ทิฏฐธรรมนิพพาน

ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗
[๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ภาษิตคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้ประสบโอกาส ในที่คับแคบหนอ
ผู้ใดได้รู้ฌาน เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้หลีกออกได้อย่างองอาจ เป็นมุนี ฯ

[๒๓๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ
เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=15&A=1495&Z=1504

ปัญจาลวรรคที่ ๕

ปัญจาลสูตร
[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนคร
โกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนา
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโส เทพบุตร
ชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ
ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
ได้ทรงรู้แล้วซึ่งโอกาสอันไปแล้วในที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัสการบรรลุโอกาส
ในที่แคบเป็นไฉน ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ
๕ ประการนี้ว่าเป็นที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่
จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็น
ที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสกามคุณ ๕
ประการนี้แล ว่าเป็นที่แคบ ฯ
ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
ปฐมฌานนั้น วิตกวิจารยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้
เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้
นี้ชื่อว่าที่แคบในทุติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน … ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อตติยฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่
ดับไปในตติยฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับ
ไปในจตุตถฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ เมื่อ
อากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสา-
*นัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญ-
*จายตนฌานนั้น วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ
แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
อากิญจัญญายตนฌานนั้น อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตน-
*ฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน … ดูกรอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้
เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับไปใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ ฯ
จบสูตรที่ ๑ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9544&Z=9603

กามเหสสูตรที่ ๑
[๒๔๗] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กายสักขีๆ ดังนี้
โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกายสักขี ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุทุติยฌาน … ตติยฌาน … จตุตถฌาน …
และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วย
อาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัส
กายสักขี ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … บรรลุอากาสานัญจายตนะ … และอายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกร
อาวุโสโดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ … เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้อง
อายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสกายสักขี ฯ
จบสูตรที่ ๒

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9604&Z=9623

กามเหสสูตรที่ ๒
[๒๔๘] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นด้วย
ปัญญาๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัส
บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา และเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ฯ
จบสูตรที่ ๓

[๒๔๙] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลหลุดพ้นโดย
ส่วนสองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกาย
ด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียง
เท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะ
เห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใดๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้นๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯ
จบสูตรที่ ๔

สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑
[๒๕๐] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึง
เห็นเองๆ ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มี-
*พระภาคตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๕
สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
[๒๕๑] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานอันผู้บรรลุ
จะพึงเห็นเองๆ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุ
ปฐมฌาน ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพาน
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสนิพพานอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯ
จบสูตรที่ ๖
นิพพานสูตร
[๒๕๒] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๗
ปรินิพพานสูตร
[๒๕๓] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปรินิพพานๆ ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๘
ตทังคสูตร
[๒๕๔] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตทังคนิพพานๆ
ดังนี้ ฯลฯ
จบสูตรที่ ๙
ทิฏฐธัมมิกสูตร
[๒๕๕] อุ. ดูกรอาวุโส พระผู้มีพระภาคตรัสว่าทิฏฐธรรมนิพพานๆ
ดังนี้ ดูกรอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯ
อา. ดูกรอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน
ดูกรอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสทิฏฐธรรม
นิพพาน ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูกรอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาค
ตรัสทิฏฐธรรมนิพพาน ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบปัญจาลวรรคที่ ๕
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัญจาลสูตร ๒. กามเหสสูตรที่ ๑ ๓. กามเหสสูตรที่ ๒
๔. กามเหสสูตรที่ ๓ ๕. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑ ๖. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒
๗. นิพพานสูตร ๘. ปรินิพพานสูตร ๙. ตทังคสูตร ๑๐. ทิฏฐธัมมิกสูตร ฯ
—————————————————–

http://84000.org/tipitaka/read/?23/250-255

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=9662&Z=9673


		
โฆษณา

อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน  เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ  ได้แก่ สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘

มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

อารัมมณสูตร

๕. อารัมมณสูตร
ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นและฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ นับเป็นผู้เลิศ

[๕๘๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้.

๔ จำพวกเป็นไฉน?

คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๑.

บางคนไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

บางคนฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑.

ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ.

นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น

เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้ม
เกิดจากนมสด ฯล

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=17&A=6778&Z=6788

อาเนญชสัปปายสูตร

  • ๖. อาเนญชสัปปายสูตร (๑๐๖)
    [๘๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมชื่อกัมมาสธรรม ของชาวกุรุ
    ในแคว้นกุรุ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
    [๘๑] พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็น
    ของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวง
    เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่ง
    มาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้
    เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อม
    เกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ
    [๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น
    ดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้ง
    ที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อ
    แห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ
    คืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อ
    เป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมี
    จิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็น
    มหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่
    อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้
    จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรม
    ดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุ
    ทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็น
    ดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่
    มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูต
    ทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทา
    นั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ
    หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไป
    ในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่
    มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อ
    ที่ ๒ ฯ
    [๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควร
    ยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหว
    มิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด
    ที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้
    มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึง
    อากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่
    วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่น
    เป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตน-
    *สมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ
    [๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี
    อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตน
    หรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วย
    ปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญ-
    *จัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณ
    อันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็น
    ฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติ
    เป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ
    [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และ
    สิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย
    เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใส
    ในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจ
    ไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
    พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ
    [๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณา
    เห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีใน
    ภพนี้ ทั้งที่มีในภพนี้ รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญา
    ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา
    สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดี
    ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม
    ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ
    จะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปใน
    ภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็น
    ที่สบาย ฯ
    [๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล
    พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ
    แล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และ
    จักไม่มีแก่เรา เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพ
    นี้ก็มี บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
    บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
    [๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
    ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขา
    นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัย
    อุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพาน
    ไม่ได้ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ
    อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
    ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ
    พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐ
    สุดที่ควรเข้าถือเอาได้ ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้ คือ เนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนะ ฯ
    [๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อม
    ได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
    เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจ
    อุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณก็
    ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มี
    ความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ
    อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า
    อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่
    พวกข้าพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ
    [๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
    ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มี
    ในภพหน้า ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้
    ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งอาเนญชสัญญา ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา ซึ่งเนวสัญญา-
    *นาสัญญายตนสัญญา ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้ ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิต
    เพราะไม่ถือมั่น ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติ
    เป็นที่สบายแล้ว เราแสดงปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว เรา
    แสดงปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว อาศัยเหตุนี้ เป็น
    อันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว ดูกรอานนท์
    กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์
    พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้
    นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนใน
    ภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดี
    พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=1440&Z=1570

ไม่เอา เพราะกลัวทุกข์

ยิ่งกำหนดรู้ ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)
มันเห็นแต่ทุกข์ เกิดมาแล้วต้องทุกข์ เกิดมาแล้วต้องเจ็บป่วย ต้องแก่  ต้องตาย

ทุกข์ โทษ ภัยของสังขาร อัตภาพร่างกายนี้ ไม่มีอะไรที่น่ายินดีด้วยเลย เห็นแต่ทุกข์

ยิ่งเวลาใกล้ตาย ใกล้จะหมดลมหายใจ ตรงนั้นแหละ คือจุดเปลี่ยนของการเกิด
๓๑ ภพภูมิ มีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้ เหตุปัจจัยของ อวิชชา ที่มีอยู่
จึงหลงกระทำ(สร้างเหตุนอกตัว ปัจจัยจาก ผัสสะที่มีเกิดขึ้น) ตามแรงตัณหา ความทะยานอยากที่เกิดขึ้น

พอเห็นแบบนี้ มันขยาด
ต่อให้นำความมี ความเป็นอะไรๆ มันก็ไม่เอา
เพราะกลัวการเกิด ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

สัมมาสมาธิ

บุคคลผู้ที่ไม่รู้ชัดสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่รูปฌานและอรูปฌาน(ฌานทั้ง๘)
เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นแบบนี้ เกิดจาก ทำแค่แบบ พอใจทำ ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่
ไม่ก็เกิดจาก ตนเองไม่เคยพบเจอสภาพธรรมนั้นๆ ฟังคนอื่นมากไป จึงทำให้ปักใจเชื่อว่า หากสติมากไป จะทำให้ติดสุขได้
ไม่ก็เกิดจาก เจอกับตัวเอง แล้วติดหล่มสุข จึงทำให้คิดเอาเองว่า หากสติมากไป จะทำให้ติดสุขได้
ทุกข์ โทษ ภัย ของอวิชชา สภาวะจึงติดอยู่แค่นั้น แทนที่จะกล่าวโทษตัวเอง กลับไปกล่าวโทษสมาธิแทน
แต่ก็ไม่เป็นไรนะ หากยังไม่ตายไปเสียก่อน นั่นคือ โอกาสที่จะกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ยังมีอยู่

ที่สำคัญ ทุกๆการกระทำ ก็มีผล
ตนหลงอย่างไร เที่ยวกระจายข่าวให้กับผู้อื่น ประมาณว่า สติมากไป ไม่ได้นะ จะติดสุข ที่เกิดจากสมาธิได้
แล้วแบบนี้ จะเหลืออะไร เหตุมี ผลย่อมมี

สติคมกล้ามากเท่าไหร่ยิ่งดี สัมปชัญญะ ย่อมเกิดขึ้นได้มาก
สมาธิก็ส่วนสมาธิ

เกี่ยวกับรูปและอรูปฌาน คำเรียกเหล่านี้มาจากไหน
ล้วนมากจาก ความรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

โอภาส ที่เกิดขึ้น สว่างมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

รูปฌาน และอรูปฌานมาจากไหน
ชื่อก้บอกอยู่แล้วว่า รูป คือ ขณะจิตเป็นสมาธิ ยังมีกายปรากฏ

อรูปมาจากไหน
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว อรูป คือ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ กายหายไปหมด แต่มีสติรู้อยู่ เหลือแต่ธาตุรู้(จิต)

ก็เหมือนเรื่อง ญาณ ๑๖ มาจากไหน
ก็มาจากความรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
ทั้งสติ สมัปชัญญะ ยิ่งมาก ยิ่งดี

ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ ความไม่รู้ชัดสภาพธรรมที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ มาจากไหน
ก็ทำให้หลงสภาพธรรมได้เหมือนกัน หลงสำคัญว่า ได้อะไร เป็นอะไร
หากเป็นพระ ก็ไปอย่าง ยังมีโอกาสทำความเพียรต่อเนื่อง
สภาพธรรมที่มีอยู่ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุและปัจจัย

แต่ถ้าเป็นฆราวาสน่ะรึ เมื่อมีผัสสะเกิด ตัวกรู ของกรู มาก่อนเลย แต่มองไม่เห็นหรอก
เพราะอวิชชา ความหลงสภาพธรรม หลงในสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ตัณหาเกิด ก็ยังมองไม่เห็น
จึงเป็นเหตุให้บดบังสภาพธรรมต่างๆ ไม่ให้เห็น สภาพธรรมตามความเป็นจริง ของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ ยังไม่สามารถนำสิ่งที่พบเจอ มากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

หากไม่สมดุลย์ ดูง่ายๆ พอจิตเป็นสมาธิ ทุกอย่างดับหายไปหมดชั่วขณะ
ก่อนดับก็ไม่รู้ กำลังจะดับ ก็ไม่รู้ กำลังคลาย ก็ไม่รู้ รู้ครั้งเดียว คือ โผล่พรึ่บมาทั้งตัว

ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ สติคมกล้ามากเท่าไหร่ สัมปชัญญะย่อมมีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะเป็นสมาธิอยู่
เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ถึงจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌาน ก็ตาม จะรู้หมด
ที่ไม่รู้ชัด เกิดจาก สติมีกำลังไม่มากพอ สมาธิมีกำลังมากกว่า

ฌานสมาบัติ กับ นิโรธสมาบัติ แตกต่างกันตรงที่ ความดับ ก่อนกับ กำลังดับ ขณะที่ดับ
ขณะสมาธิกำลังคลาย ความรู้สึกตัวที่มีเกิดขึ้น รู้ทีเดียว รู้ทีละขณะ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เรื่องที่นำมากล่าวกันว่า นิโรธสมาบัติ มีเกิดขึ้นได้เฉพาะ อนาคามี เรื่องนี้ ไม่จริง

แต่ถ้าบอกว่า ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ไม่จำเป็นสำคัญมั่นหมายว่าได้อะไร เป็นอะไร อันนี้ เรื่องจริง

ฉะนั้น สติ สัมปชัญญะ จึงมีความสำคัญมาก ทั้งในการดำเนินชีวิต และการทำความเพียร

ที่วลัยพรเคยกล่าวไว้าว่า ให้เจริญสติ
เพราะ หากสติมีกำลังมาก สัมปชัญญะ ย่อมมีเกิดขึ้น
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ตัณหาเป็นตัวผลักดัน ให้เกิดการกระทำ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว ความรู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น ที่มีผลกระทบทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
สติ เป็นตัวช่วยยับยั้ง ไม่ให้เกิดการกระทำ

มิถุนายน 2015
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: