กรรม

๒๘ กค.

กรรมเป็นเรื่องละเอียด

กรรมและวิบากกรรม(ผลของกรรม) เป็นเรื่องละเอียด

หากรู้ชัด สภาพธรรมที่มีชื่อว่า ผัสสะ

และลักษณะอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

ย่อมเป็นปัจจัยให้เชื่อเรื่อง กรรม และ ผลของกรรม

เป็นปัจัจยให้เกิดการสำรวม สังวรระวัง ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

ไม่ใช่เชื่อแบบ ลัทธิกรรมเก่า

เหตุปัจจัยจาก อวิชชา ที่มีออยู่

ไม่มีใครหนีพ้น ชาติ ชรา มรณะได้

หลงรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่ ชีวิตจึงอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทุกข์กับกองสังขาร

โฆษณา

อนุสาสนีปาฏิหาริย์

[๓๔๑] ดูกรเกวัฏฏ์ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงทำในใจอย่างนี้ อย่าทำในใจอย่างนั้น
จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด นี้เรียกอนุสาสนีปาฏิหาริย์.


[๓๔๒] ดูกรเกวัฏฏ์ อีกข้อหนึ่ง พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว
เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระองค์นั้นทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและ
มนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต

เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อม
ด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ.

แถลงปัญหามหาภูต

[๓๔๙] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้.
ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้

[๓๕๐] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวง

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้.
อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้.

นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้.
เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว. เกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตรมีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php…

ภารทวาชะ

ภารทวาชะ

แม้แต่พระอรหันต์ เวลาจะกล่าวสอนใคร ยังคงใช้สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้ เป็นหลัก

อ่านแล้ว ซาบซึ้งใจยิ่งนัก

จากอดีตชาติของท่าน ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ พี่น้อง เปลี่ยนเพศไปมา ในแต่ละชาติ เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ สังสารวัฏ จึงมีบังเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้


การที่ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ท่านนี้ได้รับการสถาปนาจากพระบรมศาสดาให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นเลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้บันลือสีหนาท นั้นก็โดยเหตุเกิดเรื่อง คือ พระมหาสาวกองค์นั้น ในวันที่ท่านบรรลุพระอรหัต ท่านก็บันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใด มีความสงสัย ในมรรคหรือผล ท่านผู้นั้นจงถามเราดังนี้ แม้ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ท่านก็บันลือสีหนาทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจที่ควรกระทำในศาสนานี้ถึงที่สุดแล้ว เช่นนี้ ซึ่งก็เป็นปัจจัยมาจากการที่ท่านได้กระทำบันลือสีหนาทในสมัยอดีตชาติ ดังเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้

บุรพกรรมในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดเป็นราชสีห์ผู้ไม่มีความกลัว อาศัยอยู่ในถ้ำ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ทางทิศตะวันออกของภูเขาหิมาลัย ออกหากินไปในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น พระศาสดาประทับอยู่ในถ้ำชื่อว่าจิตตกูฏ ที่ยอดเขาชื่อว่าจิตตบรรพต เพราะเป็นภูเขาที่งดงามหลากสีด้วยโอสถ และรัตนะทั้งหลาย พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นความถึงพร้อมแห่งเหตุที่สมควรจะเสด็จไปโปรดของราชสีห์นั้น

ในครั้งนั้น เพื่อจะทรงกระทำความอนุเคราะห์แก่ราชสีห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จไปยังถ้ำเป็นที่อยู่ของราชสีห์นั้น ในเวลาที่ราชสีห์นั้นออกไปหาเหยื่อ ทรงนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ราชสีห์จับเหยื่อแล้วกลับมายืนอยู่ที่ประตูถ้ำ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดำริว่า ไม่มีสัตว์อื่นที่ว่าชื่อว่าสามารถจะมานั่งยังที่อยู่ของเรา บุรุษนี้ใหญ่แท้หนอ มานั่งขัดสมาธิภายในถ้ำได้ แม้รัศมีสรีระของท่านก็แผ่ไปโดยรอบ เราไม่เคยเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้ บุรุษนี้จักเป็นยอดของปูชนียบุคคลในโลกนี้ แม้เราควรกระทำสักการะตามสติกำลังถวายพระองค์ จึงไปนำดอกอุบลและดอกไม้ต่าง ๆ ลาดเป็นอาสนะดอกไม้ ตั้งแต่พื้นจนถึงที่นั่งขัดสมาธิ กระทำจิตให้เลื่อมใส และเพื่อต้องการจะอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบันลือสีหนาท ๓ เวลา เพื่อให้สัตว์ร้ายอื่น ๆ หนีไป ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูถ้ำโดยมีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ ตลอดคืนยังรุ่ง รุ่งขึ้นวันใหม่ก็นำดอกไม้เก่าออก เอาดอกไม้ใหม่ลาดอาสนะโดยทำนองนี้ เที่ยวตกแต่งปุบผาสนะบูชาอยู่ตลอด ๗ วัน เหมือนอย่างที่บูชาในวันแรก บังเกิดปีติโสมนัสอย่างแรง ในวันที่ ๗ พระ ศาสดาออกจากนิโรธสมาบัติ ประทับยืนที่ประตูถ้ำ ราชสีห์กระทำประทักษิณพระตถาคต ๓ ครั้ง แล้วถอยออกไปยืนอยู่

พระปทุมุตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาของเรา แล้วตรัสว่า ผู้ใดได้ถวายปทุมนี้ และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว

ในกัลปที่ ๘ แต่ภัทรกัลปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จักเสวยความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงกำลัง มีพระนามชื่อว่าปทุม

ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลกเมื่อพระศาสดาพระองค์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระยาสีหะนี้จักเป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนาของพระศาสดาพระองค์นั้น เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน ณ เสนาสนะอันสงัด ปราศจากชน เกลื่อนกล่นด้วยสัตว์ร้าย

พระศาสดาทรงดำริว่า เท่านี้จักพอเป็นอุปนิสัยแก่ราชสีห์นี้ แล้วจึงเหาะขึ้นไปสู่อากาศเสด็จกลับไปพระวิหารตามเดิม

ราชสีห์ไม่อาจอดกลั้นความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากพระพุทธเจ้าจึงกระทำกาละแล้วบังเกิดในตระกูลมีโภคะมากในนครหังสวดี พอเจริญวัยแล้ว ได้ไปยังพระวิหารกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วเลื่อมใส ยังมหาทานให้เป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอด ๗ วัน ทำบุญทั้งหลายจนชั่วชีวิต ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆอยู่ในเทวดาและและมนุษย์


กำเนิดเป็นภารทวาชะในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ท่านเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตแห่งพระเจ้าอุเทน ในพระนครโกสัมพี เขาได้มีชื่อว่า ภารทวาชะ ภารทวาชะนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพทสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คนเพราะความที่ตนเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสม เพราะเป็นคนจะกละ เป็นผู้กินจุ ท่านรับภิกษาของมาณพทุกคนด้วยตนเอง เขาว่าท่านภารทวาชะนี้เป็นคนมักมากในการบริโภค คือเที่ยวแสวงหาข้าวต้มข้าวสวยและของรับประทานไม่ว่าในที่ไหน ๆ กับมาณพเหล่านี้ ในที่ที่ท่านไปแล้วไปอีกก็จะต้อนรับเพียงข้าวถ้วยเดียวเท่านั้น พวกมาณพที่เป็นศิษย์เห็นความประพฤติอันไม่น่าเลื่อมใสของผู้เป็นอาจารย์ก็บังเกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งออกไปจากสำนัก เมื่อถูกเหล่ามาณพนั้นละทิ้ง ท่านจึงเป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่เห็นทางที่จะทำมาหากินจึงเดินทางไปยังนครราชคฤห์ ครั้นไปถึงเมืองนั้นแล้ว ได้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ได้ลาภสักการะ เป็นอันมาก ภัตตาหารก็อุดมสมบูรณ์ จึงบวชในพระศาสนาด้วยความประสงค์จะได้อาหาร และก็ยังเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภคอยู่

เมื่อท่านบวชแล้ว ท่านถือเอาบาตรขนาดใหญ่เที่ยวบิณฑบาตไป ในการรับภัตท่านก็รับภัตเอาจนเต็ม ท่านดื่มข้าวยาคูเต็มภาชนะ เคี้ยวกินขนมเต็มภาชนะ บริโภคข้าวเต็มภาชนะ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลความที่ท่านไม่ประมาณในการบริโภค ฉันอาหารมากเกินพอดีต่อพระศาสดา พระศาสดาจึงทรงไม่อนุญาตถลกบาตรแก่ท่าน เพื่อมิให้ท่านสามารถรับภัตได้ครั้งละมาก ๆท่านนั้นเมื่อฉันภัตเสร็จ ล้างบาตรแล้ว เมื่อจะวาง ท่านก็คว่ำบาตรวางลงแล้วดันครูดส่ง ๆ ไปไว้ใต้เตียง ในตอนที่จะใช้บาตรนั้น ก็จะถือเอาก็ครูดลากเอาบาตรนั้นออกมา บาตรนั้นเมื่อเวลานานเข้า ขอบปากบาตรก็กร่อนไปเรื่อย ๆ ด้วยการถูกครูด จนกระทั่งเหลือเป็นเหมือนแผ่นกระเบื้อง รับภัตได้เพียงข้าวสุกทะนานเดียวเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาตถลกบาตรแก่ท่านอีก ดังนั้น ท่านจึงชื่อ ปิณโฑละ เพราะบวชเพื่อต้องการภัต (ก้อนข้าว) แต่โดยโคตร ชื่อว่า ภารทวาชะ เหตุนั้น รวมชื่อทั้งสองเข้าด้วยกันจึงเรียกว่า ปิณโฑลภารทวาชะดังนี้

ต่อมาท่านได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดา พระศาสดาทรงอบรมท่านให้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้รู้จักประมาณด้วยอุบายวิธี แต่นั้นท่านจึงเริ่มบำเพ็ญความเพียร ตั้งอารมณ์วิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ได้อภิญญา ๖ ในวันบรรลุพระอรหัต ท่านถือเอาผ้ารองนั่งออกจากวิหารนี้ไปวิหารโน้น ออกจากบริเวณ นี้ไปบริเวณโน้น เที่ยวบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใด มีความสงสัย ในมรรคหรือผล ท่านผู้นั้นจงถามเราดังนี้

หลังจากที่ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านก็ได้สมาทานธุดงค์ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ผู้มีวาทะกำจัด หมั่นประกอบในอธิจิต พระผู้มีพระภาคทรงเห็นท่านพระปิณโฑลภารัทวาชะ ได้ถือปฏิบัติเช่นนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

การไม่ว่าร้ายกัน ๑ การไม่เบียดเบียนกัน ๑ การสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในภัต ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑

นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ


พระเถระแสดงฤทธิ์

เมื่อครั้งเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ ได้ปุ่มไม้จันทร์แดงซึ่งมีค่ามากมาปุ่มหนึ่ง จึงได้ให้กลึงเป็นบาตรไม้ นำไปแขวนไว้บนปลายไม้สูงประมาณ ๖๐ ศอก แล้วประกาศว่า ถ้าผู้ใดเป็นพระอรหันต์ก็จงเหาะมาเอาบาตรไม้นี้ไปเถิด นิครณฐนาฏบุตรผู้เป็นเดียรถีย์ กับเหล่าสาวกได้พยายามด้วยเล่ห์อุบายต่าง ๆ เป็นเวลาถึง ๗ วัน เพื่อเอาบาตรไม้จันทร์แดงนั้นมาครอบครองแต่ก็ไม่สำเร็จ

ในวันที่ ๗ ท่านพระมหาโมคคัลลานะและท่านพระปิณโฑล ภารทวาชะได้ไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ได้ยินพวกชาวเมืองคุยกันในเรื่องที่เศรษฐีประกาศ ให้พระอรหันต์เหาะมาเอาบาตรไม้จันทร์แดงนั้นไป ก็บัดนี้ล่วงเข้าไปวันที่ ๗ แล้ว ก็ไม่เห็นมีผู้ใดมาเอาบาตรนั้นไปได้ เห็นทีพระอรหันต์นั้นคงจะไม่มีในโลกแล้วเป็นแน่แท้

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว จึงกล่าวกะท่านพระปิณโฑลภารทวาชะว่า พวกชนเหล่านี้ พูดเป็นทีว่าจะย่ำยีพระพุทธศาสนา ท่านจงไปเถิด จงเหาะไปในอากาศ แล้วถือเอาบาตรนั้น

ปิณโฑลภารทวาชะกล่าวว่า ท่านโมคคัลลานะ ท่านเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสาวกผู้มีฤทธิ์ ท่านจงถือเอาบาตรนั้น แต่เมื่อท่านไม่ถือเอา ผมจักถือเอา


พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านจงถือเอาเถิด ” ท่านปิณโฑลภารทวาชะก็เข้าจตุตถฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ถอยออกจากฌานแล้ว เอาปลายเท้าคีบหินดาดประมาณ ๑ คาวุต ให้ขึ้นไปในอากาศเหมือนปุยนุ่น แล้วเหาะเวียนไปในเบื้องบนพระนครราชคฤห์ ๗ รอบ แผ่นหินดาดนั้นก็ปรากฏเหมือนดังเป็นฝาปิดพระนครไว้ พวกชาวพระนครเห็นดังนั้นก็เกิดความกลัว ร้องว่า “หินจะตกทับข้าพเจ้าแล้ว ” แล้วพากันหาที่หลบซ่อน หรือหาวัตถุต่าง ๆ เช่น กระด้ง เป็นต้นมาปิดศีรษะไว้ ครั้นเมื่อครบ ๗ รอบแล้ว พระ เถระจึงได้แสดงตนให้มหาชนได้เห็น

มหาชนเห็นพระเถระแล้ว กล่าวว่า “ท่านปิณโฑลภารทวาชะผู้ เจริญ ท่านจงจับหินของท่านไว้ให้มั่น อย่าให้พวกข้าพเจ้าทั้งหมด เป็นอันตรายเลย ”

ท่านพระเถระจึงเหวี่ยงแผ่นหินทิ้งไป แผ่นหินนั้นก็กลับไปตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง แล้วพระเถระก็ได้เหาะไปยืนอยู่เหนือเรือนของเศรษฐี เศรษฐีนั้นเห็นท่านแล้ว หมอบลงแล้ว กราบเรียนว่า “ลงเถิด พระผู้เป็นเจ้า ” นิมนต์พระเถระให้นั่งแล้ว ให้นำบาตรลงถวายแก่พระเถระ พระเถระรับบาตรแล้ว ก็กลับสู่วิหาร

พวกชนหมู่อื่นที่อยู่ในป่าบ้าง อยู่ในบ้านบ้าง ไม่ได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระเถระ ก็รวมกันมาวิงวอนพระเถระว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงปาฏิหาริย์ให้พวกพวกผมได้ชมบ้าง ” พระเถระนั้นก็แสดงปาฏิหาริย์แก่ชนเหล่านั้นๆ ในระหว่างทางไปพระวิหาร


พระศาสดาทรงห้ามไม่ให้ภิกษุทำปาฏิหาริย์
พระศาสดาทรงสดับเสียงมหาชนที่ติดตามพระเถระนั้นอื้ออึงอยู่ จึงตรัสถามว่า “อานนท์ นั่นเสียงใคร ?”

ท่านพระอานนท์ทูลว่า “พระเจ้าข้า พระปิณโฑลภารทวาชะเหาะขึ้นไปในอากาศแล้ว ถือเอาบาตรไม้จันทร์ เสียงนั่นมาจากสำนักของท่าน”

จึงรับสั่งให้เรียกพระปิณโฑลภารทวาชะมา ตรัสถามว่า “ได้ยินว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ ?”

เมื่อท่านกราบทูลว่า “จริง พระเจ้าข้า”

จึงตรัสว่า “ภารทวาชะ ทำไม เธอจึงทำอย่างนั้น ?”

ทรงติเตียนพระเถระ แล้วรับสั่งให้ทำลายบาตรนั้น ให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ แล้ว รับสั่งให้ประทานแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อบดผสมยาตา แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรแสดงอุตตริมนุสสธรรมอันเป็น อิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกคฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ใดขืนแสดงต้องอาบัติ ทุกกฎ ” ดังนี้


ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ได้ยินมาว่า ในวันที่ท่านพระ บิณโฑลภารทวาชเถระบรรลุพระอรหัต ท่านถือเอาผ้ารองนั่งออกจากวิหารนี้ไปวิหารโน้น ออกจากบริเวณ นี้ไปบริเวณโน้น เที่ยวบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใด มีความสงสัย ในมรรคหรือผล ท่านผู้นั้นจงถามเราดังนี้ แม้ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ท่านก็บันลือสีหนาทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจที่ควรกระทำในศาสนานี้ถึงที่สุดแล้ว

เมื่อครั้งที่เศรษฐีในกรุงราชคฤห์เอาไม้ไผ่ต่อ ๆ กันขึ้นไป แขวนบาตรไม้แก่นจันทร์แดงไว้ปลายยอดไม้ไผ่นั้น ท่านเหาะไปถือเอาบาตรนั้นด้วยฤทธิ์ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงตำหนิโดยปริยายเป็นอันมาก แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงอุตตริมนุสสธรรมแก่พวกคฤหัสถ์ ตามเรื่องที่กล่าวไว้ตอนต้น

ในครั้งนั้นก็เกิดพูดกันในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ว่า พระเถระ ที่บันลือสีหนาทในวันที่ตนบรรลุพระอรหัต ประกาศท่ามกลางภิกษุสงฆ์ว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล ผู้นั้นจงถามเรา ดังนี้

หรือแม้ ในที่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า โดยความที่ตนชอบนั่นเอง ก็บันลือสีหนาทถึงการบรรลุพระอรหัตของตน พระสาวกเหล่าอื่นก็นิ่ง

หรือแม้จะทำมหาชนให้เกิดความเลื่อมใสเหาะไปรับบาตรไม้แก่นจันทร์ ที่แขวนไว้ปลายยอดไม้ไผ่

ภิกษุเหล่านั้นกระทำเรื่องทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นอันเดียวกัน กราบทูล แก่พระศาสดาแล้ว

ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรง ติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ย่อมทรงสรรเสริญ ผู้ที่ควรสรรเสริญ ใน ฐานะนี้ พระศาสดาทรงถือว่า ความเป็นยอดของพระเถระที่สมควรสรรเสริญนั้นแหละ แล้วสรรเสริญพระเถระว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอินทรีย์ ๓ นั่นแล เธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ภารทวาชภิกษุได้พยากรณ์พระอรหัตแลว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเราทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอินทรีย์ ๓ เหล่านี้แล เธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ภารทวาชภิกษุ พยากรณ์แล้วซึ่งพระอรหัตตผล ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ดังนี้ จึงทรงสถาปนา ไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุบันลือสีหนาท


พระเถระโปรดพราหมณ์ผู้เป็นสหาย
วันหนึ่ง พราหมณ์ที่เคยเป็นสหายกันในสมัยเมื่อเป็นคฤหัสถ์ ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความตระหนี่ เข้าไปหาท่านถึงสำนัก ท่านเมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้เป็นสหายนั้น จึงกล่าวธรรมเทศนาพรรณนาอานิสงส์ของทานแก่พราหมณ์นั้น พราหมณ์นั้นเมื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า คิดในใจว่า พระเถระนี้จะทำให้ทรัพย์ของเราพินาศไปเพราะการแจกทานเสียแล้ว จึงกล่าวว่า เราจะถวายภัตรมื้อหนึ่งแก่ท่าน พระเถระได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านจงถวายภัตรมื้อหนึ่งนั้นแก่สงฆ์ อย่าถวายเราเลย แล้วให้พราหมณ์น้อมนำภัตรนั้นไปถวายสงฆ์ เมื่อพราหมณ์แสดงความไม่พอใจอีกด้วยคิดว่า พระเถระนี้ประสงค์จะให้เราถวายทานแก่ภิกษุจำนวนมาก

พระเถระจึงยังพราหมณ์ให้เลื่อมใส ด้วยการประกาศถึงความที่แห่งทักษิณาทานที่ถวายในสงฆ์ โดยพระธรรมเสนาบดีในวันที่สองว่ามีผลมาก คิดว่าพราหมณ์นี้ สำคัญว่าพระเถระนี้ชักชวน ให้เราถวายทานด้วยความอยากในอาหาร เขาไม่รู้ความที่เราควบคุม (กำหนดรู้) อาหารได้แล้วโดยประการทั้งปวง เอาเถิด เราจะทำให้เขารู้ ดังนี้ จึงได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า

ชีวิตของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควร

อาหารไม่ได้ทำจิตให้สงบ เราเห็นว่าร่างกายจะดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาโดยทางที่ชอบ

นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าว การไหว้ การบูชา ในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม

เป็นลูกศรอันละเอียด ถอนขึ้นได้ยาก สักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก ดังนี้

พราหมณ์ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว ได้เป็นผู้มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ในพระเถระ

พระเถระโดนพระเจ้าอุเทนกริ้ว
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่านปิณโฑลภารทวาชะ ได้ไปยังพระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทน ชื่ออาวัฏฏกะใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาในกรุงโกสัมพี ซึ่งเป็นที่ที่ท่านเข้าไปพักผ่อนอยู่เสมอ ๆ ท่านนั้นนั่งพักกลางวัน ดื่มด่ำกับสมาบัติ ณ โคนต้นไม้ร่มเย็นใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น

ในวันนั้นพระเจ้าอุเทนเสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ทรงเพลิดเพลินอยู่ในพระราชอุทยาน ด้วยการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นตลอดวัน ทรงมึนเมาเพราะดื่มจัด บรรเทาเอาเศียรหนุนบนตักของหญิงคนหนึ่ง บรรดาหญิงนอกนั้นคิดว่าพระราชาบรรทมหลับแล้ว จึงพากันลุกไปเก็บดอกไม้และผลไม้เป็นต้นในพระราชอุทยาน

ครั้นเห็นพระเถระแล้วจึงห้ามกันเองว่าอย่างส่งเสียงดัง แล้วค่อย ๆ พากันเข้าไปไหว้แล้วนั่งห้อมล้อมพระเถระ พระเถระออกจากสมาบัติ แสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นต่างชื่นใจตั้งใจฟังแล้วกล่าวว่า สาธุ สาธุ ดังนี้ หญิงคนที่นั่งเอาเศียรของพระราพาดตักคิดว่า แม่พวกเหล่านี้ทิ้งเราไปสนุกกัน เกิดริษยาในหญิงพวกนั้นจึงขยับขาให้พระราชาทรงตื่น พระราชาครั้นทรงตื่นบรรทมไม่เห็นนางสนม รับสั่งถามว่า พวกหญิงเหล่านี้หายไปไหน หญิงนั้นทูลว่า หญิงเหล่านั้นไปนั่งล้อมพระสมณะองค์หนึ่ง

พระราชานั้นทรงพิโรธได้เสด็จมุ่งหน้าไปหาพระเถระ หญิงเหล่านั้นเห็นพระราชาบางพวกก็ลุกขึ้น บางพวกก็ไม่ลุกโดยทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวกหม่อมฉันฟังธรรมในสำนักของนักบวช เมื่อหญิงเหล่านั้นทูลอย่างนั้น พระราชาทรงพิโรธหนักขึ้น ด้วยความเมา พระราชาไม่ทรงไหว้พระเถระเลย ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร พระเถระถวายพระพรว่า เพื่อความวิเวก มหาบพิตร พระราชาตรัสว่าท่านมาเพื่อความวิเวก นั่งให้พวกนางสนมของเราแวดล้อมอยู่อย่างนี้แหละหรือ แล้วตรัสต่อไปว่า ท่านจงบอกวิเวกของท่านดูทีหรือ พระเถระแม้ชำนาญในการกล่าวถึงวิเวก แต่ก็ได้นิ่งเสียด้วยคิดว่า พระราชานี้ตรัสถามเพราะประสงค์จะรู้ก็หาไม่

พระราชาตรัสว่า หากท่านไม่บอก เราจะให้มดแดงกัดท่าน แล้วทรงเด็ดรังมดแดงที่ต้นอโศกต้นหนึ่ง เพราะความเมา จึงทำให้รังมดแดงรังหนึ่งแตก ตัวมดแดงกระจายตกเรี่ยรายลงบนพระกายของพระองค์ ทรงปัดมดแดงออกจากพระกายแล้วเด็ดรังอื่นมุ่งหน้าไปหาพระเถระ พระเถระคิดว่า หากพระราชานี้ทำเช่นนั้นเราก็จะพึงไปอบาย จึงอนุเคราะห์พระราชาจึงเหาะขึ้นสู่อากาศด้วยฤทธิ์ไปแล้ว หญิงทั้งหลายเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระราชาเหล่าอื่นเห็นบรรพชิตแล้วก็พากันบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น พระองค์สิกลับไม่พอพระทัยโดยจะเอารังมดแดงไปบูชา ตระกูลวงศ์จะถึงความพินาศนะเพคะ

พระราชาทรงสำนึกโทษของพระองค์ จึงทรงนิ่ง ตรัสถามคนรักษาพระราชอุทยานว่า ในวันอื่นพระเถระยังจะมาในอุทยานนี้อีกไหม คนรักษาพระราชอุทยานทูลว่ามาพระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกในเวลาที่พระเถระมา

ก็ในวันที่พระเถระถูกพระราชไม่ทรงพอพระทัยโดยเอารังมดแดงมาบูชา พระเถระเหาะไปทางอากาศแล้วดำลงไปในดินโผล่ขึ้น ณ พระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระสติสัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทอดพระเนตรเห็นพระเถระแล้วตรัสถามว่าดูก่อนภารทวาชะ เธอมาในเวลามิใช่กาลหรือ พระเถระกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า แล้วจึงกราบทูลเรื่องราวนั้นทั้งหมดให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า การพูดถึงเรื่องวิเวกแก่พระราชาผู้ยังต้องการกามคุณ จักมีประโยชน์อะไรดังนี้ ทรงบรรทมด้วยพระปรัศน์เบื้องขวานั่นแหละ

อีก ๒ – ๓ วันต่อมา พระเถระก็มานั่งพักกลางวันที่โคนไม้อีก คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นเข้า จึงรีบไปกราบทูลพระราชา พระราชาเสด็จไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยอำมาตย์

พระเถระโปรดพระเจ้าอุเทน
ครั้งนั้นแล พระเจ้าอุเทนได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ตรัสถามท่านพระบิณโฑลภารทวาชะว่า

ท่านภารทวาชะผู้เจริญเหตุปัจจัยอะไรหนอแล เป็นเครื่องให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

ท่านพระเถระทูลตอบว่า ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมาตั้งจิตว่า หญิงทั้งหลายที่มีอายุคราวมารดา เป็นเสมือนมารดาของตน ตั้งจิตว่า หญิงที่มีอายุคราวพี่สาวน้องสาว เป็นเสมือนพี่สาวน้องสาว ของตน ตั้งจิตว่า หญิงที่มีอายุคราวธิดา เป็นเสมือนธิดาของตน ขอถวายพระพร

ข้อนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

พระเจ้าอุเทนกล่าวว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ธรรมชาติของจิตนั้นบางคราวก็โลเล บางครั้งนั้น ความปรารถนาลามกนั้น อาจเกิดขึ้นในเหล่าสตรีปูนมารดาก็มี ปูนพี่สาวน้องสาวก็มี ปูนธิดาก็มี

มีธรรมข้ออื่นไหมหนอ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุเหล่านี้ผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

ท่านพระเถระทูลตอบว่า ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมาพิจารณากายนี้แหละ เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกม้าม หัวใจ ตับ พังผืดไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือดเหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร ดังนี้ ขอถวายพระพร

แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุเหล่านี้ผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

พระเจ้าอุเทนกล่าวว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว เป็นผู้มีศีลอันอบรมแล้ว เป็นผู้มีจิตอันอบรมแล้ว เป็นผู้มีปัญญาอันอบรมแล้ว การอบรมกายเป็นต้นนั้น ไม่เป็นกิจที่ภิกษุเหล่านั้นทำได้โดยยาก

ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นผู้มีกายยังไม่ได้อบรมแล้ว เป็นผู้มีศีลยังไม่ได้อบรมแล้ว เป็นผู้มีจิตยังไม่ได้อบรมแล้ว เป็นผู้มีปัญญายังไม่ได้อบรมแล้ว การอบรมกายเป็นต้นนั้นเป็นกิจที่ภิกษุเหล่านั้นทำได้โดยยาก

ท่านภารทวาชะผู้เจริญ บางคราวเมื่อบุคคลตั้งใจอยู่ว่า เราจักทำไว้ในใจโดยความเป็นของไม่งาม แต่อารมณ์ย่อมมาโดยความเป็นของงามก็มี มีไหมหนอแล

ท่านพระเถระทูลตอบว่า ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมาเถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด เธอทั้งหลายเห็นรูปด้วยตาแล้ว จงอย่าเป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต อย่าเป็นผู้ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว เป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จงรักษาจักขุนทรีย์ จงถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์

เธอทั้งหลายฟังเสียงด้วยหูแล้ว สูดกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วอย่าได้เป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต อย่าได้เป็นผู้ถือเอาโดยอนุพยัญชนะจงปฏิบัติเพื่อความสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จงรักษามนินทรีย์ จงถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ขอถวายพระพร แม้ข้อนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุเหล่านี้ผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

พระเจ้าอุเทนตรัสว่า น่าอัศจรรย์ ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ไม่เคยมีแล้ว ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ตามกำหนดธรรมปริยายนี้ อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว

ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ข้อนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุเหล่านี้ผู้ยังเป็นหนุ่ม ยังไม่หมดความปรารถนาในกามทั้งหลาย สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้จนตลอดชีวิต และปฏิบัติอยู่ได้นาน

ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ถ้าในสมัยใดแม้ข้าพเจ้าเอง มีกายมิได้รักษาแล้ว มีวาจามิได้รักษาแล้ว มีจิตมิได้รักษาแล้ว มีสติมิได้ตั้งไว้แล้ว มีอินทรีย์ทั้งหลายมิได้สำรวมแล้ว เข้าไปสู่ฝ่ายในในสมัยนั้น ความปรารถนาทั้งหลายก็จะครอบงำข้าพเจ้ายิ่งนัก

ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า ถ้าในสมัยใดแล ข้าพเจ้ามีกายอันรักษาแล้ว มีวาจาอันรักษาแล้ว มีจิตอันรักษาแล้ว มีสติอันตั้งไว้แล้ว มีอินทรีย์ทั้งหลายอันสำรวมแล้วเข้าไปสู่ฝ่ายใน ในสมัยนั้น ความปรารถนาทั้งหลายก็จะไม่ครอบงำข้าพเจ้า

ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนักท่านประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจะเห็นรูปได้ ฉะนั้น

ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ขอท่านจงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเถิด ฯ

http://www.dharma-gateway.com/…/pra-pintola-pala-tawatcha.h…

หมายเหตุ;

ทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด คือ ทรัพย์ที่อยู่ภายในนี่แหละ

สามารถให้ผู้อื่นได้โดยไม่มีประมาณ

สัตบุรุษ-อสัตบุรุษ

สัปปุริสสูตร

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd14-2.htm

ไม่พึงถือประมาณในบุคคลอื่น

๒๕ กค.

ใช้พระธรรมคำสอน ปลอบประโลมใจ
ให้อดทน อดกลั้น เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ไม่พึงถือประมาณในบุคคลอื่น

ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี

ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน

ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าประมาณในบุคคล และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ

มิคสาลาสูตร
[๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลาเช้าท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของมิคสาลาอุบาสิกา แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย

ครั้งนั้น มิคสาลาอุบาสิกาเข้าไปหาท่านพระอานนท์กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า

ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร

คือบิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่าน
กระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต

บุรุษชื่ออิสิทัตตะ ผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน ไม่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่) ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขาทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้น
ดุสิต

ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีสติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร ฯ
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้นแล

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์รับบิณฑบาตที่นิเวศน์ของมิคสาลาอุบาสิกา ลุกจากอาสนะกลับไปแล้ว

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกาชื่อมิคสาลา แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้น มิคสาลาอุบาสิกาเข้าไปหาข้าพระองค์ กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามข้าพระองค์ว่า

ข้าแต่ท่านอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร

คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลงดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านกระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต

บุรุษชื่ออิสิทัตตะ ผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน ไม่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ยินดีด้วยภรรยาของตนแม้เขาทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงชั้นดุสิต

ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร

เมื่อมิคสาลาอุบาสิกากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะมิคสาลาอุบาสิกาว่า ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็มิคสาลาอุบาสิกาเป็นพาลไม่ฉลาด เป็นคนบอด มีปัญญาทึบ เป็นอะไร

และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล

ดูกรอานนท์ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้มีอยู่ในโลก
๑๐ จำพวกเป็นไฉน

ดูกรอานนท์บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล และไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง

บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อมไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อม ไม่ถึงความเจริญ

ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีลแต่รู้ชัดซึ่ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง

บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม

ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี

ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน

ดูกรอานนท์ ในสองคนนั้น บุคคลใดเป็นผู้ทุศีลและรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติ แม้อันเกิดในสมัย

ดูกรอานนท์บุคคลนี้ดีกว่าและประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต

ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคลและอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล แต่ไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นไม่ทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ

ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล และรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจ แม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติ แม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม

ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้า ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจ แม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียวไม่ถึงความเจริญ

ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้าแต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขาตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัยเมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียวไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความโกรธของเขาตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ

ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ แต่รู้ชัด
ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความโกรธของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟังกระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ

ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริงบุคคลนั้นไม่กระทำกิจ แม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ

ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน แต่รู้ชัด
ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูตแทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม

ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณ ย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน

ดูกรอานนท์ในสองคนนั้น บุคคลใดเป็นผู้ฟุ้งซ่านแต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย

บุคคลนี้ดีกว่า และประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้นอกจากตถาคต

ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าประมาณในบุคคลและอย่าได้ถือประมาณในบุคคลเพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็มิคสาลาอุบาสิกาเป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นคนบอดมีปัญญาทึบ เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล

ดูกรอานนท์ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรอานนท์ บุรุษชื่อปุราณะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นใดบุรุษชื่ออิสิทัตตะก็เป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นนั้น บุรุษชื่อปุราณะจะได้รู้แม้คติของบุรุษชื่ออิสิทัตตะก็หามิได้ บุรุษชื่ออิสิทัตตะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นใด บุรุษชื่อปุราณะก็เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นนั้นบุรุษชื่ออิสิทัตตะจะได้รู้แม้คติ ของบุรุษชื่อปุราณะก็หามิได้

ดูกรอานนท์ คนทั้งสองนี้เลวกว่ากันด้วยองค์คุณคนละอย่าง ด้วยประการฉะนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๕

หน้า ๑๒๒

http://etipitaka.com/read/thai/24/119/

สัมมาสมาธิ-วิปัสสนาญาณ

๒๕ กค.

สภาพธรรม ที่เกิดขึ้น มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งยังคงมีร่องรอย ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและพุทธวจนะ

การอธิบาย รายละเอียดต่างๆ ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ และมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ตั้งแต่ รูปฌาน จนถึง อรูปฌาน(สัมมาสมาธิ)

เกี่ยวกับการอธิบายรายละเอียดต่างๆที่มีเกิดขึ้น คุณงามความดีตรงนี้ ยกให้ ตำราจากพม่า ที่เกิดจาก การถ่ายทอดกันมา ในแต่ละรุ่น

หากไม่มีตำราเล่มนี้ ตอนนี้ที่มีอยู่ หนังสือวิปัสสนาทีปณีฎีกา และคัมภีร์วิสุทธิมัค จะให้สอบอารมณ์ใคร เพื่อดูว่า มีสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นหรือยัง คงดูให้ใครไม่ได้

และไม่สามารถนำมาอธิบายรายละเอียด ของลักษณะอาการที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นการรู้เฉพาะตน

ตำราพม่า เขาใช้เรียกว่า การทำวิปัสสนา(การกำหนดรู้) และวิปัสสนาญาณ(สัมมาสมาธิ)

ว่าด้วย เหตุและปัจจัย

๒๐ กค.๕๘

การพูดคุย ในทางธรรม เคยคุยกับน้องคนหนึ่ง ทีนี้ความเห็นทางธรรมไม่ตรงกัน

ซึ่งเรามองเห็นแล้วว่า เงียบดีกว่า เมื่อไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยให้มาเชื่อกัน พูดไปก็เท่านั้น จึงไม่สนทนากับน้องเขาต่อ ขอเงียบเองดีกว่า

ทีนี้ มันก็มีคิดพิจรณาขึ้นมาว่า หากความเงียบของเรา ทำให้เขาสำคัญผิดได้ล่ะ คือ ตีความเข้าข้างตัวเอง แล้วนำไปสร้างเหตุกับผู้อื่น ปัจจัยจาก ความหลงที่มีอยู่

อันนี้ก็ช่วยกันไม่ได้นะ เหตุของใคร ก็ของคนนั้น ที่มาพบเจอกัน มีผลกระทบทางใจต่อกัน ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน ผู้รู้ย่อมหยุด ผู้ไม่รู้ หลงกระทำต่อ

ภพชาติสังสารวัฏ จะเนิ่นนานแค่ไหน ให้ดูการสร้างเหตุ ณ ปัจจุบัน(กายกรรม วจีกรรม) ที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ) ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นปัจจัย

เมื่ออโยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

เมื่อไม่รู้ เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ

๒๑ กค.

กิเลส เพียรละไปเรื่อยๆ ด้วยการรู้เท่าทัน ในเหตุและปัจจัย ที่ยังมีอยู่

เพียรละ โดยการรู้เท่าทัน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ดีกว่า ใช้เวลาหมดไปวันๆ

เมื่อสติ สัมปชัญญะ สมาธิ มีกำลังกล้า กิเลส สักแต่ว่ากิเลส เท่านั้นเอง

๒๒ กค.

พอรู้แล้วว่า ทุกผัสสะ ที่เกิดขึ้น ทำไมมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด มันกลัวนะ กลัวการเกิด มันไม่อยากเกิด ใจมันไม่เอา

เมื่อกลัว ความอยากจะตอบโต้ อีกฝ่าย มันไม่เอา ทั้งๆที่ บางครั้ง สุดจะทานทนกับความโลภ ความหลง ของคนพวกนี้

แต่มันต้องทน ทนเพราะรู้แล้วว่า ทำไมมันต้องเกิดความรู้สึกนึกคิดกับอีกฝ่าย

บางครั้ง มองแล้วคิดนะ ความไม่รู้นี่ ไม่เคยปราณีใคร

เมื่อถูก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ครบงำ เหมือนคนหน้ามืดตามัว มีแต่ตัณหาความทะยานอยาก

เออ เกิดมาแล้วนี่ โง่นำหน้ามาก่อนเลย

โง่กับโลกธรรม ๘

โง่กับโลภะ โทสะ โมหะ

โง่กับตัณหา ความทะยานอยาก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆ

บางครั้ง ความรู้สึกยากจะทนได้ ถึงนานๆจะผุดขึ้นมาที แต่ต้องอดทน อดกลั้น กดข่มใจ กับความไม่รู้ของผู้อื่น

มีความเพียร ความอดทน อดกลั้น กดข่มใจ นี่แหละ ที่จะทำให้คลาดแคล้วบ่วงมาร กิเลสในใจ ที่ยังมีอยู่

๒๔ กค.

นี่ชีวิตนะ หากรู้แล้วว่า เกิดมาแล้วนี่ จะดีหรือไม่ดี ดีเพราะอะไร ไม่ดีเพราะอะไร ยังไงมันก็ต้องทุกข์อยู่ดี

ใจมันเข็ดขยาดนะ ยอมทนได้ทุกอย่าง เพราะรู้แล้วว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำไมมีผลกระทบทางใจ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง โศกเศร้า โศกาอาดรูบ้าง ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล หากไม่เคยกระทำไว้ มันจะมากจากไหน
จึงยอมทนมากกว่าจะคิดตอบโต้

เจ็บใจแค่นี้ไม่ตายหรอก
ภพชาติของการเกิด ต้องเวียว่ายตายเกิด น่ากลัวสุดๆ

หลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ ให้มีเกิดขึ้นซ้ำซ้อน ก็ยังไม่รู้

นี่แหละ เหตุปัจจัยของ อวิชชา ที่มีอยู่

เพราะไม่รู้ จึงหลงกระทำตามกิเลส ตามแรงตัณหาความทะยานอยาก ที่เกิดขึ้น จาก ผัสสะ เป็นปัจจัย

ก็แค่อยากเขียน สัญญาตอนนี้ เดิมๆซ้ำๆ

มีแต่การทบทวน คิดพิจรณาเกี่ยวกับเหตุและปัจจัยเนืองๆ

เหมือนให้จำขึ้นใจ จำแบบไม่มีลืมเลือน

จะได้หยุดทัน ทำให้มีสติ ระลึกรู้อยู่ว่า เหตุมี ผลย่อมมี

สัญญา ปัญญา วิญญาณ

๑๖ กค.

วลัยพรคงสร้างเหตุมาเยอะ เจอเจอะไรสารพัด ยังดีที่ยังมีของเก่าสะสมติดตัวมาในชาตินี้

การที่จะรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่พบผ่านมา ประมาณว่า เจอแต่ความทุกข์ ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่ ทุกข์ขนาดแบบคนโบราณพูดไว้ว่า เข็ดจนขี้เยี่ยวแตก เพราะความทุกข์ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้เข็ดขยาด

การทำความเพียรในช่วงต้นๆ จึงเป็นยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิต ตายเป็นตาย นี่แหละ เพราะความทุกข์ บีบคั้นตัวเดียวแท้ๆ จึงก่อให้เกิดการทำความเพียร ทำทั้งๆที่ น้ำตานองหน้า มันทุกข์ขนาดนั้นเลย

เพราะความเข็ดขยาด จึงไม่หลงไปกับความมี ความเป็น ความได้อะไรๆในสมมุติ มันไม่เอาเลย

ที่ไม่เอา เพราะไม่อยากทุกข์ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ไม่ได้ช่วยทำให้พ้นทุกข์

เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคามี ล้วนยังมีเหตุให้ต้องเกิด แล้วจะเป็นไปทำไม

เพราะเหตุนี้ ความหลงในความมี ความเป็นอะไรๆในสมุตติ จึงไม่มีกำลังมากพอ ที่จะครอบงำได้ คลาดแคล้วจากอุปกิเลสต่างๆมาได้ เพราะใจที่ละจากความมี ความเป็นนี่แหละ

อุปกิเลสต่อมา เจออีก สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ เกี่ยวกับความดับต่างๆ ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็นอะไรๆ แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นได้ เพราะกำลังของสมาธิ ที่รู้ชัด เพราะกำลังของสติ สัมปชัญญะ จึงไม่ถูกความหลงครอบงำเพราะเหตุนี้

อุปกิเลสต่อมา เจอสภาพธรรมบางอย่าง ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เจอลักษณะอาการที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ กำลังจะขาดใจตายประมาณนั้น ชั่วขณะนั้น ใจมันระลึกว่า ตายก็ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเจอทุกข์อีก

พอคิดแบบนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง เป็นแรงดูดมหาศาล ผ่านช่องทางบางอย่าง พอผลุบออกมา ความรู้สึกแรกคือ เหมือนเด็กแรกเกิด ที่คลอดจากแม่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย

หลังจากนั้นมา มีคิดพิจรณาเนืองๆ ความตาย อยู่แค่ปลายจูกนี่เอง หากไม่มีความถือมั่นสิ่งใดอยู่ มันก็ไปอย่างสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาณ พอรู้ชัดแบบนี้แล้ว ไม่กลัวตาย

ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่า ที่ไม่หลงสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เนื่องจาก ใจที่ไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็น ตามคำเรียกต่างๆ

ต่อมา มักมีคำเรียกต่างๆ ที่เป็นพระธรรมคำสอน มีปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แรกๆหลงเหมือนกัน ตอนที่เจอพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคำเรียกนั้นๆ ยึดมั่นเลยนะ คิดว่าจะต้องเป็นแบบที่อ่านเจอ

ที่ไหนได้ มันมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอนต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำเรียกนั้นๆ

ทีนี้รู้ละว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดละ ก็เริ่มเซฟเก็บไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง นำพระธรรมคำสอนทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ ความหมาย และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของ คำเรียกนั้นๆ

หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอนมาได้สักพัก เริ่มแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สัญญา กับปัญญา

สัญญา รู้แล้ว ยังหยุดสร้างเหตุนอกตัวไม่ได้

ปัญญา รู้แล้วเหมือนมีดิสเบรค พยายามที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้างเหตุนอกตัว

วิญญาณ มารู้ที่หลังสุด

ความสุขจอมปลอม

๑๐ กค.๕๘

ความสุขทางโลก เป็นแค่เปลือก ล้วนเป็นความสุขจอมปลอม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด คิดว่า สุข ล้วนเกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

ความสุขที่แท้จริง คือ การไม่เกิด

หลงก่อนรู้

แรกเริ่มของการทำความเพียร
ล้วนตกอยู่ในความหลง เหมือนกันหมด

ผลคือ ทำให้ถูกตัณหาครอบงำได้ง่าย
ตัณหาในความอยากมี อยากเป็นอะไรๆในสมมุติ

มีแต่การกระทำที่เป็นปัจจัยให่ก้อเกิดภพชาติใหม่
มากกว่าการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งภพ ที่ยังมีอยู่

๑๓ กค.

ช่วงนี้ฝันบ่อย

เล่าให้เจ้านายฟังทุกครั้ง

ฝันแต่ละครั้ง เห็นแต่ความไม่รู้ที่มีอยู่

ตายด้วยความหลง(รัก)

ตายด้วยความพยาบาท

ตายด้วยความโลภ

เห็นแต่ทุกข์นะ

เกิดมาแล้วนี่ โง่นำหน้ามาก่อนเลยะ

โง่กับกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ในผัสสะที่เกิดขึ้น

ความไม่รู้ เมื่อถูกกิเลสครอบงำ จึงหลงกระทำตามแรงตัณหา(ความอยาก)

นี่แหละ ทุกข์ โทษ ภัย ของความไม่รู้
จึงตกอยู่ในวังวนของกิเลส กี่ภพกี่ชาติ นับไม่ถ้วน

ชีวิตในตอนนี้ แค่ได้ทำความเพียร
แค่พอมี พอกิน กินเท่าที่มี ไม่ตะเกียกตะกาย
สมบัตินอกตัว ตายปุ๊บ เอาอะไรไปไม่ได้
มีแต่วิญญาณ ที่ไปเกิดภพภูมิใหม่ (หากยังมีเหตุให้เกิด)
เกิดเป็นสัตว์นรก สัมภเวสี เปรต อสูรกาย
สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา

เกิดภพภูมิไหน ขึ้นอยู่กับจิตระลึกถึงสิ่งใด ขณะใกล้หมดลมหายใจ
ไปเกิดตามนั้นทันที

๑๔ กค.

ความสุขทางใจ ซื้อหาด้วยเงินไม่ได้

เป็นความสุข ที่อมตะ

ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมใดๆ ความสุขทางใจ ช่วยหล่อเลี้ยงดวงจิตนี้ไว้

การสำรวม สังวร ระวัง สติ ทำให้เกิดปัญญา

ทำให้เป็นคนละเอียดรอบครอบ คิดทำสิ่งใด คิดหลายตลบ คิดหลายรอบ

เพราะเหตุนี้ จึงใช้ชีวิตแบบพอเพียง ใช้พอประมาณ กินเมื่อหิว กินเพื่อหล่อเลี้ยงสังขาร

ลมหายใจที่ยังมีอยู่ คือ โอกาสการทำความเพียรเพื่อดับภพชาติของการเกิด ที่ยังมีอยู่

หมั่นกำหนดรู้เนืองๆ
ใครจะทำอะไร อย่างไร เหตุของใครก็ของคนนั้น ที่ส่งผลกระทบทางใจ เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

จะสุข จะทุกข์ กำหนดรู้เนืองๆ เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน ที่ยังมีผลกระทบทางใจอยู่ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

การกำหนดรู้เนืองๆ ทุกผัสสะที่มีผลกระทบทางใจ อดทน อดกลั้น ไม่กระทำตามความรู้สึกนึกคิด(ปล่อยให้ก้าวล่วง)

เมื่อใจสงบ ระงับ ย่อมสัมผัสถึงความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย ของสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ

เป็นทุกข์ เพราะความถือมั่นที่มีอยู่

เป็นอนัตตา เพราะไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามที่ต้องการได้

เมื่อสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ได้เนืองๆ ความยึดมั่นถือมั่น ที่มีอยู่ ย่อมเบาบางลงไปตามเหตุและปัจจัย

ภพชาติของการเกิด ย่อมสั้นลงไปตามเหตุและปัจจัย

๑๕ กค.

ยังดีนะ เรื่องเกี่ยวกับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นของ การดับในฌาน และการดับในนิโรธ

ความแตกต่างของลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ทั้งฌานสมาบัติ และนิโรธสมาบัติ ที่เคยเขียนไว้ ตอนนี้เท่าที่เจอ ลบทิ้งไปแล้ว

เพราะเห็นแล้วว่า ทั้งพระ ทั้งโยม มีการเข้ามาอ่านและนำสิ่งที่เคยเขียนไว้ในบล็อก นำไปบอกเล่ากัน ทำเหมือนกับว่า ปฏิบัติเอง รู้ด้วยตัวเอง

ถ้าถามว่า รู้ได้ยังไง

สิ่งที่วลัยพรขีดเขียน เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นในตน เป็นความรู้เฉพาะตน จะให้เขียนอธิบายเหมือนๆกันไม่ได้

ตอนนี้เวลาขีดเขียนอธิบายสภาพะรรมใดๆ จะพยายามใช้พระะรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้เป็นหลัก เท่าที่จะหาได้ ตรงกับสภาพธรรม คำเรียกนั้นๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระะรรมคำสอน

มีความสุขนะ เพราะรู้ชัดด้วยตัวเองแล้วว่า ความตาย เป็นแค่การเปลี่ยนเปลือก ชั่วณะ

ก่อนหมดลมหายใจ ใกล้กำลังจะขาดใจ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที

ที่บอกว่า มีความสุขกับความตาย เพราะรู้แล้วว่า หากจิตไม่ถือมั่น วิญญาณย่อมไม่มีที่หยั่งลง

เป็นผู้ที่ไม่มีความกลัวตาย เพราะรู้ชัดแล้ว จะกลัวไปทำไม

ทุกสิ่งล้วนมีเหตุ(การกระทำ) เป็นแดนเดิน เมื่อเพียรละ อดทน อดกลั้น ต่อทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ผู้ที่กลัวความตาย มีความหวาดเสียว สะดุ้งกลัวต่อความตาย ล้วนเกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

เพียงจะบอกว่า บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ มีลมหายใจอยู่ อย่าหายใจทิ้งไปวันๆ

ทำกรรมฐานไม่เป็น ไม่เป็นไร

ไม่รู้จักพระะรรมคำสอน ไม่เป็นไร

หมั่นทำบุญเนืองๆ ทำทานเนืองๆ พยายามรักษาศิลเนืองๆ อย่างน้อยๆ หากประกอบจิตเป็นกุศลเนืองๆแบบนี้ เวลาตาย ยังมีโอกาสไปสู่ภพภูมิที่ดี

ยิ่งน้อมพระธรรมคำสอนต่างๆ ที่ว่าด้วย การเพียรเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน(การไม่เกิด) ยิ่งศึกษา ยิ่งซาบซึ้ง ทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ สมาธิเกิดขึ้นเนืองๆ

โอ้หนอ เกิดมาแล้ว ไม่เสียเปล่าหนอ หากยังต้องเกิด ก็เกิดสั้นลง

เรื่องราวทางโลก เห็นแต่เหตุแห่งทุกข์หนอ

ยิ่งรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ พยายามอดทนอดกลั้นต่อทุกผัสสะ ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน

แรกๆก็ทำให้ลำบากใจ เพราะต้องฝืนใจ
เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ก็มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ

สติ ช่วยยับยั้ง

สัมปชัญญะ เกิดความรู้สึกตัว คิดพิจรณาถึงทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด

สมาธิ ช่วยกดข่มกิเลส ไม่ให้มีกำลังแรงกล้า จนถึงขั้นปล่อยให้ก้าวล่วง ให้เป็นกรรมใหม่

พระธรรมคำสอน

๑๕ กค.

เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับลักษณะอาการ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกนั้นๆ

เมื่อก่อน หากอ่านพระไตรปิฎก จะมีอาการเมาตัวหนังสือ อ่านไม่เข้าใจ ทรงสอนอะไร มีแต่เกี่ยวกับไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตา อ่านแล้วงง จึงไม่คิดจะหยิบจับพระไตรปิฎกอีก

หลังจากได้ผ่านสภาพธรรมบางอย่างมา ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เริ่มรู้จักลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า สัญญา

พอมีคำเรียกต่างๆผุดขึ้นมา จะค้นหาในกูเกิ้ล เจออะไร เซฟเก็บไว้อย่างเดียว เดี่ยวเจอแบบนั้น เจอแบบนี้ เจอทีละส่วน จนกระทั่งรวมเป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

ต่อมี มีเหตุให้รู้ชัดลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน คือมีคำเรียกผุดขึ้นมา ทำแบบเดิม หาในกูเกิ้ล เน้นพระไตรปิฎกกับพุทธวจนะ ทำเหมือนเดิม เซฟเก็บไว้ เจอทีละส่วน จนกระทั่งรวมเป็นลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

พอรู้ชัดลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำที่เรียกว่า ผัสสะ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน เป็นปัจจัยให้รู้ชัดลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นของ คำเรียกต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ตามลำดับ

เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ ต้องหลงก่อน(คำเรียก) ที่จะรู้
สัมมาสมาธิ เกี่ยวข้องกับคัมภีร์วิสุทธมัค ที่ว่าด้วย ญาณ ๑๖
สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เป็นปัจจัยให้ สามารถรู้ชัดในผัสสะต่างๆที่มีเกิดขึ้นภายในกายและจิต ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เกี่ยวกับญาณ ๑๖ เหมาะที่จะใช้สำหรับการสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติ เพื่อดูว่า นั่งแล้ว จิตเป็นสมาธิ รู้มั๊ย ก่อนเกิด กำลังเกิด กำลังคลาย จางหายไป รู้ทั้งหมดมั๊ย รู้ทีละขณะ หรือรู้รวดเดียว

สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ก่อนเกิด กำลังเกิด และหายไป รู้ทันมั๊ย หรือเพลินอย่างเดียว

จะรู้ได้แบบไหน ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหมือนเรื่องเกี่ยวกับองค์ประกอบของคำเรียกในรูปฌาน และอรูปฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ หมายถึง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ใช่รูปฌานและอรูปฌานแบบพราหม์ ที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ ในระดับฌานต่างๆ

เกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ของคำเรียกต่างๆ มันละเอียดมากนะ

เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเน้นเรื่องการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) ขณะผัสสะเกิดขึ้น ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้น ในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นจนหลับ และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ดูกรอัคคิเวสสนะ !
เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้
และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้
ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า

รูปไม่เที่ยง
เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
วิญญาณไม่เที่ยง

รูปไม่ใช่ตน
เวทนาไม่ใช่ตน
สัญญาไม่ใช่ตน
สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน
วิญญาณไม่ใช่ตน

สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ดังนี้

ดูกรอัคคิเวสสนะ !
เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้
และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้
ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2015
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: