถะ-วิปัสสนา ตามพระธรรมคำสอน

น้อยคนนัก ที่จะสนใจพระธรรมคำสอน ที่ยังมีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

สิ่งที่เรียกว่า สมถะ-วิปัสสนา ที่เป็นสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีปรากฏให้เห็นอยู่ แต่โดยส่วนมาก ไปสนใจคำเรียก “วิปัสสนา” ที่นำมาใช้กันในปัจจุบัน

เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของแต่ละคน

หากตั้งใจทำความเพียร และพยายามลดละการสร้างเหตุ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นปัจจัย

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้รู้ สภาพธรรมต่างๆ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกนั้นๆ
แม้ผู้นั้น จะไม่รู้หนังสือ ก็ตาม

เมื่อไม่หยุด จึงไม่รู้
ด้วยอำนาจตัณหา ความทะยานอยาก บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ผัสสะเกิด การคิดพิจรณาสิ่งที่ปรากฏ จะคิดพิจรณายังไงก็ได้
แต่การคิดพิจรณานั้นๆ น้อมลงสู่ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา
นี่จึงจะเป็น สภาพธรรมของสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า วิปัสสนา

ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ขณะจิตเป็นสมาธิ และไม่เป็นสมาธิ
ขณะทำความเพียร และในการดำเนินชีวิต

โฆษณา

มิถุนายน 2015
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: