สุสิมสูตร

๑๐. สุสิมสูตร
[๒๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน
เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคอันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวล
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แม้ภิกษุสงฆ์อันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวลก็
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
เภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แต่พวกปริพาชกเดียรถีย์อื่น อันเทวดาและ
มนุษย์ทั้งมวลไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ฯ
[๒๘๐] สมัยนั้นแล สุสิมปริพาชกอาศัยอยู่ ณ พระนครราชคฤห์กับ
ปริพาชกบริษัทเป็นอันมาก ครั้งนั้นแล บริษัทของสุสิมปริพาชกได้กล่าวกะสุสิม-
*ปริพาชกว่า มาเถิดท่านสุสิมะ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระสมณ
โคดม ท่านเรียนธรรมแล้ว พึงบอกข้าพเจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าเรียนธรรม
นั้นแล้วจักกล่าวแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้พวกเราก็จักมีเทวดาและ
มนุษย์ทั้งมวลสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง จักได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ฯ
สุสิมปริพาชกยอมรับคำบริษัทของตน แล้วเข้าไปหาท่านพระอานนท์
ถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย
พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นสุสิมปริพาชกนั่งเรียบ-
*ร้อยแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านพระอานนท์ ผมปรารถนาจะประพฤติ
พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
[๒๘๑] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์พาสุสิมปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระ
พุทธเจ้าข้า สุสิมปริพาชกผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพระอานนท์ ผมปรารถนา
จะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้สุสิมปริพาชก
บวช ฯ
สุสิมปริพาชกได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
[๒๘๒] สมัยนั้นแล ได้ยินว่า ภิกษุเป็นอันมากอวดอ้างพระอรหัตผล
ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
ท่านสุสิมะได้ฟังมาว่า ภิกษุเป็นอันมากอวดอ้างพระอรหัตผลในสำนัก
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
ทันใดนั้นเอง ท่านสุสิมะก็เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับ
ภิกษุเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นท่านสุสิมะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ได้ยินว่า
ท่านทั้งหลายอวดอ้างพระอรหัตผลในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้จริงหรือ ฯ
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า จริงอย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๓] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้
ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด
เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก
เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด
พรหมโลกก็ได้ บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๔] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วย
ทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๕] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือ
จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือ
จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิต
ฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือ
จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ
หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือ
จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๖] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติ
บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบ
ชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏ-
*กัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏกัปวิวัฏกัป
เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณ
อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขและทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น ในภพนั้น เรามีชื่ออย่างนั้น
มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขและทุกข์อย่างนั้น
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น แล้วมาเกิดในภพนี้ ย่อมระลึกถึง
ชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๗] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วย
อำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายเพราะกายแตกดับไป ก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ส่วนสัตว์เหล่านั้น ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโน
สุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ
เมื่อตายเพราะกายแตกดับไป ก็เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง
จุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย
ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วย
ประการฉะนี้ บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๘] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
ถูกต้องอารูปวิโมกข์อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลายด้วยกาย บ้างหรือหนอ ฯ
ภิ. หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านผู้มีอายุ ฯ
[๒๘๙] สุ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรม
เหล่านี้ มีอยู่ในเรื่องนี้ในบัดนี้ อาวุโส เรื่องนี้ เป็นอย่างไรแน่ ฯ
ภิ. ท่านสุสิมะ ผมทั้งหลายหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ
สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดาร
ได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่าน
ทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ
ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุด
พ้นได้ด้วยปัญญา ฯ
[๒๙๐] ครั้งนั้นแล ท่านสุสิมะลุกจากอาสนะแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นท่านสุสิมะนั่งเรียบร้อยแล้ว กราบทูลถ้อยคำที่สนทนากับภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด
แด่พระผู้มีพระภาค ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สุสิมะ ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระ
นิพพานเกิดภายหลัง ฯ
พระสุสิมะกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เข้าใจเนื้อความ
แห่งคำที่พระองค์ตรัสไว้โดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสแก่
ข้าพระองค์ เท่าที่ข้าพระองค์จะพึงเข้าใจ เนื้อความแห่งพระดำรัส ที่พระองค์ตรัสโดย
ย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ
[๒๙๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม โดยแท้จริงแล้ว
ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระนิพพานเกิดทีหลัง สุสิมะ เธอจะเข้าใจความ
ข้อนั้นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
พ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา สมควร
หรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ
[๒๙๒] พ. ดูกรสุสิมะ เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่
เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี รูปทั้งหมดนั่นอันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี สัญญาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็น
จริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี
ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่
ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี สังขารทั้งหลายทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอัน
ชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน
ของเรา ฯ
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายใน
ก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี
ในที่ใกล้ก็ดี วิญญาณทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็น
จริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ
[๒๙๓] พ. ดูกรสุสิมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ
หน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ใน
วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ฯ
[๒๙๔] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา
และมรณะหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทานหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. … เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา … เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา … เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ … เพราะนามรูปเป็นปัจจัย
จึงมีสฬายตนะ … เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป … เพราะสังขารเป็น
ปัจจัย จึงมีวิญญาณ … สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
หรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๒๙๕] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะ
จึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า
พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. … เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ … เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึง
ดับ … เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ … เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ …
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ … เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ …
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ … เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … เพราะ
อวิชชาดับ สังขารจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๒๙๖] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธี
หลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้
ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด เหมือน
ไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือน
เดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปบนอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์
พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด
พรหมโลกก็ได้ บ้างหรือหนอ ฯ
สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า
[๒๙๗] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงสอง
ชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล และอยู่ใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุ
อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์บ้างหรือหนอ ฯ
สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๒๙๘] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้ใจของ
สัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ฯลฯ จิตไม่
หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น บ้างหรือหนอ ฯ
สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๒๙๙] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อน
ได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อม
ทั้งอาการ ทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ บ้างหรือหนอ ฯ
สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๓๐๐] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่
กำลังจุติ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์
ผู้เป็นไปตามกรรม บ้างหรือหนอ ฯ
สุ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๓๐๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกต้องอารูปวิโมกข์
อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลาย ด้วยกายบ้างหรือหนอ ฯ
สุ. มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๓๐๒] พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่
ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ
ลำดับนั้นเอง ท่านสุสิมะหมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาค
ด้วยเศียรเกล้า ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า โทษได้ตกถึง
ข้าพระองค์ เท่าที่โง่ เท่าที่หลง เท่าที่ไม่ฉลาด ข้าพระองค์บวชขโมยธรรมใน
ธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสดีแล้วอย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคจงรับโทษไว้โดยความ
เป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไป ของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า ฯ
[๓๐๓] พ. เอาเถิด สุสิมะ โทษได้ตกถึงเธอ เท่าที่โง่ เท่าที่หลง
เท่าที่ไม่ฉลาด เธอบวชขโมยธรรมในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เปรียบ
เหมือนเจ้าหน้าที่จับโจรผู้ประพฤติผิดมาแสดงตัวแก่พระราชา แล้ว กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ โจรคนนี้ ประพฤติผิดแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรง
ลงอาชญาตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์แก่โจรคนนี้เถิด พระราชาพึงรับสั่งให้ลง
โทษโจรนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปมัดบุรุษนี้ไพล่หลังให้มั่นด้วยเชือกที่เหนียว
แล้วเอามีดโกนโกนหัวเสีย พาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยฆ้อง
ด้วยกลองเล็กๆ ให้ออกทางประตูด้านทักษิณ แล้วจงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณ
ของเมือง ราชบุรุษมัดโจรนั้นไพล่หลังอย่างมั่นคง ด้วยเชือกที่เหนียวแล้วเอามีด
โกนโกนหัว พาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยกด้วยฆ้อง ด้วยกลองเล็กๆ
พาออกทางประตูด้านทักษิณ พึงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณของเมือง สุสิมะ
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสอันมีกรรมนั้น
เป็นเหตุหรือหนอ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
[๓๐๔] พ. ดูกรสุสิมะ บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสอันมีกรรม
นั้นเป็นเหตุ แต่การบวชของเธอผู้ขโมยธรรมในธรรมวินัยที่ตถาคตกล่าวดีแล้ว
อย่างนี้ นี้ยังมีผลรุนแรงและเผ็ดร้อนกว่านั้น และยังเป็นไปเพื่อวินิบาต แต่เพราะ
เธอเห็นโทษ โดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม เราจึงรับโทษนั้นของเธอ
ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป ข้อนี้
เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรคที่ ๗
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัสสุตตวตาสูตรที่ ๑ ๒. อัสสุตตวตาสูตรที่ ๒
๓. ปุตตมังสสูตร ๔. อัตถิราคสูตร ๕. นครสูตร
๖. สัมมสสูตร ๗. นฬกลาปิยสูตร ๘. โกสัมพีสูตร
๙. อุปยสูตร ๑๐. สุสิมสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=3187&Z=3452&pagebreak=0

โฆษณา

สัมมาสมาธิ

โมคคัลลานสังยุตต์
[๕๑๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหา-
*โมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะ
แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ขอ
โอกาส เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ที่เรียก
ว่า ปฐมฌานๆ ดังนี้ ปฐมฌาน เป็นไฉนหนอ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้เรียกว่า ปฐมฌาน เราก็สงัด จากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เมื่อเราอยู่
ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธอ
อย่าประมาทปฐมฌาน จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุด
ขึ้นในปฐมฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน สมัยต่อมา เราสงัดจากกาม สงัด
จากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรผู้
มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรง
อนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๑๖] ที่เรียกว่า ทุติยฌานๆ ดังนี้ ทุติยฌานเป็นไฉนหนอ เรา
ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่ง
จิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและ
สุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้เรียกว่าทุติยฌาน เราก็เข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่ง
จิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ
และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบ
ด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์
แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาททุติยฌาน จงดำรงจิตไว้ใน
ทุติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติย-
*ฌาน สมัยต่อมา เราเข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรม
เอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ
อยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระ-
*ศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูด
คำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๑๗] ที่เรียกว่า ตติยฌานๆ ดังนี้ ตติยฌานเป็นไฉนหนอ เราได้มีความ
คิดอย่างนี้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นี้เรียกว่าตติยฌาน เราก็มีอุเบกขา มีสติ มี
สัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้า
ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เมื่อเราอยู่ด้วย
วิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยปีติย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่า
ประมาท ตติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในตติยฌาน จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน สมัยต่อมา เรามีอุเบกขา มีสติ มีสัม-
*ปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึง
ความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอัน
พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๑๘] ที่เรียกว่า จตุตถฌานๆ ดังนี้ จตุตถฌานเป็นไฉนหนอ เราได้
มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่าจตุตถฌาน เราก็เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละ
สุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยสุขย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้น
แล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ
เธออย่าประมาทจตุตถฌาน จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม
เอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน สมัยต่อมา เราเข้า
จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ
ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูด
ให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้
ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรง
อนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๑๙] ที่เรียกว่า อากาสานัญจายตนฌานๆ ดังนี้ อากาสานัญจายตน
ฌานเป็นไฉนหนอ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้า
อากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้
เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการ
ทั้งปวง นี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน เราก็เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วย
คำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสีย
ได้ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เมื่อเราอยู่ด้วย
วิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยรูป สัญญาย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ
เธออย่าประมาทอากาสานัญจายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากาสานัญจายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน สมัยต่อมา เราเข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า
อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้
เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย
ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว
ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวก
อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๒๐] ที่เรียกว่า วิญญาณัญจายตนฌานๆ ดังนี้ วิญญาณัญจายตนฌาน เป็น
ไฉนหนอ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าวิญญาณัญจายตน
ฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌาน
เสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าวิญญาณัญจายตนฌาน เราก็เข้า
วิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสา
นัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา
มนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธอ
อย่าประมาทวิญญาณัญจายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน จง
กระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในวิญญาณัญจายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน สมัยต่อมา เราเข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณ
หาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง ดูกรผู้
มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรง
อนุเคราะห์ ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า
สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๒๑] ที่เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌานๆ ดังนี้ อากิญจัญญายตนฌาน
เป็นไฉนหนอเราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าอากิญจัญญายตน
ฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน
เสียได้โดยประการทั้งปวง นี้เรียกว่าอากิญจัญญายตนฌาน เราก็เข้าอากิญจัญญายตน
ฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน
เสียได้โดยประการทั้งปวง เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอัน
ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไป
หาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาท
อากิญจัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็น
ธรรมเอกผุดขึ้นในอากิญจัญญายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากิญจัญญายตนฌาน
สมัยต่อมาเราเข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี เพราะ
ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคล
เมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความ
เป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดา
ทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๒๒] ที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานๆ ดังนี้ เนวสัญญา-
*นาสัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัย
นี้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดย
ประการทั้งปวง นี้เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เราก็เข้าเนวสัญญา
นาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง เมื่อ
เราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมฟุ้ง
ซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ ตรัสว่า
โมคคัลลานะๆ เธออย่าประมาทเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในเนวสัญญานา
สัญญายตนฌาน จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สมัย
ต่อมา เราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌาน
เสียได้โดยประการทั้งปวง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูด
คำใดว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคล
เมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้นกะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว
ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๒๓] ที่เรียกว่า อนิมิตตเจโตสมาธิๆ ดังนี้ อนิมิตตเจโตสมาธิ
เป็นไฉนหนอ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าอนิมิตตเจโต
สมาธิอยู่ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง นี้เรียกว่าอนิมิตตเจโตสมาธิ
เราก็เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง เมื่อเราอยู่
ด้วยวิหารธรรมนี้ วิญญาณอันซ่านไปตามซึ่งอนิมิตย่อมมี ครั้งนั้นแล พระผู้มี-
*พระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วได้ตรัสว่า โมคคัลลานะๆ เธออย่า
ประมาทอนิมิตตเจโตสมาธิ จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ จงกระทำจิตให้
เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
สมัยต่อมา เราเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำใดว่า สาวกอันพระศาสดา
ทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก พึงพูดคำนั้น
กะเราว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่ ฯ
[๕๒๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะหายจากพระวิหารเชตวัน
ไปปรากฏในดาวดึงสเทวโลก เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขน
ที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์ เข้าไป
หาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้
ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะ
ท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะ
เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตาย
ไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก … การถึง
พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวก
ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท้าวสักกะจอมเทพ
ตรัสว่า ข้าแต่พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก
เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก … การถึง
พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวก
ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
[๕๒๕] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ ๗๐๐ องค์
ฯลฯ ๘๐๐ องค์ ฯลฯ ฯ
[๕๒๖] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้า
ไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้
ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูด
กะท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะ
เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก … การถึงพระสงฆ์
เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า
ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะ
เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก … การถึงพระสงฆ์
เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
[๕๒๗] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์ เข้าไปหา
ท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะท้าว-
*สักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดังนี้ ดีนัก เพราะเหตุแห่ง
การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกใน
โลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ การ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มี-
*พระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้
มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ ดีนัก เพราะเหตุ
แห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม สัตว์บางพวกใน
โลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ การ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ
พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบ
คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็น
ผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของ
โลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่
แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อัน
ตัณหาและทิฐิลูบคลำไม่ได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะ
ผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้
เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น … ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อ
แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์
การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มี-
*พระภาคตรัสดีแล้ว … ดีนัก เพราะเหตุการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้
ปฏิบัติดีแล้ว … ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น-
*ไหวในพระสงฆ์ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยศีลที่พระ-
*อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด … เป็นไปเพื่อสมาธิ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
[๕๒๘] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ … ฯลฯ
๗๐๐ องค์ ฯลฯ ๘๐๐ องค์ ฯลฯ ฯ
[๕๒๙] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้าไป
หาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะ
ท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น
ไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น … ดีนัก
เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์
บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ
การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มี-
*พระภาคตรัสดีแล้ว … ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้า
ถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว … ดีนัก
เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ สัตว์
บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรจอมเทพ
การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด … ดีนัก เพราะเหตุแห่ง
การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่าน
พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น … ดีนัก เพราะเหตุ
แห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกใน
โลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว …
ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ
พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว … ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
อันไม่ขาด … ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
[๕๓๐] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์ เข้าไปหา
ท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะ
ท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะ
เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ
๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ดูกรจอมเทพ การถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อ
แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวก
อื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก
เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วย
ฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่าน
พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่ง
การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐
ประการ คือ ด้วยอายุ … อันเป็นทิพย์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก …
การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์
บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่า
นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ วรรณะ
สุข ยศ ความเป็นใหญ่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ฯ
[๕๓๑] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ
๗๐๐ องค์ ฯลฯ ๘๐๐ องค์ ฯลฯ ฯ
[๕๓๒] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้า
ไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้
ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้
พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก
เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วย
ฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ… อันเป็นทิพย์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ดีนัก… การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขา
เหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ… อัน
เป็นทิพย์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การ
ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก … การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก … การถึง
พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ สัตว์บางพวก
ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำ
เทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ… อันเป็นทิพย์ ฯ
[๕๓๓] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์ เข้าไป
หาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะ
ท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระ-
*อรหันต์ … เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดังนี้ ดีนัก เพราะเหตุ
แห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวก
ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้น ย่อม
ครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ … อันเป็นทิพย์
ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ธรรม
อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว … ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติ
ดีแล้ว … ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด…
เป็นไปเพื่อสมาธิ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขา
เหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ… อัน
เป็นทิพย์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์
การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น … ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค
ตรัสดีแล้ว… ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี
แล้ว… การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด … เป็นไปเพื่อ
สมาธิ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บาง
พวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อม
ครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ … โผฏฐัพพะ อัน
เป็นทิพย์ ฯ
[๕๓๔] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ ๗๐๐
องค์ ฯลฯ ๘๐๐ องค์ ฯลฯ ฯ
[๕๓๕] ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้าไป
หาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ประทับ
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะท้าว
สักกะจอมเทพว่า ดูกรจอมเทพ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น… ในพระธรรมว่า
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว… ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ
พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว… การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
อันไม่ขาด… เป็นไปเพื่อสมาธิ ดีนัก เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่
พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ
ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
อันเป็นทิพย์ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์
การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น… ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัส
ดีแล้ว… ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ปฏิบัติดีแล้ว…
การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด … เป็นไปเพื่อสมาธิ ดีนัก
เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดา
พวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ… โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
[๕๓๖] ครั้งนั้นแล จันทนเทพบุตร ฯลฯ ครั้งนั้นแล สุยามเทพบุตร
ฯลฯ ครั้งนั้นแล สุนิมมิตเทพบุตร ฯลฯ ครั้งนั้นแล วสวัตตีเทพบุตร ฯลฯ
(เปยยาล ๕ ประการนี้ พึงให้พิสดารเหมือนท้าวสักกะจอมเทพ) ฯ
จบสูตรที่ ๑๑
จบโมคคัลลานสังยุตต์
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สวิตักกสูตร ๒. อวิตักกสูตร ๓. สุขสูตร ๔. อุเปกขสูตร
๕. อากาสานัญจายตนสูตร ๖. วิญญาณัญจายตนสูตร ๗. อากิญจัญญายตนสูตร
๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร ๙. อนิมิตตสูตร ๑๐. สักกสูตร ๑๑. จันทน
สูตร ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=18&A=6846&Z=7183

สัมมาสมาธิ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 101

๑๓.  ภวปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องภพ

[๕๐๙]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  ภพ ๆ ดังนี้  ภพเป็น

ไฉนหนอ.

สา.    ดูก่อนผู้มีอายุ   ภพ ๓ เหล่านี้   คือ  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ

ภพ ๓ เหล่านี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ    ความ

เห็นชอบ ฯลฯ    จงใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา    เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  ภวปัญหาสูตรที่  ๑๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 102

๑๔.  ทุกขปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องทุกข์

[๕๑๐]  ดูก่อนท่านสารีบุตร    ที่เรียกว่า   ทุกข์   ดังนี้    ทุกข์

เป็นไฉนหนอ.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ   สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้  คือ   สภาพทุกข์คือ

ทุกข์  สภาพทุกข์คือสังขาร   สภาพทุกข์คือความแปรปรวน   สภาพทุกข์ ๓

ประการนี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์  ๘   คือความเห็น

ชอบ ฯลฯ   ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทา  เพื่อกำหนดรู้สภาพ

ทุกข์เหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สภาพทุกข์เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่านสารีบุตร.

จบ ทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

บทว่า ทุกฺขตา   คือสภาพแห่งทุกข์ในบทเป็นอาทิว่า ทุกฺขทุกฺขตา

ได้แก่  สภาพแห่งทุกข์กล่าวคือทุกข์ ชื่อว่า ทุกฺขตา.   แม้ในสองบทที่เหลือ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ  อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 103

๑๕. สักกายปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสักกายทิฏฐิ

[๕๑๑]   ดูก่อนท่านสารีบุตร     ที่เรียกว่า     สักกายะ ๆ   ดังนี้

สักกายะเป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อุปาทานขันธ์   ๕  ประการนี้  คือ อุปาทาน-

ขันธ์คือรูป   เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ  อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าสักกายะ.

.   ก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.  มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความ

เห็นชอบ ฯลฯ    ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ สักกายปัญหาสูตรที่  ๑๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 104

๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

[ ๕๑๒ ]  ดูก่อนท่านสารีบุตร  อะไรหนอ  เป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.   บรรพชา   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้ว   กระทำได้

โดยยาก.

สา.   ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไร  อันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ     ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  ชัมพุขาทกสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 105

อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

บทว่า  อภิรติ  คือความไม่กระสันในการบรรพชา.  บทว่า   น  จิร

อาวุโส ท่านแสดงว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ  ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

เมื่อพากเพียรพยายามอยู่  จะพึงเป็นพระอรหันต์  คือพึงตั้งอยู่ในพระอรหัต

ได้ไม่นานนักคือเร็วนั่นเอง.   เพราะท่านกล่าวว่า   ภิกษุผู้อันท่านตักเตือน

แล้วในเวลาเช้า  จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเย็น  ภิกษุผู้อันท่านตักเตือนแล้ว

ในเวลาเย็น   จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเช้า    คำที่เหลือใน  บททั้งปวงมีเนื้อ

ความง่ายทั้งนั้น.

จบ  อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  อรรถกถาชัมพุขาทกสังยุต.

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  นิพพานปัญหาสูตร   ๒.  อรหัตตปัญหาสูตร   ๓.   ธรรมวาที

ปัญหาสูตร   ๔.   กิมัตถิยสูตร   ๕.   อัสสาสัปปัตตวสูตร   ๖.   ปรมัสสาสัป-

ปัตตสูตร    ๗.   เวทนาปัญหาสูตร    ๘.   อาสวปัญหาสูตร     ๙.   อวิชชา

ปัญหาสูตร  ๑๐.  ตัณหาปัญหาสูตร   ๑๑.  โอฆปัญหาสูตร   ๑๒.  อุปาทาน

ปัญหาสูตร   ๑๓.  ภวปัญหาสูตร    ๑๔.   ทุกขปัญหาสูตร   ๑๕.  สักกาย

ปัญหาสูตร   ๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 106

๕.  สามัณฑกสังยุต

๑.  สามัณฑกสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องนิพพาน

[๕๑๓]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระสารีบุตรอยู่   ณ ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้

อุกกเจลนคร  แคว้นวัชชี  ครั้งนั้น  ปริพาชกชื่อ      สามัณฑกะ  เข้าไปหา

ท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่  ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร   ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า    ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า    นิพพาน ๆ

ดังนี้   นิพพานเป็นไฉนหนอ.    ท่านพระสารีบุตรตอบว่า   ดูก่อนผู้มีอายุ

ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า  นิพพาน.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ     ปฏิปทามีอยู่หรือเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉนเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘  คือความเห็น

ชอบ  ฯลฯ.   ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพาน

นั้นให้แจ้ง.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกระทำ

นิพพานนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯลฯ

( เหมือนกับในชัมพุขาทกสังยุต )

จบ  สามัณฑกสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 107

๑๖. ทุกรปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

[๕๑๔]  ดูก่อนท่านสารีบุตร   อะไรหนอเป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.  บรรพชา  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนภิกษุผู้มีอายุ     ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.  ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็สิ่งอะไรอันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

อรรถกถาสัมัณฑกสังยุต

แม้ในสามัณฑกสังยุต   พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แล.

จบ  อรรถกถาสามัณฑกสัยุต

รวมพระสูตรในสังยุตนี้  เช่นเดียวกับในสังยุตก่อน (คือชัมพุขาทกสังยุต)

จบ สามัณฑกสังยุต

๑.  สูตรที่ ๒-๑๕  เหมือนในชัมพุขาทกสังยุต

๒. โดยนัยเดียวกับ อรรถกถาแห่งสูตรทั้งหลายในชัมพุขาทกสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 108

๖.  โมคคัลลานสังยุต

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๑

[๕๑๕]  สมัยหนึ่ง  ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่  ณ  พระวิหาร

เชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ณ ที่นั้นแล  ท่าน

พระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหา-

โมคคัลลานะแล้ว   ท่านพระมหาโมคัลลานะ  ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ขอโอกาส  เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ  ความปริวิตก

แห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  ที่เรียกว่า  ปฐมฌาน ๆ  ดังนี้   ปฐมฌาน  เป็น

ไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้    สงัดจาก

กาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร   มีปีติและสุขเกิด

แต่วิเวกอยู่  นี้เรียกว่า  ปฐมฌาน  เราก็สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม

เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่    เมื่อเราอยู่ด้วย

วิหารธรรมนี้  สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า   โมค-

คัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน    จง

กระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ให้มั่นในปฐม-

ฌาน   สมัยต่อมา   เราสงัดจากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌาน

อันมีวิตกวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า   สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า   สาวก

อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ สวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 109

อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต

อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่  ๑

พึงทราบวินิจฉัยในโมคคัลลานสังยุต  ดังต่อไปนี้

บทว่า   กามสหคตา  คือประกอบนิวรณ์  ๕   ก็เมื่อภิกษุนั้นออก

จากปฐมฌานแล้ว  นิวรณ์   ๕   ปรากฏแล้ว  โดยความสงบมีอยู่  ด้วยเหตุนั้น

ปฐมฌานนั้น    ของภิกษุนั้น    ย่อมชื่อว่ามีส่วนแห่งความเสื่อมพระศาสดา

ทรงทรามความประมาทนั้นแล้ว  จึงได้ประทานพระโอวาทว่า  อย่าประมาท

จบ  อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑

๒.  อวิตักกปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๒

[๕๑๖]   ที่เรียกว่า  ทุติยฌาน ๆ  ดังนี้   ทุติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌานอันมีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตก

วิจารสงบไป   มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    นี้เรียกว่าทุติยฌาน    เราก็เข้า

ทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน     เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มี

วิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    เมื่อเรา

อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้      สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล       พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วได้

ตรัสว่า     โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาททุติยฌาน    จงดำรงจิตไว้ใน

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 110

ทุติยฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน   จงตั้งจิตไว้ใน

มั่นในทุติยฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตใน

ภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป   มี

ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

จบ  อวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

แม้ในทุติยฌานเป็นต้น   ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล.   ก็ในข้อ

ฌานอันประกอบด้วยอารมณ์เท่านั้น  ท่านกล่าวว่า  สหคต  ดังนี้.

จบ  อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

๓.  สุขปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่ ๓

[ ๕๑๗ ]  ที่เรียกว่า   ตติยฌาน ๆ ดังนี้    ตติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้     มีอุเบกขา    มีสติ    มี

สัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระ-

อริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า   ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข

นี้เรียกว่าตติยฌาน   เราก็มีอุเบกขา   มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วย

๑.  สูตรที่  ๓ – ๘ ไม้มีอรรถกถาแก้.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 111

นามกาย  เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า

ผู้ได้ฌานนี้   เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้

สัญญามนสิการอันประกอบด้วยปีติย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธอ

อย่าประมาทตติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในตติยฌาน     จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในตติยฌาน     สมัยต่อมาเรามี

อุเบกขา  มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย  เพราะปิติสิ้นไป  เข้า

ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า     ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา

มีสติอยู่เป็นสุข  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำใด

ว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว  ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่  บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  สุขปัญหาสูตรที่  ๓

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องฌานที่  ๔

[ ๕๑๘ ]   ที่เรียกว่า  จตุตถฌาน ๆ ดังนี้   จตุตถฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้   เข้าจตุตถฌานนัยนี้ไม่มี

ทุกข์  ไม่มีสุข   เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้   มี

อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่  นี้เรียกว่าจตุตถฌาน  เราก็เข้าจตุตถฌาน

อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 112

มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้    สัญญา-

มนสิการอันประกอบด้วยสุขย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่า

ประมาทจตุตถฌาน  จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน  สมัยต่อมาเราเข้า

จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส

ก่อน ๆ ได้   มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่     ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย

ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำใดว่า  สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำนั้นกะเราว่า

สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ อุเบกขาปัญหาสูตรที่ ๔

๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๑

[ ๕๑๙ ]  ที่เรียกว่า  อากาสานัญจายตนฌาน ๆ ดังนี้   อากาสานัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้   เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้  เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้  เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน

เราก็เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า    อากาศหาที่สุดมิได้   เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 113

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญา

มนสิการอันประกอบด้วยรูปสัญญาย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ เธอ

อย่าประมาทอากาสานัญจายตนฌาน    จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตน.

ฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากาสานัญจายตนฌาน    จง

ตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากาสานัญจายตนฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าอากาสานัญ-

จายตนฌานด้วยคำนึงว่าอากาศหาที่สุดมิได้      เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้

เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก     พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๕

๖.  วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๒

[๕๒๐]  ที่เรียกว่า  วิญญาณัญจายตนฌานๆ  ดังนี้   วิญญาณัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้     เข้าวิญญานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า     วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่า

วิญญาณัญจายตนฌาน      เราก็เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า

วิญญาณที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 114

ทั้งปวง     เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้     สัญญามนสิการอันประกอบด้วย

อากาสานัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้า

ไปหาเราด้วยพระฤทธิ์      แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ  เธออย่าประมาท

วิญญาณัญจายตนฌาน   จะดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน   จงกระทำ

จิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในวิญญาณัญจายตนฌาน     จงตั้งไว้ให้มั่นใน

วิญญาณัญจายตนฌาน  สมัยต่อมา   เราเข้าวิญญณัญจายตนฌานด้วยคำนึง

ว่า    วิญญาณหาที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์      ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเรา     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  วิญญาณัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่  ๖

๗.  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๓

[๕๒๑]   ที่เรียกว่า  อากิญจัญญายตนฌาน ๆ  ดังนี้   อากิญจัญญา-

ยตนฌานเป็นไฉนหนอ.    เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า    ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้    เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า    สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง      นี้เรียกว่า

อากิญจัญญายาตนฌาน  เราก็เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า  สิ่งอะไร

หน่อยหนึ่งไม่มีเพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจา-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 115

ยตนะย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทอากิญจัญญา

ยตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในอากิญจัญญายตนฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากิญจัญญายตน-

ฌาน   สมัยต่อมาเรา เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า   สิ่งอะไรหน่อย

หนึ่งไม่มี     เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก      พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

๘.  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๔

[๕๒๒]    ที่เรียกว่า   เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ๆ ดังนี้   เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุ

ในพระธรรมวินัยนี้   เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   เพราะล่วงอากิญ-

จัญญาตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง     นี้เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญา-

ยตนฌาน   เราก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  เพราะล่วงอากิญจัญญา-

ยตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  สัญญามน

สิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระพุทธ    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 116

เธออย่าประมาทเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญา-

นาสัญญายตนฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในเนวสัญญา-

สัญญายตนฌาน  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   สมัย

ต่อมาเราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌาน

เสียได้โดยประการทั้งปวง.  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า.    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๘

๙.  อนิมิตตปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอนิมิตตเจโตสมาธิ

[๕๒๓]    ที่เรียกว่า   อนิมิตตเจโตสมาธิ  ๆ    ดังนี้    อนิมิตตเจโต

สมาธิเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่   เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง   นี้เรียก

ว่าอนิมิตตเจโตสมาธิ    เราก็เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้

ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   วิญญาณอันซ่านไปตาม

ซึ่งอนิมิตย่อมมี     ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่าประมาทอนิมิตตเจโต

สมาธิ    จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ    จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอก

ผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิสมัยต่อ

มา   เราเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 117

ดูก่อนผู้มีอายุฟุ้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทั้งอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่    บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึง

ความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

[๕๒๔]    ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหาโมคคัลลานะหายจากพระวิหาร

เชตวันไปปรากฏในดาวดึงสเทวโลก     เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดแขนที่

คู้  หรือพึงดู้แขนที่เหยียด   ฉะนั้น    ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับ

เทวดา  ๕๐๐  องค์   เข้าไปหาท่านพระโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระ.

มหาโมคคัลลานะแล้ว  ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ

การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็น

สรณะ    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก   การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก

เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสมณะดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

จบ  อนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 118

อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙

บทว่า  อนิมิตฺต เจโตสมาธิ  นั้น พระเถระกล่าวหมายถึงวิปัสสนา-

สมาธิทูลนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้นได้แล้วเป็นไป.    บทว่า    อนิมิตฺตานุสาริ-

วิญฺาณ  โหติ ความว่า เมื่อเราอยู่ด้วยวิปัสสนาสมาธิวิหารธรรมนี้อย่างนี้

วิปัสสนาญาณก็แก่กล้า ละเอียดนำไปอยู่เหมือนเมื่อบุรุษเอาขวานที่คม

ตัดต้นไม้อยู่    มองดูอยู่ซึ่งคมขวานในทุกขณะด้วยคิดว่า    ขวานของเรา

จริงหนอดังนี้    กิจในการตัด   ก็ย่อมไม่สำเร็จฉันใด  แม้พระเถระ  ปรารภ

วิปัสสนาด้วยคิดว่าญาณของเราแก่กล้าจริงหนอดังนี้  ความใคร่  ก็ย่อมเกิด

ขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น   พระเถระนั้น   ก็ไม่สามารถให้วิปัสสนากิจสำเร็จได้

ฉันนั้น.  พระเถระหมายถึงข้อนั้น   จึงกล่าวว่า   อนิมิตฺตานุสาริวิญฺาณ

โหติ.  บทว่า สพฺพนิมิต ตาน   อมนสิการา   อนิมิตฺต     เจโตสมาธิ

อุปสมฺปชฺช  วิหาสึ   ความว่า  เราเข้าเจโตสมาธิที่สัมปยุตด้วยวุฏฐานคามิ-

นีวิปัสสนา   และสมาธิในมรรคและผลเบื้องสูง    ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์

อันไม่มีนิมิต      เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุขเป็นตน

ทั้งปวงอยู่แล้ว

จบ  อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่  ๙

๑๐. สักกสูตร

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ

[๕๒๕]    ครั้งนั้น   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐  องค์ ฯลฯ

๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 119

[๕๒๖]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ไปประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า    ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระ-

พุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก      เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า  ข้าแต่ท่าน

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

[๕๒๗]   ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๕๐๐   องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่    ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ   ถึงพร้อม

ด้วยวิชชาและจรณะ    เสด็จไปดีแล้ว   ทรงรู้แจ้งโลก   เป็นสารถีฝึกบุรุษที่

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 120

ควรฝึก  ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า   เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   เป็น

ผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรมดังนี้  ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า     สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว   อันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง  ไม่ประกอบด้วย

กาล  ควรเรียกให้มาดู   ควรน้อมเข้ามา  อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้

ดีนัก       เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว

ปฏิบัติตรง  ปฏิบัติเป็นธรรม  ปฏิบัติชอบ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔   บุรุษบุคคล ๘

นี้    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เป็นผู้ควรของคำนับ   ควรของ

ต้อนรับ  ควรของทำบุญ  ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญ

อื่นยิ่งกว่า   ดังนี้    ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน

ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด   ไม่ทะลุ   ไม่ด่าง ๆ   ไม่พร้อม   เป็นไทย   วิญญูชน

สรรเสริญ  อันตัณหาและทิฏฐิลูบคลำไม่ได้เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก เพราะ

เหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 121

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น…  ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น

ไหวในพระพุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ดีนัก  เพราะเหตุการณ์ประกอบด้วยความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหวในพระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวก

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์      สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด…

เป็นไปเพื่อสมาธิ   ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์.

[๕๒๘]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๖๐๐    องค์

ฯลฯ   ๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ.

[๕๒๙]     ครั้งนั้น     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 122

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า     แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น…. ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า   สัตว์บางพวกในโลก  เมื่อ

แตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดีนัก      เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วย

ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด . . . ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์     ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระพุทธเจ้าว่า    แม้เพราะเหตุนี้  ๆ    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .

ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-

พุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 123

โลกสวรรค์   การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว. . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วย  ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม     สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า     เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . . ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้วอันไม่ขาด. . .ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์.

[๕๓๐]   ครั้งนั้น    ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์  เข้า

ไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว

ได้ประทับยืนอยู่ ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้ว     ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า      ดูก่อนจอมเทพ     การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขา

เหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ

วรรณะ  สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง   กลิ่น  รส   โผฏฐัพพะ

อันเป็นพิทย์   ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกาย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 124

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ  วรรณะ   สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง   กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์.   การถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ ดีนัก.     เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ    สัตว์บ้างพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่านั้นย่อม

ครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ   คือ   ด้วย   อายุ    วรรณะ

สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ประการ   คือ  สัตว์

อายุ. . .อันเป็นทิพย์  การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . . การถึงพระสงฆ์

เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวก

ในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไปแล้ว    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือด้วยอายุ  วรรณะ

สุข ยศ ความเป็นใหญ่  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๑]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ  ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.

[๕๓๒]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่    ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 125

โมคคัลลานะได้    พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ  คือ    ด้วย

อายุ . . .      อันเป็นทิพย์.     การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .      การถึง

พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์

บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ    ด้วยอายุ

อันเป็นทิพย์.    ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้

นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระธรรมเป็นสรณะ

ดีนัก . . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนักเพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์     เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ

คือ  ด้วยอายุ . . .  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๓]     ครั้งนั้นแล      ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๕๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้  ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์  . . .    เป็นผู้เบิกบานแล้ว

เป็นผู้จำแนกธรรม    ดังนี้     ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 126

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้น  ย่อมครอบงำเทวดาพวก

อื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ. . .อันเป็นทิพย์ ดูก่อนจอมเทพ

การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า      ธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วยศีล

พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ  ดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อ

แตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์      เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำ

เทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ   ด้วยอายุ. . . อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า   แม้เพราะเหตุ

นี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. . .ในพระธรรมว่า   พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ในพระสงฆ์ว่า      พระสงฆ์สาวกของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . การประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก  เพราะเหตุแห่ง

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตก

กายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดา

พวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ . . .โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๔]   ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ   ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 127

[๕๓๕]   ครั้งนั้นแล   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๐,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่     ไหว้ท่านพระมหาโมคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .  ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . . ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี

พระภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . .  เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ  ด้วยอายุ   วรรณะ   สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้  ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น . . . ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . .

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด. . . เป็นไปเพื่อสมาธิ

ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บาง

พวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้น

ย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ    คือ    ด้วยอายุ . . .

โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

จบ  สักกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 128

อรรถกถาสักกสูตรที่  ๑๐

บทว่า   อเวจฺจปฺปสาเทน ได้แก่  ด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว.

บทว่า ทสหิ  าเนหิ  คือด้วยเหตุ ๑๐.  บทว่า   อธิคณฺหนฺติ  คือ  ย่อม

ครอบงำ   คือล่วงเกิน.  คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น   ด้วยประการฉะนี้.

จบ  อรรถกถาสักกสูตรที่ ๑๐

จบ  อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต.

๑๑.  จันทนสูตร

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่จันทนเทพบุตร

[๕๓๖]   ครั้งนั้นแล    จันทนเทพบุตร ฯลฯ    ครั้งนั้นแล   สุยาม

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   สันตุสิจาเทพบุตร ฯลฯ   ครั้งนั้นแล   สุนิมมิต

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   วสวัตตีเทพบุตร ฯลฯ  ( เปยยาล ๕ ประการนี้

พึงให้พิสดารเหมือนกับในสักกสูตร )

จบ  จันทนสูตรที่  ๑๑

จบ โมคคัลลานสังยุต

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร   ๒.  อวิตักกปัญหาสูตร   ๓  สุขปัญหาสูตร

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร  ๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๖. วิญญา-

ณัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๗. อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร ๘. เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร  ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร  ๑๐. สักกสูตร

๑๑.  จันทนสูตร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 129

จิตตคหปติปุจฉาสังยุต

๑.  สังโยชนสูตร

ว่าด้วยสังโยชน์มีอรรถต่างกันเป็นต้น

[๕๓๗]    สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ก็สมัยนั้นแล  ภิกษุเถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาต

ภายหลังภัตนั่งประชุมสนทนากันที่โรงกลมได้สนทนากันว่า  ดูก่อนท่านผู้มี

อายุทั้งหลาย  กรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถ

ต่างกัน  มีพยัญชนะต่างกัน   หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้น

ต่างกัน.  บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน   บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า   ดูก่อน

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถเหมือนกัน   พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๘]    ก็สมัยนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้ไปยังบ้านส่วยชื่อมิคปถกะ

ด้วยกรณียกิจบางอย่าง     ได้สดับข่าวว่า    ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจาก

บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกลม     ได้สนทนากันว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือมีอรรถเหมือนกัน    พยัญชนะ

เท่านั้นต่างกัน   บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น   ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์

อย่างนี้ว่า    ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้     คือ   สังโยชน์ก็ดี

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 130

สังโยชนียธรรมก็ดี     มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน     บางพวก

พยากรณ์อย่างนี้ว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์

ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๙]  ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ ทั้งหลาย

ถึงที่อยู่ไหว้แล้วนั่ง      ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถามภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ   กระผมได้สดับข่าวว่า  ภิกษุผู้เถระ

มากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกรม

ได้สนทนา  กันว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์ก็ดี

สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือว่ามีอรรถ

เหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน   ดังนี้หรือ  ภิกษุ

เหล่านั้นตอบว่า อย่างนั้นคฤหบดี จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้    คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถ

ต่างกัน  และมีพยัญชนะต่างกัน   ถ้ากระนั้นกระผมจักอุปมาให้ฟัง  เพราะ

วิญญูชนบางพวกในโลกนี้    ย่อมเข้าใจเนื้อความแห่งภาษิตแม้ด้วยข้ออุปมา.

[๕๔๐]   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    เปรียบเหมือนโคดำตัวหนึ่ง

โคขาวตัวหนึ่ง     เขาผูกด้วยทามหรือเชือกเส้นเดียวกัน     ผู้ใดแลพึงกล่าว

อย่างนี้ว่า   โคดำติดกับโคขาว  โคขาวติดกับโคดำ  ดังนี้   ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูก

ละหรือ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 131

ภิ.  ไม่ถูก  คฤหบดี  เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว  แม้โคขาวก็ไม่ติด

กับโคดำ   ทามหรือเชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล จักษุไม่ติด

กับรูป  รูปไม่ติดกับจักษุ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้ง ๒

นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   หูไม่ติดกับเสียง   เสียงไม่ติดกับหู   ฉันทราคะที่

เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒  นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   จมูกไม่ติด

กับกลิ่น  กลิ่นไม่ติดกับจมูก   ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น

ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น  ฉันทราคะ

ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้น  ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   กายไม่ติด

กับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย

และโผฏฐัพพะทั้ง  ๒  นั้น    ชื่อว่าเป็นเครื่องติด    ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์

ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์

ทั้ง ๒ นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด.

ภิ.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ

พุทธพจน์ลึกซึ้ง   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน   ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  สังโยชนสูตรที่ ๑

อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่  ๑   แห่งจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 132

บทว่า    มจฺฉิภาสญฺเฑ    คือในราวป่าอันมีชื่ออย่างนี้.     บทว่า

อยมนฺตรากถา    อุทปาทิ   ความว่า   พระเถระเก่าย่อมไม่สนทนากันถึง

เดียรัจฉานกถา เมื่อตั้งปัญหาขึ้นในที่นั่งแล้ว  พวกไม่รู้ ก็ย่อมถาม พวกที่รู้

ก็ย่อมตอบด้วยเหตุนั้น การสนทนานี้  จึงเกิดขึ้นแล้วแก่พระเถระเหล่านั้น.

บทว่า   มิคปถก     คือบ้านส่วยของตนอันมีชื่ออย่างนี้   ได้ยินว่า

บ้านส่วยนั้น    อยู่หลังอัมพาฏการาม.    บทว่า    เตนุปสงฺกมิ   ความว่า

จิตตคฤหบดีคิดว่า     เราแก้ปัญหาของพระเถระทั้งหลายแล้ว     จักทำความ

อยู่ผาสุกให้ดังนี้     จึงเข้าไปหา    คมฺภีเร    พุทฺธวจเน    ความว่า    ใน

พระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้งด้วยอรรถและลึกซึ่งด้วยธรรม.  บทว่า  ปญฺาจกฺขุ

กมติ  ความว่าจักขุคือญาณย่อมหยั่งทราบ  คือ  ย่อมเป็นไป.

จบ  อรรถกถาสังโยชนสูตร

๒.  ปฐมิสิทัตตสูตร

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

[๕๔๑]   สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์     ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุเถระ

เหล่านั้นไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้ว    ได้อาราธนาว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    ขอพระเถระทั้งหลาย    โปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้     ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุเถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากที่นั่ง   กราบไหว้  กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 133

[๕๔๒]   ครั้งนั้นแล    พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลายนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร     พากันเข้าไปยังนิเวสน์ของจิตต-

คฤหบดี    แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย    ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดี

เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว

ได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า

ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้    ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล.

[๕๔๓]  เมื่อจิตตคฤหบดีถามอย่างนี้แล้ว  พระเถระผู้เป็นประธาน

ได้นิ่งอยู่  แม้ครั้งที่  ๒  จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่

พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า    ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่าง

แห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล    แม้ครั้งที่  ๒

พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่     แม้ครั้งที่  ๓     จิตตคฤหบดีก็ได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  คำที่กล่าวกันว่า  ความ

ต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วย

เหตุเท่าไรหนอแล   แม้ครั้งที่  ๓   พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๔]   ก็โดยสมัยนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นของ

จิตตคฤหบดี.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 134

พระเถระกล่าวว่า   ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ   เชิญท่านพยากรณ์ปัญหา

ข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ

คำที่กล่าวกันว่า   ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล   ดังนี้หรือ.

จิตต.   อย่างนั้น    ท่านผู้เจริญ.

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   ความต่างแห่งธาตุ   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ดังนี้    คือ   จักขุธาตุ   รูปธาตุ   จักขุวิญญาณธาตุ   โสตธาตุ  สัททธาตุ

โสตวิญญาณธาตุ   ฆานธาตุ    คันธธาตุ    ฆานวิญญาณธาตุ    ชิวหาธาตุ

รสธาตุ   ชิวหาวิญญาณธาตุ   กายธาตุ   โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ

มโนธาตุ   ธัมมธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   ดูก่อนคฤหบดี  ความต่างแห่งธาตุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล.

[๕๔๕]   ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ

ท่านอิสิทัตตะ   แล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ให้อิ่มหนำเพียงพอ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต     ด้วยมือของตน    ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว      ลดมือจากบาตรแล้ว     ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.

ครั้งนั้นแล     พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า     ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ   ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน   มิได้แจ่มแจ้งกะเรา   ดูก่อน

ท่านอิสิทัตตะ   ต่อไป    ถ้าปัญหาเช่นนี้ พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด

ท่านนั่นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น.

จบ ปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 135

อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒

พึงทราบ  วินิจฉัยในปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒  ดังต่อไปนี้.

บทว่า  อายสฺมนฺต  เถร  คือ  ซึ่งมหาเถระผู้เป็นใหญ่  ในบรรดา

พระเถระเหล่านั้น.   บทว่า  ตุณฺหี  อโหสิ   ความว่า   พระเถระถึงจะรู้อยู่

ก็ไม่พยากรณ์อะไร ๆ เพราะไม่กล้า.   บทว่า  พฺยากโรมห ภนฺเต  ความว่า

พระอิสิทัตตะคิดว่า   พระเถระนี้    ย่อมไม่พยากรณ์ด้วยตน.   พระเถระนี้

ย่อมไม่เชื้อเชิญ  ฝ่ายอุบาสกย่อมเบียดเบียนภิกษุสงฆ์.  เราพยากรณ์ปัญหา

นั้นแล้ว   จักทำความอยู่ผาสุกให้ดังนี้     ลุกจากอาสนะไปยังสำนักของพระ-

เถระ  ได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว  ฝ่ายพระเถระผู้มีโอกาสอันตนทำแล้วนั่งบน

อาสนะของตน   พยากรณ์.

บทว่า  สหตฺถา  คือด้วยมือของตน.  บทว่า  สนฺตปฺเปสิ  ความว่า

ให้อิ่มหนำด้วยดีตามปรารถนา.

บทว่า   สมฺปวาเรสิ  ความว่า  ให้พระเถระทั้งหลาย  ห้ามด้วยหัตถ

สัญญาหรือด้วยวาจาว่า  พอ ๆ ดังนี้   บทว่า  โอนีตปตฺตปาณิโน  ความว่า

นำมือออกจากบาตร        ล้างบาตรแล้วจึงเอาใส่ไว้ในถุงคล้องไว้ที่บ่าดังนี้.

จบ  อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตร  ที่  ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 136

๓.  ทุติยอิสิทัตตสูตร

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

[๕๔๖]   สมัยหนึ่ง      ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน

ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้อาราธนา

ว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ  ขอพระเถระทั้งหลายโปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ    ครั้ง

นั้นแล      จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากอาสนะ  ไหว้กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๔๗]   ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลาย     นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรพากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี

แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย   ครั้งนั้นแล   จิตดคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลาย   ไหว้แล้วจึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า  ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิด

ขึ้นในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง  โลกไม่เที่ยงบ้าง  โลกมีที่สุดบ้าง  โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ชีพอันนั้น  สรีระก็อันนั้นบ้าง  ชีพเป็นอื่น   สรีระก็เป็นอื่นบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้ว

ย่อมเป็นอีกก็มี    ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง    สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้

ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง      ( ก็ทิฏฐิ  ๖๒  อย่างเหล่านี้    ได้กล่าวไว้ใน

พรหมชาลสูตร )  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี  ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี  ทิฏฐิเหล่านี้ จึงไม่มี.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 137

[๕๔๘]   เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว      พระเถระผู้เป็น

ประธานได้นิ่งอยู่    แม้ครั้งที่   ๒   ฯลฯ     แม้ครั้งที่ ๓   จิตตคฤหบดีได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ    ทิฏฐิหลายอย่างย่อม

เกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า    โลกเที่ยงบ้าง     โลกไม่เที่ยงบ้าง     โลกมีที่สุดบ้าง

โลกไม่มีที่สุดบ้าง   ชีพอันนั้น   สรีระก็อันนั้นบ้าง   ชีพเป็นอื่น   สรีระก็

เป็นอื่นบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี   ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็น

อีกก็หามิได้     ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง     แม้ครั้ง ที่  ๓  พระเถระผู้เป็น

ประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๙]  ก็สมัยนั้นแล  ท่านพระอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น.   ครั้งนั้นแลท่านพระอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระ

เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น

ของจิตตคฤหบดี  พระเถระกล่าวว่า  ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ  ท่านจงพยากรณ์

ปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด   ท่านอิสิทัตตะได้ถามว่า   ดูก่อนคฤหบดี

ท่านถามอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ     ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้น

ในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง   โลกมีที่สุดบ้าง   โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ฯลฯ   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี   ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี    ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี    ดังนี้หรือ.    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    อย่างนั้น

ท่านผู้เจริญ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 138

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า  โลก

เที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง . . .  สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้  ยอมไม่

เป็นอีกก็หามิได้บ้าง ( ทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้  ได้กล่าวไว้แล้วในพรหมชาลสูตร)

ดูก่อนคฤหบดี   เมื่อสักกายทิฏฐิมี   ทิฎฐิเหล่านี้ ก็มี   เมื่อสักกายทิฏฐไม่มี

ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่มี.

[๕๕๐]   จิตต.    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้

อย่างไร.

อิ.     ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า

ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ  ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรม

ของสัตบุรุษ    ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน  ๑   เห็นตนมีรูป ๑   เห็นรูป

ในตน ๑    เห็นตนในรูป ๑    เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมี

เวทนา ๑  เห็นเวทนาในตน ๑  เห็นตนในเวทนา  ๑  เห็นสัญญาโดยความ

เป็นตน ๑  เห็นตนมีสัญญา  ๑  เห็นสัญญาในตน ๑  เห็นตนในสัญญา ๑

เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมีสังขาร ๑    เห็นสังขารในตน ๑

เห็นตนในสังขาร ๑   เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑  เห็นตนมีวิญญาณ  ๑

เห็นวิญญาณในตน ๑  เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิ

ย่อมเกิดมีได้อย่างนี้แล.

[๕๕๑]   จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้

อย่างไร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 139

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้   ผู้ได้สดับแล้ว

ได้เห็นพระอริยเจ้า  ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า  ได้รับแนะนำในธรรม

ของพระอริยเจ้า  ได้เห็นสัตบุรุษ  ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ  ได้รับแนะนำ

ในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีรูป ๑

ไม่เห็นรูปในตน ๑  ไม่เห็นตนในรูป ๑  ไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นต้น ๑

ไม่เห็นตนมี เวทนา ๑     ไม่เห็นเวทนาในตน ๑   ไม่เห็นตนในเวทนา ๑

ไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีสัญญา ๑    ไม่เห็นสัญญา

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในสัญญา ๑ ไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็น

ตนมีสังขาร ๑   ไม่เห็นสังขารในตน ๑   ไม่เห็นตนในสังขาร ๑   ไม่เห็น

วิญญาณโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีวิญญาณ  ๑    ไม่เห็นวิญญาณ

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิด

มีได้อย่างนี้แล.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   พระคุณเจ้าอิสิทัตตะมาจากไหน.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  อาตมภาพมาจากอวันตีชนบท.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  กุลบุตรมีนามว่าอิสิทัตตะในอวันตีชนบท

เป็นสหายที่ไม่เคยเห็นกันของข้าพเจ้า   ได้ออกบรรพชามีอยู่   พระคุณเจ้า

ได้เห็นท่านหรือไม่.

อิ.  ได้เห็น  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ท่านผู้มีอายุรูปนั้นอยู่ที่ไหนหนอ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 140

[๕๕๒]  เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้  ท่านอิสิทัตตะได้นิ่งอยู่.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ท่านอิสิทัตตะของข้าพเจ้า  คือพระคุณเจ้า

หรือ.

อิ.  ใช่ละ  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอให้พระคุณเจ้าอิสิทัตตะจงชอบใจ

อัมพาฏกวันอันเป็นที่รื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด  ข้าพเจ้าจัก

บำรุงด้วยจีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และคิลานเภสัชบริขาร.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  ท่านกล่าวดีแล้ว.

[๕๕๓]  ครั้งนั้นแล  จิตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระอิสิทัตตะแล้ว  ได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต  ด้วยมือของตน  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว  ลดมือจากบาตร  ลุกขึ้นจากอาสนะกลับไป  ลำดับ

นั้นแล  พระเถระผู้เป็นประธานได้ให้โอกาสท่านพระอิสิทัตตะว่า  ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ  ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน  มิได้แจ้งแจ้งกะผม  ต่อไป

ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด  ท่านนั้นแหละพึงกล่าว

ตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น  ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้เก็บเสนาสนะ

ถือเอาบาตรและจีวร  เดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ไม่ได้กลับมา

อีก  เหมือนกับภิกษุรูปอื่นที่ได้ออกเดินทางจากไป.

จบ  ทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 141

อรรถกถาทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓  ตังต่อไปนี้

บทว่า   อวนฺติยา   คือในอวันตีชนบท.   บทว่า  กลฺยาณ  วุจฺจติ

ความว่า     ท่านอิสิทัตตะย่อมกล่าวด้วยประสงค์ว่า     ข้าแต่อุบาสกอุบาสิกา

ทั้งหลาย   คำอันหมดโทษ  ไม่มีโทษ   อันท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าจักบำรุงด้วย

ปัจจัยทั้งหลาย ๔.

จบ  อรรถกถาทุติอิสิทัตตะสูตรที่ ๓

๔.  มหกสูตร

ว่าด้วยอิทธาภิสังขาร

[๕๕๔]   สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากรูปอยู่ที่อัมพาฏกวัน   ใกล้ราว

ป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้อาราธนาว่า    ข้าแต่ท่าน

ทั้งหลายผู้เจริญ     ขอพระเถระทั้งหลายจงรับภัตตาหารที่โรงโคของข้าพเจ้า

ในวันพรุ่งนี้  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ  ครั้งนั้นแล

จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว     ลุกจากที่

นั่งไหว้ทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๕๕]     ครั้งนั้นแล   พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุผู้

เถระทั้งหลายนุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังโรงโคของจิตตคฤหบดี  ได้

นั่ง  ณ อาสนะที่ได้ตกแต่งไว้   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดี  ได้อังคาสภิกษุผู้

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 142

เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญเพียงพอ       ด้วยข้าวปายาสเจือด้วยเนยใส

อย่างประณีต  ด้วยมือของตนเอง  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จ

แล้ว  ลดมืดจากบาตร  ลุกจากอาสนะแล้วจากไป  แม้จิตตคฤหบดีได้สั่งทาส

กรรมกรว่า  พวกท่านจงทิ้งส่วนที่เหลือเสีย  แล้วจึงได้ตามไปส่งภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายข้างหลัง ๆ ก็โดยสมัยนั้นแล  ได้เกิดร้อนจัด    ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ได้เดินไปด้วยกายที่คล้ายกับจะหดเข้าฉะนั้น    ( จะเปื่อย )     ทั้งที่ได้ฉัน

โภชนะอิ่มแล้ว.

[๕๕๖]   ก็โดยสมัยนั้นแล    ท่านพระมหกะเป็นผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้พูดกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา   และ

พึงมีแดดอ่อน ทั้งฝนพึงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ พระเถระกล่าวว่า ท่านมหกะ

เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา    และพึงมีแดดอ่อน    ทั้งฝนพึงโปรย

ลงมาทีละเม็ดๆ   ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้บันดาลอิทธาภิสังขารให้มี

ลมเย็นพัดมา   และมีแดดอ่อน   ทั้งให้มีฝนโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ.

[๕๕๗]     ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้คิดว่า  ภิกษุผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้    เป็นผู้มีฤทธานุภาพเห็นปานนี้ทีเดียว  ครั้งนั้นแล  ท่าน

พระมหกะไปถึงอารามแล้ว   ได้ถามพระเถระผู้เป็นประฐานว่า    ข้าแต่ท่าน

ผู้เจริญ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอหรือ.    พระเถระ

ผู้เป็นประธานได้กล่าวว่า   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็น

การเพียงพอ   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้ เป็นอันเรา

ทำแล้ว   เป็นอันเราบูชาแล้ว.   ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ไปตาม

ที่อยู่  แม้ท่านมหกะก็ได้ไปยังที่อยู่ของตน  ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีเข้าไป

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 143

หาท่านพระมหกะถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ได้ขอร้องว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอพระคุณเจ้ามหกะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์

ที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด.  ท่านพระมหกะพูดว่า ดูก่อนคฤหบดี

ถ้าเช่นนั้น   ท่านจงปูผ้าห่มที่ระเบียง    แล้วจงเอาฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้า

นั้น.  จิตตคฤหบดีได้รับคำท่านพระมหกะแล้วจึงปูผ้าห่มที่ระเบียง  แล้วเอา

ฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้านั้น.

ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้เข้าไปสู่วิหารใส่ลูกดานแล้วบันดาล

อิทธาภิสังขารให้เปลวไฟแลบออกมาโดยช่องลูกดานและระหว่างลูกดาน

ไหม้หญ้า  ไม่ไหม้ผ้าห่ม.  ครั้งนั้น  จิตตคฤหบดีได้สลัดผ้าห่มแล้ว  สลดใจ

(ตกใจ )   ชนลุกชัน   ได้ยินอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.    ลำดับนั้นแล

ท่านพระมหกะได้ออกจากวิหาร     ได้ถามจิตตคฤหบดีว่า     ดูก่อนคฤหบดี

การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้     เป็นการเพียงพอหรือ.    จิตตคฤหบดีได้

กล่าวว่า ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอ

ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้  เป็นอันท่านกระทำ

แล้ว  เป็นอันท่านบูชาแล้ว ขอพระคุณเจ้ามหกะจงชอบใจอัมพาฏกวนาราม

ที่น่ารื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด ข้าพเจ้าจักบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ.   และคิลานเภสัชบริขาร.     ท่านพระมหกะได้กล่าวว่า   ดูก่อน

คฤหบดี  นั้นท่านกล่าวดีแล้ว  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้เก็บเสนาสนะ

ถือบาตรและจีวรเดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์    ไม่ได้กลับมาอีก

เหมือนกับภิกษุรูปอื่น ๆ  ที่เดินทางจากไป  ฉะนั้น.

จบ  มหกสูตรที่  ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 144

อรรถกถามหกสูตรที่  ๔

พึงทราบวินิจฉัยในมหกสูตรที่ ๔  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เสสก   วิสฺสชฺเชถ    ความว่า   ได้ยินว่าพวกอุบาสกและ

อุบาสิกากับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล เช็ดถาดสัมฤทธิ์แล้วคดข้าวปายาส

ให้แก่จิตตคฤหบดีนั้น   จิตตคฤหบดีนั้นบริโภคข้าวปายาสเสร็จแล้ว     ใคร่

จะไปกับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล    จึงคิดว่า        อุบาสิกาจัดส่วนที่-

เหลืออยู่ในเรือนก่อน    ส่วนทาสและกรรมกรในเรือนนี้    ไม่ถูกเราว่าแล้ว

จักในช่วยจัด   ข้าวปายาสอันประณีตนี้    จักเสียไปด้วยอาการอย่างนี้   ดังนี้

เมื่ออนุญาต    จึงกล่าวอย่างนี้     แก่พระเถระเหล่านั้น.    บทว่า     กุฏฺิต

คือ    แห้ง    อธิบายว่า     ข้างล่างร้อนจัดด้วยทรายร้อนและข้างบนร้อนจัด

ด้วยแดด   ก็บทนี้เป็นบทไม่เจือปนในพระพุทธพจน์   คือ   พระไตรปิฎก.

บทว่า ปเวลิยมาเนน คือความหดหู่.  บทว่า สาธุ ขฺวสฺส ภนฺเต  ความว่า

พระมหกะคิดว่า    เราจักทำความอยู่ผาสุกแก่พระเถระเหล่านั้น   จึงกล่าว

อย่างนี้.

บทว่า   อิทฺธาภิสงฺขาร  อภิสงฺขริ  ได้แก่  ได้บันดาลฤทธิ์ด้วยการ

อธิษฐาน.  ในการบันดาลฤทธิ์นี้    ย่อมมีบริกรรมต่าง ๆ  อย่างนี้ว่า   ขอลม

เย็นอ่อน ๆ   จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ  ดังนี้

การอธิษฐานรวมกันอย่างนี้ว่า     ขอฝนพร้อมด้วยลม     จงตกเถิดดังนี้ก็มี

การอธิษฐานต่าง ๆ ว่า  บริกรรมรวมกันว่า  ขอฝนพร้อมด้วยลม  จงตกเถิด

ขอลมเย็นอ่อน ๆ    จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ดๆ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 145

ดังนี้ก็มี    การบริกรรมต่าง ๆ    การอธิษฐานต่าง ๆ     การบริกรรมรวมกัน

การอธิษฐานรวมกันก็มี โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. ก็เมื่อบุคคลกระทำอย่างใด

อย่างหนึ่ง ออกจากฌานอันเป็นบาททำบริกรรมแล้ว การอธิษฐานนั้น ย่อม

สำเร็จด้วยจิตอธิษฐานอันเป็นมหัคคตะเท่านั้นโดยระหว่างแห่งบริกรรม.

บทว่า   โอกาเสสิ   คือ   กระจายออกแล้ว.

จบ  อรรถกถามหกสูตรที่ ๔

๕.  ปฐมกามภูสูตร

ว่าด้วยรถคือร่างกาย

[๕๕๘]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง    ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง     ครั้นแล้วท่านพระกามภูได้กล่าวกะ

จิตตคฤหบดีว่า   ดูก่อนคฤหบดี   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธ์คาถา

ไว้ดังนี้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน.

[ ๕๕๙ ]   ดูก่อนคฤหบดี ท่านพึงเห็นเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อโดยพิสดารอย่างไรหนอ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 146

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   คาถาประพันธ์นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

หรือ

กา.  อย่างนั้น  คฤหบดี.

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านโปรดรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง

จนกว่ากระผมจักเพ่งเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นั้นได้.

ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง     จึงได้ตอบท่านกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ.     คำว่า   ไม่มีโทษนั้น   เป็นชื่อของศีล   คำว่า   มีหลังคา

ขาวนั้น   เป็นชื่อของวิมุตติ   คำว่า  มีเพลาเดียวนั้น  เป็นชื่อของสติ   คำว่า

ย่อมแล่นไปนั้น   เป็นชื่อของการก้าวไปและการถอยกลับ    คำว่า   รถนั้น

เป็นชื่อของร่างกายนี้  ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔  มีมารดาบิดาเป็นแดน

เกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด  มีความไม่เที่ยง  ต้องลูบไล้ นวดเฟ้น

มีการแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ราคะ

โทสะ  โมหะ  ชื่อว่าทุกข์  ทุกข์เหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว   ตัด

มูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี  ไม่ให้เกิดขึ้น

อีกต่อไปเป็นธรรมดา   เพราะเหตุนั้น   ภิกษุผู้ขีณาสพพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า ไม่มีทุกข์.  คำว่า แล่นไปถึงที่หมาย  นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์.

คำว่า  กระแสนั้น   เป็นชื่อของตัณหา   ตัณหานั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพละ

ได้แล้ว    ตัดมูลรากขาดแล้ว    ทำได้เป็นเหมือนดาลยอดด้วน    ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.       เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ตัณหากระแสตัณหาขาด   ราคะ   โทสะ   โมหะ

ชื่อว่ากิเลส.   เครื่องผูกพัน  กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 147

ละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.      เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

คาถาประพันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว  มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน  ดังนี้.

กระผมย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้     ที่พระผู้มีพระ-

พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างนี้.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ-

พุทธพจน์ที่ลึกซึ้งนี้   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน  ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  ปฐมกามภูสูตรที่  ๕

อรรถกถาปฐมกามภูสูตรที่  ๕

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกามภูสูตรที่ ๕  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เนลงฺโค   คือไม่มีโทษ.    บทว่า   เสตปจฺฉาโท   คือมี

หลังคาข่าว.  บทว่า  อนีฆ  คือไม่มีทุกข์.  บทว่า  มุหุตฺต  ตุณฺหี   หุตฺวา

ความว่า จิตตคฤหบดี เมื่อยังพระไตรปิฎกให้หวั่นไหวเพื่อเพ่งเนื้อความแห่ง

บทว่า เนลงฺโค นั้น เหมือนให้เขย่าต่างหูที่หู จึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อพิจารณา

ว่า   นี้เป็นเนื้อความแห่งบทนี้.    บทว่า   วิมุตฺติยา   คือ อรหัตตผลวิมุตติ.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 148

ก็อุบาสก    เมื่อกล่าวปัญหานี้   ได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก.    ส่วนพระสัมมาสัม-

พุทธเจ้า       ตรัสด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นแล้วว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายไม่เห็นภิกษุนั้น  ขาว   บอบบาง   จมูกโด่ง   มาหรือ   แต่จิตต-

คฤหบดีนี้    กล่าวแล้วว่า   นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์  โดยให้ถือเอานัย.

จบ  อรรถกถาปฐมกามภูสูตร

๖.  ทุติยกามภูสูตร

ว่าด้วยสังขาร  ๓

[๕๖๐]   สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้วได้ถามท่านพระกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   สังขารมีเท่าไรหนอแล   ท่านพระกามภูตอบว่า    ดูก่อน

คฤหบดี   สังขารมี ๓ คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   จิตตสังขาร.

[๕๖๑]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ชื่นชม

อนุโมทนาภาษิตของท่านพระกามภู แล้วได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ ก็กายสังขารเป็นไฉน วจีสังขารเป็นไฉน จิตตสังขารเป็นไฉน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี      ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกแลชื่อว่า

กายสังขาร   วิตกวิจารชื่อว่า วจีสังขาร   สัญญาและเวทนาชื่อว่า   จิตตสังขาร.

[๕๖๒]    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ    ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เพราะเหตุไร ลมหายใจเข้า

และลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร   วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร   สัญญา

และเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 149

กา.   ดูก่อนคฤหบดี    ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นของเกิด

ที่กาย   ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย  ฉะนั้น  ลมหายใจเช้าและลมหายใจออก

จงชื่อว่ากายสังขาร.    บุคคลย่อมตรึกตรองก่อนแล้ว   จึงเปล่งวาจาภายหลัง

ฉะนั้น    วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร.    สัญญาและเวทนาเป็นของเกิดที่จิต

ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยจิต.   ฉะนั้น   สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

[๕๖๓]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม

ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ  เกิด

มีได้อย่างไร.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี    ภิกษุเมื่อจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า    เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง   เรากำลังเข้าสัญญา

เวทยิตนิโรธบ้าง    เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วบ้าง   โดยที่ถูก   ก่อนแต่

จะเข้า   ท่านได้อบรมจิตที่จะน้อมไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๔]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า     ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิต-

นิโรธอยู่    ธรรมเหล่าไหนดับก่อน   คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   หรือ

จิตตสังขารดับก่อน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี  เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่  วจีสังขาร

ดับก่อน   ต่อจากนั้นกายสังขารดับ   ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ.

[๕๖๕]     จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ     ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  คนที่ตายแล้ว  ทำกาละแล้ว

กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ    ทั้งสองนี้มีความต่างกันอย่างไร.

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 150

กา.   ดูก่อนคฤหบดี   คนที่ตายแล้ว    ทำกาละแล้ว    มีกายสังขาร

ดับสงบ  มีวจีสังขารดับสงบ  มีจิตตสังขารดับสงบ  มีอายุสิ้นไปไออุ่นสงบ

อินทรีย์แตกกระจาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโร   กายสังขารดับสงบ

วจีสังขารดับสงบ  จิตตสังขารดับสงบ ( แต่ ) ยังไม่สิ้นอายุ  ไออุ่น   ยังไม่สงบ

อินทรีย์ผ่องใส   ดูก่อนคฤหบดี   คนตายแล้ว   ทำกาลแล้ว   กับภิกษุผู้เข้า

สัญญาเวทยิตนิโรธมีความต่างกันอย่างนี้.

ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

[๕๖๖]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า   ดีละ    ท่านผู้เจริญ   ดังนี้แล้วได้

ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็การออกจากสัญญาเวทยิต-

นิโรธสมาบัติ   ย่อมมีอย่างไร.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า  เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง  เรากำลัง

ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง      เราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ

สมาบัติแล้วบ้าง   โดยที่แท้   ก่อนแต่จะออก   ท่านได้อบรมจิตที่น้อมเข้าไป

เพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๗]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญา

เวทยิตนิโรธสมาบัติ    ธรรมเหล่าไหนเกิดก่อน   คือกายสังขาร   วจีสังขาร

หรือจิตตสังขารเกิดก่อน.

http://www.tripitaka91.com/91book/book29/101_150.htm

หน้าที่ 51-100 หน้าที่ 151-200

จูฬเวทัลลสูตร

๔. จูฬเวทัลลสูตร
การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ

[๕๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต
เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น วิสาขอุบาสกเข้าไปหาธรรมทินนาภิกษุณีถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
เรื่องสักกายทิฏฐิ
[๕๐๖] วิสาขอุบาสกครั้นนั่งแล้ว ได้ถามธรรมทินนาภิกษุณีว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระ-
*ผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ สักกายะ ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ?
ธรรมทินนาภิกษุณีตอบว่า ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ คือรูปูปาทานขันธ์ ๑
เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑ อุปาทาน
ขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายะ.
วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณีว่า ถูกละพระแม่เจ้า ดังนี้
แล้ว ได้ถามปัญหาต่อไปว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย สักกาย-
*สมุทัย ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายสมุทัย?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดยินดี
เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหานี้แล พระผู้มีพระ-
*ภาคตรัสว่า สักกายสมุทัย.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ สักกายนิโรธดังนี้ ธรรมอะไร
ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความดับด้วยความคลายกำหนัดไม่มีเหลือ ความสละ ความสละ
คืน ความปล่อย ความไม่พัวพัน ด้วยตัณหานั้น นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา สักกายนิ-
*โรธคามินีปฏิปทา ดังนี้ ธรรมอะไรที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความ
ตั้งจิตไว้ชอบ ๑ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอันเดียวกัน หรืออุปาทาน
เป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หาใช่อันเดียวกันไม่
อุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็หาใช่ไม่ ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕
เป็นอุปาทาน ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นั้น.
[๕๐๗] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะไม่ฉลาด
ในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรม
ของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น
ตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมตามเห็นเวทนา … ย่อมตามเห็น
สัญญา … ย่อมตามเห็นสังขารทั้งหลาย … ย่อมตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็น
ตนว่ามีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง อย่างนี้แล
สักกายทิฏฐิจึงมีได้.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อย่างไรสักกายทิฏฐิจึงจะไม่มีฯ
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นพระอริยะ
ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษ ฉลาดในธรรม
ของสัปบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็น
ตนว่ามีรูปบ้าง ไม่ตามเห็นรูปในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนในรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา …
ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา … ย่อมไม่ตามเห็นสังขารทั้งหลาย … ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความ
เป็นตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง ไม่ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ไม่ตามเห็นตนใน
วิญญาณบ้าง อย่างนี้แล สักกายทิฏฐิจึงจะไม่มี.
เรื่องมรรค ๘ กับขันธ์ ๓
[๕๐๘] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ ไฉน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑
ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะหรือเป็นอสังขตะ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นสังขตะ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ขันธ์ ๓ (กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา) พระผู้มีพระภาค
ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วย
ขันธ์ ๓.
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ขันธ์ ๓ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงสงเคราะห์ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ พระผู้มีพระภาคทรงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ คือ วาจาชอบ ๑ ทำการงาน
ชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยศีลขันธ์ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑
ความตั้งจิตไว้ชอบ ๑ ทรงสงเคราะห์ด้วยสมาธิขันธ์ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
ทรงสงเคราะห์ด้วยปัญญาขันธ์.
เรื่องสมาธิและสังขาร
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอย่างไร เป็นสมาธิ ธรรมเหล่าใด เป็นนิมิตของสมาธิ
ธรรมเหล่าใด เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ การทำให้สมาธิเจริญ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียว เป็นสมาธิ สติปัฏฐาน ๔
เป็นนิมิตของสมาธิ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ ความเสพคุ้น ความเจริญ ความ
ทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้นแหละ เป็นการทำให้สมาธิเจริญ.
[๕๐๙] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สังขาร มีเท่าไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สังขารเหล่านี้ มี ๓ ประการคือ กายสังขาร วจีสังขาร
จิตตสังขาร.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็กายสังขาร เป็นอย่างไร วจีสังขารเป็นอย่างไร จิตตสังขารเป็น
อย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เป็นกายสังขาร วิตกและวิจาร
เป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา เป็นจิตตสังขาร.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เหตุไร ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร
วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเหล่านี้ เป็นธรรมมีในกาย
เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า จึงเป็นกายสังขาร บุคคลย่อมตรึก
ย่อมตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจา ฉะนั้น วิตกและวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร สัญญาและเวทนา
เป็นธรรมมีในจิต เนื่องด้วยจิต ฉะนั้นสัญญาและเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร.
เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ
[๕๑๐] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจัก
เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว
ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อันท่านให้เกิดแล้วตั้งแต่แรก.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ธรรม คือ กายสังขาร วจี
สังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน ย่อมดับไปก่อน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ต่อจากนั้น
กายสังขารก็ดับ จิตตสังขารดับทีหลัง.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มิได้มีความคิดอย่าง-
*นี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ว่าเรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติว่าเรา
ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็แต่ความคิดอันนำเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น อัน
ท่านให้เกิดแล้วแต่แรก.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมคือกายสัง-
*ขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อย่างไหน เกิดขึ้นก่อน.
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตสังขารเกิด
ขึ้นก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็เกิดขึ้น วจีสังขารเกิดขึ้นทีหลัง.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ผัสสะเท่าไร ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ผัสสะ ๓ ประการ คือ ผัสสะชื่อสุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง)
ผัสสะชื่ออนิมิตตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) และผัสสะชื่ออัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อม
ถูกต้องภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. มีจิตน้อมไปใน
ธรรมอะไร โอนไปในธรรมอะไร เอนไปในธรรมอะไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ มีจิตน้อมไปใน
วิเวก โอนไปในวิเวก เอนไปในวิเวก.
เรื่องเวทนา
[๕๑๑] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า เวทนามีเท่าไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เวทนานี้มี ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑
อทุกขมสุขเวทนา ๑.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนาเป็นอย่างไร ทุกขเวทนาเป็นอย่างไร อทุกขมสุขเวทนา
เป็นอย่างไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญ อันเป็นไปทางกาย หรือ
เป็นไปทางจิต นี่เป็นสุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ไม่สำราญ อันเป็นไปทางกาย
หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็นทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่มิใช่ความสำราญ และมิใช่ความไม่
สำราญ (เป็นส่วนกลางมิใช่สุขมิใช่ทุกข์) อันเป็นไปทางกาย หรือเป็นไปทางจิต นี่เป็น
อทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็สุขเวทนา เป็นสุขเพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะอะไร?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ สุขเวทนา เป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป
ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบ
เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนา อนุสัยอะไร ตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย ตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนา อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยตามนอน
อยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยตามนอนอยู่ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือหนอแล?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัย ตามนอนอยู่ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้
ปฏิฆานุสัย ตามนอนอยู่ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัย ตามนอนอยู่ใน
อทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ธรรมอะไรจะพึงละได้ในสุขเวทนา ธรรมอะไร จะพึงละได้ใน
ทุกขเวทนา ธรรมอะไรจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละได้ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย จะพึงละได้ใน
ทุกขเวทนา อวิชชานุสัยจะพึงละได้ในอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด ปฏิฆานุสัยจะพึง
ละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขมสุขเวทนาทั้งหมด หรือ
หนอแล?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคานุสัยจะพึงละเสียได้ในสุขเวทนาทั้งหมด หามิได้
ปฏิฆานุสัยจะพึงละเสียได้ในทุกขเวทนาทั้งหมด หามิได้ อวิชชานุสัยจะพึงละเสียได้ในอทุกขม-
*สุขเวทนาทั้งหมด หามิได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อม
ละราคะด้วยปฐมฌานนั้น ราคานุสัย มิได้ตามนอนอยู่ในปฐมฌานนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรม
วินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นอยู่ว่า เมื่อไร เราจะได้บรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายบรรลุแล้วอยู่
ในบัดนี้ ดังนี้ เมื่อภิกษุนั้นเข้าไปตั้งความปรารถนาในวิโมกข์ทั้งหลายอันเป็นอนุตตรธรรมอย่างนี้
โทมนัสย่อมเกิดขึ้น เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย ท่านละปฏิฆะได้ด้วยความโทมนัสนั้น
ปฏิฆานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในความโทมนัสนั้น อนึ่ง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน
อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็น
เหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ย่อมละอวิชชาได้ด้วยจตุตถฌานนั้น อวิชชานุสัยมิได้ตามนอนอยู่ในจตุต
ฌานนั้น.
[๕๑๒] วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?
ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?
ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?
ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?
ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?
ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ
วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?
ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหา
ได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงใน
เบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามเนื้อ
ความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำพระพยากรณ์นั้นไว้
อย่างนั้นเถิด.
วิสาขอุบาสกสรรเสริญธรรมทินนาภิกษุณี
[๕๑๓] ลำดับนั้น วิสาขอุบาสก ชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของธรรมทินนาภิกษุณี
แล้ว ลุกจากอาสนะ อภิวาทธรรมทินนาภิกษุณี ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบ
ทูลเรื่องที่ตนสนทนาธรรมกถากับธรรมทินนาภิกษุณีให้ทรงทราบทุกประการ.
เมื่อวิสาขอุบาสกกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดูกรวิสาขะ ธรรม
ทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึง
พยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้น
เป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว วิสาขอุบาสก ชื่นชม ยินดี พระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนั้นแล.
จบ จูฬเวทัลลสูตร ที่ ๔

http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=12&A=9420&Z=9601

ญาณวัตถุสูตร

ญาณวัตถุสูตรที่ ๑
[๑๑๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจักแสดงญาณวัตถุ ๔๔ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังซึ่งญาณวัตถุนั้น
จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณวัตถุ ๔๔
เป็นไฉน คือความรู้ในชราและมรณะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและ
มรณะ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึง
ความดับแห่งชราและมรณะ ๑ ความรู้ในชาติ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่ง
ชาติ ๑ ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่ง
ชาติ ๑ ความรู้ในภพ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ๑ ความรู้ในความ
ดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งภพ ๑ ความรู้ในอุปาทาน ๑
ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑
ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑ ความรู้ในตัณหา ๑ ความรู้ใน
เหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในปฏิปทา
อันให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๑ ความรู้ในเวทนา ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิด
แห่งเวทนา ๑ ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความ
ดับแห่งเวทนา ๑ ความรู้ในผัสสะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ ๑
ความรู้ในความดับแห่งผัสสะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งผัสสะ ๑
ความรู้ในสฬายตนะ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ใน
ความดับแห่งสฬายตนะ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ ๑
ความรู้ในนามรูป ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ๑ ความรู้ในความดับ
แห่งนามรูป ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งนามรูป ๑ ความรู้ใน
วิญญาณ ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในความดับแห่ง
วิญญาณ ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ ๑ ความรู้ในสังขาร
ทั้งหลาย ๑ ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ๑ ความรู้ในความดับแห่ง
สังขาร ๑ ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ ฯ
[๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะ
ของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความ
แก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา
ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู
ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่ง
อินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เราเรียกว่ามรณะ ชราและมรณะ
ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่าชราและมรณะ เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิด
เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็น
ชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายาม
ชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจไว้ชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่
ดับชราและมรณะ ฯ
[๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดซึ่งชราและมรณะอย่างนี้
รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งความดับแห่งชราและ
มรณะอย่างนี้ รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่า
ความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริยสาวกนั้นนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วย
ธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว
อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้
ชราและมรณะ ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชรา
และมรณะ ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึง ความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้
ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ จักรู้ความดับ
แห่งชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือน
อย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของอริยสาวกนั้น ฯ
[๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ ๑- อันวย-
*ญาณ ๒- ๑ เหล่านี้ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง
ผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้าง
ประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคล
ผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ
[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
ภพเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ตัณหาเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็ผัสสะเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน … ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน … ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน … ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน … สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑
@๑. มรรคญาณ ฯ ๒. ผลญาณ ฯ
จิตสังขาร ๑ นี้เรียกว่าสังขาร เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชา
ดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือความเห็นชอบ ๑ ความ
ดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑
ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจไว้ชอบ ๑ ฯ
[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้ รู้ชัดเหตุ
เป็นแดนเกิดแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาอันให้
ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ นี้ชื่อว่า ความรู้ในธรรมของอริยสาวกนั้น อริย-
*สาวกนั้นย่อมนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว
ให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือ
พราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้สังขาร ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่ง
สังขาร ได้รู้ความดับแห่งสังขาร ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร
เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาล
แม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็จักรู้สังขาร จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร จักรู้
ความดับแห่งสังขาร จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่
เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า อันวยญาณของอริยสาวกนั้น ฯ
[๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือธรรมญาณ ๑ อันวย-
*ญาณ ๑ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง
ผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้าง
ประกอบด้วยวิชชา ของพระเสขะบ้าง ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นอริยบุคคล
ผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง อยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ดังนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๓

ญาณวัตถุ ๔๔

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=1440&Z=1525

๔. ญาณวัตถุสูตรที่ ๒
[๑๒๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๗๗ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง
ญาณวัตถุนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มี-
*พระภาคแล้ว ฯ
[๑๒๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณวัตถุ ๗๗
เป็นไฉน ญาณวัตถุ ๗๗ นั้น คือความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะ
จึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล
ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี
ชราและมรณะจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา
และมรณะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า
ธรรมฐิติญาณของชาตินั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ
เป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อภพ
ไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑
ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะภพ
เป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า
ธรรมฐิติญาณของภพนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ
เป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความรู้ว่า
เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคต-
*กาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออุปาทาน
ไม่มี ภพจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของอุปาทานนั้น มีความสิ้น
ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า ตัณหาเป็นปัจจัย
อุปาทานจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล
ความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี
อุปาทานจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน
จึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณ
ของตัณหานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑
แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนา
ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหา
จึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของ
เวทนานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึง
ไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑
ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะ
ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑
ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของผัสสะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย
ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑
ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะ
จึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
๑ ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณ
ของสฬายตนะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑
ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อนามรูป
ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย
สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑ แม้ใน
อนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑ ความรู้ว่า
เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของนามรูปนั้น
มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะ
วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑
แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อ
วิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย นามรูปจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า
ธรรมฐิติญาณของวิญญาณนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็น
ธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อ
สังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย
วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล
ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี
วิญญาณจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของสังขารนั้น มีความสิ้น ความ
เสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑ ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
สังขารจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑ แม้ในอดีตกาล
ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี
สังขารจึงไม่มี ๑ แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขาร
จึงมี ๑ ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑ ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณ
ของอวิชชานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับเป็นธรรมดา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๗๗ ฯ
จบสูตรที่ ๔

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=1526&Z=1594

ผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ

๕. พหุธาตุกสูตร (๑๑๕)
[๒๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ-
*บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
[๒๓๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัยไม่ว่า
ชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต
อุปัทวะไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้น
แต่บัณฑิต อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล
ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไฟลุกลามแล้วแต่เรือน
ไม้อ้อ หรือเรือนหญ้า ย่อมไหม้ได้กระทั่งเรือนยอดที่โบกปูน มีบานประตูสนิท
ปิดหน้าต่างไว้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภัยไม่ว่าชนิดใดๆ
ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต อุปัทวะไม่
ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต
อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้นย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่
เกิดขึ้นแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล คนพาลจึงมีภัยเฉพาะหน้า บัณฑิต
ไม่มีภัยเฉพาะหน้า คนพาลจึงมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ คนพาลจึงมีอุปสรรค
บัณฑิตไม่มีอุปสรรค ภัย อุปัทวะ อุปสรรค ไม่มีแต่บัณฑิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า จักเป็นบัณฑิต ฯ
[๒๓๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล
พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะควรเรียกว่าภิกษุเป็นบัณฑิต มี
ปัญญาพิจารณา ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุเป็นผู้ฉลาดในธาตุ
ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และฉลาดในฐานะและอฐานะ ดูกร
อานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุเป็นบัณฑิต มีปัญญาพิจารณา ฯ
[๒๓๗] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดใน
ธาตุ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ธาตุนี้มี ๑๘ อย่างแล ได้แก่ ธาตุคือจักษุ ธาตุคือรูป
ธาตุคือจักษุวิญญาณ ธาตุคือโสต ธาตุคือเสียง ธาตุคือโสตวิญญาณ ธาตุคือฆานะ
ธาตุคือกลิ่น ธาตุคือฆานวิญญาณ ธาตุคือชิวหา ธาตุคือรส ธาตุคือชิวหาวิญญาณ
ธาตุคือกาย ธาตุคือโผฏฐัพพะ ธาตุคือกายวิญญาณ ธาตุคือมโน ธาตุคือธรรมารมณ์
ธาตุคือมโนวิญญาณ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๑๘ อย่าง ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้
อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
[๒๓๘] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุ
ผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีไหม ฯ
พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือดิน ธาตุคือน้ำ
ธาตุคือไฟ ธาตุคือลม ธาตุคืออากาศ ธาตุคือวิญญาณ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล
ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาด
ในธาตุ ฯ
[๒๓๙] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า
ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ
พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือสุข ธาตุคือทุกข์
ธาตุคือโสมนัส ธาตุคือโทมนัส ธาตุคืออุเบกขา ธาตุคืออวิชชา ดูกรอานนท์
เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ
ผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
[๒๔๐] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า
ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ
พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือ
เนกขัมมะ ธาตุคือพยาบาท ธาตุคือความไม่พยาบาท ธาตุคือความเบียดเบียน
ธาตุคือความไม่เบียดเบียน ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุ
ที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
[๒๔๑] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า
ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ
พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๓ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือรูป
ธาตุคืออรูป ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๓ อย่าง แม้ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่
จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
[๒๔๒] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า
ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ
พ. ดูกรอานนท์ มี ธาตุนี้มี ๒ อย่าง คือ สังขตธาตุ อสังขตธาตุ
ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล ธาตุ ๒ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่
จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ
[๒๔๓] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด
ในอายตนะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ
พ. ดูกรอานนท์ อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ ๖ แล
คือ จักษุและรูป โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและ
โผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายใน
และภายนอกอย่างละ ๖ แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ
ผู้ฉลาดในอายตนะ ฯ
[๒๔๔] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด
ในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเท่าไร ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เมื่อเหตุนี้มี
ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี
เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะ
สังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูป
เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ
เป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย
จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
อย่างนี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับด้วย
วิราคะไม่มีส่วนเหลือจึงดับสังขารได้ เพราะสังขารดับจึงดับวิญญาณได้ เพราะ
วิญญาณดับจึงดับนามรูปได้ เพราะนามรูปดับจึงดับสฬายตนะได้ เพราะสฬายตนะ
ดับจึงดับผัสสะได้ เพราะผัสสะดับจึงดับเวทนาได้ เพราะเวทนาดับจึงดับตัณหาได้
เพราะตัณหาดับจึงดับอุปาทานได้ เพราะอุปาทานดับจึงดับภพได้ เพราะภพดับ
จึงดับชาติได้ เพราะชาติดับจึงดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
อุปายาสได้ อย่างนี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุ
เท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฯ
[๒๔๕] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด
ในฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
ทิฐิ ๑- พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ
รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชน พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความ
เป็นของเที่ยง นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ
รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็น
สุขนั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
@๑. ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ
ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ
รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมใดๆ โดยความ
เป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตมารดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ
มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตมารดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตบิดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ
มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตบิดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตพระอรหันต์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า
ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ นั่นเป็นฐานะ
ที่มีได้ ฯ
(๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ มีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้น นั่นเป็นฐานะ
ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนมีจิตคิดประทุษร้าย
พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ พึงทำลายสงฆ์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ
มีได้แล คือ ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยทิฐิ จะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่น นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ
มีได้แล คือ ปุถุชนจะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระอรหันต-
*สัมมาสัมพุทธ ๒ พระองค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง
กัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระอรหันต-
*สัมมาสัมพุทธพระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะ
ที่มีได้ ฯ
(๑๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระเจ้า
จักรพรรดิ ๒ องค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน
นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระเจ้าจักรพรรดิ
พระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรี
พึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น
ฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นเป็นฐานะ
ที่มีได้ ฯ
(๑๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรี
พึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ
มีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงสำเร็จ
เป็นท้าวสักกะ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ
บุรุษพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ
เป็นมาร นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษ
พึงสำเร็จเป็นมาร นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ
เป็นพรหม นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ
บุรุษพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่ง
กายทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้
และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่
ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจี-
*ทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ
รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า
ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโน-
*ทุจริตพึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ
รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า
ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกาย-
*สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ
ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิด
เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจี-
*สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ
ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิด
เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโน-
*สุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ
ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะที่มีได้แล คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึง
เกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง
พร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตนั้น
เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล
คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริตเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง
พร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตนั้น
เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล
คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง
พร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนทุจริต
นั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล
คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เพราะมโนทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง
พร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ
กายสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น
ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม
ด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริต
นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล
คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะ
วจีสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม
ด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ
มโนสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น
ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ
และอฐานะ ฯ
[๒๔๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ ได้ทูล
พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลย
ธรรมบรรยายนี้ชื่อไร พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ว่าชื่อ
พหุธาตุก (ชุมนุมธาตุมากอย่าง) บ้าง ว่าชื่อจตุปริวัฏฏ (แสดงอาการเวียน ๔ รอบ)
บ้าง ว่าชื่อธรรมาทาส (แว่นส่องธรรม) บ้าง ว่าชื่ออมตทุนทุภี (กลองบันลืออมฤต)
บ้าง ว่าชื่ออนุตตรสังคามวิชัย (ความชนะสงครามอย่างไม่มีความชนะอื่นยิ่งกว่า)
บ้าง ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี
พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ
จบ พหุธาตุกสูตร ที่ ๕

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=3432&Z=3646

ปุคคลบัญญัติ-บุคคล ๗ จำพวก

[๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๗ จำพวกเป็นไฉน
คืออุภโตภาควิมุตบุคคล ๑
ปัญญาวิมุตบุคคล ๑
กายสักขีบุคคล ๑
ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑
สัทธาวิมุตบุคคล ๑
ธัมมานุสารีบุคคล ๑
สัทธานุสารีบุคคล ๑.

[๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุภโตภาควิมุตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คือ
อรูปสมาบัติ ล่วงรูปสมบัติ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรากล่าวว่า อุภโตภาค วิมุตบุคคล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า

กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว
และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท.

[๒๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาวิมุตบุคคลเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่

แต่อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่าปัญญาวิมุตบุคคล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่มีแก่ภิกษุแม้นี้

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท

ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท.
[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้  ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด

คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป

เพราะเห็น ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้ เมื่อเสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่

พึงทำซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย

ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ

ต้องการ ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองได้ในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ดังนี้

เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคน
ในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะ
บางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคต
ประกาศแล้ว เป็นธรรมอันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว

บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้
เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันไม่มี
ธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการให้แจ้งชัด
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความ
ไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้
[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่
อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคต
ของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวว่ากิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเรา
เห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะอันสมควร

คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง
ในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่
อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น ด้วยปัญญา อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระ-
*ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น อีกประการหนึ่ง
ธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น
บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความ
ไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของ
ภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรคบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่
พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ เราจึง
กล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คือ อรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียง
ความเชื่อความรักในพระตถาคต อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะ
ที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มี
ธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญา
อันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

การตั้งอยู่ในอรหัตตผล
[๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตตผล ด้วยการไปครั้งแรก
เท่านั้นหามิได้ แต่การตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำ
โดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตั้งอยู่ ในอรหัตตผล ย่อมมีได้
ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับอย่างไร?

ดูกรภิกษุ-
*ทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้
เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังธรรมย่อมทรงธรรมไว้
ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทน
ได้ซึ่งความพินิจ เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ
ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร เมื่อมีตนส่งไปแล้ว
ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาก็ดี การเข้าไปใกล้ก็ดี การนั่งใกล้ก็ดี การเงี่ยโสตลงก็ดี การฟังธรรม
ก็ดี การทรงธรรมไว้ก็ดี ความพิจารณาเนื้อความก็ดี ธรรมอันทนได้ซึ่งความพินิจก็ดี ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี
การไตร่ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดี นั้นๆ ไม่ได้มีแล้ว เธอทั้งหลายย่อมเป็นผู้ปฏิบัติพลาด
ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้ ได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ ไกลเพียงไร.
บท ๔

[๒๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทสี่อันยืนยันได้ที่เรายกขึ้นแสดงแล้ว อันวิญญูบุรุษ
จะพึงรู้เนื้อความได้ด้วยปัญญาไม่นานเลย มีอยู่ เราจักแสดงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักรู้
ทั่วถึงเนื้อความแห่งบทสี่อันยืนยันได้ ที่เรายกขึ้นแสดงแล้วนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหนเป็นข้าพระองค์ทั้งหลาย และพวกไหนจะเป็นผู้รู้ทั่วถึง
ธรรมได้?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาใดเป็นผู้หนักในอามิส รับมรดกแต่ส่วนที่เป็นอามิส
ข้องอยู่ด้วยอามิส แม้ศาสดานั้นย่อมไม่มีคุณสมบัติเหมือนดังของตลาด ซึ่งมีราคาขึ้นๆ ลงๆ
เห็นปานนี้ว่า ก็เมื่อเหตุอย่างนี้พึงมีแก่เรา เราพึงทำเหตุนั้น ก็เมื่อเหตุอย่างนี้ไม่พึงมีแก่เรา
เราไม่พึงทำเหตุนั้น ดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทำไมเล่า ตถาคตจึงไม่ข้องด้วยอามิสโดยประการ
ทั้งปวงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สภาพนี้ย่อมมีแก่สาวก ผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของ
พระศาสดาแล้วประพฤติด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดา เราเป็นสาวก พระผู้มี-
*พระภาคย่อมทรงรู้ เราไม่รู้. คำสอนของพระศาสดาย่อมงอกงามมีโอชาแก่สาวกผู้มีศรัทธา
ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ. สภาพนี้ ย่อมมีแก่สาวกผู้มีศรัทธาผู้หยั่งลงใน
คำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ ด้วยตั้งใจว่า เนื้อและเลือดในสรีระของเราจงเหือดแห้ง
ไปจะเหลืออยู่แต่หนังเอ็นและกระดูกก็ตามที เมื่อเรายังไม่บรรลุถึงอิฐผลที่จะพึงบรรลุด้วย
เรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักคลายความเพียรนั้นเสีย จักไม่มีเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผลสองอย่างคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อ
ขันธบัญจกที่กรรมกิเลสเข้าไปยึดถือเป็นส่วนเหลือยังมีอยู่ ความเป็นพระอนาคามีอย่างใดอย่าง
หนึ่ง อันสาวกผู้มีศรัทธา ผู้หยั่งลงในคำสอนของพระศาสดาแล้วประพฤติ พึงหวังได้.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมพระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ กีฏาคิริสูตร ที่ ๑๐.
จบ ภิกขุวรรค ที่ ๒.
—————————————————–
รวมพระสูตรในวรรคนี้มี ๑๐ สูตร คือ
๑. จูฬราหุโลวาทสูตร ๒. มหาราหุโลวาทสูตร
๓. จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร ๔. มหามาลุงโกฺยวาทสูตร
๕. ภัททาลิสูตร ๖. ลฑุกิโกปมสูตร
๗. จาตุมสูตร ๘. นฬกปานสูตร
๙. โคลิสสานิสูตร ๑๐. กีฏาคิริสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=13&A=4123&w=%BA%D8%A4%A4%C5_%F7_%A8%D3%BE%C7%A1

เวรภยสูตรที่ ๑

เวรภยสูตรที่ ๑ ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ

[๑๕๗๔] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ผู้นั่ง
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรคฤหบดี ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบระงับแล้ว อริย-
*สาวกประกอบแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ และญายธรรมอันประเสริฐ อริยสาวกนั้น
เห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า
เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๕๗๕] ภัยเวร ๕ ประการเป็นไฉน? ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ย่อม
ประสพภัยเวรอันใด ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี ได้เสวยทุกขโทมนัสที่
เป็นไปทางใจก็มี ก็เพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย เมื่ออริยสาวกเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้ว ภัยเวร
อันนั้นเป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ บุคคลผู้ลักทรัพย์ … บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม …
บุคคลผู้พูดเท็จ … บุคคลผู้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมประสพ
ภัยเวรอันใด ที่เป็นไปในปัจจุบันก็มี ที่เป็นไปในสัมปรายภพก็มี ได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็น
ไปทางใจก็มี ก็เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นปัจจัย เมื่อ
อริยสาวกงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ภัยเวรอัน อันนั้น
เป็นอันสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ ภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้ สงบระงับแล้ว.
[๑๕๗๖] อริยสาวกประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเป็นไฉน? ดูกรคฤหบดี
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า … ในพระธรรม …
ในพระสงฆ์ … ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวก
ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้.
[๑๕๗๗] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วย
ปัญญา เป็นไฉน? ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจซึ่งปฏิจจสมุปบาท
อย่างเดียว โดยอุบายอันแยบคายเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้
ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วย
ประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการสำรอก
โดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ … ความดับแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอด
ดีแล้วด้วยปัญญา.
[๑๕๗๘] ดูกรคฤหบดี เมื่อใด ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบระงับแล้ว
อริยสาวกประกอบแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้ และญายธรรมอันประเสริฐนี้ อัน
อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์
ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว
เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบ สูตรที่ ๘
เวรภยสูตรที่ ๒
ผู้ระงับภัยเวร ๕ ได้พยากรณ์ตนเองได้
[๑๕๗๙] สาวัตถีนิทาน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภัยเวร ๕ ประการนี้ของ
อริยสาวกสงบระงับแล้ว อริยสาวกประกอบแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้ และ
ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เมื่อนั้น
อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย
อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง
ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบ สูตรที่ ๙
ลิจฉวีสูตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นพระโสดาบัน
[๑๕๘๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน ใกล้
เมืองเวสาลี ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีชื่อนันทกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส
กะมหาอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีชื่อนันทกะว่า
[๑๕๘๑] ดูกรนันทกะ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า … ในพระธรรม …
ในพระสงฆ์ … ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด … เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกร
นันทกะ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๕๘๒] ดูกรนันทกะ ก็แลอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ เป็นผู้
ประกอบด้วยอายุทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยวรรณะทั้งที่เป็นทิพย์
ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยสุขทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบ
ด้วยยศทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่
เป็นของมนุษย์ ดูกรนันทกะ ก็เราได้ฟังแต่สมณะหรือพราหมณ์อื่น จึงกล่าวเรื่องนั้น หามิได้
ความจริง เรารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง จึงกล่าวเรื่องนั้น.
[๑๕๘๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว บุรุษคนหนึ่งได้กล่าวกะมหาอำมาตย์
ของเจ้าลิจฉวีชื่อนันทกะว่า ถึงเวลาอาบน้ำแล้ว ท่านผู้เจริญ นันทกะมหาอำมาตย์กล่าวว่า
ดูกรพนาย บัดนี้ยังไม่ต้องการอาบน้ำภายนอก ต้องการจักอาบน้ำภายใน คือ ความเลื่อมใสใน
พระผู้มีพระภาค.
จบ สูตรที่ ๑๐
จบ สรกานิวรรคที่ ๓
—————————————————–
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหานามสูตรที่ ๑ ๒. มหานามสูตรที่ ๒
๓. โคธาสูตร ๔. สรกานิสูตรที่ ๑
๕. สรกานิสูตรที่ ๒ ๖. ทุสีลยสูตรที่ ๑
๗. ทุสีลยสูตรที่ ๒ ๘. เวรภยสูตรที่ ๑
๙. เวรภยสูตรที่ ๒ ๑๐. ลิจฉวีสูตร.

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=9223&Z=9299

๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร

๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่พระตำหนักอิฐ สูตรที่ ๓

เวฬุทวาเรยยสูตรที่ ๗ จบ

๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่พระตำหนักอิฐ สูตรที่ ๑

[๑๐๐๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนักอิฐ ในหมู่บ้านญาติกะ๑
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว
นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
สาฬหภิกษุมรณภาพแล้ว คติของท่านเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร
นันทาภิกษุณีมรณภาพแล้ว คติของนางเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร
สุทัตตอุบาสกถึงแก่กรรมแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร
สุชาดาอุบาสิกาถึงแก่กรรมแล้ว คติของนางเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า :๕๐๕ }


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]
๑. เวฬุทวารวรรค ๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ สาฬหภิกษุมรณภาพแล้วทำให้แจ้ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่
ในปัจจุบัน นันทาภิกษุณีมรณภาพแล้วไปเกิดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น
ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป สุทัตต-
อุบาสกถึงแก่กรรมแล้วได้เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป
และบรรเทาราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางได้ มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ได้ สุชาดาอุบาสิกาถึงแก่กรรมแล้วได้เป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓
ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า
อานนท์ ไม่น่าอัศจรรย์เลยที่บุคคลเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายไป หากเมื่อบุคคล
นั้น ๆ ตายไป เธอทั้งหลายจักเข้ามาสอบถามเรื่องนี้กับเรา ก็จะพึงเป็นความ
ลำบากแก่ตถาคต เพราะฉะนั้น เราจักแสดงธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส (แว่น
ส่องธรรม) ที่พระอริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรา
มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จ
สัมโพธิในวันข้างหน้า’
ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาสที่พระอริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังพึง
พยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิ
แห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า‘ เป็นอย่างไร
คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’
๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ
๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ
๔. ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อ
สมาธิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า :๕๐๖ }


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]
๑. เวฬุทวารวรรค ๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร

อานนท์ นี้แลคือธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่พระอริยสาวกผู้ประกอบแล้ว
เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว
มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”

ปฐมคิญชกาวสถสูตรที่ ๘ จบ

(พระสูตรทั้ง ๓ สูตรมีเหตุเกิดอย่างเดียวกัน)

๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่พระตำหนักอิฐ สูตรที่ ๒

[๑๐๐๕] ท่านพระอานนท์นั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อโสกภิกษุมรณภาพแล้ว คติของเธอเป็นอย่างไร
อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร อโสกาภิกษุณีมรณภาพแล้ว ฯลฯ อโสกอุบาสก
ถึงแก่กรรมแล้ว ฯลฯ อโสกาอุบาสิกาถึงแก่กรรมแล้ว คติของนางเป็นอย่างไร
อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ อโสกภิกษุมรณภาพแล้ว ทำให้แจ้ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ฯลฯ
(เนื้อเรื่องก็อย่างเดียวกับการพยากรณ์ปัญหาข้างต้น)
อานนท์ นี้แล คือ ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว
เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว
มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”

ทุติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๙ จบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]
๑. เวฬุทวารวรรค ๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร

๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมบรรยายที่พระตำหนักอิฐ สูตรที่ ๓

[๑๐๐๖] ท่านพระอานนท์นั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กกุฏอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะถึงแก่กรรมแล้ว
คติของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร กฬิภอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ
ฯลฯ นิกตอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ ฯลฯ กฏิสสหอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ …
ตุฏฐอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ … สันตุฏฐอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ … ภัทท-
อุบาสกในหมู่บ้านญาติกะ … สุภัททอุบาสกในหมู่บ้านญาติกะถึงแก่กรรมแล้ว
คติของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ กกุฏอุบาสกถึงแก่กรรมแล้วไปเกิดเป็น
โอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้น ไม่
หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก กฬิภอุบาสก ฯลฯ นิกตอุบาสก … กฏิสสหอุบาสก …
ตุฏฐอุบาสก … สันตุฏฐอุบาสก … สุภัททอุบาสก … ภัททอุบาสกถึงแก่กรรมแล้ว
ไปเกิดเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพาน
ในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก
(อุบาสกทุกคนพึงทำให้มีคติอย่างเดียวกัน)
อานนท์ อุบาสกกว่า ๕๐ คนในหมู่บ้านญาติกะถึงแก่กรรมแล้วไปเกิดเป็น
โอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในภพนั้นไม่
หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก อุบาสกกว่า ๙๐ คนในหมู่บ้านญาติกะถึงแก่กรรมแล้ว
ได้เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ
ให้เบาบางได้ กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ อุบาสกกว่า
๕๐๐-๖๐๐ คนในหมู่บ้านญาติกะถึงแก่กรรมแล้วได้เป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓
ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า
อานนท์ ไม่น่าอัศจรรย์เลยที่บุคคลเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายไป หากเมื่อบุคคล
นั้นตายไป เธอทั้งหลายจักเข้ามาสอบถามเรื่องนี้กับเรา ก็จะพึงเป็นความลำบากแก่
ตถาคต เพราะเหตุนั้น เราจักแสดงธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส(แว่นส่องธรรม)
ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า :๕๐๘ }


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต]
๑. เวฬุทวารวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค

มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาต
สิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวัน
ข้างหน้า’
ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว เมื่อหวังก็พึง
พยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีภูมิ
แห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า เป็นอย่างไร
คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
๑. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มี
พระภาค’
๒. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ
๓. ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ
๔. ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ
อานนท์ นี้แล คือ ธรรมบรรยายชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว
เมื่อหวังก็พึงพยากรณ์ตนเองได้ว่า ‘เรามีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว
มีภูมิแห่งเปรตสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ และวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน ไม่มี
ทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”

ตติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๑๐ จบ
เวฬุทวารวรรคที่ ๑ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. จักกวัตติราชสูตร ๒. พรหมจริโยคธสูตร
๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร ๔. ปฐมสารีปุตตสูตร
๕. ทุติยสารีปุตตสูตร ๖. ถปติสูตร
๗. เวฬุทวาเรยยสูตร ๘. ปฐมคิญชกาวสถสูตร
๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร ๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd19-4.htm

ความไม่หวนคืนกลับมาและสำเร็จสัมโพธิ

ปัญจเวรภยสูตร

คหบดีวรรคที่ ๕
๑. ปัญจเวรภยสูตรที่ ๑

[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ-
*บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกร
คฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการ ของอริยสาวกสงบแล้ว เมื่อนั้นอริยสาวก
ย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรมอย่าง
ประเสริฐ อริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอดด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
สิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน
มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
[๑๕๒] ภัยเวร ๕ ประการสงบแล้วเป็นไฉน ดูกรคฤหบดี บุคคลผู้
ฆ่าสัตว์ ย่อมประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อม
เสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะปาณาติบาตเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวก
ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้ลักทรัพย์ย่อมประสพ
ภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัส
บ้าง เพราะอทินนาทานเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน
สงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม ย่อมประสพภัยเวรใด
อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัส
บ้าง เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากกาเม-
*สุมิจฉาจารสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลผู้พูดเท็จ ย่อมประสพภัยเวรใด
อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิกทุกข์คือโทมนัสบ้าง
เพราะมุสาวาทเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากมุสาวาทสงบแล้วด้วย
อาการอย่างนี้ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
ย่อมประสพภัยเวรใด อันมีในชาตินี้บ้าง อันมีในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยเจตสิก
ทุกข์คือโทมนัสบ้าง เพราะการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาทเป็นเหตุ ภัยเวรของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภัยเวร ๕ ประการนี้
สงบแล้ว ฯ
[๑๕๓] อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง
เป็นไฉน ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไป
ดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดา
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ดังนี้
ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มี
พระภาคตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก
ให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน ดังนี้ ย่อมประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้
ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติสมควร คือ
คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของ
คำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็น
นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ย่อมประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า
ปรารถนา อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ครอบงำได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรม
เป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างนี้ ฯ
[๑๕๔] ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอด
ดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน ดูกรคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำไว้
ในใจโดยแยบคาย ถึงปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะ
สิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้
จึงดับ ด้วยประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะ
สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหา
เป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ
อุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะ
อวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ
ดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ
ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ญายธรรมอันประเสริฐ
นี้ อริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา ฯ
[๑๕๕] ดูกรคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบ
แล้ว เมื่อนั้น อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง
และญายธรรมอย่างประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วย
ปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้น
แล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้น
แล้ว เราเป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า ฯ
จบสูตรที่ ๑

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=1812&Z=1883

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2015
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: